- โสภณา เชาว์วิวัฒน์กุล -
zopana@hotmail.com

นิสัยการอ่านหนังสือของดิฉันนั้นมีขึ้นมีลง เอาแน่เอานอนไม่ได้พอๆ กับนิสัยการดูหนัง
บางช่วงขณะดิฉันติดหนังสือเหนียวแน่นหนึบ ไม่ว่าจะไปไหนก็ต้องพกพาสักเล่มสองเล่มติดกระเป๋าไปด้วยราวกับมันเป็นอวัยวะที่ 33 บางขณะกลับรู้สึกเบื่อหน่ายการอ่านเหลือกำลัง ถึงขั้นว่า ทั้งเดือนไม่ได้อ่านหนังสือจริงจังเลยสักเล่ม และไม่รู้สึกว่าชีวิตขาดอะไร
เท่าที่ดิฉันตั้งข้อสังเกตกับตัวเองดู พบว่าความเปลี่ยนแปลงจากร้ายกลายเป็นดี -ซึ่งในที่นี้หมายถึง จากคนขี้เกียจอ่านอย่างร้ายกาจกลายเป็นคนขยันอ่านอย่างยิ่งยวด- ทุกครั้งมักจะเกิดขึ้นเพราะได้อ่านหนังสือดีๆ สักเล่ม แล้วเกิดแรงบันดาลใจที่จะตะลุยอ่านเล่มอื่นๆ ในหมวดหมู่เดียวกันต่อไปเสมอ
เช่น ครั้งหนึ่งดิฉันแสวงหาหนังสือประเภทบทความทางการเมืองเป็นบ้าเป็นหลัง หลังจากที่ได้อ่านหนังสือรวมบทความชื่อ ‘เขียนแผ่นดิน’ ของคุณ เปลว สีเงิน หรืออีกครั้งดิฉันสนใจวรรณกรรมญี่ปุ่นรุ่นเก๋ากึ้ก -ทั้งที่ไม่เคยมีแนวโน้มจะสนใจมาก่อนเลยในชีวิต- หลังจากบังเอิญได้อ่านนิยายเรื่อง ‘เมืองหิมะ’ ของนักเขียนชาวญี่ปุ่นผู้ล่วงลับ ยาสึนาริ คาวาบาตะ
ในบรรดาหนังสือที่ก่อให้เกิดจุดเปลี่ยนต่อนิสัยการอ่านของดิฉันทั้งหมด มีอยู่เล่มหนึ่งที่พิเศษกว่าใครเพื่อน เพราะนอกจากจะทำให้ดิฉันหวนกลับมาเป็นมิตรที่ดีกับหนังสืออีกครั้งแล้ว มันยังกระตุ้นเร้าให้ดิฉันหันกลับมาดูหนังอย่างกระตือรือร้นเป็นพิเศษอีกด้วย
หนังสือเล่มที่ว่านั้นก็คือ Flicker
Flicker เป็นผลงานของ ธีโอดอร์ รอสแสค นักคิด นักเขียน และนักวิชาการชาวอเมริกัน ซึ่งได้รับคำยกย่องจากคนในแวดวงวิชาการด้วยกันว่า เป็นผู้มีมุมมองต่อสังคมที่แหลมคมมากที่สุดคนหนึ่งในปัจจุบัน
รอสแสคเกิดเมื่อปี 1933 เคยผ่านงานสอนในมหาวิทยาลัยดังๆ ในอเมริกาหลายแห่ง อาทิ มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด มหาวิทยาลัยบริติช โคลัมเบีย ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย สเตท อีสต์ เบย์
รอสแสคเคยมีงานเขียนทั้งในเชิงวิชาการและนวนิยายออกมาหลายเล่ม งานเขียนเชิงวิชาการที่เด่นๆ ของเขาก็เช่น The Marking of a Counter Culture (1969) บทบันทึกและวิเคราะห์กระบวนการทางวัฒนธรรมของหนุ่มสาวในยุค 60, The Cult of Information (1994) รอสแสคนำเสนอถ้อยคำวิพากษ์วิจารณ์สังคมยุคที่เทคโนโลยีการสื่อสารทันสมัยกลายเป็นปัจจัยที่ 5 ของชีวิต และ World, Beware! American Triumphalism in an Age of Terror (2006) การเปิดโปงกลวิธี ‘ซัดประชาชนจนอยู่หมัด’ ของรัฐบาลอเมริกัน ซึ่งดำเนินมาอย่างยาวนาน เป็นระบบ เต็มไปด้วยเล่ห์กล ตีกรอบล้อมขังผู้คนให้ติดอยู่ในกับดักแห่งความกลัว กล่าวกันว่า สิ่งที่รอสแสคเขียนไว้ในหนังสือเล่มนี้ แหลมคมและ ‘จี๊ดใจ’ จนทำให้สำนักพิมพ์หลายแห่งในอเมริกาล้วนปฏิเสธที่จะรับผิดชอบตีพิมพ์มัน และท้ายที่สุดรอสแสคก็ต้องไปหาสำนักพิมพ์ใจถึงในประเทศอื่นแทน
ส่วนงานเขียนประเภทนิยายมีอยู่ด้วยกัน 6 เล่ม ไล่เรียงตามลำดับก็คือ Pontifex, Dreamwatcher, Bugs, Flicker, The Devil and Daniel Silverman และ The Memoirs of Elizabeth Frankenstein
ในจำนวนทั้งหมดนั้น แน่นอนว่าเล่มที่โดดเด่นที่สุดย่อมต้องเป็น Flicker

Maschera del demonio, La
Flicker ฉบับภาษาอังกฤษ ออกวางจำหน่ายครั้งแรกในปี 1991 เท่าที่ทราบ หนังสือเล่มนี้ไม่ถึงกับมียอดจำหน่ายพลุ่งพล่านมากนัก ทว่าก็ยังอุตส่าห์ได้รับการพิมพ์ซ้ำ และในส่วนของเสียงวิจารณ์นั้น ก็ได้รับคำชื่นชมให้เข้าชั้นนิยายเฉพาะกลุ่มระดับคลาสสิกเล่มหนึ่งทีเดียว
Flicker จัดอยู่ในหมวดหมู่นิยายลึกลับระทึกขวัญปนสืบสวน แต่ที่ถือว่ามาแปลก แตกต่าง และน่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักอ่านที่ชอบดูหนัง (หรือ นักดูหนังที่ชอบอ่าน) ก็คือ ตัวเอกของเรื่องซึ่งจะต้องมีบทบาทในการนำผู้อ่านไปพบกับเรื่องลึกลับชวนฉงน อีกทั้งยังต้องมีหน้าที่ลงมือสืบค้นหาความจริง ไม่ใช่นักสืบสมองเปรื่องที่ไหน ทั้งไม่ใช่ตำรวจหรือเจ้าหน้าที่เอฟบีไอ แต่กลับเป็นนักวิชาการทางภาพยนตร์ผู้ยึดถือหนังเป็นปัจจัยที่ 5 ของชีวิต
ศาสตราจารย์สุดห้าวผู้นี้มีชื่อว่า โจนาธาน เกทส์ หนังสือเล่าเรื่องทั้งหมดผ่านมุมมองของเขา ด้วยวิธีการเขียนในลักษณะบันทึกความทรงจำ
โจนาธานเริ่มต้นเรื่องของเขา ณ ช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในชีวิต นั่นก็คือ ครั้งแรกที่เขาได้ดูหนังของผู้กำกับที่ชื่อ แม็กซ์ แคสเซิล
“ผมได้ดูหนังของ แม็กซ์ แคสเซิล เป็นครั้งแรกในห้องใต้ถุนสกปรกแถบตะวันตกของลอสแองเจลิส มาสมัยนี้คงไม่มีใครคิดที่จะใช้รูหนูอย่างนั้นเป็นโรงหนังกันแล้ว แต่ในช่วงกลางทศวรรษที่ห้าสิบ มันจัดเป็นแหล่งฉายหนังที่ดีที่สุดในโลกซีกตะวันตกของปารีสเลยทีเดียว”
จากนั้น เขานำผู้อ่านย้อนกลับไปยังอดีตที่ไกลกว่านั้น เริ่มตั้งแต่วัยเด็กซึ่งเขาเห็นหนังเป็นเพียง ‘ความบันเทิงราคาถูก’ และโรงหนังก็ไม่ได้เป็นอะไรมากกว่าสถานที่หลบแดดและหลบลี้จากสภาพสังคมที่เลวร้าย (โจนาธานเกิดในปี 1939 ซึ่งถือเป็นยุคทองของฮอลลีวูด “สตูดิโอที่ทรงอิทธิพลทั้งหลายกล่อมคนทั้งประเทศด้วยหนังยอดนิยมมากมายหลายเรื่อง ก่อนที่สงครามจะกดโลกความฝันเหล่านั้นไว้ภายใต้ฝันร้ายทางประวัติศาสตร์”) ต่อเนื่องด้วยการล่วงเข้าสู่วัยหนุ่ม แล้วเดินทางมาศึกษาวิชากฎหมายที่ลอสแองเจลิส
ในช่วงเวลานี้เองที่รสนิยมการดูหนังของโจนาธานเปลี่ยนไป โลกทัศน์ด้านภาพยนตร์ของเขาขยายอาณาเขตกว้างไกลขึ้นเมื่อได้ดูหนังหลายสัญชาติ หลากประเภท ที่โรงหนังอาร์ตซอมซ่อชำรุดชื่อ เดอะ คลาสสิค
นอกจากนั้น การที่เขาเกิดไปมีความสัมพันธ์ลึกซึ้งถึงขั้นย้ายข้าวของเข้าไปอยู่ด้วยกันกับเจ้าของเดอะ คลาสสิคที่ชื่อ แคลร์ ในเวลาต่อมา ก็ทำให้ทัศนคติที่เขามีต่อหนังเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
ในเวลานั้นแคลร์อายุ 30 เศษ แก่กว่าโจนาธานหลายปี เธอไม่ใช่ผู้หญิงที่มีรูปร่างหน้าตาดึงดูดใจชาย อีกทั้งยังไม่ใช่คนที่มีอัธยาศัยดีนัก...ที่จริงติดจะบึ้งตึง เย่อหยิ่ง และถือเสียด้วยซ้ำ อย่างไรก็ตาม เธอผู้นี้กลับมีความรู้ ความรัก และความคิดเห็นต่อสื่อภาพยนตร์ในระดับที่ทำให้ ‘ไก่อ่อน’ อย่างโจนาธานต้องทึ่ง
สำหรับโจนาธาน นอกจากแคลร์จะเป็นคู่ขาที่เยี่ยมยอดแล้ว เธอยังเป็นอาจารย์ผู้เคี่ยวกรำสอนสั่งกระทั่งความรู้ด้านภาพยนตร์ของเขาพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว

Chute de la maison Usher, La
แคลร์ทำให้โจนาธานเริ่มถือหนังเป็นจริงเป็นจัง เขาบ่ายหน้าออกจากวิชากฎหมายซึ่งเรียนอยู่แต่เดิมแล้วหันมาศึกษาหนังเป็นวิชาเอก ชายหนุ่มยอมรับว่า หลายปีที่อยู่ด้วยกันทำให้เขาได้รู้จักหนังมากกว่าที่เคยรู้จักมาทั้งชีวิต
เหนือสิ่งอื่นใด ความลุ่มหลงต่อหนังที่เพิ่มพูนอย่างก้าวกระโดดในช่วงเวลานั้นนั่นเอง ที่ทำให้โจนาธานได้รู้จักผู้กำกับคนหนึ่ง ซึ่งในเวลาต่อมาจะกลายเป็นผู้พลิกชะตาชีวิตของเขาไปตลอดกาล
เขาผู้นั้นคือ แม็กซ์ แคสเซิล
กลางยุค 50 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่โจนาธานได้ดูหนังของแม็กซ์ แคสเซิลเป็นครั้งแรก มีผู้ที่ยังจำได้ว่ามีคนทำหนังชื่อนี้อยู่บนโลกแต่เพียงน้อยนิด และคนเหล่านั้นก็จดจำแคสเซิลในฐานะผู้กำกับหนังสยองขวัญเกรดบี ที่ถูกประเมินค่าดีกว่าขยะแค่หน่อยเดียว หนังเรื่องแรกของแคสเซิลที่โจนาธานดู เป็นหนังแวมไพร์ดูดเลือดซึ่งฟิล์มหนังอยู่ในสภาพร่อแร่ พร้อมจะแหลกสลายคาเครื่องฉายได้ทุกเมื่อ “ฟิล์มเก่าเหลือง ลางเลือน และเสียงประกอบอู้อี้ หนังถูกตัดต่ออย่างหยาบๆ และรูหนามเตยฉีกขาดมากจนหนังสะดุดอยู่เรื่อยๆ” ชายหนุ่มดูมันอย่างผาดๆ และเกือบจะโยนชื่อแม็กซ์ แคสเซิล ทิ้งถาวรในถังขยะความทรงจำแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะบังเอิญได้ดูหนังแคสเซิลเรื่องที่ 2 ในสภาพที่ฟิล์มสมบูรณ์กว่าเก่า ที่ชื่อ Judas Everyman
“เราไม่รู้จะเรียกสิ่งที่เราเพิ่งดูไปว่าอะไร เราไม่แน่ใจว่าเราได้ดูหนังทั้งหมดแล้วหรือว่าเราได้ดูหนังที่ลำดับม้วนถูกต้องหรือไม่...แต่อย่างไรก็ตามเรารู้ว่านั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญ...เราพบว่าหนังที่เราได้ดูนั้นทำงานได้ผล เราได้เผชิญกับความน่าพรั่นพรึงอย่างถึงที่สุด ไม่ใช่ความน่าพรั่นพรึงที่เกิดจากความกลัว แต่เกิดจากความน่าขยะแขยง เราได้สัมผัสกับความวิปริตที่จงใจสร้างขึ้นอย่างพิถีพิถัน ซึ่งผลักให้เราร่นไปอยู่ชิดขอบสุดของความอดทนอดกลั้น แล้วค้างเติ่งอยู่ตรงนั้นในระยะเวลาที่คัดคานกันระหว่างนานเกินไปสุดจะทนแล้ว และ ยังหรอก ยังอีกนิดนึง ถ้าหนังถูกสร้างโดยมือที่ช่ำชองน้อยกว่านี้ ความดิบหยาบของหนังอาจทำให้เราหยุดเครื่องฉายหรือไม่ก็เดินออกจากโรงไปเลย แต่หนังถูกเรียงร้อยอย่างฉลาดลึกซึ้งและตรึงความสนใจของเราให้ดูจนจบ เราโดนสะกด ทั้งที่ใจเราไม่ต้องการ”
ความรู้สึกลี้ลับที่ได้รับจากการดู Judas Everyman ทำให้โจนาธานทวีความหลงใหลในตัวแม็กซ์ แคสเซิลอย่างไม่รู้ตัว เขากระหายที่จะได้เสพงานของแคสเซิลมากกว่าเดิม ขบคิดเรื่องของแคสเซิลอย่างลึกซึ้ง สืบค้นประวัติความเป็นมาของแคสเซิลอย่างกระตือรือร้น
โจนาธานนำหัวใจของตนเองไปผูกติดกับชีวิตของแม็กซ์ แคสเซิลอยู่นานหลายปี จากครั้งที่ยังเป็นนักศึกษา สืบเนื่องมากระทั่งกลายเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย ความสนใจนั้นก็ไม่เคยถดถอยแปรเปลี่ยน มุมมองต่อภาพยนตร์และแวดวงศิลปะโดยรวมที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย ทำให้งานของแคสเซิลมีผู้สนใจศึกษามากขึ้น ช่องทางการทำความรู้จักแคสเซิลขยายกว้างขึ้น ความรู้ของโจนาธานต่อผู้กำกับที่ได้รับการบันทึกว่า ‘เสียชีวิตในสงครามโลกครั้งที่ 2’ ผู้นี้ เพิ่มพูนยิ่งขึ้น
ทว่าเรื่องหนึ่งที่อยู่เหนือความคาดหมายของโจนาธานอยู่หลายขุมก็คือ ยิ่งเขาขุดเรื่องของแคสเซิลลงไปลึกเท่าไหร่ ก็ยิ่งพบกับเรื่องลี้ลับดำมืดแบบที่ไม่มีประวัติศาสตร์ภาพยนตร์เล่มใดเคยบันทึกไว้
ที่สำคัญ มันทำให้เขาได้รับบทเรียนครั้งยิ่งใหญ่ว่า บางสิ่งจำต้องถูกเก็บไว้เป็นความลับ และความลับบางเรื่องก็ไม่สมควรจะมีผู้ใดหาญกล้าไปรับรู้
เรื่องของแม็กซ์ แคสเซิล เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น...
ดิฉันจำไม่ได้แน่ว่าใช้เวลาเท่าไหร่ในการอ่านนิยาย Flicker (ฉบับภาษาไทยหนา 776 หน้า) ตั้งแต่ต้นจนจบ แต่ที่จำได้แน่ก็คือ ระหว่างที่ยังอ่านไม่จบ ดิฉันติดมันหนึบหนับ ไม่ยอมวางถ้าไม่จำเป็น หรือถึงจำเป็น บางทีก็ยังเลี่ยงไม่ยอมวาง

Le masque du demon
ธีโอดอร์ รอสแสค ดำเนินเรื่องได้น่าติดตามอย่างยิ่ง ความสนุกเร้าใจยิ่งเพิ่มทวีขึ้นในแต่ละหน้าแต่ละบท ความลับแต่ละอย่างเกี่ยวกับแม็กซ์ แคสเซิล ที่โจนาธาน เกทส์ และผู้อ่านรับรู้เพิ่มเติมไปพร้อมๆ กัน ล้วนน่าทึ่ง รอสแสคทำให้เรารู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับโจนาธาน กระหายใคร่รู้เรื่องราวของบุรุษลึกลับอย่างแม็กซ์ แคสเซิลในระดับทัดเทียมกันกับเขา และเราก็พร้อมที่จะให้โจนาธานจูงมือนำเราไปสืบค้นความลับนั้น โดยไม่สนใจอีกแล้วว่า จะมีภยันตรายใดรอคอยอยู่ที่ปลายทางหรือไม่
ดิฉันไม่ได้เวอร์ แต่รอสแสคทำให้ผู้อ่านรู้สึกได้ถึงเพียงนั้นจริงๆ
นอกจากนั้น ความเยี่ยมยอดอีกประการของ Flicker ก็คือการ ‘เล่นกับข้อมูล’ ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นการอ้างถึงเรื่องเล่าและตำนานต่างๆ (เช่น การบอกว่า แท้ที่จริงบรรดาอัศวินเทมพลาร์ผู้ล่าจอกศักดิ์สิทธิ์ เป็นผู้คิดค้นเครื่องฉายหนังขึ้นตั้งแต่ในยุคกลางโน่น หรืออีกตอน รอสแสคบอกว่า สำนักวาติกันเคยพยายามจะกำจัดหนังให้สิ้นซาก เพราะเห็นว่ามันคือสัญลักษณ์แห่งการละเมิดบทบัญญัติของพระเจ้า)
และอีกส่วนหนึ่ง -ซึ่งเป็นส่วนใหญ่- ก็คือการผสมผสานบุคคลที่มีตัวจริงในโลกภาพยนตร์และเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงในประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ เข้ากับตัวละครสมมติและเรื่องราวเชิงสืบสวน-ระทึกขวัญซึ่งเป็นเนื้อหาหลักของนิยายเรื่องนี้ ได้อย่างแนบเนียนยิ่ง ตัวอย่างที่พอจะเล่าได้โดยไม่เสียเรื่องก็คือ ปูมหลังของแคลร์ ซึ่งในหนังสือเล่าไว้ว่า ก่อนจะมาทำโรงหนังเดอะ คลาสสิค เธอเคยใช้เวลาหลายปีในปารีส เธออุทิศตัวช่วยงานสถาบันซีเนมาเธค (ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีอยู่จริง และถือกันว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ในวงการภาพยนตร์) เคยร่วมวงวิวาทะเผ็ดร้อนกับผู้กำกับกลุ่มนิวเวฟอย่าง ฌอง-ลุก โกดาร์, ฟรองซัวส์ ทรุฟโฟต์, อแลง เรอเนส์ อีกทั้งยังเคยมีงานเขียนปรากฏในนิตยสารภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง กาเย ดู ซีเนมา อีกด้วย
พ้นจาก 3 ชื่อข้างต้น ตลอดทั้งเรื่องยังมีการอ้างถึงผู้กำกับคนสำคัญๆ อื่นๆ เอาไว้คับคั่ง ไม่ว่าจะเป็น ออร์สัน เวลส์, จอห์น ฮุสตัน, ฟริตซ์ ลังก์, เอริก ฟอน สโตรไฮม์ ฯลฯ ผู้กำกับเหล่านี้ล้วนเกี่ยวข้องกับตัวละครในเรื่องไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง บทบาทของแต่ละคนมากน้อยต่างกัน ทว่าการเอ่ยอ้างชื่อของพวกเขาและการอธิบายความสัมพันธ์กับตัวละครในหนังสืออย่างน่าเชื่อถือ ทำให้เกิดคำถามขึ้นในใจผู้อ่านข้อหนึ่ง นั่นก็คือ เช่นนี้แล้ว หมายความว่า ตัวละครบางตัวในเรื่อง -โดยเฉพาะอย่างยิ่งแม็กซ์ แคสเซิล- มีตัวตนจริงหรืออย่างไร?
ดิฉันเองสงสัยไปแล้ว หาคำตอบแล้ว และค่อนข้างมั่นใจในคำตอบที่ได้รับแล้ว แต่คำตอบมีว่าอย่างไร ขออนุญาตโยนเป็นภาระให้คุณค้นหาเองจะดีกว่า
นอกเหนือจากความสนุกสนานบันเทิงดังที่กล่าวมา Flicker ยังโดดเด่นในแง่ของการเป็นบทบันทึกประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ (เนื่องจากตัวละครทุกคนในเรื่องล้วนเกี่ยวข้องลึกซึ้งกับหนังไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง ดังนั้นชีวิตของพวกเขาที่พลิกผันหันเห จึงสะท้อนให้เห็นความเป็นไปและความเปลี่ยนแปลงแต่ละระลอกในวงการภาพยนตร์) อีกทั้งยังประกอบด้วยถ้อยคำวิพากษ์วิจารณ์วงการหนัง ทั้งคนทำหนัง นักวิจารณ์หนัง รวมถึงคนดูหนังบางจำพวกที่แสบสันต์เอาเรื่อง
เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ นี่คือหลักฐานยืนยันว่า ‘หนัง’ เป็นสื่อที่ทรงพลังเพียงใด และมันสามารถดึงดูดผู้คนให้หลงเพริศไปกับมัน ทำอะไรต่อมิอะไรเพื่อมัน ได้มากแค่ไหน
ลองอ่านเรื่องราวของโจนาธาน เกทส์ดูแล้วคุณจะเข้าใจ
ทุกสิ่งที่เขาต้องพบปะเจอะเจอ ชะตากรรมเหลือเชื่อที่ชีวิตของเขาต้องประสบ ล้วนเป็นผลมาจากความลุ่มหลงคลั่งไคล้ในศาสตร์แขนงนี้แท้ๆ...

ตีพิมพ์ครั้งแรก: นิตยสาร Starpics ฉบับที่ 701, ปักษ์หลัง เมษายน 2007

