TRUTH TO BE TOLD : จริงเพียงจริง

นี่คือสารคดีที่ว่าด้วยการติดตามชีวิตของ สุภิญญา กลางณรงค์ หญิงสาวนักรณรงค์ด้านสื่อ ที่กลายเป็นข่าวหลังจากถูกบริษัท ชินคอร์ป ฟ้องร้องกรณีที่เธอให้สัมภาษณ์ลงหนังสือพิมพ์ ไทยโพสต์ เกี่ยวกับความไม่ชอบมาพากลของผลประโยชน์ทับซ้อนของบริษัทกับอดีตนายกรัฐมนตรี (ซึ่งเป็นนายกฯ ในขณะนั้น) ซึ่งเคยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ในบริษัท เธอโดนฟ้องร้องเป็นค่าเสียหาย 400 ล้านบาท และใช้เวลาสามปีในการต่อสู้คดีในชั้นศาล

พิมผกา โตวิระ ผู้กำกับหญิงเจ้าของหนัง คืนไร้เงา ซึ่งว่าด้วยผู้หญิงสองคนที่ถูกชะตาชักนำมาพบกันหลังการหายตัวไปของผู้ชายคนหนึ่ง หนังพูดถึงความเป็นหญิงได้อย่างน่าสนใจ น่าเสียดายที่ฉบับที่เข้าฉายในประเทศถูกหั่นออกเสียบางส่วน และความนิ่งงันของตัวหนังทำให้หนังไม่ประสบความสำเร็จในตารางทำเงินของบ้านเรา คุณพิมผกาพบกับคุณสุภิญญาครั้งแรกในต่างประเทศ และจากที่ไม่เคยสนใจการเมืองเลย เธอตัดสินใจติดตามถ่ายทำชีวิตของคุณสุภิญญาตลอดเวลาสามปี แม้จะเป็นการถ่ายทำที่ลุ่มๆ ดอนๆ ด้วยเงินทุนอันจำกัด และระยะเวลาอันเนิ่นยาว แต่ในที่สุด สารคดีเรื่องนี้ก็เสร็จออกมา

ความคาดหวังเบื้องต้นอาจชวนให้คิดว่าจะได้เห็นสารคดีที่เข้มข้นด้วยจุดยืนทางการเมือง หรือสารคดีที่เปิดเผยแง่มุมเบื้องลึกที่เราไม่เคยได้เห็นจากข่าวในสื่อต่างๆ แต่จุดยืนที่คุณพิมผกาเลือกเสนอ กลับมุ่งสนใจที่จะเป็นสารคดีว่าด้วยชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่งที่เป็นเด็กต่างจังหวัด อาศัยในห้องเช่าเล็กๆ อยู่มาวันหนึ่งต้องพบพานกับเรื่องที่กดดันที่สุดในชีวิต และบางทีสิ่งที่กดดันเธอที่สุดอาจไม่ใช่การถูกฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายในปริมาณที่ไม่อาจใช้คืนได้หมดในชาติเดียว หากแต่เป็นการเผชิญหน้ากับความกลัว ทั้งจากพ่อแม่พี่น้อง และที่สำคัญที่สุด ในตัวของเธอเอง

หนังติดตามคุณสุภิญญาไปยังที่ต่างๆ ตั้งแต่บ้านเกิดที่สุราษฏร์ธานี ไปจนถึงม็อบพันธมิตรฯ เมื่อปลายปี 2549 จากห้องทำงานปัจจุบันในมหาวิทยาลัย ไปจนถึงห้องเช่าของเธอ จากทะเลไปจนถึงหน้าศาล หนังงดเว้นการเล่าเรื่องคดี ไม่มีฉากการพิจารณาความในศาล (ส่วนหนึ่งเพราะห้ามถ่ายทำ) และกระทั่งตัวคดี หนังก็เลือกเล่าแบบผ่านๆ โดยอาศัยปากคำจากตัวคุณสุภิญญาและพ่อแม่ของเธอ กระทั่งหนังจบ เราเองก็ไม่อาจอธิบายรูปคดีได้อย่างชัดเจน

แต่ที่หนังเลือกเล่ากลับเป็นการเผชิญหน้าของคุณสุภิญญา ทั้งต่อตัวเธอเอง ที่ไม่แน่ใจว่าคดีจะลงเอยอย่างไร และต่อพ่อแม่ของเธอ ที่แม้จะรู้ว่าลูกสาวไม่ได้มีความผิด และไม่ได้เพียงต่อสู้เพื่อตัวเอง แต่คำหนึ่งที่แม่ของคุณสุภิญญาพูดนั้นน่าสนใจยิ่ง เพราะคนที่ต่อสู้อยู่นั้นเป็นลูกของเธอ หากเป็นลูกของผู้อื่น เธอคงจะสนับสนุน แต่เมื่อเป็นลูกของตัวเอง บางทีสังคมหรือสิ่งอื่นใดก็ไม่สำคัญเท่ากับความเป็นไปของลูกสาวคนเดียวของเธอ

อย่างไรก็ตาม เป็นที่น่าเสียดายที่ปัญหาหลักของหนังกลับมาจากจุดยืนของหนังเอง เมื่อหนังพยายามไม่เป็นหนังการเมืองที่เข้มข้น หรือหนังตีแผ่เบื้องหลังเบื้องลึกของคดีดัง แต่เลือกที่จะเป็นหนังสารคดีว่าด้วยบุคคลคนหนึ่ง ดังนั้นที่สำคัญที่สุดคือ การพยายามดึงเอาทุกด้านของความเป็นมนุษย์ออกมาจากกบุคคลหลัก ทั้งความสุข ความทุกข์ ความหวั่นไหว ความกลัว ด้านมืด ด้านสว่าง น่าเสียดายที่ทั้งตัวผู้กำกับและตัวเจ้าของเรื่องกลับทิ้งระยะห่างจากกันอยู่ในระดับหนึ่ง (ซึ่งตัวผู้กำกับเองก็ยอมรับในเรื่องนี้)

ผลที่ได้จึงกลายเป็นหนังครึ่งๆ กลางๆ ที่เข้าไม่ถึงเบื้องลึกของตัวเจ้าของเรื่อง เป็นเพียงภาพผ่านคร่าวๆ ที่แสดงความเป็นไปของเจ้าของเรื่องในขณะที่คดีดำเนินไป เป็นเหมือนภาพข่าวส่วนบุคคล ที่ไม่ได้ทำหน้าที่สะท้อนตัวตนภายในจริงๆ ออกมา ยิ่งเมื่อเสริมกับภาพลักษณ์ของคุณสุภิญญาที่เก็บความรู้สึกและควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ดี ทำให้หนังขาดอารมณ์ที่หนังต้องการจะให้มีไปอย่างน่าเสียดาย

หนังไม่ได้มุ่งเชิดชูวีรกรรมของคุณสุภิญญา ไม่มีภาพชัยชนะอันอิ่มเอิบในหนังหนัง หนำซ้ำยังเสียดเย้ยอยู่กลายๆ หลังจากได้รับชัยชนะ คุณสุภิญญาในขณะนั้นยังเผลอคิดว่า นายกฯ จะลาออกหลังจากนี้ เธอพูดออกไป แต่ไม่มีใคร (กระทั่งเธอในตอนนั้น) จะเชื่อว่าทุกสิ่งทุกอย่างจะพลิกผันไป

หลังจากคดีชนะ ไม่นานนักก็เกิดการรัฐประหารขึ้นในประเทศ (ที่จริงแล้ว คุณพิมผกาตัดสินใจจบหนังลงตั้งแต่คดีชนะ แต่ยังไม่ทันตัดต่อเสร็จก็เกิดเหตุการณ์ขึ้นเสียก่อน) หนังตามลงไปเก็บภาพครอบครัวคุณสุภิญญาหลังวันที่ 19 กันยายน ภาพที่ปรากฏจึงเข้มข้นไปด้วยอารมณ์ร่วมของผู้คนในขณะนั้น ยิ่งเมื่อตามด้วยบทสัมภาษณ์ของคุณสุภิญญาหลังรัฐประหาร ที่เจ้าตัวเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าที่แท้ชัยชนะของตัวเองนั้นได้ช่วยสังคมไว้อย่างที่ตนเองเข้าใจมาแต่แรกหรือเปล่า ภาพรถที่แล่นไปบนถนนในตอนเช้า ภาพคุณสุภิญญาพิมพ์ดีดเดียวดายในห้องปิดในฉากจบ จึงกลายเป็นความสะเทือนใจมากกว่าความอิ่มเอิบแห่งชัยชนะ

ในช่วง Q&A หลังหนังจบ คุณสุภิญญาบอกว่า การรัฐประหารทำให้เธอได้ฉุกคิดว่า ที่แท้ชัยชนะที่เธอเคยเชื่อไม่ได้เป็นเพียงชัยชนะของเธอ แต่ยังเป็นชัยชนะของสังคม ที่แท้แล้วไม่จริงเลย มันเป็นเพียงการดิ้นรนเอาชัยชนะของปัจเจกบุคคลธรรมดา และ มันไม่ได้ช่วยให้สังคมกล้าที่จะพูดความจริง หรือเข้าใจเรื่องเสรีภาพในการพูดได้เลย เสียดายที่ตัวหนังไม่แข็งแรงพอที่จะดึงเอาความเจ็บปวดนี้ออกมาได้

และถึงแม้คุณพิมผกาจะประกาศว่าไม่ได้แสดงจุดยืนทางการเมืองใดๆ ในหนังเรื่องนี้ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ฉากหนึ่งที่ทรงพลังที่สุดในหนังไม่ใช่ฉากของคุณสุภิญญา หากกลับเป็นฉากทหารปีนข้ามรั้วในคืนวันที่ 19 กันยายน และภาพถนนอันเงียบสงบในเช้าวันถัดมา ซึ่งนั่นขับเน้นย้อนแย้งและตั้งคำถามฉากของม็อบพันธมิตรฯ ที่มาก่อนหน้าอย่างรุนแรงไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ซึ่งผลพวงจากฉากนี้เอง ทำให้ฉากที่ผม (โดยส่วนตัว) รู้สึกว่าเศร้าที่สุดคือทุกๆ ฉากที่เกิดขึ้นในม็อบพันธมิตรฯ เพราะไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ภาพถนนว่างโล่ง หรือภาพประชาชนไปถ่ายรูปกับทหาร ทำให้บังเกิดคำถามรุนแรงขึ้นโดยพลันว่า พลังประชาชนจำนวนมหาศาลในคืนก่อนหน้านั้นสาบสูญไปแห่งใดในชั่วข้ามคืน มันเป็นพลัง -ประชาธิปไตย- ที่มีอยู่จริง หรือเป็นเพียงฝันไป ประชาชนได้ชัย (เหมือนคุณสุภิญญาชนะคดี) หรือพ่ายแพ้หมดรูป และมันสำคัญมากที่ว่า ในที่สุด มหาประชาชนเหล่านั้นเป็นเพียงพลังประชาธิปไตยเทียม ที่ไม่ได้เข้าใจเนื้อความใดๆ หรือที่แท้เป็นเพียงพลังบริสุทธิ์ที่ถูกการเมือง (ที่ไม่ได้หมายความแค่นักการเมือง) หลอกใช้ ชัยชนะของคณสุภิญญาก็เช่นกัน ถึงที่สุดแล้วกระทั่งตัวเธอเองก็ยังตั้งคำถามกับมัน

แม้โดยส่วนตัวผมจะรู้สึกว่าสารคดีเรื่องนี้ยังไม่สมบูรณ์ (ถึงขั้นเสียดาย) แต่ก็เป็นที่น่ายินดีว่าอย่างน้อย คนทำหนังไทยก็ได้พยายามพาภาพยนตร์ไปสู่บริบทใหม่ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริบททางการเมือง การได้ดูหนังอย่าง เคียด ของคุณพัลลภ ฮอหรินทร์ ไม่มีอะไรให้ดู ของคุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี ความลักลั่นในงานรื่นเริง ของคุณปราบต์ บุญปาน รวมไปถึงโปรแกรม SPOKEN SILENCE ในงานหนังสั้นปีล่าสุด (ที่ผมไม่ได้ดู) รวมถึงหนังสั้นของผู้กำกับหลายท่านที่ผมไม่มีโอกาสได้ดู และมาถึง THE TRUTH TO BE TOLD เรื่องนี้ ทำให้ผมรู้สึกว่าวงการหนังไทยยังมีหนังในฐานะบทบันทึกความคิดเห็นทางการเมืองอยู่ และเป็นไปอย่างครึกครื้นและน่าจับตายิ่ง

ในฉากจบของหนัง เรามองเห็นคุณสุภิญญานั่งโดดเดี่ยวในห้องน้อย พิมพ์งานของเธอไปเงียบๆ ท่ามกลางเสียงก๊อกแก๊กของนิ้วที่กระทบคีย์บอร์ด กล้องค่อยๆ ทอดสายตาออกไปนอกห้อง เราได้ยินเสียงของเธอที่เคยปราศรัยบทเวทีพันธมิตรฯ หลังได้รับชัย ลอยล่องมาเบาๆ ราวกับเป็นเสียงจากความฝันที่พลันตื่นแล้วพบว่าไม่มีจริง กล้องทอดสายตาไปยังประตูที่ปิด ซูมเข้าหาต้นไม้ที่เคลื่อนไหวอยู่ข้างหลัง ภาพนั้นถูกถ่ายผ่านกรอบสามสี่ชั้น ทั้งประตู กระจก เลยข้ามระเบียงไปที่หน้าต่าง ราวกับเสียงแห่งเสรีภาพในการพูด ที่ยังตกอยู่ในกรอบอีกหลายชั้นกว่าที่เราจะเดินทางจากห้องนี้ไปที่ต้นไม้ที่ส่ายไหวในแสงแดดนั้น และรับฟังเสียงของมันอย่างจริงจัง