คนหิ้วหัว : ความพ่ายแพ้มีรสหวาน

บทความชิ้นนี้ล้วนแล้วแต่เขียนขึ้นโดยอคติเชิงบวกที่ผู้เขียนมีต่อ พิง ลำพระเพลิง ซึ่งมีอิทธิพลต่อชีวิตวัยรุ่นของผู้เขียนเป็นอย่างยิ่ง ฉะนั้นขอท่านผู้อ่านพึงสดับอย่างมีสติครับ


คนหิ้วหัว เป็นหนังที่เกี่ยวกับศรัทธา คือผมตั้งใจไว้ว่าผมจะทำหนัง 4 เรื่อง โดยเดินบนเส้นของความรัก ศรัทธา ความฝัน แล้วก็ความเชื่อ ซึ่งส่วนของความรักทำไปแล้วคือ โคตรรักเอ็งเลย พอเรื่องที่ 2 คนหิ้วหัว เนี่ย ก็จะเป็นเรื่องของศรัทธา เรื่องนี้มันจะเป็นเรื่องของพ่อที่ไม่ได้เรื่อง ตั้งใจจะเอาเงินไปให้ลูก แล้วบังเอิญคอขาดซะก่อน แต่ตั้งใจไว้แล้วก็ต้องทำให้สำเร็จ คือเป็นเรื่องของพ่อลูก แต่ผมทำออกมาเป็นหนังตื่นเต้นผสมตลกนะ แต่ก็ยังแฝงเรื่องของชีวิตเอาไว้ตามสไตล์ของผม เหมือนกับว่าในชีวิตคนเรา เวลาเกิดเรื่องร้ายๆ ในชีวิต เวลาปัญหามันแก้ไม่ได้ ก็เลือกที่จะหัวเราะดับมันไปเลยดีกว่า"

ย่อหน้าด้านบนคือปากคำของ พิง ลำพระเพลิง อดีตนักเขียนสายศิษย์สะดือ คนหนุ่มที่เต็มไปด้วยความพยายาม ว่ากันว่าเมื่อครั้งฝึกหัดเขียน เขาตื่นตีสี่มาเขียนหนังสือทุกวัน ตัวหนังสือของ พิง ลำพระเพลิง ไม่ได้ออกมาพิเศษจนเป็นที่กล่าวขวัญ มันเป็นเพียงเรื่องสั้นตลกๆ เพี้ยนๆ ที่บางทีก็ไม่ค่อยตลก แต่สัมผัสได้ถึงความพยายามอย่างยิ่งยวด จากนั้นเขาไปทำอีกหลายอย่าง ประสบความสำเร็จบ้าง ไม่ประสบความสำเร็จบ้าง มีชีวิตพลิกผันไปจนสามารถเอามาทำเป็นหนังได้หลายเรื่อง

แล้วเขาก็เอามันมาทำเป็นหนังจริงๆ ปีที่แล้วเขาทำ โคตรรักเอ็งเลย หนังรักล้นๆ ที่หลายคนเสียน้ำตา และอีกหลายคนส่ายหัว ด้วยความที่หนังเล่าเรื่องไม่เรียงลำดับเวลา การแสดงที่ติดๆ ขัดๆ และความลักลั่นของผู้กำกับที่พยายามทั้งทำซึ้งและทำตลกไปพร้อมๆ กัน แม้หนังจะทำเงินไปพอสมควร แต่ในฐานะของหนัง มันก็ไม่ต่างจากเรื่องสั้นของ พิง ลำพระเพลิง งานล้นๆ ของคนที่พยายามอย่างยิ่ง

ปีนี้เขากลับมาพร้อมกับ คนหิ้วหัว หนังเรื่องที่สอง จากสี่เรื่องตามความตั้งใจ หนังที่ว่าด้วยความศรัทธาของ เตี้ย คนที่ขี้แพ้มาตั้งแต่เกิด เขามีเมียขี้เหล้า และลูกชายตัวเล็กที่ติดเขาอย่างยิ่ง เขาไม่เคยทำอะไรสำเร็จหลังออกจากทหาร เขาก็เอาแต่เตร็ดเตร่ไปเรื่อยๆ จนในที่สุด เขาก็จับพลัดจับผลูไปเป็นส่วนหนึ่งของการปล้นโรงรับจำนำ เป็นเหตุให้ต้องถูกหักหลังจนเสียหัว แต่ด้วยแรงศรัทธาที่สาบานไว้ว่าหากไม่เอาเงินค่าเทอมกลับไปให้ลูกสำเร็จจะไม่ยอมตาย เขาจึงกลายเป็นวิญญาณเร่ร่อน ตัวไปทาง หัวไปทาง ชักนำเอาหนุ่มลักเล็กขโมยน้อยกับสาวจากมูลนิธิเก็บศพให้มาร่วมผจญภัยไปกับเขาด้วย

พลอตของหนังฟังดูแข็งแรงพอจะเป็นหนังทำเงินได้ไม่ยากนัก เดาทางกันตั้งแต่ตอนต้น คงเป็นหนังสนุกปนสยอง ที่เต็มไปด้วยฉากไล่ล่า และเรื่องราวซาบซึ้งหัวใจ แน่นอน หนังเรื่องนี้ก็ออกมาตามคาด แต่สิ่งซึ่งพิเศษ และทำให้ผมในฐานะแฟนเก่าแฟนแก่ภาคภูมิใจ นั่นคือในความเป็นหนังดาดๆ ของหนังเรื่องนี้ พิง ลำพระเพลิง ทำให้เราเห็นว่า เขาทำให้มันกลายเป็น -หนังส่วนตัว- ได้อย่างไร

เวลาพูดถึงหนังส่วนตัว มันมักถูกนำไปผูกพ่วงกับหนังในมุมมองแบบศิลปิน ที่มุ่งหมายนำเสนอภาวะภายในผ่านทางงานศิลปะ (ในที่นี้คือภาพยนตร์) หนังส่วนตัวมักเข้าถึงได้ยาก หากไม่รู้จักตัวตนของศิลปิน และเนื่องจากศิลปินถูกทำให้กลายเป็นคำของคนสูงส่ง หนังส่วนตัวจึงมักกลายเป็นยาขมของผู้คน ทั้งๆ ที่ทุกคนล้วนมีเรื่องส่วนตัว และเอาเข้าจริง หนังเรื่องหนึ่งในทางหนึ่งก็เป็นหนังส่วนตัวของผู้ชมอยู่แล้ว

เราอาจไม่สามารถจะเรียก พิง ลำพระเพลิง ว่าศิลปินได้เต็มปากเต็มคำ (จากสาเหตุมากหลาย รวมทั้งความสูงส่งดังที่ได้กล่าวไป) แต่หนังสนุกๆ ดาดๆ เรื่องนี้นับเป็นหนังส่วนตัวได้แน่แท้

กล่าวในทางร้าย นี่คือหนังที่เล่าเรื่องแบบไม่เรียงลำดับเวลาเพื่อหวังทำเท่ หนังเต็มไปด้วยมุกตลกเลอะเทอะ บางมุกก็ดูสกปรก และทำให้หนังออกทะเลไปจากเรื่องหลักของหนัง และการตัดต่อของหนังเปิดให้เกิดช่องโหว่ของหลายเหตุการณ์ที่ไม่ได้สานต่อ โดยเฉพาะเหตุการณ์ของ หนุ่ม กับ สาว ที่น่าจะมีอะไรมากกว่าเท่าที่ปรากฏในหนังอย่างแน่นอน หนำซ้ำ หนังยังพยายามทำซึ้ง แบบซ้ำๆ เชยๆ ความพยายามที่จะเรียกน้ำตาของหนังให้อารมณ์อิหลักอิเหลื่อ อันเป็นผลจากความตลกที่ครอบหนังอยู่

หากในอีกทางหนึ่ง ผมเองรู้สึกดีใจมากที่หนังเป็นดังเช่นที่ย่อหน้าที่แล้วกล่าวไป มันคือจุดด้อยที่ทำให้หนังเรื่องนี้ไม่สมบูรณ์แบบ แต่ในฐานะพวกขี้แพ้ ซึ่งหลงรักความไม่สมบูรณ์แบบ และแทบทั้งหมดที่กล่าวไปในย่อหน้าที่แล้ว คือเสน่ห์ของหนังเรื่องนี้ และในทางหนึ่ง มันคือความซื่อสัตย์ต่อสิ่งที่ตัวเองคิด ซึ่งมันพิสูจน์ด้วยงานทั้งหมดที่ผ่านมาของ พิง ลำพระเพลิง นั่นเอง

มุกตลกของหนังทะลักล้นเหมือนเขื่อนแตก เขาเล่นในทุกฉากที่เล่นได้ ตั้งแต่ฉากสามัญที่สร้างความผ่อนคลาย ไปจนถึงกระทั่งฉากไคลแมกซ์ที่ทำให้ดูผิดที่ผิดทาง ซึ่งอารมณ์ทีเล่นทีจริงของหนัง (แต่หนักไปในทางเล่น) นี้เอง ที่ทำให้เรารู้ได้ทันทีว่านี่คือหนังของ พิง ลำพระเพลิง คนตลก ที่ทำตลกได้กับทุกเรื่อง มุกตลกบางมุก (โดยเฉพาะมุกเป่าพัดลม ที่ทำให้ ไหม วิสา หลายเป็นนักแสดงหญิงที่กล้าหาญที่สุดคนหนึ่งไปเลย) อาจอยู่ในระดับที่ห้าวเกินกว่าจะรับได้สำหรับบางคน แต่นี่ก็เป็นมุกแบบพิงๆ ที่จะหาดูหาอ่านได้จากชายคนนี้เท่านั้น

หนังมีแก๊กเล็กๆ ด้วยการผูกพ่วงแต่ละฉากกับศีลห้า ซึ่งจะว่าไป หากหนังเรื่องนี้เป็นหนังสอนศีลธรรม ก็เป็นหนังสอนศีลธรรมที่กระทรวงวัฒนธรรมคงจะไม่ปลาบปลื้มเป็นแน่แท้ เพราะหนังทั้งเรื่องว่าด้วยตัวละครที่ผิดศีลกันอยู่เรื่อย!

และ พิง ลำพระเพลิง เป็นคนโรแมนติค ความโรแมนติคแบบขี้แพ้ของเขา ชวนให้นึกถึงตลกคลาสสิคหลายๆ คนบนโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง BUSTER KEATON (ซึ่งเป็นคนโปรดตลอดกาลของผม) ภายใต้เรื่องขำๆ ชีวิตของพวกเขาอวลกระอายไปด้วยเรื่องเศร้า KEATON หย่าเมียและติดเหล้า ตกต่ำถึงขนาดเข้าโรงพยาบาลบ้า โทร่าซัง ตัวละครอันเป็นที่รักของคนญี่ปุ่นนั้นเป็นเซลล์แมนขายของเสียงดัง หน้าตาไม่เอาไหน และไม่มีคนรักเป็นตัวตนไปจนตาย ในชีวิตจริง เสียงหัวเราะกับรอยน้ำตาคั่นกันแค่เส้นบางๆ

อย่างที่เรารู้ ชีวิตจริงของ พิง ลำพระเพลิง ไม่ตลก ภรรยาเขาตาย (และคือแรงบันดาลใจสำหรับโคตรรักเอ็งเลย) ทิ้งเขาไว้กับลูกชาย (ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจสำหรับ คนหิ้วหัว) และความโหยหาอาลัยที่เขาน่าจะทำให้ดีกว่านี้ (สำหรับผม ฉากจบของ โคตรรักเอ็งเลย เป็นฉากจบที่เศร้ามากๆ เพราะมันคือการซื้อเวลาให้ตัวเองของผู้กำกับ ที่ชีวิตจริงไม่มีโอกาสได้ต่อเวลาแบบนั้น) และเพราะเขาเป็นคนตลก ความรัก ความเศร้า ความตายของเขาจึงกลายเป็นเรื่องตลก ที่บางครั้งเราก็รู้สึกอยากร้องไห้

เขาทำช่วงท้ายของ คนหิ้วหัว ให้กลายเป็นหนังโรแมนติคดาดๆ (อีกแล้ว) ขายความประทับใจกันแบบตรงๆ แน่นอนหลายคนร้องไห้ (รวมทั้งผม) แต่หลายคนคงปฏิเสธโดยสิ้นเชิง เพราะมันช่างฟูมฟายเกินกว่าเหตุ แต่ความฟูมฟายนี้ก็เป็นอีกรูปแบบที่เราจะพบได้ก็เฉพาะในหนังของ พิง ลำพระเพลิง ฉากผ้าห่มนั้น สำหรับคนดูอาจเป็นฉากจี๊ดๆ สามัญ แต่ว่ากันว่า ผ้าห่มผืนนั้นเป็นผ้าห่มที่พิงและภรรยาทำให้ลูกชายในชีวิตจริง ฉากนี้กลายเป็นฉากที่เศร้าขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้ คราวนี้เขาเปลี่ยนคนตายเป็นตัวเอง คนที่หมกมุ่นอยู่กับความตายเล่าเรื่องนี้อีกครั้ง

คนหิ้วหัว อาจไม่ใช่หนังสมบูรณ์แบบ มันเต็มไปด้วยข้อติดขัดมากมาย หนังเรื่องนี้ทำให้ผมนึกถึงเรื่องเล่าของตลกคนหนึ่งที่แสดงตลกทางทีวีตั้งแต่หนุ่มจนแก่ ทุกคืนค่ำ ในฉากสุดท้ายของรายการทีวี เขาจะกล่าวราตรีสวัสดิ์กับผู้หญิงคนหนึ่งเสมอ ไม่มีใครรู้ว่าผู้หญิงคนนี้คือใคร จนกระทั่งเขาตายลง จึงค้นพบว่าชื่อของหญิงผู้นั้นคือชื่อของภรรยาเขาเอง ในทางหนึ่งมันเป็นเรื่องโรแมนติค แต่ในทางหนึ่งมันก็เป็นเรื่องของคนที่หมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่จบสิ้นลงไปแล้ว ซึ่งนั่นเป็นคุณลักษณะอย่างหนึ่งของคนขี้แพ้ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นผู้ชนะ และบ่อยครั้งที่เราพบว่าความพ่ายแพ้ก็มีรสหวาน

เคยเขียนถึง โคตรรักเอ็งเลย http://filmsick.exteen.com/20060729/entry