
เราหลายคนอาจรู้จัก สุชาติ สวัสดิ์ศรี ในฐานะเสาหลักของแวดวงวรรณกรรมไทย เขาคือนักอ่าน นักเขียน จากยุค 6 ตุลา อดีตกองบรรณาธิการและบรรณาธิการนิตยสาร สังคมศาสตร์ปริทัศน์ นิตยาสารว่าด้วยการเมืองและสังคมเล่มสำคัญ ที่มีผู้ตั้งต้นคือ ส. ศิวรักษ์
สุชาติ สวัสดิ์ศรี เป็นสมาชิกหนึ่งในกลุ่มพระจันทร์เสี้ยว (ซึ่งนอกจากเขายังมีเพื่อนในกลุ่มอย่าง สุรชัย จันทิมาธร และ วินัย อุกฤษฎ์) ซึ่งเคลื่อนไหวอย่างคึกคัก ก่อนที่เหตุการณ์ 6 ตุลา จะทำให้ทุกคนแตกกระสานซ่านเซน จนเมื่อเหตุการณ์ผ่านไป สุชาติ สวัสดิ์ศรี กลับมาเป็นบรรณาธิการให้กับหนังสือ โลกหนังสือ นิตยสารว่าด้วยแวดวงวรรณกรรม และในที่สุดคลี่คลายมาเป็น ช่อการะเกด หนังสือรวมเรื่องสั้นรายสามเดือนที่เคยเป็นจุดตั้งต้นของนักเขียนอย่าง กนกพงศ์ สงสมพันธ์ ไปจนถึง วินทร์ เลียววาริณ หลังจาก ช่อการะเกด ปิดตัวลงไปเมื่อ 9 ปีที่แล้ว สุชาติ สวัสดิ์ศรี ยุติบทบาทเชิงวรรณกรรมลงไป ด้วยข้อสงสัยในความมีอยู่ของ -พลังวรรณกรรม- หลังจากนั้น สุชาติ สวัสดิ์ศรี หันมาเขียนรูปเต็มเวลา และในที่สุด ในปี 2549 เขาหันมาทำหนังทดลอง
จากชื่อชั้นของ สุชาติ สวัสดิ์ศรี ทำให้หลายคนรอคอยจะได้ชมงานหนังทดลองของเขา เพราะแม้จะเป็นเพียงการเริ่มต้น (เช่นเดียวกับเด็กนักศึกษาเริ่มต้น) แต่ในฐานะผู้ทำงานศิลปะต่อเนื่องยาวนาน มันต้องไม่ใช่การเริ่มต้นที่เลวร้ายแน่ๆ และนี่คือผลงานทั้งหมดของเขา
ในชุดนี้ประกอบด้วยหนังสั้น 13 เรื่อง และนิยายทัศนศิลป์สองเรื่อง โดยในส่วนของนิยายทัศนศิลป์นั้น มันคือการเขียนนิยายเรื่องหนึ่งโดยใช้ภาพวาดเล่าเรื่องแทนตัวหนังสือ นิยายทัศนศิลป์สองเรื่องนี้ประกอบด้วยเรื่อง 'ครั้งหนึ่งครั้งนั้นในใจข้า' และ 'อาณาจักรแห่งเงา' ซึ่งเป็นภาพที่วาดด้วยเกรยองบนสมุดเย็บติดกันเป็นเล่มนับพันภาพ โดยแบ่งตอนด้วยข้อความ ภาพคือเนื้อหา และข้อความคือกุญแจในการเชื่อมร้อย เอื้อให้ผู้ชมสร้างเรื่องเล่าส่วนตัวขึ้นมาเองจากภาพที่เห็น
ในส่วนของหนังทดลอง สุชาติ สวัสดิ์ศรี เลือกทำหนังที่ดูเป็นส่วนตัวมากๆ หนังสั้นของเขาเริ่มต้นจากภาพซึ่งมองจากมุมของศิลปิน มันเริ่มจากความงาม เขาคว้าจับความงามโดยอาศัยกล้อง ประสานร่วมกับความทรงจำส่วนตัว แล้ค่อยแสดง -ความงาม- ออกมา โดยละทิ้งหรือกดให้เรื่องเล่าลดความสำคัญลงไปอยู่ในระดับสุดท้าย
ใน 'ห้องเสน่หา' (IN THE LIGHT OF LOVE) หนังเปิดเรื่องด้วยภาพของแสงเทียนเรื่อเรือง แล้วละลายกลายเป็นแสงไฟที่สาดไล่ไปตามชั้นหนังสือ ท่ามกลางความมืด วงแสงแห่งสันหนังสือวิ่งเล่นเริงระบำไปบนจอ แวะพักบางจุด แสดงถ้อยคำอย่าง DREAMS หรือ DESTRICTED หรือ ช่างวรรณกรรม ซ้อนทับด้วยภาพคู่ของคนคู่หนึ่ง และทั้งหมดบังเกิดขึ้นในห้องอันเต็มเปี่ยมไปด้วย เสน่หาส่วนบุคคลของผู้กำกับ นั่นคือวรรณกรรมและครอบครัว ภาพอันกำเนิดจากแสงแห่งความรัก ดังชื่อภาษาอังกฤษ
'สเริงระบำดำรู' ( DANCING MOON) หนังอุทิศให้กับสองนักเขียนเรื่องรักเรื่องใคร่ผู้ยิ่งยงแห่งวงการวรรณกรรมอย่าง 'รงค์ วงษ์สวรรค์ และ อุษณา เพลิงธรรม โดยชื่อเรื่องมาจากชื่อของหนังสือเล่มหนึ่งในชุดใหญ่ของ อุษณา เพลิงธรรม ที่เน้นไปทางเรื่องอีโรติก ตัวหนังสือนั้นก็ตามความหมายแปลตามคำนั่นเอง ภาพนิ่งของความเคลื่อนไหวแห่งแสงจันทร์ หนังใช้ภาพถ่าย วาดกล้อง โดยมีดวงจันทร์เป็นแหล่งกำเนิดแสง เกิดเป็นเส้นสีขาวเริงระบำในจังหวะตัดภาพตามจังหวะเป่า TRUMPET ของ MILES DAVIS ว่ากันว่าในทางหนึ่ง หนังเรื่องนี้ทำให้นึกถึงภาพลายเส้นที่ใช้เป็นปกเมื่อครั้งแรกตีพิมพ์นั่นเอง*
'ความลับในสวนศรี' (SECRET GARDEN) ภาพสะท้อนกระจก ในวงแสง ภาพซ้ำๆ เสมือนถ่ายผ่านกระจกที่แบ่งเป็นช่อง ปรากฏเป็นภาพซ้ำๆ ต่อเนื่องสร้างเป็นริ้วลายใหม่ๆ ของสวนหลังบ้านของเขาเอง
'ฝนโปรยคำ' (AFTER THE RAIN FALL) กล้องพาเราไปเขม้นมองเม็ดฝนที่เกาะอยู่บนจอกแหน ภาพของเม็ดฝนบนพื้นเขียวและการวาดกล้องราวกับการเดินทางลึกเข้าไป ถอยออกมา เคลื่อนขึ้นและลง ในเสียงดนตรีราวเสียงฝน ฝนโปรยแล้ว ส่วนคำ ผู้ชมจำต้องคิดขึ้นในหัวเอง
งกัลปาวสานง (THE LONG SILENCE) หนังอุทิศให้กับ เรืองอุไร-กรุณา กุศลาลัย อาจารย์ผู้แปลงานของ รพินทรนารถ ฐากูร สู่นักอ่านชาวไทยมาช้านาน แลตัวหนังนั้นเปิดตัวด้วยถ้อยคำเกี่ยวกับความตายจากหนังสือ คีตาญชลี ภาพที่ปรากฏคือภาพฉายของใบหน้ารูปสลักอันอ่อนโยน วิบไหวในแสงแดดบ่าย จากมุมใกล้ มุมไกล ซ้อนภาพซ้ำเป็นริ้วลาย ท่ามกลางความเงียบอันสุขสงบ รูปปั้นในทางหนึ่งดูคล้ายพระพุทธรูปหรือการนิพพาน แต่ในทางหนึ่งมันก็ดูคล้ายร่างคนตาย ร่าง (หรือจิต) ที่เคยเคลื่อนไหวตลอด กลับสงบนิ่งลงแล้ว มีเพียงโลกเบื้องนอกที่ยังคงวิบไหวไปเช่นนั้น เป็นการเชื่อมโยงความตายเข้าไปสู่ภาวะอันเป็นนิรันดร์ และเป็นกาลอวสานของชีวิต

'ข้างในกับข้างนอก' (JOURNEY TO THE END OF THE NIGHT) ภาพตัดสลับระหว่างแสงสีขาวเรื่อเรืองบุมเบลอในความมืด กับภาพถ่ายจากท้ายขบวนรถไฟในยามอรุณรุ่ง ตัดสลับข้างในอันมืดมิดกับข้างนอกอันคือรุ่งอรุณ
'ผู้แคะเนื้ออกจากเหล็ก' (THE BODY GATHERER) หนังสั้นสุดหลอนในความยาวสองนาทีเศษ ตัดสลับภาพจากหนังของ STAN BRACKHAGE เจ้าพ่อหนังทดลองชาวอเมริกัน และถ้อยคำจาก “บทเพลงของชายผู้แคะเนื้ออกจากเหล็ก" ของผู้กำกับเอง ภาพสีช้ำ กับเสียงที่เมื่อเปล่งออกมาจะไม่หายไป ราวกับกักเก็บให้ก้องสะท้อนไปมาในกล่อง ก่อบรรยากาศหลอกหลอนเข้มข้น นับเป็นหนังที่ให้อารมณืหนักหน่วงกว่าหนังเรื่องใดในชุดนี้
'ฝันร้ายในคืนฤดูร้อนของหนังสงครามไทย- อเมริกัน' (MIDSUMMER NIGHTMARE THAI AMERICAN MOVIE) หนังเริ่มต้นจากภาพของหนัง PREDATOR อาร์โนลด์รัวกระสุนอย่างบ้าคลั่ง ก่อนที่จะตัดไปสู่ภาพฟิล์มเลอะสีของหนัง STAN BRACKHAGE คลอด้วยเสียงเล่าของชายคนหนึ่งที่ถูกยิง ย้อนแย้งความเร้าใจในโรคบ้าสงครามของหนังอเมริกันได้อย่างน่าสนใจ เสียงเล่าความเจ็บปวดถูกยืดออกจนแทบฟังไม่ได้ศัพท์ และกลับมาชัดเจนในประโยคสุดท้าย สะท้อนข้อความสำคัญ ซึ่งส่งต่อให้ขยายความในหนังเรื่องต่อไป
'ไม่มีอะไรให้ดู' (DON’T EVEN THINK ABOU IT!) สารภาพโดยความสัตย์ หนังเรื่องนี้อาจจะเป็นหนังที่ผมชอบที่สุดในรอบปีนี้ ตัวหนังคือภาพปะติดของเหตุการณ์สำคัญเกี่ยวกับการเมืองไทย นับจากคณะราษฎรประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครอง ไปจนถึง 19 กันยา 49 ภาพร่างคร่าวคล้ายสารคดีพิมพ์นิยมที่สะท้อนอุดมการณ์การเมืองแบบเหน็บแนม ความเป็นประชาธิปไตยแบบไทย หากแต่มันน่าสนใจมากขึ้นเมื่อเราพิจารณาภาพจากข่าวเหล่านั้นประกอบร่วมกับเสียงดนตรีพื้นหลัง ซึ่งทำหน้าที่ย้อนแย้งกันอยู่ ภาพในหนังคือความเป็นจริง และเสียงที่เราได้ยิน หากตระหนักถึงบทเพลง เราจะพบว่ามันคือกระแสสังคมที่เป็นไป หรือกล่าวอย่างง่าย มันคือการครอบงำภาพด้วยกระแสเสียง อันถูกทำให้เป็นอุดมการณ์มวลชน! (ยกตัวอย่างง่ายๆ ภาพการปราบปรามนักศึกษาเมื่อครั้ง 6 ตุลา ใช้เพลงประกอบเป็นเพลง 'หนักแผ่นดิน' ! เพลงคลั่งชาติที่สะท้อนอุดมการณ์ที่รัฐพยายามจะบอกให้เชื่อว่านักศึกษาเป็นคอมมิวนิสต์ นำมาสู่การกปราบปรามอย่างไร้ความปราณีในเช้าวันนั้นราวกับว่าไม่ใช่มนุษย์!) และหากนี่คือบันทึกประวัติศาสตร์หนังเสียดสีอย่างรุนแรงในบางฉากเมื่อหนังขึ้นข้อความ 'ตัดต่อความทรงจำ ไว้อาลัยแด่ผู้ล่วงลับ' แล้วเฟดหน้าจอเป็นสีบางสี สะท้อนภาพความอิหลักอิเหลื่อ ปิดบังซ่อนเร้นของประวัติศาสตร์ไทย ที่หลายเรื่อง (โดยเฉพาะเรื่องที่ปรากฏในหนังเรื่องนี้) ยังมีความลึกลับดำมืดซ่อนเร้นอยู่ และคนทั้งประเทศยินดีตัดต่อความทรงจำของตน! หนังจบภาพด้วยพวงหรีดไว้อาลัยให้กับระบอบประชาธิปไตยและประชาชนผู้ทนทุกข์ก้มหน้าติดดิน โดยส่วนตัว นี่คือหนังการเมืองที่รุนแรงที่สุดเรื่องหนึ่งเท่าที่ผมเคยดูมา แน่นอน ไม่มีอะไรให้ดู นอกจากรูและความเปลี่ยนแปลงตลอด 75 ปีอันล่วงผ่าน สิ่งที่ใฝ่ฝันนั้น อย่าฝันเลย! (DON’T EVEN THINK ABOUT IT) และนี่คือหนังที่มอบแด่ ส. ศิวรักษ์
'มนัส เศียรสิงห์' ( “RED” AT LAST) หนังเรื่องสุดท้ายในชุดที่ว่าด้วยการเมือง หนังเล่าเรื่องของชายชื่อ มนัส เศียรสิงห์ ที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ 6 ตุลา อาศัยภาพจากเหตุการณ์จริง ตัดต่อเข้ากับเรื่องเล่าและคำให้สัมภาษณ์ของผู้อยู่ในเหตุการณ์ โดยส่วนตัว นี่คือหนังที่มีเรื่องราวที่สุดและเข้าถึงง่ายที่สุดในชุด ด้วยเทคนิคแบบง่ายดั้งเดิม แต่ที่สำคัญ ส่งสารได้อย่างทรงพลัง RED ในชื่อภาษาอังกฤษ ไม่ได้หมายความเพียงชื่อเล่นของมนัส แต่ยังหมายถึงสีเลือด ที่มาถึงในท้ายที่สุด!
'บทเพลงแห่งความรื่นรมย์' (SONG OFJOY) เป็นหนังส่วนตัวที่เปิดตัวด้วยเสียงสายฝนแล้วเลือนไปสู่ร่างเปลือยเปล่าของหญิงสาว ตัดสลับกับภาพของคิงคองในหนังเรื่อง KING KONG ของ PETER JACKSON กลายเป็นหนังอีโรติกที่พูดถึงเพศชายผู้หยาบเถื่อน และเพศหญิงที่นุ่มนวลอ่อนโยน บทเพลงแห่งความรื่นรมย์ไม่ใช่อื่นใดนอกจากเพลงรักของหญิงชายนั่นเอง หนังดูคล้ายบันทึกความหวามไหวในวัยเด็กที่เขามีต่อสตรีเพศ
'แม่ไม้' (THE GIVKNG TREE) นี่คือการตีความเรื่องเล่าเรื่องดังของ SHEL SILVERSTINE ใหม่อีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้กลายเป็นเรื่องของแม่ ผู้กำกับให้คุณ 'ศรีดาวเรือง' ซึ่งเป็นภรรยาของเขา นั่งเล่าเรื่อง THE GIVING TREE บนตอไม้ และเปลี่ยนเด็กชายให้เป็นเด็กสาว หากต้นไม้คือแม่ เด็กสาวก็กลายเป็นแม่ และแม่อันเป็นผู้ให้ ต้นไม้ในสวนหลังบ้านกลายเป็นต้นไม้ที่มีชีวิตจิตใจ ภาพหญิงผู้หนึ่งผูกผ้าปิดตาโอบกอดแม่ไม้ สะท้อนภาพของลูกผู้เอาแต่ทำร้ายและมืดบอด ขณะเดียวกันยังสะท้อนภาพแม่ผู้เป็นผู้ให้อีกด้วย
'บนเส้นทางขนานคู่' (TO EVERYTHING THERE IS AREASON) หนังสั้นเรื่องสุดท้ายในชุดที่ฉายภาพจากสารคดีให้เห็นความงามในธรรมชาติที่งดงามยิ่งกว่าภาพเขียนใดๆ ประกอบเพลง TURN TURN TURN ที่มีเนื้อหาว่าด้วยวันเปลี่ยนเวียนหมุนไป เป็นหนังสั้นที่สวยที่สุดในชุดนี้

หากมองหนังสั้นชุดนี้แยกเป็นเรื่อง เราอาจรู้สึกว่าบางเรื่องแทบจะไม่มีแก่นสารอะไรเป็นชิ้นเป็นอันให้จับต้อง ถึงขั้นมีเพียงสถานะเป็นเพียงการคว้าจับภาพประหลาด มาทดลองด้วยดวงตาอันเยาว์วัย ที่ใคร่รู้ว่าหากนำภาพเช่นนี้มาตัดต่อขึ้นเป็นภาพเคลื่อนไหวจะเป็นเช่นไร แต่แน่นอน สายตาเช่นนั้น เมื่อมองจากชื่อและชั้น ย่อมต้องเลือกคัดเอาเนตรวิถีที่น่าสนใจ สวยสดงดงามออกมาเล่า
อย่างไรก็ดี เมื่อมองการเรียงลำดับของหนังทั้งหมดร้อยเป็นชุดเดียวกัน เรากลับพบว่าหนังเหล่านี้ทำหน้าที่เป็นหน่วยย่อยในการเล่า -ประวัติศาสตร์ส่วนตัว- ผ่านรูปแบบ -ห้วงคำนึง- อันรางเลือนและรื่นรมย์
เราอาจแบ่งช่วงของหนังเสียใหม่ โดยเริ่มต้นช่วงแรกจาก 'ห้องเสน่หา' ไปสิ้นสุดที่ 'ข้างในกับข้างนอก' หนังทั้งหกเรื่องนี้ดูยาก เต็มไปด้วยภาพที่ไม่เล่าเรื่อง คล้ายแนวคิดเชิงนามธรรม แต่โดยส่วนตัว ผมพบว่านี่คือภาพสะท้อนความเยาว์วัยของตัวศิลปินเอง (ในหนังชุดนี้ คุณสุชาติแทนหนังตัวเองด้วยคำว่าจิตรกรรมวิดีทัศน์ นั่นหมายความว่าในทางหนึ่ง มันคืองานจิตรกรรมที่อาศัยจอหนังและความเคลื่อนไหวต่างเฟรม) เป็นการเล่าเรื่องส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็นการงานอันเป็นที่รัก ('ห้องเสน่หา', 'ฝนโปรยคำ') สิ่งที่รักนั่นคืองานวรรณกรรม ('สเริงระบำดำรู', 'กัลปาวสาน') คนรัก ('ห้องเสน่หา', 'ความลับในสวนศรี') จวบจนกระทั่งมาจบที่ 'ข้างในกับข้างนอก' หากหนังชุดต้นทั้งหมดคือ 'ข้างใน- ชุดต่อมาก็คือ - ข้างนอก-
'ผู้แคะเนื้อออกจากเหล็ก' อึงอลด้วยเสียงของเมือง และบอกเล่าเรื่องราวนอกตัวศิลปิน ก่อนที่ฝันร้ายในคืนฤดูร้อนฯ โยงใยไปสู่ประเด็นคำถามเกี่ยวกับสงครามและส่งลูกต่อให้กับ 'ไม่มีอะไรให้ดู' และ 'มนัส เศียรสิงห์' อันแสดงทัศนะทางการเมืองของศิลปินอย่างเข้มข้นและรวดร้าว เฉกเช่นผู้ผ่านทางมา และถูกต้องหนามไหน่ในหนทางมาแล้ว มองย้อนกลับไป (ต่างจากมุมมองในขณะนั้นของนักทำหนังสั้นไทยหลายคน ที่เล่นประเด็นการเมืองได้น่าสนใจ)
ในขณะที่หนังชุดสุดท้ายคืนคลายไปสู่ภาวะสงบนิ่ง 'บทเพลงแห่งความรื่นรมย์' ย้อนรำลึกถึงฝันหวานเยาว์วัยในลักษณะการถวิลหาอดีตอันรัญจวนและอบอุ่น (ในส่วนนี้ทำให้นึกถึง 'เสริงระบำดำรู' ที่รัญจวนใจยิ่ง) ในขณะที่ 'แม่ไม้' อาศัยเรื่องเล่าของผู้อื่นในการคลี่คลายมุมมองที่มีต่อโลก ไม่ใช่เป็นเพียงเรื่องเล่าอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่ดูเหมือนไปไกลกว่า ในขณะที่ 'บนเส้นทางคู่ขนาน' คือบทสรุปของหนังทั้งหมดที่ได้ดูมา เมื่อศิลปินค้นพบว่า ที่แท้อาจคือความว่างเปล่า อาจคือฤดูกาลอันหมุนไปไม่สิ้นสุดเท่านั้น
น่าทึ่งที่หนังทดลองของคุณสุชาติเต็มไปด้วยความหนุ่มสาว ที่มีหัวใจใฝ่ทดลองความเป็นไปได้ของภาพและเสียง มากกว่าจะเป็นหนังนิ่งๆ ของคนผ่านชีวิตมานาน แม้การทดลองหลายครั้งไม่ได้ประสบผลสำเร็จยอดเยี่ยม และเป็นส่วนตัวจนเข้าถึงยาก ยิ่งหากฉายให้คนที่ไม่รู้จักตัวคุณสุชาติมาก่อนเลยได้ชมก็อาจได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างแบบสุดขั้ว แต่โดยรวม นี่เป็นหนังทดลองชุดที่น่าตื่นตา จากคนทำที่ยังคงน่าตื่นเต้นในความไม่หยุดนิ่ง จนเมื่อดูจบอดตั้งคำถามกลับไปยังนักทำหนังหนุ่มสาวถึงความกล้าคิดกล้าทำ กล้าจะแสวงหาหนทางใหม่โดยไม่ต้องหวั่นกลัวเพื่อไปให้ไกลกว่ากับดักที่ตัวเองสร้างขึ้น
......................
ปล. 'ไม่มีอะไรให้ดู' เป็นหนังที่ผมชอบที่สุดในปี 2550 นับจากเดือนมกราคมจนถึงปัจจุบันครับ
*ขอบคุณข้อมูลจาก วันเสาร์ เชิงศรี
หมายเหตุ: บทความนี้เขียนขึ้นเนื่องในการจัดฉายหนังทดลองและวิดีโออาร์ตของ สุชาติ สวัสดิ์ศรี เมื่อวันเสาร์ที่ 7 กรกฎาคม 2550 ที่ Bookhemian Cinematheque ของร้านหนัง(สือ) ๒๕๒๑ จัดพร้อมการเสวนา -จักรวาลวิทยาของ สุชาติ สวัสดิ์ศรี โดยกลุ่มนักเขียนภูเก็ตและอาจารย์จากคณะนิเทศศาสตร์ ม.ราชภัฏภูเก็ต
โปรแกรมหนังทดลองชุดนี้จะจัดฉายอีกครั้ง พร้อมการร่วมสนทนากับ สุชาติ สวัสดิ์ศรี ในวันศุกร์ที่ 26 ตุลาคมศกนี้ เวลา 13.00 น. และวันจันทร์ที่ 29 ตุลาคม 2550 เวลา 17.30 น. โดยเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลหนัง World Film Festival of Bangkok ครั้งที่ 5 ที่โรงภาพยนตร์ Esplanade
ย้อนอ่านบทความ ศิลปวิถี: จากบทร้อยกรองสู่หนังทดลอง ของ สุชาติ สวัสดิ์ศรีของ กัลปพฤกษ์ ที่ http://www.onopen.com/2007/02/1428

