อัลบั้มใหม่ที่น่าสนใจของเดือนกันยายน-ตุลาคม 2550

‘ รัฐธรรมนูญฉบับเผด็จการอยากเป็นประชาธิปไตย ก็ได้รับการโหวตรับร่างจากประชาชนที่มีสิทธิออกเสียงทั้งประเทศผ่านไปได้อย่างเส้นยาแดงผ่าแปด การกำหนดวันเลือกตั้งก็ได้ถูกรัฐบาลและ กกต.ประกาศตามหลังออกมาอย่างเร่งรีบภายใต้แรงกดดันของนักเลือกตั้งอาชีพ กับผู้ที่หิวโหยและโลภโมโทสันกับคำว่า ‘ ประชาธิปไตย ’ แต่..............

คิดถึงหนังสือ ‘ เหี้ย ห่า สารพัดสัตว์ ’ ของท่านมุ้ยจัง เพราะได้เห็นอาการติดสัดของเหล่าบรรดา นักกินเมือง นักโกงเมืองและนักการเมืองทั้งหลาย วิ่งว่อนกันวุ่นวายเพื่อหาทางผสมพันธุ์กันอย่างครึกโครม แถมยังได้เห็นการขุดเอาฟอสซิลของโคตรเหง้าไดโนเสาร์พันธุ์ที-เร็กซ์มาชุบชีวิตใหม่ เพื่อให้เป็นหัวหมู่ทะลวงฟันทุกๆคนที่บังอาจทำให้ Mr. Frank หน้าเหลี่ยมไร้แผ่นดินซุกหัวนอน

ทั้งดีใจและเสียใจในอัตราส่วนเท่ากันที่เกิดมาเป็นคนไทย ดีใจที่ได้เห็นฝนตกขี้หมูใหลและคนจัญไรมาร่วมมือกันทำความฉิบหายให้กับบ้านเมืองเป็นระยะๆ เสียใจที่คนไทยบางกลุ่ม บางพวกและบางภาคยังคงเห็นซาตานมารร้ายเป็นเทวดา แต่เกิดมาแล้วนี่ทำไงได้ ก็ต้องทนอยู่ทนดูเท่าที่อดทนได้ก็แล้วกันเนอะ

ปิดหูปิดตาไม่รับรู้เรื่องราวของคนบ้าๆพวกนั้น หันมาฟังเพลงอย่างเดียวดีกว่า...เชื่อผมเหอะ ! ’

……………………………………………………………………………………………….

อัลบั้ม We Are The Night

ศิลปิน The Chemical Brothers

สังกัด EMI

หัวหอกดนตรีอิเลคโทรนิกาต้นตำหรับ Big Beat –Break Beat จากยุคกลาง 90s หรือ 2 พี่น้องสารเคมีนาม The Chemical Brothres คือความภาคภูมิใจของชาว Generation x ทั้งคู่ได้สื่อสารและถ่ายทอดจิตวิญญานความคิดกับไลฟ์สไตล์ของผู้คนในยุคนี้ให้โลกได้รับรู้ เคียงคู่กับซาวน์ดของดนตรีอินดี้และอัลเทอร์เนทีฟมาอย่างยาวนานเกินทศวรรษ Tom กับ Ed ต่างเติบโตมากับดนตรีฟังก์, 80s Rock , Acid House, Electronic Pop, Rave Culture, Early Techno & Trance, Old-Skool Hiphop ฯลฯ และทั้งคู่ก็ได้นำเอาดนตรีทั้งหมดนั้นมาทดลองผสมผสานเพื่อสร้างสูตรเคมีใหม่ จนกลายเป็นดนตรีของตัวเองที่เรียกว่า ‘Chemical Beats’ ไปในที่สุด

ผู้คนทั่วโลกต่างโดนสารกัมมันตภาพรังสีกันถ้วนหน้ากับ 7 อัลบั้มที่ผ่านมา โดยมี ‘Push The Button’ เป็นอัลบั้มทิ้งท้ายและเปิดศักราชดนตรี Electro-Break ไว้ให้เราเมื่อ 2 ปีที่แล้ว

และ ‘ We Are The Night ’ คืออัลบั้มที่พวกเขาจะกลับมายึดครองซีนดนตรีเต้นรำที่เรียกว่า Electro – Break อย่างจริงจังเสียที

ซิงเกิลแรก ‘ Doit Again ’ คือจิตวิญญานขนานแท้ของดนตรี Electro-Disco ที่กำลังร้อนแรงอยู่บนฟลอร์ทั่วโลก ,

‘We Are The Night’ เป็นแทร็คที่โชว์ความเป็น Minimal Techno ได้พ๊อพที่สุด,

‘Das Spiegal’ ได้นำเอาโครงสร้างท่วงทำนองมาตรฐานของดนตรีพ๊อพยุค 80s มาคลุกเคล้ากับ Chemical Beats เพื่อให้คนรุ่นใหม่นำไปสืบทอด,

‘The Salmon Dance’ คือ Old-Skool HipHop ระดับขึ้นหิ้งที่แฟนเพลงฮิปฮอปรุ่นใหม่ไม่เคยได้สัมผัส,

‘Burst Generator’ เป็นจุดนัดพบของดนตรีอิเลคโทรนิกากับเดธเมตัลที่เป็นต้นแบบของคำว่า ‘Industrail Rock’ ของวันนี้,

‘Harpoons’ ได้เล่าเรื่องสั้นของดนตรีไซคีเดอลิคร็อคยุค 2000 ที่เปรอะเปื้อนสารกัมมันตภาพรังสีจนแปรเปลี่ยนภาพลักษณ์ไปสู่ความความคลาสสิคที่ต่อเนื่องจากแทร็คมหากาพย์ ‘Private Psychedelic Real’ อันเมามายและยาวนานไร้จุดจบในอัลบั้ม ‘ Dig Your Own Hole (1997)’

และแทร็คสุดท้าย ‘ The Pills Won’t Help You Now ’ ที่จับเอาวง Nu-Rave ชื่อดัง Klaxons มายัดลงในถังสารเคมี Chemical Beats จนอ่อนปวกเปียกและเมามายคล้ายเป็นการยืนยันว่า ไม่ว่าดนตรีแนวไหนและแนวดนตรีแนวใหม่จะเกิดขึ้นมากมาย หรือแม้แต่แนว Nu-Rave ที่กำลังได้รับความนิยมกันในวันนี้ทั้งอังกฤษและยุโรปนั้น ก็ไม่สามารถหนีพ้นสารกัมมันตภาพรังสีที่อุดมไปด้วยพลังอันเร่าร้อนรุนแรงที่ชื่อ Chemical Beats ของ The Chemical Brothers ไปได้แน่นอน

เชื่อหรือยังว่าพวกเขาคือ ‘เจ้าแห่งดนตรีเต้นรำยามรัตติกาลเสมอและตลอดไป’

.................................

อัลบั้ม Real Girl

ศิลปิน Mutya Buena

สังกัด Universal

ในขณะที่ทั่วโลกกำลังปลาบปลื้มสาวสวยผิวขาวร้องเพลงด้วยสำเนียงโซลของคนดำได้ไพเราะน่าขนลุกอย่าง Amy Winehouse หรือ Joss Stone วงการดนตรีโซลของคนดำแท้ๆก็ยังคงผลิตศิลปินสาวเสียงดีออกมาอย่างไม่ขาดสายเช่นกัน แต่ยังมีสาวผิวขาวอีกคนที่น่าสนใจคือ Mutya Buena หนึ่งในอดีตสมาชิกของวง Sugarbabes ที่เคยสร้างชื่อเสียงโด่งดังมาแล้วกับหลายๆ ซิงเกิลฮิต ได้แยกตัวออกมาทำงานเดี่ยวชุดแรกซึ่งน่าจะเป็นอีกหนึ่งอัลบั้มที่ถูกใจคอเพลงโซลเป็นแน่แท้

เธอเป็นสาวลูกครึ่งไอริช – ฟิลิปปินโน ที่มีหน้าตาและรูปร่างเซ็กซี่เปี่ยมล้นไปด้วยเสน่ห์ไม่แพ้ศิลปินสาวอื่นๆของอังกฤษและอเมริกา แต่เสน่ห์ที่น่าหลงใหลมากกว่าก็คือเสียงร้องที่เปี่ยมไปด้วยพลังของดนตรีโซลและอาร์แอนด์บี โดยอาศัยจากประสบการณ์ในการได้ไปร่วมงานกับศิลปินดังอย่าง George Michael และ Groove Amada เธอจึงได้ค้นพบความสามารถของตัวเองที่เหนือกว่าเพื่อนๆในวง Sugarbabes เลยกระโดดออกมาโชว์พรสวรรค์นั้นกับอัลบั้มเดี่ยว ‘Real Girl ’ มีซิงเกิลแรกชื่อเดียวกับอัลบั้มที่เธอนำเอาท่วงทำนองเพลงอันอมตะสุดฮิต ‘It Ain’t Over Til It’s Over’ ของ Lenny Kravitz มาสร้างใหม่ โดยผสมผสานกับไอเดียของเธอให้กลายเป็นเพลงพ๊อพ – อาร์แอนด์บี ที่งดงามด้วยท่วงทำนองและเสียงร้องอันไพเราะ เพลงนี้เลยพุ่งขึ้นชาร์ทในเกาะอังกฤษได้อย่างง่ายดาย และกำลังเป็นเพลงฮิตอีกหนึ่งเพลงอยู่ในวันนี้

มีอีกหลายเพลงจาก 13 แทร็คที่ยอดเยี่ยมจากอัลบั้มชุดนี้ อาทิ ‘Song To Mutya (Out Of Control) with Groove Amada ’, ‘ This Is Not (Real Love) with George Michael’, ‘Not Your Baby’ และ ‘Wonderful’ ซึ่งจะทำให้คุณนึกน้ำเสียงโซลดั้งเดิมอย่าง Mary J.Blige, Whitney Houston และ Aretha Franklin ได้อย่างน่าสนเท่ห์ ส่วนแทร็ค ‘B Boy Baby' ที่ได้สาวซ่า Amy Winehouse มาร่วม Duet ด้วยนั้น รับประกันความไพเราะและความสนุกได้โดยโปรดิวเซอร์คนเก่ง Salaam Remi ผู้สร้างให้สาว Amy โด่งดังเป็นพลุมาแล้ว

Yes, She’s Real Girl of Wonderful Voice !

......................................................

อัลบั้ม Uncle Dysfunktional

ศิลปิน Happy Mondays

สังกัด Platinum

Happy Mondays มีอัลบั้มสุดฮิตสไตล์ไซคีเดอลิคฟังก์ ‘Pills ‘n’ Trills and Bellyaches’ ในปี 1990 ที่ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้น หลังจากนั้นพวกเขาก็มีอัลบั้มสุดท้าย ‘Yes,Please (1992)’ ก่อนแยกวงกันอย่างเด็ดขาดด้วยสาเหตุสมาชิกแต่ละคนติดยาเสพติดกันอย่างงอมแงม

แม้ Shaun Ryder และ Bez ที่เป็นแกนนำของวงจะกลับมารวมตัวกันในนามของ Black Grape ในปี 1995 กับอัลบั้ม ‘It’s Great When You’re Straight….Yeah,’ ที่ดนตรี ท่วงทำนองและเนื้อหาไม่แตกต่างไปจาก The Mondays เลยก็ตาม แต่ไม่สามารถเรียกชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่ กลับการที่เคยเป็นหัวหอกของการสร้างสรรค์ Madchester Scene ร่วมกับ The Stone Roses ในยุคปลาย 90s ให้กลายเป็นตำนานมาจนถึงวันนี้ กลับคืนมาได้เลย ทั้งๆที่พวกเขาเป็นวงดนตรีที่สร้างแรงบันดาลใจให้กับวงรุ่นหลังมากมายอาทิ The Chemical Brothers และ Oasis เป็นต้น

‘Uncle Dysfunktional’ เป็นอัลบั้มที่ 5 ห่างจากอัลบั้มสุดท้ายของพวกเขาถึง 15 ปี แต่ก็ไม่ผิดหวังสำหรับแฟนๆเพราะดนตรีไซคีเดอลิคฟังก์ที่เมามายในโครงสร้างดนตรีบริทพ๊อพสไตล์ The Mondays ยังคงมีมนต์ขลังมิเสื่อมคลาย ถ้าพวกเขาออกอัลบั้มชุดนี้มาก่อนหน้า 5-6 ปีมันอาจจะไม่ถูกกาละเทศะสักเท่าไหร่ แต่ในวันนี้ดนตรี Baggy หรือ Indy Dance เท่ๆจากอัลบั้มนี้มาได้ถูกที่ถูกเวลา เพราะพวกเขาคือต้นแบบของวัฒนธรรม Rave Party ที่ถูกเด็กรุ่นใหม่นำมาประยุกต์ให้เป็นดนตรีแนวใหม่ที่ชื่อ Nu-Rave แทร็ค ‘Jellybean’, ‘Angels and Whores’, ‘Anti Warhole (on the dancefloor)’ และ ‘Dr.Dick’ จึงกระชากเรากลับไปสู่อารมณ์และกลิ่นอายของความสนุกสนาน ท่ามกลางยาเสพติดสารพัดประเภทในยุคแรกเริ่มเหมือนมันเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันวานที่ผ่านมานี่เอง

‘Uncle Dysfunktional’ ไม่จำเป็นต้องใช้ยาขนานใดเพื่อเข้าถึง เพราะพวกเขาเลิกเมาอย่างเด็ดขาดแล้ว และหันมาเมากับดนตรีของแทร็คต่างๆในอัลบั้มชุดนี้แทน....

Happy Everydays with The Mondays.

............................................. อัลบั้ม Roses & Clover

ศิลปิน ALO

สังกัด Universal

คุณอาจจำเพลงฮิต ‘ Girl, I Wanna Lay You Down ’ จากอัลบั้มแรก ‘ Fly Between Falls ’ เมื่อปี กลายได้แต่คุณอาจจะจำชื่อวงไม่ได้ เพราะงานเพลงของพวกเขามีความละม้ายใกล้เคียงกับ Jack Johnson เสียเหลือเกิน ก็อย่าประหลาดใจเนื่องจากวงนี้เป็นวงในสังกัด Brushfire Records ที่เป็นของนาย Jack นั่นเอง

ด้วยความชอบดนตรีพ๊อพร็อคหรือโฟล์คร็อคคล้ายกัน เด็กหนุ่มทั้ง 4 คนจากแคลิฟอร์เนียที่รู้จักกันในมหาวิทยาลัย จึงตั้งวงนี้ขึ้นมาแล้วเข้าสู่สังกัดของนาย Jack ด้วยความเต็มใจเพราะมีอุดมการณ์ทางดนตรีเหมือนๆกัน ดนตรีของ ALO มีรายละเอียดปลีกย่อยมากกว่าดนตรีของนาย Jack เพราะมีกลิ่นอายของแจ๊สและฟังก์พร้อมกับเสียงกรุ๋งกริ๋งที่ฟังสบายๆมากกว่า เพลงรักแต่ละเพลงของพวกเขาสร้างให้โลกนี้สดชื่นน่าอยู่ในทุกภพชาติเลยทีเดียว

แทร็ค ‘Maria’ ได้ฉายภาพของผู้หญิงเชื้อสายละตินที่เดินนวยนาดอวดรูปร่างและน่าตาอันเซ็กซี่ อยู่บนชายหาดแถบ ซานตา บาร์บาร่าในยามเย็นก่อนพระอาทิตย์ตกน้ำได้อย่างแจ่มชัด,

‘Empty Vessel (A Pledge Of No Allegiance)’,

‘Try’ คือภาพของ 4 หนุ่มนั่งแจมดนตรีกันบนชายหาดเพื่อขับกล่อมผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา ความไพเราะได้ล่องลอยอบอวลไปทั่วชายหาดจนดึงดูดผู้คนจากรอบบริเวณนั้น โดยเฉพาะสาวๆสวยๆมาห้อมล้อมเต้นรำอย่างสนุกสนานไปกับพวกเขาจนดึกดื่น

‘Roses & Clover’ งดงามและส่งกลิ่นหอมไปด้วยจังหวะปานกลางที่โยกตัวตามอย่างไม่รู้เบื่อ ส่วนแทร็คที่เหลือทั้งหมดนั้นจะกลืนกินคุณให้ใหลตามไปกับพวกเขาจนพระอาทิตย์ส่องแสงจ้าขึ้นที่ขอบฟ้าตัดกับน้ำทะเลสีครามอีกครั้ง...และอีกครั้ง

แม้เสียงร้องและดนตรีของพวกเขาแทบจะเป็น Jack Johnson คนที่ 2 ก็ตาม แต่ ALO ก็ยังเป็น ALO ที่สดใสและโรแมนติกกว่านาย Jack อยู่เหมือนเดิม

Roses & Clover & Romantic Folk…

..................................................

อัลบั้ม Absolute Garbage

ศิลปิน Garbage

สังกัด Warner Music

จากที่เคยเป็นนักร้องนำของวง Angelfish และ Goodbye Mr. MacKenzie มาก่อน สาวสวยชาวสก็อตแลนด์นาม Shirley Manson ก็ได้กระโดดเข้าร่วมวง Garbage ในปี 1993 โดยมี Butch Vig โปรดิวเซอร์ชาว อเมริกาชื่อดังที่เคยแสดงฝีมือการโปรดิวซ์อัลบั้มให้กับวง Nirvana และ Smaching Pumpkins โด่งดังทั่วโลกมาแล้ว เป็นแกนนำและมี Steve Marker และ Duke Erikson เป็นสมาชิกที่เหลือ

Butch Vig ได้จับเอาดนตรีกรั๊นจ์หรือโมเดิร์นร็อคที่เขาช่ำชอง มาคลุกเคล้ากับโปรแกรมอิเลคโทรนิคซึ่งเน้นไปทางดนตรีเต้นรำจนได้ที่ แล้วปลดปล่อยอัลบั้มแรก ‘Garbage’ ในปี 1995 ออกมาอวดชาวโลกแข่งขันกับวงอย่าง Nirvana, Greenday, Oasis, Blur, Manic Street Preachers หรือ Suede จนได้รับการยอมรับว่าเป็นดนตรี อัลเทอร์เนทีฟร็อค-ด๊านซ์ ที่มีความแปลกและแตกต่างจากวงอื่นๆในยุคนั้นทั้งหมด พวกเขามีเพลงฮิตมากมายทั้งจากอัลบั้มแรก, ‘Version 2.0 (1998)’, ‘Beautiful Garbage ( 2001)’ และอัลบั้มล่าสุด ‘ Bleed Like Me (2005)’ อาทิ ‘ Vow ’, ‘ Queer ’, ‘Only Happy When It Rains’, ‘Stupid Girl’, ‘Push It’, ‘I Think I’m Paranoid’, ‘When I Grow Up’ หรือ ‘The World Is Not Enough ที่เคยเป็นเพลงประกอบหนังดัง James Bond เป็นต้น

บางคนยังจำพวกเขาได้ดี บางคนอาจคลับคล้ายคลับคลาและบางคนอาจไม่เคยรู้จักพวกเขาเลย อัลบั้ม ‘Absolute Garbage’ ชุดนี้จะช่วยรื้อฟื้นและเพิ่มเติมความทรงจำที่งดงามสนุกสนานจากบทเพลงฮิตทั้งหมดของวง Garbage ให้กับคุณ.

Always Absolutely & Beautifully !

........................................................

อัลบั้ม Courage

ศิลปิน Paula Cole

สังกัด Universal

คุณคิดว่าภาพของริมฝีปากบนหน้าปกอัลบั้มชุดนี้เอิบอิ่มและงดงามมากน้อยแค่ไหน ? และถ้าเรายินเสียงพูด เสียงกระซิบ เสียงหัวเราะ รอยยิ้มและสำเนียงเสียงร้องเปล่งออกมาจากริมฝีปากคู่นี้หล่ะ ? มันจะไพเราะและซาวบซึ้งเพียงใด ? แน่นอนว่าต้องเป็นเสียงชั้นเลิศระดับนางฟ้าที่เราถวิลหามาเนิ่นนาน เพราะเจ้าของริมฝีปากคู่นี้คือ Paula Cole นักร้องเสียงนางฟ้าแห่งวงการเพลงอเมริกันโซลนั่นเอง

เธอเป็นทั้งนักร้อง นักเขียนเพลงที่ผู้คนและศิลปินระดับแถวหน้าในวงการเพลงของอเมริกายอมสยบอยู่แทบเท้าเธอมานานแสนนาน ไม่ว่าจะเป็นราชาเพลงรักอย่าง Burt Bacharach หรือ Peter Gabriel ผู้ยิ่งใหญ่ก็เคยร่วมงานกับเธอมาแล้ว ความรู้ทางดนตรีจากสถาบันชั้นนำอย่าง Berklee และเจ้าของรางวัลแกรมมี่อวอร์ด สาขา Best New Artist ในปี 1997 จากอัลบั้ม ‘This Fire’ ที่มีเพลงฮิตคือ ‘Where Have All The Cowboys Gone ?’ และ ‘I Don’t Want To Wait’ น่าจะการันตีในความยอดเยี่ยมของการเป็นศิลปินของเธอได้

8 ปีคือเวลาที่เธอห่างหายไปจากวงการเพลงหลังจากที่ทิ้งอัลบั้มสุดท้ายคือ ‘Amen’ ในปี 1999 ไว้ให้แฟนเพลงหายคิดถึง อัลบั้ม ‘Courage’ ล่าสุดจึงเป็นอัลบั้มที่แฟนเพลงทั้งโลกของเธอรอคอย ไตเติ้ลแทร็ค ‘Comin’ Down’ จึงงดงามเอิบอิ่มไม่ต่างไปจากริมฝีปากคู่สวยของเธอแม้แต่น้อย สีแดงบนริมฝีปากนั้นฉูดฉาดร้อนแรงไม่แพ้ความสนุกในเพลง ‘14’ ส่วนแทร็ค ‘Hard To Be Soft’ ที่เธอร้องคู่กับ Ivan Lins นั้นพริ้วไหวในกลิ่นอายของดนตรีพ๊อพแจ๊สประหนึ่งคนธรรพ์ร้องและบรรเลงคู่กับนางฟ้าก็มิปาน สำหรับแทร็ค ‘Lonelytown’ และ ‘It’s My Life’ ได้โชว์ให้เห็นถึงการเขียนเนื้อและการใช้เสียงร้องที่ศิลปินสาวชื่อดังอย่าง Sarah McLachlan และ Tori Amos ต้องนอนก่ายหน้าผากไปอีกหลายปี

ความรู้สึกของผมต่ออัลบั้มชุดนี้คือ ‘I Wanna Kiss You’ ตามชื่อเพลงในแทร็คที่ 9 ของเธอ แล้วคุณล่ะ ?

...........................................

อัลบั้ม Stardom Road

ศิลปิน Marc Almond

สังกัด Platinum

Marc Almond หนุ่มหน้าสวยคนนี้เป็นอดีตนักร้องนำของวงอิเลคโทรนิคพ๊อพชื่อดังในยุค 80s ที่ชื่อ Soft Cell ซึ่งผู้คนที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไปน่าจะรู้จักเขาดี หลังจากที่เขาแยกตัวออกจากวงมาเป็นศิลปินเดี่ยวก็ได้ออกอัลบั้มชุดแรกชื่อ ‘ Untitled ’ ในปี 1982 และมีผลงานออกมาอย่างสม่ำเสมอมาจนถึงวันนี้ถ้านับรวมทุกชุดทั้งที่เป็นสตูดิโออัลบั้ม บันทึกการแสดงสดและรวมฮิตมีทั้งหมดถึง 28 อัลบั้มเลยทีเดียว ว้าว!!!

ชื่อเสียงและผลงานของเขาจึงไม่เคยห่างหายไปจากวงการเพลงโลก แม้จะไม่โด่งดังได้รับความนิยมไปทั่วโลก แต่ในบ้านเกิดของเขาคือประเทศอังกฤษนั้น Marc Almond เป็นศิลปินที่ได้รับการยอมรับนับถือจากศิลปินรุ่นหลังเป็นอย่างดี เพราะเขาได้รับเชิญจากหลายๆศิลปินให้ไปร่วมร้องและรวมแจมตลอดมา อีกทั้งเพลงฮิตหลายเพลงจากอัลบั้มต่างๆได้ถูกศิลปินรุ่นน้องๆหลานๆนำมาทำใหม่ก็หลายเพลงเช่นกัน

‘Stardom Road’ เป็นอัลบั้มล่าสุดที่เขานำเอาประสบการณ์ทั้งสมัยรุ่งเรืองและตกต่ำจากวงการเพลง มาถ่ายทอดในรูปของดนตรีบริทพ๊อพที่อบอวลไปด้วยกลิ่นอายของโอเปร่าผสมกับอิเลคโทรนิคพ๊อพและแจ๊ส จนสร้างความร่วมสมัยได้อย่างน่าทึ่ง เสียงร้องของเขาออกสำเนียงของความเป็นคนอังกฤษได้อย่างชัดเจนแต่ฟังง่าย 2 แทร็คแรก ‘I Have Lived’ และ ‘I Close My Eyes And Count To Ten with Sarh Cracknell’ โชว์ให้เห็นถึงชั้นเชิงความเก๋าในการเป็นศิลปินมาอย่างยาวนานว่า พลังในตัวของเขาไม่เคยหดหายไปแม้แต่น้อย อีก 11 แทร็คที่เหลือล้วนเป็นเพลงที่ใช้ฟังผ่อนคลาย หรือเปิดฟังยามคุณมีอารมณ์โรแมนติกกับคนพิเศษของคุณได้ในทุกกาละและเทศะ

Classic Voice From The London Boy !.

.............................................................

อัลบั้ม The Mix-Up

ศิลปิน Beastie Boys

สังกัด EMI

ขาแร๊ปและขาร็อคทั่วโลกต่างยอมรับและยกย่องพวกเขาในฐานะของ ผู้บุกเบิกแนวดนตรีข้ามสายพันธุ์ที่เรียกกันอย่างแพร่หลายว่า ‘Rap – Rock’ มาอย่างยาวนานตั้งแต่ยุคกลาง 80s แม้พวกเขาทั้ง 3 คนที่เป็นนิวยอร์คเกอร์ซึ่งประกอบด้วย Mike D, MCA (Adam Yauch) และ Ad-Rock จะเริ่มฟอร์มวงมาตั้งแต่ปี 1979 โดยเล่นดนตรีแนวพังค์ร็อคก็ตาม แต่ยังไม่ค่อยมีใครรู้จักพวกเขาดีจนออกวางขายอัลบั้มชุดแรก ‘Licensed To ill’ ที่ได้โปรดิวเซอร์ร็อคชื่อดัง Rick Rubin มาร่วมงาน และอยู่ภายใต้ตราแผ่นเสียงฮิปฮอปชื่อดัง Def Jam ในปี 1986 โดยมีซิงเกิลฮิตอมตะตลอดกาลคือ ‘Fight For Your Right ’ และอัลบั้มต่อมา ‘Paul Boutique (1986)’ ที่มีโปรดิวเซอร์ใหม่ชื่อ Dust Brothers มาร่วมงาน ได้สร้างชื่อเสียงให้พวกเขาเป็นที่ยอมรับไปทั่วโลกทันที

ส่วนอัลบั้ม ‘ Check Your Head (1992) ’ ซึ่งเป็นอัลบั้มที่เน้นไปทางดนตรีบรรเลง ก็ได้รับการยอมรับไม่แพ้ 2 อัลบั้มก่อนหน้า แต่ที่น่ายินดีที่สุดคืออัลบั้ม ‘ill Communications (1994)’ ได้ทำให้พวกเข้าครอบครองโลกดนตรี Rap-Rock อย่างสิ้นเชิง และ 2 อัลบั้มสุดท้ายคือ ‘Hello Nasty (1998)’ และ ‘To the 5 Boroughs ( 2004)’ ก็ยังคงได้รับการตอบรับจากแฟนเพลงของพวกเขาเป็นอย่างดี แม้จะไม่เปรี้ยงปร้างดังในอดีตก็ตาม

3 เด็กเลวแห่งวงการดนตรีร็อค คือสมญานามที่พวกเขาได้รับจากนักวิจารณ์นั้น ได้อธิบายถึงแนวดนตรีที่แปลกแหกคอก เนื้อหาที่ก้าวร้าวดุดันประชดประชัน เสียดสีสังคมและการเมืองได้อย่างเจ็บแสบ แต่ชีวิตส่วนตัวของพวกเขาทั้งสามนั้นมีเรื่องดีๆมากมายที่ผู้คนทั่วไปรู้กันดี เช่นการเป็นเจ้าของค่าย Grand Royel, เจ้าของเสื้อผ้ายี่ห้อ XL หรือการเข้าร่วมโครงการ Free Tibet กับเพื่อนศิลปินอีกหลายๆ วง เป็นต้น

ดนตรีของ Beastie Boys ไม่ได้เน้นแค่การผสมผสานดนตรีร็อค พังค์และฮิปฮอปเข้าด้วยกันเท่านั้น พวกเขายังหยิบจับเอากลิ่นอายแนวดนตรีคลาสสิคอย่าง ฟังก์, Dub, เรกเก้, ฮาร์ดร็อค, อิเลคโทรนิกาไปจนถึงแจ๊ส เข้ามาสร้างสีสันและความมันส์ในทุกอัลบั้มเสมอ ขึ้นอยู่กับว่าคอนเซ็ปท์ของแต่ละอัลบั้มนั้นเป็นอย่างไร

หลังจากที่พวกเขาเคยโชว์กึ๋นถึงพื้นฐานและความสามารถทางดนตรีให้ผู้คนทั่วโลกได้ประจักษ์มาแล้วเมื่อ 16 ปีที่ผ่านมากับอัลบั้ม ‘ Check Your Head ’ วันนี้พวกเขาได้กลับมาทำงานเพื่อตอบสนองความนิยมทางดนตรีของผู้คนทั่วโลกที่หันไปฟังแนวดนตรี Retro กันยกใหญ่ ด้วยงานดนตรีบรรเลงเต็มอัลบั้มเป็นครั้งแรกที่ใช้ชื่อว่า ‘The Mix-Up’ โดยพวกเขาทั้งสามกับเพื่อนสนิทที่เป็นมือคีย์บอร์ดคนเก่งชั้นแนวหน้าของโลกชื่อ Money Mark มาร่วมกันรื้อฟื้นความทรงจำ อิทธิพลและแรงบันดาลทางดนตรีของพวกเขาให้ฟื้นกลับมาเป็นดนตรีบรรเลงเท่ๆสุดเก๋าที่จับเอาสำเนียงโซโล่กีตาร์สไตล์ฮาร์ดร็อคมาผสมกับกับเทคนิคดนตรี Dub ให้ลื่นใหลไปกับสำเนียงคีย์บอร์ดโบราณและจังหวะกลองแบบสดๆ ที่มีทั้งเร่งเร็วแบบร็อค เฮฟวี่เมตัล พังค์ เบรคบีท ให้แช่มช้าไปจนถึงฟังก์ ฮิปฮอปและดาว์นดเท็มโป

ยากจะอธิบายถึงความยอดเยี่ยมทั้ง 12 แทร็ค ยากจะอธิบายถึงความเจ๋งทั้งไอเดียและฝีมือทางดนตรีของพวกเขา และยากที่จะระบุว่าอัลบั้มชุดนี้เป็นดนตรีแนวอะไรกันแน่ทั้ง Nu-Funk, Electro Break, Beat Lounge, Nu – Groove, Instrumental Rock, Hardrock Rivival หรือ Dubstep แต่ง่ายดายที่จะบอกว่า ‘The Mix-Up’ คือหนึ่งในอัลบั้มดนตรีบรรเลงยอดเยี่ยมที่สุดของประวัติศาสตร์ ที่ได้รวบรวมเอาทุกความหมายที่แท้จริงของคำว่าดนตรีมาไว้อย่างครบครัน

อีกหนึ่งอัลบั้มยอดเยี่ยมประจำปี 2007 ?

......................................

อัลบั้ม Easy Tiger

ศิลปิน Ryan Adams

สังกัด Universal

Ryan Adams เป็นศิลปินหนุ่มที่บ้าพลังอีกคนในวงการเพลงโฟล์ค – คันทรี่ของอเมริกา เพราะเขามากล้นด้วยไอเดียและความสามารถในการเขียนเพลง เชื่อหรือไม่ว่าจากอัลบั้มชุดแรก ‘ Heartbreaker ’ ที่ออกวางขายในปี 2000 จนถึงวันนี้แค่เวลา 7 ปีเขาออกสตูดิโออัลบั้มมาแล้ว 8 ชุดถ้ารวมชุดล่าสุดนี้ก็เป็น 9 อัลบั้ม

ด้วยน้ำเสียงที่มีเสน่ห์และละม้ายคล้ายกับ Neil Young ผสมกับ Elton John จึงทำให้เพลงของเขามีความโดดเด่นกว่า John Mayer และอีกหลายๆคนในรุ่นราวคราวเดียวกัน อีกทั้งเนื้อหาที่เขาเขียนขึ้นมานั้นยิ่งแปลกแยกและโดดเด่นกว่าเช่นกัน เพราะเขาเน้นไปทางอารมณ์ที่หม่นหมอง เศร้าสร้อยแต่กลับทรงคุณค่าด้วยความหมายอันลึกซึ้ง ทั้ง 13 แทร็คในอัลบั้ม ‘ Easy Tiger ’ นี้อาจจะไม่หม่นเท่าผลงานที่ผ่านมา แต่ภาษาที่เขาใช้ในเพลงนั้นยังคงซื่อสัตย์และจริงใจเหมือนเดิม เช่นในแทร็ค ‘ Halloweenhead ’ หรือแทร็ค ‘ Off Broadway ’ ที่ไพเราะสวยงามยิ่งกว่าเพลงโฟล์คพ๊อพใดๆในรอบ 6 เดือนที่ผ่านมา เป็นต้น

ดนตรีทั้งอัลบั้มยังแข็งแรงด้วยโครงสร้างของดนตรีโฟล์ค – คันทรี่ แต่มีหลายแทร็คที่มีจังหวะคึกคักสนุกสนานคล้ายเพลงพ๊อพทั่วไปเช่นกัน คอเพลงที่ต้องการความแตกต่างและความแปลกใหม่ในการฟังเพลง ดนตรีของ Ryan Adams น่าจะเป็นสิ่งพิเศษที่คุณค้นหา เพราะนักวิจารณ์ในอเมริกาเรียกแนวเพลงของเขาว่า ‘ Alternative Country ’ และคุณอาจจะนึกสงสัยว่าแต่ละเพลงในอัลบั้มชุดนี้นั้น เป็นผลงานของ Marvin Gaye, The Righteous Brothers หรือของนาย Ryav Adams กันแน่ ?

เขายังคงเป็น ‘ The Next Best Thing ’ เสมอและตลอดไป.

..............................................

อัลบั้ม so this is goodbye

ศิลปิน Junior Boys

สังกัด Platinum

เราไม่ค่อยได้ยินวงดนตรีสไตล์อิเลคโทรนิคพ๊อพจากประเทศแคนาดากันเลย นอกจากวงพ๊อพและร็อคเท่านั้น แต่วง Junior Boys ที่มี Jeremy Greenspan และ Matt Didemus กลับเลือกที่จะแตกต่างโดยหันมาทำดนตรีพ๊อพที่เน้นไปทางอิเลคโทรนิคตามฝั่งอังกฤษ ซึ่งก็ทำให้พวกเขาเป็นที่รู้จักต่อผู้คนแถบยุโรปได้ในระดับหนึ่งกับอัลบั้มชุดแรก ‘ Last Exit (2004)’ เมื่อมาอยู่ภายใต้การดูแลของค่ายดัง Domino Records

ความสดใสแบบสามัญกับโครงสร้างดนตรีที่เรียบง่ายไม่ซับซ้อน แค่ใช้เสียงอนาล็อกซินธิ์ฯคลุกเคล้ากับท่วงทำนองของดนตรีสไตล์พาวเวอร์พ๊อพ แค่นี้ก็ทำให้แทร็คอย่าง ‘Double Shadow’, ‘The Equalizer ’, ‘First Time’ หรือ ‘In The Morning’ งดงามสว่างพริ้วไหวพาเราล่องลอยไปทั่วจักรวาล ไม่ต่างจากการฟังงานดนตรียอดเยี่ยมในเวอรชั่นที่แช่มช้าของ Air, Daft Punk หรือ Moby เลยทีเดียว ยังไม่นับรวมความลื่นใหลในแทร็คต่างๆจากโบนัสซีดีแผ่นสอง ที่รีมิกซ์โดยรีมิกเซอร์และศิลปินชื่อดังอย่าง Kode 9, Hot Chip หรือ Carl Craig ฯลฯ ที่แถมมาให้ถึง 7 แทร็ค 11 เวอร์ชั่น…Chill..Chill…

..คุ้มค่าและพอเพียงที่สุดสำหรับยุคที่ผู้คนไม่ค่อยเข้าใจคำว่า ‘เพียงพอ’

..................................

อัลบั้ม Zeitgeist

ศิลปิน Smashing Punpkins

สังกัด Warner Music

เมื่อดนตรีร็อคไม่เคยตายแขนงและสาขาต่างๆของมันก็ไม่เคยตายเช่นกัน แม้ในบางช่วงเวลาดนตรีร็อคอาจถูกกลบและบดบังโดยดนตรีพ๊อพแขนงใหม่บ้าง แต่เมื่อได้เวลามันก็จะกลับมาอย่างยิ่งใหญ่และสง่างามเสมอ

ในกระแสของดนตรี Garage Rivival เมื่อ 2-3 ปีที่ผ่านมาได้ปลุกวิญญานของเหล่าดนตรีอินดี้ร็อคแขนงต่างๆให้กลับมาผงาดบนถนนสายดนตรีอีกครั้ง ดนตรีกรั๊นจ์ที่เคยรุ่งเรืองเมื่อ10 กว่าปีที่ผ่านมาก็ถือโอกาสโผล่หน้ามาร่วมแจมกับเขาด้วยเหมือนกัน โดยมีวงระดับแม่ทัพอย่าง Smashing Pumpkins รับบทเป็นหัวหมู่ทะลวงฟันอีกรอบ แม้สมาชิกแต่ละคนอย่าง James Iha หรือ D’arcy ต่างได้ดิบได้กันไปหมดแล้วและไม่ยอมกลับมาร่วมหัวจมท้ายกันอย่างเคยก็ตาม แต่นาย Billy Corgan ที่เป็นทั้งแกนนำหลักและมือกีตาร์ กับนาย Jimmy Chamberlin มือกลอง ก็ยังสู้เต็มร้อยด้วยพลังและฝีมือชั้นเทพของทั้งคู่

แทร็ค ‘ Tarantula ’ คือการกลับมาอย่างสมศักดิ์ศรีด้วยดนตรีเฮฟวี่ร็อคที่หนักแน่นปานภูผา ผนวกเสียงร้องที่กรีดแหลมตามแบบฉบับของเขา ส่วนแทร็ค ‘ Starz ’ และ ‘ Neverlost ’ นั้นได้ปลุกความทรงจำที่ดีระหว่างแฟนพันธุ์แท้กับยุครุ่งเรืองของพวกเขา ด้วยความยอดเยี่ยมต่างๆจากอัลบั้ม ‘ Siamese Dream (1993)’ และ ‘ Mellon Collieand the Infinite Sadness(1995)’ ให้หวนคืนกลับมา เพื่อรื้อฟื้นความสัมพันธ์ให้แนบแน่นเหมือนเดิมอีกครั้งและตลอดไป

BC / JC คือนามของโปรดิวเซอร์ที่หมายถึงชื่อย่อของคนทั้งสอง อัลบั้ม ’ Zeigeist ’ ทั้ง 12 แทร็คจึงล้วนแล้วเป็นฝีมือการทำงานของเพื่อนรักคู่นี้ทั้งหมด ความอัดอั้นที่ถูกเก็บกดมาอย่างยาวนานจึงได้เวลาระบายออกมาได้อย่างหมดจดเสียที

Rebirth Of Grunge !

.................................

อัลบั้ม Twilight Of The Innocents

ศิลปิน Ash

สังกัด Warner Music

Ash เป็นวงร็อค 3 ชิ้นจากประเทศไอร์แลนด์เหนือที่แจ้งเกิดในยุคอัลเทอร์ฯรุ่งเรือง ซึ่งพวกเขายังเป็นเด็กวัยละอ่อนที่ยังเล่าเรียนกันในมหาวิทยาลัยแต่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกเสียแล้ว ด้วย EP ชุดแรกที่ชื่อ ‘ Trailer ’ ในปี 1994 กับสไตล์ดนตรีอินดี้พังค์ร็อค ได้ผลักดันให้เด็กหนุ่มทั้งสามเข้าสู่ค่ายใหญ่และมีผลงานออกวางขายทั่วโลกกับอัลบั้มแรก ‘ 1977 (1996)’ ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนให้ Ash เป็นวงดนตรีพังค์ร็อคที่เป็นไอดอลของวัยรุ่นทั่วโลกตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

Ash ได้รับสมาชิกใหม่ Charlotte Hetherley สาวสวยตำแหน่งมือกีตาร์เข้ามาร่วมวงทำงานและออกทัวร์ได้ 2 อัลบั้มคือ ‘ Free All Angels (2001)’ และ ‘ Meltdown(2005)’ เธอก็ได้ลาออกไปเป็นศิลปินเดี่ยว วง Ash จึงกลับมาเหลือ 3 หัว 3 ประสานคือ Tim, Rick และ Markเหมือนเดิม

‘Palace Of Excess’ ทั้งสามได้โชว์ความหนักหน่วงของดนตรีพังค์ร็อคได้ถึงกึ๋นไม่แพ้วงรุ่นหลัง ส่วน ‘End Of The World’ และ ‘Dark And Stormy’ เป็นเพลงพ๊อพร็อคสไตล์เดียวกับ ‘Oh Yeah’, ‘Angel Intercepter’ และ ‘Girl From Mars’ ที่แฟนเพลงชาวไทยและทั่วโลกคุ้นเคยกันดี

อัลบั้ม ‘Twilight Of The Innocents’ จึงยังคงยืนยันความเป็นวงร็อคที่ได้มาตรฐานในการทำเพลงให้กับพวกเขาได้เหมือนเดิม แม้งานดนตรีของ Ash จะไม่ด้อยกว่างานดนตรีของวงรุ่นเดียวกันอีกหลายวงที่ทะยอยออกขายในปีนี้ โดยเฉพาะแทร็คสุดท้าย ‘Twilight Of The Innocent ’ นั้นโชว์ชั้นเชิงของดนตรีร็อคที่กลมกลืนกับเครื่องสายได้อย่างสมบูรณ์แบบ แต่อาจต้องเหนื่อยต่อการฟาดฟันกับวงร็อคหน้าใหม่อีกหลายพันวงด้วยเช่นกัน

ยังไงก็ให้สู้ต่อไปเราขอเอาใจช่วยนะ ไอ้มด Ash!!!

................................................