Neil Postman นักสังคมศาสตร์ผู้หยั่งรู้อนาคตและรู้ทันเทคโนโลยี
ประโยชน์ที่เทคโนโลยีใหม่ๆ สัญญาว่าจะมอบให้เรานั้นมีขีดจำกัด และมันไม่สามารถแทนที่คุณค่าต่างๆ ของมนุษย์ได้ – นีล โพสต์แมน, 1996
ในบรรดานักสังคมศาสตร์ผู้ทุ่มเททั้งชีวิตให้กับการวิเคราะห์และวิพากษ์วิจารณ์ผลกระทบของเทคโนโลยีที่มีต่อคุณภาพชีวิตของมนุษย มีนักสังคมศาสตร์น้อยคนที่มีความคิดแหลมคม เข้าใจพฤติกรรมและจิตวิทยาของมนุษย์อย่างทะลุปรุโปร่ง และสามารถหยั่งรู้อนาคตของสังคมมนุษย์ได้ดีกว่านีล โพสต์แมน (Neil Postman) นักสังคมศาสตร์และนักวิจารณ์สื่อชาวอเมริกัน (1931-2003) ผู้โด่งดังในฐานะผู้เขียนหนังสือเรื่อง “Amusing Ourselves to Death” (ให้ความบันเทิงตัวเองจนตัวตาย) ตีพิมพ์ในปี 1986 เป็นหนังสือที่วิพากษ์วิจารณ์สื่อโทรทัศน์ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจนทำให้คนจำนวนมากปักใจเชื่อว่า สื่อโทรทัศน์เป็นช่องทางการสื่อสารสมัยใหม่ที่มีประโยชน์กว่าหนังสือ และไม่มีผลเสียใดๆ ต่อสังคม
ในหนังสืออันยอดเยี่ยมเล่มนั้น โพสต์แมนนำเสนอข้อมูลหลักฐานและเหตุผลน่าฟังมากมายเพื่อชี้ให้เราเห็นว่า ช่องทางการสื่อสารส่งอิทธิพลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ต่อรูปแบบและเนื้อหาของการสนทนาที่เกิดขึ้น โพสต์แมนบอกว่า ทีวีได้กลายเป็นช่องทางหลักในการสื่อสารในสังคมสมัยใหม่ และคุณสมบัติหลักในธรรมชาติของทีวี (เช่น การที่มันเป็นรูปเคลื่อนไหวที่คนกดรีโมทเปลี่ยนช่องไปมาได้ง่าย ทำให้รายการต่างๆ ต้องมี “ความน่าดึงดูด” พอที่จะทำให้คนไม่เปลี่ยนช่องไปดูอย่างอื่น) “แปลง” บทสนทนาให้กลายเป็นรายการบันเทิงมากเสียจนทำให้วาทกรรมสาธารณะในประเด็นสำคัญต่างๆ สูญหายไปจากสังคม เนื่องจากการนำเสนอประเด็นสำคัญในรูปรายการบันเทิงบนทีวี ทำให้เราไม่สามารถอภิปรายประเด็นเหล่านั้นอย่างจริงจังได้ และการที่ประเด็นจริงจังต่างๆ ได้ถูกทีวีนำเสนอในฐานะประเด็นเพื่อความบันเทิงอย่างเดียวมาเป็นเวลานานหลายสิบปี ทำให้ปัจจุบันสาธารณชนก็ไม่สามารถมองประเด็นเหล่านี้เป็นอื่นไปได้ นอกจากสิ่งที่พวกเขาเสพเพื่อความบันเทิงเท่านั้น ดังนั้น ความนิยมของทีวีในฐานะช่องทางการสื่อสารหลัก (แทนที่หนังสือ) มีส่วนทำให้ประชาชนมีความอดทนน้อยลง ทักษะในการวิเคราะห์ข้อมูลและการใช้ตรรกะถดถอย (เพราะธรรมชาติของทีวีในฐานะสื่อที่ต้องดึงดูดความสนใจคนด้วยภาพเคลื่อนไหว ทำให้ “สาร” ที่ส่งผ่านทีวีไม่สามารถนำเสนอตรรกะที่สลับซับซ้อนและเชื่อมโยงเป็นลูกโซ่เหตุผล เหมือนกับหนังสือได้) ซึ่งก็ส่งผลให้สังคมโดยรวมมีวุฒิภาวะและศักยภาพด้อยลงในการอภิปรายประเด็นซับซ้อนต่างๆ ที่สำคัญต่อส่วนรวม
โพสต์แมนกล่าวในคำนำของ Amusing Ourselves to Death ว่า ผลเสียของทีวีที่สังคมอเมริกันกำลังประสบ อาจเป็นสัญญาณเตือนว่า โลกมนุษย์ในอนาคตอาจเป็นโลกที่เรามีเสรีภาพอย่างเต็มที่ แต่มัวหมกมุ่นอยู่กับการบันเทิงเริงรมย์จนสังคมเสื่อมโทรม ดังภาพอนาคตที่อัลดูซ ฮักซ์เลย์ (Aldous Huxley) วาดในนิยายเรื่อง “Brave New World” (โลกใหม่ที่กล้าหาญ) ไม่ใช่โลกที่เสรีภาพของเราถูกกดขี่ภายใต้อำนาจเผด็จการ ซึ่งเป็นโลกอนาคตที่จอร์จ ออร์เวล (George Orwell) วาดในนิยายเรื่อง “1984” ซึ่งคนรู้จักมากกว่านิยายของฮักซ์เลย์ โพสต์แมนปิดคำนำในหนังสือของเขาด้วยย่อหน้าต่อไปนี้:
“สิ่งที่ออร์เวลกลัว คือคนที่จะสั่งแบนหนังสือ สิ่งที่ฮักซ์เลย์กลัว คือความเป็นไปได้ที่จะไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่ผู้มีอำนาจจะต้องสั่งแบนหนังสือ เพราะจะไม่มีใครอยากอ่านหนังสือ ออร์เวลกลัวกลุ่มคนที่จะกีดกันไม่ให้เราเข้าถึงข้อมูล ฮักซ์เลย์กลัวกลุ่มคนที่จะให้อะไรๆ เรามากมายเสียจนทำให้เรากลายเป็นคนเฉื่อยชาและเห็นแก่ตัว ออร์เวลกลัวว่าความจริงจะถูกปกปิด ฮักซ์เลย์กลัวว่าความจริงจะจมอยู่ใต้ทะเลแห่งความไม่ตรงประเด็น (irrelevance) ออร์เวลกลัวว่าเราจะเป็นวัฒนธรรมที่ถูกขัง ฮักซ์เลย์กลัวว่าเราจะเป็นวัฒนธรรมไร้สาระที่หมกมุ่นอยู่กับของฟรี ของเล่น และความเฮฮานานาชนิด ฮักซ์เลย์กล่าวใน “Brave New World Revisited” (หวนคืนสู่โลกใหม่ที่กล้าหาญ) ว่า ผู้เชิดชูเสรีภาพประชาชนและนักเหตุผลนิยมที่ต่อต้านเผด็จการ “ล้มเหลวในการคำนึงว่า มนุษย์มีความต้องการสิ่งล่อตาล่อใจอย่างไร้ขีดจำกัด” ฮักซ์เลย์เสริมว่า ในนิยายเรื่อง “1984” ผู้มีอำนาจควบคุมมวลชนด้วยการมอบความเจ็บปวด แต่ใน “Brave New World” ผู้มีอำนาจควบคุมมวลชนด้วยการมอบความเพลิดเพลิน กล่าวโดยสรุปคือ ออร์เวลกลัวว่าสิ่งที่เราเกลียดจะทำลายเรา ฮักซ์เลย์กล้วว่าสิ่งที่เรารักจะทำลายเรา
“หนังสือเล่มนี้เกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่ฮักซ์เลย์เป็นฝ่ายถูก ไม่ใช่ออร์เวล”
เมื่อเปรียบเทียบคำนำของโพสต์แมนกับสภาพสังคมไทยปัจจุบัน หนึ่งปีเศษหลังเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ผู้เขียนก็อดคิดไม่ได้ว่า ดูเหมือนคณะรัฐประหารผู้กุมอำนาจรัฐในปัจจุบัน จะกำลังปิดหู ปิดตา และปิดปากประชาชนส่วนใหญ่ด้วยอำนาจเผด็จการที่เป็น “ประชาธิปไตย” แต่ในนาม ทำให้โลกของประชาชนเหล่านี้มีสภาพไม่แตกต่างจากโลกใน “1984” ของออร์เวล แต่ในขณะเดียวกัน ประชาชนส่วนน้อยที่สนับสนุนคณะรัฐประหาร ซึ่งโดยมากเป็นชนชั้นกลางฐานะดี ก็ดูเหมือนจะกำลังหลงระเริงอยู่ในโลกของ “Brave New World” – โลกที่เสรีชนหมกมุ่นอยู่กับความเพลิดเพลินส่วนตัวจนไม่สนใจความเป็นไปของสังคมส่วนรวม
ถึงแม้ว่าเขาจะล่วงลับไปก่อนที่จะเห็นเทคโนโลยีการสื่อสารก้าวไปอีกขั้นหนึ่ง ด้วยความนิยมของเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โพสต์แมนก็ยังคงเป็น “นักสังคมศาสตร์ชายขอบ” ส่วนน้อยที่สามารถชี้อันตรายและผลเสียจากเทคโนโลยีใหม่ๆ ได้อย่างชัดเจน ตรงประเด็น และอาจจะ “ทันสมัย” ตลอดกาลเสียด้วยซ้ำ เพราะสิ่งที่เขาตอกย้ำล้วนมีรากฐานมาจาก “ข้อเท็จจริงขั้นพื้นฐาน” ของธรรมชาติมนุษย์ ที่ย่อมเป็นจริงอยู่เสมอไม่ว่าเทคโนโลยีจะแปรเปลี่ยนไปเพียงใด
เพื่อชี้ให้เห็นคุณูปการของโพสต์แมนที่สังคมปัจจุบันมองข้ามไปอย่างน่าเสียดาย ผู้เขียนจะขอแปลสุนทรพจน์ชิ้นเอกของเขา หัวข้อ “Informing Ourselves to Death” ที่รับเชิญไปพูดเมื่อปี 1990 ให้ทุกท่านอ่านกันอย่างจุใจดังต่อไปนี้:
……
ให้ข้อมูลตัวเองจนตัวตาย
แปลจากสุนทรพจน์เรื่อง Informing Ourselves to Death ที่นีล โพสต์แมน รับคำเชิญของ German Informatics Society ไปพูดที่เมืองสตุ๊ตการ์ท ประเทศเยอรมัน วันที่ 11 ตุลาคม 1990
จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์ (George Bernard Shaw) นักการละครและนักปรัชญาสังคมผู้ยิ่งใหญ่เคยกล่าวว่า วิชาชีพทุกประเภทคือการสบคบคิดกันกลั่นแกล้งประชาชนธรรมดา (all professions are conspiracies against the common folk) ความหมายของเขาคือ มืออาชีพในอาชีพ “ชั้นนำ” ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น แพทย์ นักกฎหมาย อาจารย์ และนักวิทยาศาสตร์ ล้วนปกป้องสถานะทางสังคมอันสูงส่งของตัวเองด้วยการสร้างไวยากรณ์เฉพาะทางที่คนทั่วไปไม่เข้าใจ กระบวนการนี้กีดกันไม่ให้คนภายนอกเข้าใจว่ามืออาชีพพวกนี้กำลังทำอะไรอยู่และทำสิ่งนั้นไปเพื่ออะไร และในขณะเดียวกันก็กีดกันไม่ให้ “คนใน” ถูกตรวจตราอย่างใกล้ชิดและวิพากษ์วิจารณ์จากคนนอก กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ มืออาชีพล้วนสร้าง “กำแพงศัพท์เทคนิคเข้าใจยาก” ซึ่งบุคคลภายนอกไม่มีวันมองทะลุไปได้
ผมไม่อยากจะบ่นเหมือนกับท่านเบอร์นาร์ด ชอว์ เพราะผมเองก็เป็นอาจารย์ และชื่นชมศัพท์เทคนิคต่างๆ ไม่ต่างจากมืออาชีพคนอื่นๆ แต่ผมจะไม่ขัดขวางหากใครก็ตามที่ไม่รู้ความลับของวิชาชีพผม จะอยากเข้ามาอยู่ “วงใน” เพื่อแสดงความคิดเห็นจากมุมมองของคนนอก บางครั้งคนเหล่านี้อาจให้ความเห็นที่แปลกใหม่น่าสนใจ หรือมองเห็นอะไรบางอย่างที่มืออาชีพมองข้ามไป ผมเชื่อว่าผมได้รับคำเชิญให้มาพูดในงานสัมมนานี้ด้วยเป้าหมายทำนองเดียวกัน ผมไม่รู้เรื่องเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์มากไปกว่าคนปกติ ซึ่งก็ไม่ได้รู้อะไรมากมายอยู่แล้ว ผมไม่ค่อยเข้าใจว่านักเขียนโปรแกรมหรือนักวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ตื่นเต้นกับเรื่องอะไรบ้าง และผมก็รู้สึกว่าการบรรยายในงานนี้ดูลึกลับซับซ้อนเกินกว่าจะเข้าใจ ดังนั้นผมจึงต้องเป็น “คนนอก” ในที่นี้แน่ๆ
แต่ผมคิดว่า สิ่งที่พวกคุณต้องการในที่นี้ไม่ใช่แค่คนนอก แต่เป็นคนนอกที่มีมุมมองซึ่งอาจเป็นประโยชน์สำหรับคนวงใน นั่นคือเหตุผลที่ผมตอบรับคำเชิญให้มาพูดในวันนี้ ผมคิดว่าผมรู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับสิ่งที่เทคโนโลยี “กระทำ” ต่อวัฒนธรรม และสิ่งที่ผมรู้มากกว่านั้นอีกคือสิ่งที่เทคโนโลยี “ทำลาย” ในวัฒนธรรม ซึ่งประเด็นหลังนี้เป็นสิ่งที่ผมคิดว่าผู้เชี่ยวชาญด้านคอมพิวเตอร์รู้น้อยมากๆ ผมได้ยินผู้เชี่ยวชาญหลายคนในที่นี้สาธยายประโยชน์ของคอมพิวเตอร์ ไม่มีใครเลยที่อธิบายข้อเสียของเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ยกเว้นคนเดียวคือโจเซฟ ไวเซนบอห์ม (Joseph Weizenbaum) ผมคิดว่านี่เป็นเรื่องแปลก และทำให้ผมสงสัยว่าอาชีพนี้กำลังซ่อนอะไรสำคัญอยู่หรือเปล่า ผมหมายความว่า สิ่งที่ดูเหมือนวิชาชีพนี้กำลังขาดแคลน คือความรู้สึกสงบเสงี่ยมเจียมตัวเมื่อพูดถึงเทคโนโลยี เพราะใครก็ตามที่เคยศึกษาประวัติศาสตร์เทคโนโลยีย่อมรู้ดีว่า การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีนั้นเป็นการต่อรองแบบเฟาส์ต์ (Faustian bargain) เสมอ กล่าวคือ เทคโนโลยีมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ซึ่งไม่จำเป็นต้องมีขนาดเท่ากัน บางครั้งเทคโนโลยีใหม่ๆ ก็สร้างสรรค์มากกว่าทำลาย บางครั้งมันก็ทำลายมากกว่าสร้างสรรค์ แต่ไม่เคยเลยที่มันจะมีเฉพาะประโยชน์หรือโทษ เพียงด้านใดด้านหนึ่งเท่านั้น
การคิดค้นแท่นพิมพ์เป็นตัวอย่างที่ดีของประเด็นนี้ การพิมพ์หนังสือจุดประกายแนวคิดสมัยใหม่เรื่องปัจเจกชนนิยม แต่มันก็ทำลายความเป็นชุมชนและความกลมเกลียวทางสังคมซึ่งเป็นคุณลักษณะของยุคกลาง การพิมพ์สร้างร้อยแก้วขึ้นมา แต่มันก็แปรสภาพร้อยกรองให้เป็นรูปแบบการแสดงออกที่แปลกประหลาดและหัวสูง การพิมพ์ทำให้วิทยาศาสตร์สมัยใหม่เกิดขึ้นได้ แต่มันก็ลดทอนอารมณ์ทางศาสนาให้เหลือเพียงวิถีปฏิบัติทางไสยศาสตร์ การพิมพ์เอื้อต่อการเติบโตของรัฐชาติ แต่ในขณะเดียวกันก็เปลี่ยนความรักชาติให้เป็นอารมณ์ที่เห็นแก่ตัว ถ้าไม่ถึงกับอาฆาตพยาบาทไปเลย
พูดอีกนัยหนึ่งก็คือ เทคโนโลยีใหม่ๆ มักจะเป็นประโยชน์ต่อคนบางกลุ่ม และเป็นโทษต่อคนกลุ่มอื่น ยกตัวอย่างเช่น ผมคิดว่าในระยะยาว ครูที่สอนหนังสือในโรงเรียนจะถูกทีวีทำให้ตกยุค เช่นเดียวกับตอนที่ช่างตีเหล็กถูกรถยนต์ทำให้ตกยุค และนักขับร้องโศลก (balladeer) ถูกแท่นพิมพ์ทำให้ตกยุค กล่าวโดยสรุป การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีมีทั้งผู้ชนะและผู้แพ้ตลอดมา
เมื่อพูดถึงเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ ผมเชื่อว่าไม่มีใครปฏิเสธได้ว่าคอมพิวเตอร์ได้ช่วยเพิ่มอำนาจให้กับองค์กรขนาดใหญ่ เช่น กองกำลังทหาร สายการบิน ธนาคาร และกรมสรรพากร และเราก็เห็นแล้วว่าคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้ในงานวิจัยขั้นสูงในวงการฟิสิกส์และวิทยาศาสตร์ธรรมชาติแขนงอื่นๆ แต่เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ทำประโยชน์อะไรให้กับคนหมู่มาก? ผมหมายถึงแรงงานในโรงงานถลุงเหล็ก เจ้าของร้านชำ อาจารย์ ช่างซ่อมรถ นักดนตรี คนทำขนมปัง ช่างปูน ทันตแพทย์ และคนอื่นๆ ที่คอมพิวเตอร์ได้แทรกตัวเข้าไปอยู่ในชีวิตของพวกเขา? คอมพิวเตอร์ช่วยให้องค์กรขนาดใหญ่เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของคนเหล่านี้ได้อย่างสะดวกโยธินกว่าเดิม ติดตาม ควบคุม และตรวจสอบพวกเขาได้ง่ายดายกว่าเดิม และย่อส่วนชีวิตของพวกเขาลงให้เหลือเพียงตัวเลข พวกเขากำลังถูกรุกรานด้วยโฆษณาชวนเชื่อทางไปรษณีย์ที่ไม่มีใครต้องการ เป็นเป้าหมายง่ายๆ ของเอเยนซี่โฆษณาและสถาบันการเมือง โรงเรียนต่างๆ สอนให้เด็กใช้ระบบที่ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์เป็น แทนที่จะสอนสิ่งที่สำคัญกว่า กล่าวโดยสรุปคือ แทบไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับสิ่งที่ผู้แพ้ทั้งหลายต้องการ ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลที่พวกเขาเป็นผู้แพ้
เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้วที่ผู้ชนะ (ซึ่งก็หมายถึงผู้มาบรรยายส่วนใหญ่ในที่นี้) จะคะยั้นคะยอให้ผู้แพ้แสดงความกระตือรือร้นในเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ นั่นคือวิถีของผู้ชนะ และนั่นก็คือเหตุผลที่บางครั้งผู้ชนะจะบอกผู้แพ้ว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนตัวจะช่วยให้คนธรรมดาทำบัญชีรายรับรายจ่ายได้เรียบร้อยกว่าเดิม เก็บสูตรการทำกับข้าวได้ดีกว่าเดิม และทำรายการช็อปปิ้งที่ดูมีเหตุมีผลมากกว่าเดิม ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้บอกผู้แพ้ด้วยว่า พวกเขาจะสามารถลงคะแนนเสียงเลือกตั้งจากที่บ้าน ช็อปปิ้งจากที่บ้าน หาข้อมูลทุกอย่างที่ต้องการโดยไม่ต้องลุกจากเก้าอี้ และดังนั้นชีวิตชุมชนจึงไม่จำเป็นสำหรับพวกเขา ผู้ชนะบอกว่า ชีวิตของผู้แพ้จะมีประสิทธิภาพดีขึ้น โดยไม่บอกว่าพวกเขามองจากมุมมองของใคร และต้นทุนของประสิทธิภาพที่สูงขึ้นนั้นมีอะไรบ้าง
เมื่อใดที่ผู้แพ้รู้สึกกังขา ผู้ชนะก็จะทำให้พวกเขารู้สึกตื่นเต้นละลานตาไปกับความสามารถของคอมพิวเตอร์ ซึ่งมีความเกี่ยวโยงเพียงน้อยนิดกับคุณภาพชีวิตของพวกเขา แต่ก็ยังดูน่าทึ่งอยู่นั่นเอง จนท้ายที่สุด ผู้แพ้ก็ต้องยอมจำนน ส่วนหนึ่งเพราะพวกเขาเชื่อว่าความรู้เฉพาะทางที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์นั้นเป็นปัญญาชนิดหนึ่ง แน่นอน ผู้เชี่ยวชาญคอมพิวเตอร์เองก็เชื่อแบบนี้เหมือนกัน ผลที่ตามมาคือไม่มีใครตั้งคำถามเช่น คอมพิวเตอร์มอบอำนาจกับเสรีภาพมากขึ้นให้กับใคร? และลดทอนอำนาจกับเสรีภาพของใคร?
เมื่อมาถึงตอนนี้ ทุกท่านคงจะนึกว่าผมทำให้ทั้งหมดนี้ฟังดูเป็นแผนการของผู้ชนะ ราวกับว่าพวกเขารู้อยู่แล้วว่าใครจะได้และจะเสียอะไรบ้าง แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้น เพราะผู้ชนะไม่รู้เสมอไปว่าพวกเขากำลังทำอะไรอยู่ และก็ไม่รู้สิ่งที่พวกเขาทำอยู่นั้นจะนำไปสู่อะไร พระในศาสนาคริสต์นิกายเบเนดิคท์ผู้ประดิษฐ์นาฬิกาจักรกลในคริสต์ศตวรรษที่ 12 และ 13 เชื่อว่านาฬิกาจะช่วยทำให้ช่วงการบูชาพระผู้เป็นเจ้าที่แบ่งเป็น 7 ช่วงเวลาต่อวันของพวกเขามีความเที่ยงตรงมากขึ้น และความเชื่อของพวกเขาก็กลายเป็นจริง แต่สิ่งที่พระเหล่านั้นคาดไม่ถึงก็คือ นาฬิกาไม่เพียงแต่เป็นวิธีบอกเวลา หากยังเป็นวิธีควบคุมและจัดระเบียบให้กับพฤติกรรมของมนุษย์ด้วย และด้วยเหตุนั้น นาฬิกาจึงได้ย้ายออกนอกกำแพงโบสถ์ในศตวรรษที่ 14 เพื่อนำความเที่ยงตรงมาสู่ชีวิตของช่างฝีมือและพ่อค้า นาฬิกาจักรกลช่วยบันดาลให้ไอเดียเรื่องกระบวนการผลิตที่เป็นระบบ ช่วงเวลาทำงานที่เป็นระบบ และผลิตภัณฑ์ที่เป็นมาตรฐาน ล้วนกลายเป็นความจริงขึ้นมา ถ้าไม่มีนาฬิกา ระบอบทุนนิยมก็เกิดขึ้นไม่ได้ และนี่คือความย้อนแย้งอันน่าทึ่ง – ผู้ประดิษฐ์นาฬิกาจักรกลคือกลุ่มคนที่ต้องการทุ่มเทชีวิตให้กับพระผู้เป็นเจ้าอย่างแข็งขันกว่าเดิม แต่สิ่งประดิษฐ์ของพวกเขากลายเป็นเทคโนโลยีที่มีประโยชน์ที่สุดสำหรับกลุ่มคนที่ทุ่มเทชีวิตให้กับการสะสมเงินทอง เทคโนโลยีมีผลกระทบที่เราคาดไม่ถึงเสมอ และบางครั้งเราก็มองไม่ออกในตอนแรกว่าใครหรืออะไรจะเป็นฝ่ายชนะ และใครหรืออะไรจะเป็นฝ่ายแพ้
ผมอยากเสริมตรงนี้ด้วยว่า โยฮัน กูเต็นเบิร์ก (Johann Gutenberg ผู้คิดค้นแท่นพิมพ์) น่าจะเป็นชาวคริสต์ผู้เคร่งครัด ผู้คงรู้สึกเดือดดาลที่ได้ยินมาร์ติน ลูเธอร์ (Martin Luther พระผู้เขียนและตีพิมพ์เผยแพร่บทโจมตีความเหลวแหลกของสถาบันสงฆ์นิกายโรมันคาทอลิก นำไปสู่การสังคายนาสถาบันสงฆ์ครั้งใหญ่และก่อให้เกิดคริสต์นิกายใหม่คือ โปรแตสแตนท์) ประกาศว่าการพิมพ์คือ “ความการุณย์อันประเสริฐที่สุดของพระเจ้า ซึ่งช่วยขับดันศาสนาให้ก้าวหน้า” กูเต็นเบิร์กคิดว่าสิ่งประดิษฐ์ของเขาจะช่วยเผยแผ่อิทธิพลของคริสตจักรแห่งโรม แต่มันกลับนำมาซึ่งการปฏิวัติที่ทำให้สถาบันนั้นต้องสูญเสียอำนาจผูกขาดไป
ดังนั้น ผมคิดว่าเราน่าจะถามกันเองว่า มีอะไรบ้างหรือไม่ที่ผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์คิดว่าเป็นประโยชน์กับเรา แต่อาจกลับกลายเป็นสิ่งที่ทำให้ทั้งเขาและเราต้องเสียดายในภายหลัง? ผมเชื่อว่ามี และนั่นก็สะท้อนให้เห็นในหัวข้อของสุนทรพจน์ของผมในวันนี้ – “ให้ข้อมูลตัวเองจนตัวตาย” ในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ ผมจะพยายามอธิบายว่า คอมพิวเตอร์มีอันตรายอะไรบ้าง และเหตุใดมันจึงเป็นอันตราย ผมหวังว่าทุกท่านคงจะใจกว้างพอที่จะพิจารณาคำบรรยายของผม ผมคิดว่าจะเริ่มต้นด้วยการเล่าเรื่องการทดลองเล็กๆ ของผมเรื่องหนึ่ง ที่ผมทำๆ หยุดๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา บางคนบอกว่าการทดลองของผมเป็นการตบตาและฉวยโอกาสเบียดเบียนคนอื่น แต่ผมหวังว่าอารมณ์ขันของทุกท่านจะให้อภัยผมได้
การทดลองของผมคืออย่างนี้ครับ ตอนเช้าๆ เวลาผมเห็นเพื่อนร่วมงานที่ไม่ได้ถือหนังสือพิมพ์ เดอะ นิวยอร์ก ไทม์ส์ (The New York Times) ติดมือมาด้วย ผมจะถามเขาว่า “คุณอ่านเดอะ ไทม์ส์ เช้านี้หรือยัง?” ถ้าเขาตอบว่าอ่านแล้ว วันนั้นผมก็จะไม่ทำการทดลอง แต่ถ้าเขาตอบว่ายัง ผมก็จะเริ่มการทดลองด้วยการแนะว่า “คุณน่าจะลองอ่านหน้า 23 ดูนะ มีข่าวเรื่องผลการวิจัยของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด น่าสนใจทีเดียว” เมื่อได้ยินอย่างนั้น เพื่อนร่วมงานส่วนใหญ่ก็จะถามกลับว่า “จริงเหรอ? งานวิจัยเรื่องอะไรล่ะ?” คำตอบของผมหลังจากนั้นก็จะขึ้นอยู่กับจินตนาการเป็นหลัก แต่ผมจะพูดอะไรประมาณนี้ – “นักวิทยาศาสตร์ที่ฮาร์วาร์ดพยายามหาคำตอบว่าอาหารแบบไหนช่วยคนลดน้ำหนักได้ดีที่สุด พวกเขาค้นพบว่า มื้อปกติที่เราทานทุกวัน เสริมด้วยการกินขนมเอแคลร์ใส้ช็อกโกแลตวันละ 6 ครั้ง เป็นวิธีลดน้ำหนักที่ดีที่สุด เพราะเอแคลร์มีสารอาหารพิเศษชื่อ เอนโคเมียล ไดอ็อกซิน ที่เผาผลาญแคลอรี่ได้เร็วกว่าปกติ” อีกคำตอบหนึ่งที่ผมชอบใช้กับเพื่อนร่วมงานที่เป็นห่วงสุขภาพตัวเองมากคือ “ผมคิดว่าคุณน่าจะอยากรู้เรื่องนี้นะ นักวิทยาศาสตร์สมองที่มหาวิทยาลัยสตุ๊ตการ์ท ได้ค้นพบความสัมพันธ์ระหว่างการวิ่งจ็อกกิ้ง กับการลดลงของระดับสติปัญญา พวกเขาทดสอบคนจำนวน 1,200 คนเป็นเวลาติดต่อกัน 5 ปี แล้วก็พบว่าเมื่อคนใช้เวลาวิ่งมากขึ้น สติปัญญาของพวกเขาก็ลดลงเป็นเงาตามตัว นักวิทยาศาสตร์หาคำอธิบายเรื่องนี้ไม่ได้ รู้แต่ว่ามันเกิดขึ้นจริง”
ผมเชื่อว่าทุกท่านคงรู้แล้วว่าผมเล่นบทไหนในการทดลองนี้ – ผมกุเรื่องที่ฟังดูเหลือเชื่อมากๆ ให้คนอื่นฟัง หลายท่านอาจจะบอกว่า ไร้สาระจนเชื่อไม่ได้ ผลการทดลองเป็นแบบนี้นะครับ คนส่วนใหญ่ที่ถูกผมหลอกเป็นครั้งแรกจะเชื่อในสิ่งที่ผมพูด หรืออย่างน้อยก็ไม่ปฏิเสธว่าไม่เชื่อ บางครั้งพวกเขาจะถามกลับว่า “จริงเหรอ? ที่เล่ามานี่เป็นไปได้เหรอ?” บางครั้งพวกเขาก็จะทำหน้าเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งก่อนจะตอบว่า “คุณว่าการทดลองนี่ทำที่ไหนนะ?” และบางครั้งพวกเขาจะตอบว่า “อืม ฉันเคยได้ยินเรื่องทำนองนี้มาแล้วล่ะ”
ผมคิดว่าผลการทดลองนี้บอกอะไรเราหลายอย่าง บทสรุปประการแรกตรงกับที่ เอช. แอล. เม็งเคน (H. L. Mencken) เคยกล่าวไว้เมื่อห้าสิบปีก่อนว่า ไม่มีไอเดียอะไรที่งี่เง่าเสียจนคุณจะหาศาสตราจารย์มาเชื่อมันไม่ได้ นี่อาจเป็นคำกล่าวหามากกว่าคำอธิบาย แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ผมทำการทดลองนี้ซ้ำๆ กับคนจำนวนมากที่ไม่ใช่ศาสตราจารย์ ผลก็ยังออกมาเหมือนเดิม บทสรุปประการที่สองที่ผมว่าการทดลองนี้สนับสนุน คือสิ่งที่จอร์จ ออร์เวล (George Orwell) เคยกล่าวไว้เมื่อประมาณห้าสิบปีที่แล้วเหมือนกันว่า คนธรรมดาวันนี้ไร้เดียงสาเท่ากับคนธรรมดาในยุคกลาง ผู้คนในยุคกลาง (ประมาณคริสตศตวรรษที่ 9-13) ศรัทธาในอำนาจอธิบายของศาสนาของพวกเขาไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น วันนี้เราก็ศรัทธาในอำนาจอธิบายของวิทยาศาสตร์ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
แต่ผมคิดว่ามีบทสรุปที่เป็นไปได้อีกประการหนึ่งที่สำคัญกว่า เกี่ยวข้องกับประเด็นที่ออร์เวลชี้ แต่ดูเหมือนจะตั้งฉากออกไปหน่อย นั่นคือข้อเท็จจริงที่ว่า โลกที่เราอาศัยอยู่ทุกวันนี้นั้นเป็นโลกที่คนส่วนใหญ่แทบจะเข้าใจไม่ได้เลย แทบไม่มี “ข้อเท็จจริง” ใดๆ ไม่ว่าจะเป็นสัจธรรมหรือสิ่งที่ “จริง” แต่ในจินตนาการเท่านั้น ที่จะทำให้เราแปลกใจได้นาน เพราะเราไม่มีมโนภาพของโลกที่สมบูรณ์แบบและมั่นคงพอที่จะทำให้เรารู้สึกว่าข้อเท็จจริงนั้นเป็นข้อขัดแย้งที่รับไม่ได้ เราศรัทธาก็เพราะมันไม่มีเหตุผลอะไรที่เราไม่ควรศรัทธา ไม่มีเหตุผลใดๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม การเมือง ประวัติศาสตร์ ปรัชญา ตรรกะ หรือจิตวิญญาณ เราอยู่ในโลกที่ดูไร้เหตุผลอย่างสิ้นเชิงสำหรับเรา ไร้แม้กระทั่งเหตุผลทางเทคนิค ผมไม่อยากจะทำการทดลองกับทุกท่านในที่นี้ เพราะผมก็เผยความลับไปหมดแล้ว แต่ถ้าผมบอกทุกท่านว่า เก้าอี้ที่ท่านนั่งอยู่นี้ทำจากหนังปลาเฮอริง ท่านจะเอาอะไรมาเถียงผมหรือครับ? ประสาทสัมผัสและความรู้ทั้งหมดที่เรามีบอกเราว่ามันอาจเป็นอย่างนั้นจริงๆ ก็ได้ และถ้าผมหานักเคมีอุตสาหกรรมมายืนยันว่าเรื่องนี้เป็นข้อเท็จจริง ด้วยการให้เขาอธิบายกระบวนการสร้างเก้าอี้จากหนังปลาที่แสนจะเข้าใจยาก พรุ่งนี้ทุกท่านคงจะไปเล่าให้คนอื่นฟังว่า เออ เมื่อคืนนี้ได้นั่งเก้าอี้ที่ทำจากหนังปลาเฮอริงด้วย
บางที ผมอาจจะเข้าใกล้ประเด็นที่ผมอยากบอกมากขึ้น ด้วยการใช้อุปมาอุปไมยดังต่อไปนี้ ถ้าคุณแกะไพ่สำรับใหม่เอี่ยมอ่อง ค่อยๆ พลิกไพ่ขึ้นมาดูทีละใบ คุณก็จะรู้ได้ไม่ยากว่าไพ่สำรับนั้นเรียงลำดับกันอย่างไร ถ้าคุณเห็นไพ่ตั้งแต่หนึ่งโพดำไปจนถึงเก้าโพดำ คุณก็ย่อมจะคิดว่าใบต่อไปน่าจะเป็นสิบโพดำ ถ้ามันกลายเป็นสามดอกจิก คุณก็คงแปลกใจ และสงสัยว่าไพ่สำรับนี้มีอะไรไม่ชอบมาพากลหรือเปล่า แต่ถ้าผมสับไพ่สำรับนั้นยี่สิบครั้งก่อนจะยื่นให้คุณ แล้วขอให้เปิดดูทีละใบ คุณก็คงไม่คาดหวังว่ามันจะมีลำดับอะไรเป็นพิเศษ โอกาสที่ไพ่ใบต่อไปจะเป็นสามดอกจิกมีเท่าๆ กับสิบโพดำ ในเมื่อคุณไม่มีพื้นฐานอะไรที่จะเชื่อว่าไพ่สำรับนี้มีระเบียบแบบแผน คุณก็ไม่มีเหตุผลที่จะรู้สึกประหลาดใจที่ได้เห็นไพ่ใบใดใบหนึ่งโผล่ขึ้นมา
ประเด็นของผมก็คือ ในโลกที่ไม่มีระเบียบทางจิตวิญญาณหรือทางปัญญา ไม่มีอะไรที่เหลือเชื่อ ไม่มีอะไรที่คาดการณ์ล่วงหน้าได้ และดังนั้น จึงไม่มีอะไรที่ทำให้เราแปลกใจ
อันที่จริง จอร์จ ออร์เวลไม่ได้ให้ความเป็นธรรมกับคนธรรมดาในยุคกลางเท่าไรนัก เพราะระบบความเชื่อในสมัยนั้นค่อนข้างคล้ายกับไพ่สำรับใหม่ของผม พวกเขาเชื่อมั่นว่าจักรวาลเปรียบเสมือนนาฬิกาจักรกลที่เข้าใจได้และเป็นระบบระเบียบ มนุษย์รับความรู้และความดีงามทั้งหมดมาจากพระผู้เป็นเจ้า คำอธิบายของนักบวชเกี่ยวกับโลกล้วนมาจากตรรกะทางเทววิทยา พวกเขาไม่ได้ขอให้ทุกคนเชื่ออะไรตามอำเภอใจ รวมทั้ง “ข้อเท็จจริง” ที่ว่าพระเจ้าสร้างโลกเมื่อเวลา 9 นาฬิกา ของวันที่ 23 ตุลาคม 4,004 ปีก่อนคริสตกาล นักบวชสมัยนั้นสามารถอธิบาย “ข้อเท็จจริง” ดังกล่าวได้อย่างชัดเจนและทำให้ทุกคนพอใจ และพวกเขาก็อธิบายได้ด้วยว่า เทวดา 10,000 องค์เต้นระบำอยู่บนหัวเข็มหมุดได้อย่างไร เรื่องเหล่านี้อาจฟังดูมีเหตุผล ถ้าคุณเชื่อว่าเนื้อหาในพระคัมภีร์ไบเบิลคือพระวจนะของพระเจ้า และเชื่อว่ามีเทวดาอาศัยอยู่ในจักรวาลนี้จริงๆ แน่นอนครับ โลกในยุคกลางเต็มไปด้วยความลี้ลับอันน่าอัศจรรย์ใจ แต่มันก็ไม่ได้เป็นโลกที่ปราศจากระเบียบในมุมมองของคนสมัยนั้น คนธรรมดาสามัญในยุคกลางอาจไม่มีวันเข้าใจว่า ชีวิตอันแร้นแค้นของพวกเขาอยู่ตรงไหนในแบบแผนจักรวาลอันอ่อนโยนของพระผู้เป็นเจ้า แต่พวกเขาจะไม่เคยสงสัยเลยว่าแบบแผนนั้นมีอยู่จริง และนักบวชศาสนาคริสต์ก็ล้วนเป็นผู้มีความสามารถที่จะนิรนัยแบบแผนนั้นจากหลักการไม่กี่ข้อ ซึ่งแม้ว่าแบบแผนนั้นอาจฟังดูไม่เป็นเหตุเป็นผล อย่างน้อยมันก็ไม่มีข้อขัดแย้งในตัวเอง
สถานการณ์ของเราในปัจจุบันนั้นแตกต่างจากยุคกลางมาก ผมมองว่ามันน่าเศร้ากว่า น่าสับสนกว่า และแน่นอนว่าลึกลับกว่า โลกของเราดูเหมือนสำรับไพ่ที่ถูกสับแล้วหลายรอบ ไม่มีแบบแผนใดๆ ที่เราสามารถใช้เป็นพื้นฐานรองรับความเชื่อทั้งมวล และในแง่นั้น พวกเราก็ดูจะไร้เดียงสากว่าคนในยุคกลาง และขี้กลัวมากกว่า เพราะเราถูกทำให้เชื่ออะไรๆ ได้ง่ายกว่า หนังปลาเฮอริงฟังดูมีเหตุผลพอๆ กับเอนโคเมียล ไดอ็อกซินนั่นแหละครับ
ในแง่หนึ่ง ทั้งหมดนี้ไม่ใช่ความผิดของเราเลย ถ้าผมจะอ้างปัญญาของแคสเซียส (Cassius) กลับหัวเสียหน่อยว่า ความผิดไม่ได้อยู่ในตัวเรา แต่อยู่ในดวงดาวทั้งมวลต่างหาก เมื่อกาลิเลโอ (Galileo) หันกล้องของเขาขึ้นสู่อวกาศ และยอมให้เคปเลอร์ (Kepler) ใช้กล้องนั้นด้วย พวกเขามองไม่เห็นพลังหรือเวทมนต์ใดๆ ในดวงดาว มองเห็นแต่ระเบียบในธรรมชาติที่เป็นเรขาคณิต และสมการต่างๆ เท่านั้น ดูเหมือนว่าพระเจ้าจะไม่ใช่นักปรัชญาด้านศีลธรรม หากเป็นนักคณิตศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ต่างหาก การค้นพบข้อนี้ช่วยกระตุ้นพัฒนาการของวิชาฟิสิกส์ แต่ในขณะเดียวกันก็มีแต่ผลเสียต่อเทววิทยา เพราะก่อนหน้ากาลิเลโอและเคปเลอร์ มนุษย์สามารถเชื่อได้ว่าโลกเป็นศูนย์กลางของจักรวาล และพระเจ้าก็สนใจกิจกรรมของมนุษย์เป็นพิเศษ หลังจากการค้นพบของนักวิทยาศาสตร์ทั้งสอง โลกกลับกลายเป็นเพียงดาวเคราะห์อันโดดเดี่ยวในกาแล็คซีเล็กๆ ในซอกมุมหนึ่งของจักรวาลเท่านั้น ทำให้มนุษย์เริ่มสงสัยว่าพระเจ้าสนใจพวกเราจริงหรือ โลกที่มีระบบระเบียบและเข้าใจได้ของยุคกลางก็เริ่มหลุดลุ่ยเลือนราง เพราะผู้คนมองไม่เห็นหน้าตาของมิตรสหายในหมู่ดาวอีกต่อไป
และในตอนนี้ อีกสิ่งหนึ่งที่เคยเป็นมิตรกับเราก็กลับกลายเป็นศัตรูไปแล้ว ผมกำลังพูดถึง “ข้อมูล” (information) ครับ ในอดีต ข้อมูลเคยเป็นทรัพยากรที่ช่วยมนุษย์แก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่เร่งด่วน เป็นเรื่องจริงที่ว่าในยุคกลาง ข้อมูลเป็นทรัพยากรหายาก แต่ความหายากนั้นเองก็ทำให้ข้อมูลมีทั้งความสำคัญ และเป็นประโยชน์ แต่ทุกคนรู้ว่าคุณสมบัตินี้เริ่มเปลี่ยนไปตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 15 เมื่อช่างทำทองชื่อกูเต็นเบิร์กแห่งเมืองเมนซ์ (Mainz) ดัดแปลงเครื่องคั้นเหล้าองุ่นให้เป็นแท่นพิมพ์ เท่ากับเป็นการสร้างปรากฏการณ์ที่ตอนนี้เราขนานนามว่า “ระเบิดข้อมูล” (information explosion) ภายในสี่สิบปีหลังจากการประดิษฐ์แท่นพิมพ์ โลกก็มีแท่นพิมพ์ในเมืองไม่ต่ำกว่า 110 แห่ง ใน 6 ประเทศ และภายในห้าสิบปีถัดมา ก็มีการตีพิมพ์หนังสือกว่า 8 ล้านเล่ม แทบทั้งหมดในจำนวนนี้เต็มไปด้วยข้อมูลที่คนธรรมดาไม่เคยเข้าถึงมาก่อน ผมคิดว่าไม่มีอะไรที่ทำให้คนเข้าใจผิดมากไปกว่าคำกล่าวที่ว่า เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ให้กำเนิดยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร (age of information) แท่นพิมพ์ต่างหากครับที่เป็นจุดเริ่มต้นของยุคนั้น และตอนนี้เราก็ยังหนีจากมันไม่พ้น
แต่สิ่งที่เริ่มต้นในฐานะกระแสอันปลดปล่อย ได้กลายเป็นคลื่นแห่งความโกลาหล ถ้าผมจะยกประเทศตัวเองขึ้นเป็นตัวอย่างนะครับ นี่คือสิ่งที่เรากำลังเผชิญอยู่ – สหรัฐอเมริกามีป้ายโฆษณาทั้งหมด 260,000 ป้าย, หนังสือพิมพ์ 11,520 ฉบับ, นิตยสาร 11,556 เล่ม, ร้านให้เช่าวีดีโอ 27,000 แห่ง, โทรทัศน์ 362 ล้านเครื่อง และวิทยุอีก 400 ล้านเครื่อง แต่ละปีมีหนังสือออกใหม่ 40,000 เล่ม (300,000 เล่มถ้านับทั้งโลก) แต่ละวันทั้งประเทศมีคนถ่ายรูปจำนวน 41 ล้านใบ และแต่ละปีมีใบปลิวโฆษณากว่า 60,000 ล้านชิ้นที่ส่งมาในตู้ไปรษณีย์ของเรา เทคโนโลยีทุกอย่างนับตั้งแต่โทรเลขและกล้องถ่ายรูปในศตวรรษที่ 19 ไปจนถึงชิพซิลิคอนในศตวรรษที่ 20 ช่วยโหมประโคมปริมาณและความอึกทึกของข้อมูล จนกระทั่งมันไม่มีความเกี่ยวโยงใดๆ กับวิธีการแก้ไขปัญหา ในสายตาของคนธรรมดาอีกต่อไป
ความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลกับการกระทำได้ขาดสะบั้นไปแล้ว ตอนนี้ข้อมูลเป็นเพียงสินค้าโภคภัณฑ์ที่เราสามารถซื้อขายได้ หรือใช้เป็นการบันเทิงรูปแบบหนึ่ง หรือใช้ประดับบารมีเพื่อส่งเสริมสถานภาพทางสังคม ข้อมูลเป็นสิ่งที่เราได้รับโดยไม่ได้เรียกร้อง ไม่จ่าหน้าเฉพาะเจาะจงถึงใครเป็นพิเศษ และตัดขาดจากความเป็นประโยชน์ เรามีข้อมูลมากจนเกินพอ จมอยู่ในทะเลข้อมูล ไม่สามารถควบคุมมันได้ และไม่รู้ว่าจะทำอะไรกับมันดี
มีเหตุผลสองประการที่อธิบายว่า เหตุใดเราจึงไม่รู้ว่าจะทำอะไรดีกับข้อมูล เหตุผลประการแรกคือสิ่งที่ผมกล่าวไปแล้ว – เราไม่มีมโนคติที่ชัดเจนอีกต่อไปเกี่ยวกับตัวเอง เกี่ยวกับจักรวาล และเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ด้วยกันและระหว่างเรากับโลก เราไม่รู้ว่าเรามาจากไหน เรากำลังจะไปไหน และเพื่ออะไร ไม่เหมือนกับคนในยุคกลาง เราจึงไม่รู้ว่าข้อมูลใดบ้างที่สำคัญ และข้อมูลใดบ้างที่ไม่สำคัญต่อชีวิตของเรา เหตุผลประการที่สองคือ เราทุ่มเทพลังงานและสติปัญญาทั้งหมดที่เรามีไปกับการคิดค้นเครื่องจักรที่ไม่ทำอย่างอื่นเลยยกเว้นเพิ่มปริมาณข้อมูล ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือ แรงต้านทานของเราต่อสภาพล้นเกินของข้อมูลได้พังทลายลง ระบบภูมิคุ้มกันข้อมูลของเราใช้การไม่ได้แล้ว เราไม่รู้ว่าจะกรองข้อมูลอย่างไร เราไม่รู้ว่าจะลดปริมาณข้อมูลอย่างไร และเราก็ไม่รู้ว่าจะใช้ข้อมูลอย่างไร เรากำลังป่วยเป็นโรคเอดส์ทางวัฒนธรรม
คอมพิวเตอร์กำเนิดขึ้นมาระหว่างที่เรากำลังประสบปัญหานี้อยู่ เราทุกคนรู้ดีว่าคอมพิวเตอร์เป็น “สากล” ไม่ใช่เพราะว่ามันมีประโยชน์เหลือคณานับเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเพราะเราสามารถผนวกมันเข้าในโครงสร้างของเครื่องจักรอื่นๆ ดังนั้นผมคงต้องเป็นคนโง่มากถ้าจะบอกว่าการใช้คอมพิวเตอร์ทุกรูปแบบล้วนมีอันตราย แต่เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า เราใช้คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่ในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับข้อมูล เวลาใครพูดถึง “วิทยาศาสตร์ข้อมูล” เขากำลังพูดถึงคอมพิวเตอร์ พูดเรื่องวิธีเก็บข้อมูล วิธีดึงข้อมูลออกมาใช้ วิธีจัดระเบียบให้กับข้อมูล คอมพิวเตอร์เป็นคำตอบต่อคำถามว่า ฉันจะหาข้อมูลมากขึ้น เร็วขึ้น และมีประโยชน์มากขึ้นได้อย่างไร? แน่นอน คำถามทั้งหมดนี้ฟังดูมีเหตุมีผลนะครับ แต่ผมอยากจะถามคำถามอื่นที่ผมคิดว่ามีเหตุมีผลยิ่งกว่านั้นอีก คำถามเช่น อิรักไปรุกรานคูเวตเพราะพวกเขาขาดแคลนข้อมูลหรือเปล่า? ถ้าสงครามร้ายแรงระหว่างอิรักกับอเมริกาต้องอุบัติขึ้น มันจะเกิดเพราะมีใครขาดแคลนข้อมูลหรือเปล่า? ถ้าเด็กๆ ชาวเอธิโอเปียต้องอดตาย นั่นเป็นเพราะข้อมูลขาดแคลนหรือเปล่า? การเหยียดผิวยังเกิดขึ้นในอาฟริกาใต้เพราะข้อมูลขาดแคลนหรือเปล่า? ถ้าอาชญากรหลายคนยังทำตัวเป็นเจ้าถิ่นในกรุงนิวยอร์ก พวกเขาทำแบบนั้นเพราะข้อมูลขาดแคลนหรือเปล่า?
ทีนี้ลองถามคำถามในระดับที่ใกล้ตัวเรามากขึ้น – ถ้าคุณและคู่สมรสของคุณกำลังอยู่กันอย่างไม่มีความสุข และตกลงจบชีวิตคู่ลงด้วยการหย่าร้าง นั่นเป็นเพราะข้อมูลขาดแคลนหรือเปล่า? ถ้าลูกๆ ของคุณทำตัวเกเรและนำความอับอายมาสู่ครอบครัว นั่นเป็นเพราะข้อมูลขาดแคลนหรือเปล่า? ถ้ามีใครสักคนในครอบครัวของคุณต้องเสียสติไป นั่นเป็นเพราะข้อมูลขาดแคลนหรือเปล่า?
ผมเชื่อว่าทุกท่านในที่นี้คงต้องยอมรับว่า สิ่งที่ทำให้เราเดือดร้อน สิ่งที่ทำให้เราเป็นทุกข์และเจ็บปวดที่สุด ทั้งในระดับวัฒนธรรมและในระดับเรื่องส่วนตัว ไม่เกี่ยวอะไรกันเลยกับประเภทของข้อมูลที่คอมพิวเตอร์ช่วยให้เราเข้าถึงได้ดีกว่าเดิม คอมพิวเตอร์และข้อมูลที่อยู่ในนั้นไม่สามารถตอบคำถามพื้นฐานทุกข้อที่เราต้องตอบ เพื่อให้ชีวิตของเรามีความหมายและมีมนุษยธรรมมากขึ้น คอมพิวเตอร์ไม่สามารถมอบโครงสร้างทางศีลธรรมใดๆ ให้กับเรา มันบอกเราไม่ได้ว่า คำถามใดบ้างมีค่าควรแก่การถาม มันไม่สามารถเป็นเครื่องมือให้เราเกิดความเข้าใจว่า เราเกิดมาทำไม เราสู้กันไปเพื่ออะไร หรือเหตุใดเราจึงมักจะหลงลืมความเป็นสุภาพบุรุษ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เราต้องการมันที่สุด ในแง่หนึ่ง คอมพิวเตอร์เป็นของเล่นชั้นยอดที่หันเหความสนใจของเราไปจากสิ่งที่เราจำเป็นต้องเผชิญหน้าที่สุด ไม่ว่าจะเป็นความว่างเปล่าวังเวงทางจิตวิญญาณ จิตสำนึกเกี่ยวกับตัวตนของเรา และมโนคติที่เป็นประโยชน์เกี่ยวกับอดีตและอนาคตของมนุษยชาติ เราควรจะตำหนิว่านี่เป็นความผิดของคอมพิวเตอร์หรือเปล่า? แน่นอนว่าไม่ใช่ เพราะมันก็เป็นแค่เครื่องจักร แต่คนกำลังนำเสนอมันราวกับเป็นพระผู้มาโปรดสัตว์โลก เหมือนกับวิธีการนำเสนอในงานสัมมนานี้
เหล่าโฆษกของคอมพิวเตอร์บอกเราว่า คอมพิวเตอร์จะทำให้การศึกษาของเราดีขึ้น ศาสนาดีขึ้น การเมืองดีขึ้น มันสมองดีขึ้น และที่เยี่ยมที่สุดคือ มันจะทำให้ตัวตนของเราดีขึ้น แน่นอน คำโพนทะนาเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องไร้สาระที่มีแต่เด็ก คนไม่รู้เรื่อง หรือคนปัญญาอ่อนเท่านั้นที่จะหลงเชื่อ ผมเพิ่งพูดไปหยกๆ ว่านี่ไม่ใช่ความผิดของคอมพิวเตอร์ และนั่นก็เป็นความจริง ด้วยเหตุผลเดียวกับที่เราไม่โทษช้างว่ากระเพาะใหญ่ โทษก้อนหินว่าแข็งโป๊ก หรือโทษก้อนเมฆว่ากล้าดีมาบดบังแสงอาทิตย์ คุณสมบัติเหล่านั้นเป็นธรรมชาติของมัน และเราก็ไม่คาดหวังให้เป็นอย่างอื่น แต่คอมพิวเตอร์ก็มี “ธรรมชาติ” ของมันเหมือนกัน แน่นอน มันเป็นเพียงเครื่องจักร แต่มันก็เป็นเครื่องจักรที่ถูกออกแบบมาเพื่อจัดการข้อมูลและสร้างข้อมูล นั่นคือสิ่งที่คอมพิวเตอร์ทำ และดังนั้นมันจึงมีทั้ง “วาระ” (agenda) และ “สาร” (message) ที่ชัดเจน
“สาร” ของคอมพิวเตอร์บอกว่า ข้อมูลที่มีปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ ถูกบรรจุหีบห่ออย่างสะดวกสบายกว่าเดิม และนำส่งให้เราอย่างรวดเร็วกว่าเดิม จะช่วยให้เราจะค้นพบวิธีแก้ปัญหาทั้งมวล เมื่อได้ยินและเชื่อเช่นนั้น คนหนุ่มสาวที่ฉลาดหลักแหลมทุกคนก็หันไปสร้างสิ่งเจ๋งๆ ให้คอมพิวเตอร์ทำ ด้วยความหวังว่าวิธีนี้จะช่วยให้เรามีปัญญากว่าเดิม ศรีวิไลกว่าเดิม และมีจิตใจสูงส่งกว่าเดิม ใครเล่าจะโทษพวกเขาได้? การได้เป็นนายของเทคโนโลยีอันมหัศจรรย์นี้จะทำให้พวกเขามีเกียรติคุณ มีอำนาจ และบางคนก็อาจจะมีชื่อเสียงโด่งดังด้วย ในโลกที่เต็มไปด้วยคนที่เชื่อว่าข้อมูลที่เพิ่มปริมาณขึ้นเรื่อยๆ จะนำเราไปสู่สรวงสวรรค์ได้นั้น นักวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ย่อมเป็นพระราชา แต่ผมยืนยันว่า ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องไร้สาระที่สิ้นเปลืองพรสวรรค์และพลังงานของมนุษย์ไปอย่างมหาศาลและอันตรายอย่างยิ่ง ลองคิดดูว่าเราจะทำอะไรได้บ้าง ถ้าคนฉลาดจะทุ่มเทพรสวรรค์และพลังงานของพวกเขาให้กับปรัชญา เทววิทยา ศิลปะ วรรณกรรม หรือการศึกษา? ใครจะรู้ว่าเราจะเรียนรู้อะไรได้บ้างจากคนแบบนี้ บางที เราอาจจะเรียนรู้ว่า เหตุใดโลกจึงมีสงคราม ความหิวโหย ผู้ไร้ที่อยู่อาศัย โรคจิต และความโกรธเกรี้ยว
ในสถานการณ์ปัจจุบัน อัจฉริยะทั้งหลายแห่งเทคโนโลยีคอมพิวเตอร์จะมอบสตาร์ วอร์ส์ (Star Wars หนึ่งในภาพยนตร์แนววิทยาศาสตร์ที่โด่งดังที่สุดตลอดกาล) ให้กับเรา และบอกเราว่านั่นคือคำตอบของสงครามนิวเคลียร์ พวกเขาจะมอบสติปัญญาเทียม (artificial intelligence) ให้กับเรา และบอกเราว่านั่นคือหนทางสู่การรู้จักตัวตน (self-knowledge) พวกเขาจะมอบการติดต่อสื่อสารข้ามโลกแบบฉับพลันให้กับเรา และบอกเราว่านั่นคือหนทางสู่ความเข้าใจอันดีระหว่างกัน พวกเขาจะมอบโลกความจริงเทียม (Virtual Reality) ให้กับเรา และบอกเราว่านั่นคือทางออกจากความอัตคัดทางจิตวิญญาณ แต่ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงวิถีของช่างเทคนิค พ่อค้าเร่ขายข้อเท็จจริง คนเสพติดข้อมูล และคนที่ปัญญาอ่อนเรื่องเทคโนโลยีเท่านั้นเอง
เฮนรี่ เดวิด โธโร (Henry David Thoreau) บอกเราว่า “สิ่งประดิษฐ์ทั้งหมดของเราเป็นเพียงเครื่องมือที่ดีกว่าเดิม สำหรับเป้าหมายที่เลวเท่าเดิม” เกอเธ่ (Goethe) บอกเราว่า “ในแต่ละวัน คนเราควรหาเวลาฟังเพลงสั้นๆ สักเพลง อ่านกลอนดีๆ สักบท ดูรูปดีๆ สักรูป และถ้าเป็นไปได้ ก็ควรพูดสิ่งที่มีเหตุผลสักสองสามคำ” โสกราติส (Socrates) บอกเราว่า “ชีวิตที่ไม่ได้ผ่านการพินิจพิจารณา ไม่ควรค่าแก่การอยู่” และศาสดาไมคาห์ (Micah) ก็บอกเราว่า “พระผู้เป็นเจ้าบอกให้เธอทำสิ่งใดกัน นอกเสียจากกระทำในสิ่งที่ยุติธรรม รักความเมตตา และเดินอย่างถ่อมตัวเคียงข้างพระเจ้าของเธอ?” ถ้าผมมีเวลามากกว่านี้ ผมก็จะเล่าให้ฟังด้วยว่า ขงจื๊อ ไอไซอาห์ พระเยซู โมฮัมหมัด พระพุทธเจ้า สปิโนซา และเชคเสปียร์บอกเราว่าอย่างไร (แต่ทุกท่านก็คงรู้ดีอยู่แล้วนะครับ) สิ่งที่พวกเขาทุกคนบอกเรานั้นเหมือนกันหมด นั่นคือ เราไม่มีทางวิ่งหนีตัวเองได้ วิกฤตที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกของมนุษย์นับตั้งแต่โบราณกาลก็ยังเป็นวิกฤตเหมือนเดิม เราไม่ได้แก้ปัญหาอะไรในระดับพื้นฐานด้วยการซ่อนตัวเองไว้ภายใต้แสงสีของเทคโนโลยี
แม้กระทั่งตัวการ์ตูนที่ต่ำต้อยที่สุดก็ยังรู้ซึ้งถึงความจริงข้อนี้ และผมก็อยากจะปิดคำบรรยายด้วยการอ้างอิงคำพูดของตัวพอสซัมแก่ๆ เปี่ยมปัญญาชื่อโพโก (Pogo) ซึ่งเป็นผลงานของนักวาดการ์ตูนชื่อวอล์ท เคลลี (Walt Kelley) ผมขอมอบคำพูดของโพโกแด่ทุกท่านในที่นี้ที่เชื่อมั่นว่าเทคโนโลยีจะนำเราเข้าสู่ยุคพระศรีอาริย์นะครับ – “เราได้พบกับศัตรูแล้ว เขาคือตัวเรานั่นเอง.”



