เคยดูหนังควบกันไหมครับ หนังสองเรื่องฉายควบกันตามโรงหนังชั้นสองชานเมือง ฉายวนทั้งวัน เข้าไปตอนไหนก็ได้ นั่งดูจนหนังเวียนมาต่อกัน หนังสองเรื่องที่ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงกันนอกจากเป็นหนังราคาถูก เล่าเรื่องโฉ่งฉ่าง มีฉากวาบหวามกรุ้มกริ่มเป็นระยะ สลับกับฉากบู๊ระเบิดภูเขาเผากระท่อม และเรื่องราวที่หาสาระอะไรจับต้องไม่ได้นอกจากจะตอบสนองอารมณ์วูบวายของคนดูชั่วเวลาไม่นานนัก ในบ้านเรา หนังในคราครั้งนั้น มักเป็นหนังสยองขวัญเกรดต่ำ หรือหนังบู๊เลือดสาดฮ่องกง บางครั้งก็เป็นหนังโป๊แบบอ่อน ไทยบ้าง จีนบ้างควบกัน (ด้วยสำนวนสุดขีดอย่าง ไทยควบฝรั่ง ไทยควบจีน ฟังแล้ววาบหวิวยิ่งนัก!)
วัฒนธรรมหนังควบทั่วโลกเฟื่องฟูที่สุดในช่วงยุค 70-80 ในยุคนั้นเต็มไปด้วยหนังที่มีพล็อตหลุดโลก งานสร้างไร้ความประณีต เล่าเรื่องแบบไม่แคร์ความสมจริงหรือความต่อเนื่องใดๆ ซ้ำเวลาฉายมันก็ถูกฉายอย่างทิ้งๆ ขว้างๆ ข้างคนดูก็อาจเป็นพวกเด็กหนุ่มสาววัยคะนองที่ต้องการฆ่าเวลาน่าเบื่อยามบ่าย ด้วยหนังบ้าๆ บอกไร้ความงามเชิงศิลปะ แต่มันสุดตีนสักเรื่อง
เวลาล่วงผ่าน หนังเกรดบีกลายตัวเองเป็นหนังแบบส่งตรงลงวิดีโอ โดยไม่ฉายโรง ในบ้านเราก็แปรสภาพเป็นหนังวีซีดีปกสีเละมั่วซั่ว เปลือยเปล่าอยู่ในซองพลาสติกโดยไม่มีกล่องสวยหรูห่อหุ้ม กองขายราคาถูก มากพอสำหรับซื้อไปดุเล่นแก้เบื่อแล้วโยนทิ้ง โรงหนังควบเปลี่ยนไปฉายหนังโป๊โจ๋งครึ่ม กลายเป็นแหล่งอโคจร และในที่สุดล้มหายตายจากไปตามกาลเวลา
แต่แฟนหนังพันธุ์แท้ของหนังจำพวกนี้บางคนก็เติบโตกลายเป็นคนทำหนัง และสองคนจากจำนวนนั้นคือ QUENTIN TATRANTINO ชายผู้ที่เริ่มต้นจากไอ้หนุ่มร้านวิดีโอ ก้าวขึ้นมาเป็นผู้กำกับสไตล์จัดจ้านที่สุดคนหนึ่ง เจ้าของหนังที่หักดิบวิธีการเล่าเรื่อง จนเกิดแนวทางใหม่ใน PULP FICTION ส่วนอีกคนคือ ROBERT RODIGUEZ หนุ่มเม็กซิกันที่ทำหนังเรื่องแรกในชีวิต โดยอาศัยเพื่อนพ้องน้องพี่และคนข้างบ้านมาร่วมแสดงกันอย่างเมามัน จนฮิตทำเงินกระเจิงใน EL MARIACHI (และกลายมาเป็นหนังภาคต่ออีกหลายภาคที่มีดาราใหญ่ๆ มาเล่น!) ทั้งสองหนุ่มสนิทสนมกันเป็นการส่วนตัว จนรวมหัวกันคิดสร้างหนังคารวะหนังเกรดบี ในรูปแบบฉายควบ ออกมาในโปรเจ็กต์ที่ชื่อ GRINDHOUSE
ROBERT RODIGUEZ เลือกทำ PLANET TERROR หนังซอมบี้ปะทะโคโยตี้แข้งปืนกล ที่ถอดแบบการคารวะหนังซอมบี้ยุค 80 (เขาคิดพล็อตได้ขณะกำกับ THE FACULTY หนังสยองขวัญสัตว์ประหลาดต่างดาวบุกโรงเรียนมัธยมสุดคัลต์ เพราะหนังบอกว่าวิธีเดียวที่จะเอาชนะต่างดาวที่เข้าสิงครูได้คือ การถุนยาเสพติด!) ว่าด้วยเรื่องของค่ำคืนร้อนๆ ในเมืองห่างไกลที่เป็นฐานทัพลับของทหาร แก๊สพิษประหลาดเกิดรั่วไหลทำให้คนทั้งเมืองกลายเป็นซอมบี้ และฮีโร่ที่ออกมาช่วยเหลือเมือง ประกอบด้วยสิงห์รถบรรทุกลึกลับ อีสาวนักเต้นอะโกโก้ หมอสาวที่คบชู้เลสเบี้ยน พี่เลี้ยงเด็กฝาแฝดเซ็กซี่มหาประลัย ในขณะที่ TARANTINO เลือกทำหนังที่คารวะหนังขับรถไล่ล่ายุค 70 ผสมกับหนังสยองขวัญฆาตกรฆ่าต่อเนื่อง โดยเลือกเอาพล็อตที่ว่าด้วยเรื่องของสตันต์แมนไมค์ สตันต์แมนโรคจิต กับรถคู่ใจที่ใช้ทั้งเป็นรถประกอบการแสดงและเป็นอาวุธมหาประลัย ไล่ฆ่าเด็กสาวขาวอวบตามถนน ด้วยการซิ่งรถ ซวยที่ดันมาเจอกับแก๊งสตันต์สาวมหาประลัย ที่บ้ากว่าตัวเอง!
แน่นอน จากพล็อตหนังทั้งสองเรื่อง คือการสวมรูปรอยของหนังสยองขวัญเกรดบีโฉ่งฉ่าง (มีศัพท์เรียกรวมๆ หนังเหล่านี้ว่า EXPLOITATION FILM ) เหล่าหนังที่เฟื่องฟูและแตกแยกสาขาไปมหาศาลในยุคนั้น มีทั้งหนังสัตว์ประหลาดต่างดาว หนังซอมบี้ผีดิบ หนังอีสาวเดนคุก หนังซามูไรเลือดสาด หนังบรูซ ลี หนังยากูซ่า หนังฆาตกรฆ่าต่อเนื่อง หนังขี่รถไล่ล่า หนังแอ็กชั่นผิวสี หนังนาซีโหด ซึ่งหากจะว่าไปแล้วนี่เป็นยุคสุดท้ายที่เฟื่องฟูที่สุดของหนัง หนึ่งอาจเพราะมันคือยุคแสวงหาที่เส้นศีลธรรมถ่างกว้างอย่างถึงที่สุด (หนังที่รุนแรงที่สุด โหดที่สุด เถื่อนถ่อยที่สุด หรือโป๊ที่สุดที่จะฉายโรงได้ ล้วนมาจากยุคนั้นทั้งสิ้น) และอีกประการหนึ่ง มันคือยุคแห่งการเสื่อมสลายของวัฒนธรรมการดูหนัง เพราะการมาถึงของเครื่องเล่นวิดีโอ หนังเหล่านี้ ในที่สุดส่งตรงไปลงวิดีโอ ก่อนที่โรงมัลติเพล็กซ์และการ SPECIAL EFFECT สุดตระการตาจะทำลายวัฒนธรรมการดูหนังแบบเดิมๆ ให้กลายเป็นเพียงการดูโชว์ที่ละลานสายตา มากกว่าเล่นกับเรื่องที่ลึกซึ้ง
กล่าวโดยรวม คุณค่าของหนังทั้งสองเรื่องอาจด้อยค่าเมื่อเทียบกับหนังศิลปะสุดตัว ออกจะค่อนไปทางโชว์ตระการตาจากหนังฮอลลีวูดในยุคหลังเสียด้วยซ้ำ แต่สิ่งหนึ่งที่ทำให้หนังคู่นี้ไปได้ไกลกว่าการเป็นการแสดงโชว์ทางสายตา หรือการเป็นหนังเกรดบีสุดกระจอก (ทั้งสองขั้วยืนอยู่บนพื้นเดียวกัน คือความบันเทิงฉาบฉวย ความพาฝันที่พาคนดูหลบหนีจากโลกจริงไปสักสองสามชั่วโมง) นั่นคือ ในที่สุด หนังคู่นี่ได้พาตัวเองไปสู่หนังในอีกแนวทางหนึ่ง ซึ่งไม่ใช่แนวทางใหม่ แต่เป็นหนังซึ่งเป็นตัวแทนที่ชัดเจนที่สุดเรื่องหนึ่งหากเราจะเรียกหนังคู่นี้ว่า หนังอิงหนัง
ทั้ง TARANTINO และ RODIGUEZ นั้น จะว่าไปเคยทำหนังอิงหนังมาแล้วมากกว่าหนึ่งเรื่อง โดยเฉพาะกรณีของ TARANTINO กับ KILL BILL ที่เต็มไปด้วยเชิงอรรถมาก ขนาดที่สามารถเขียนแยกเป็นหนังสือได้เป็นเล่มๆ และจะว่าไปแล้วก็มีหนังจำนวนมากที่สร้างขึ้นเพื่อทั้งบูชาครูและล้อเลียนหนังเก่าๆ ตั้งแต่ที่ใกล้ๆ อย่าง SHAUN OF THE DEAD ที่ล้อเลียนหนังซอมบี้ของ GEORGE A ROMERO หรือ KUNGFU HUSTLE ของโจวซิงฉือ ที่ยั่วล้อหนังกังฟูโบราณได้อย่าสนุกสนาน กระทั่งหนังที่ผู้กำกับทำขึ้นเพื่อยั่วล้อตัวเองอย่าง SCREAM (และในกรณีหนังเหล่านี้ เราอาจนับเอาหนังตระกูล SCARY MOVIE และ NAKED GUN เป็นหนังอิงหนังชุดสำคัญได้) ไปจนถึงงานบูชาครู อย่าง FAR FROM HEAVEN ของ TODD HAYNES ที่สร้างขึ้นเพื่อบูชา DOUGLAS SIRK ผู้กำกับหนังน้ำเน่าอันเป็นที่รัก หรือหนังของ GUY MADDIN ที่พยายามสร้างให้ดูเหมือนหนังเงียบขาวดำโบราณ
แต่หากพิจารณาจากหนังกลุ่มดังกล่าว เราจะเห็นว่าหนังเหล่านี้พยายามยกขนบวิธีการเล่าเรื่องหรือองค์ประกอบศิลป์ของหนังมาใช้ใหม่ บางครั้งก็อาจเลยไปถึงการใช้ตัวละครเก่าจากหนังเหล่านั้น หรือใช้ดาราเก่าที่เคยโด่งดังในบทนั้นๆ มารับบทใหม่ (ดังเช่นที่ TARANTINO เคยใช้ JOHN TRAVOLTA ใน PULP FICTION และ PAM GERE ใน JACKIE BROWN) การบูชาครู การยั่วล้อ จะสนุกสนานมากขึ้นหากผู้ชมมีความรู้ในหนังแนวที่ผู้กำกับยกมา (ยกตัวอย่างง่ายๆ ว่า มันจะเป็นเช่นไรหากเราดู SCARY MOVIE โดยไม่รู้เลยว่ามันมาจากหนังเรื่องไหนอย่างไร) หนังเหล่านี้โดยตัวมันเอง เมื่อพิจารณาแยก บางเรื่องอาจกลายเป็นหนังที่ไร้ความหมาย ไม่มีเรื่องแน่นอนตายตัวไปได้เลย คุณค่าของมันจึงอิงอยู่กับหนังเก่า และภูมิหลังของผู้ชมที่มีต่อหนังเหล่านั้น (ซึ่งสิ่งที่สำคัญที่สุดคือความอินกับแนวหนังมากกว่าความเข้าใจ!) หากกล่าวอย่างง่าย เราอาจเรียกหนังในกลุ่มนี้ว่าคือหนังที่เป็นผลผลิตของหนัง เป็นหนังที่เป็นลูกหลานของหนังด้วยกันเอง!
แต่หนังคู่ GRINDHOUSE นั้นกลับก้าวไปไกลกว่าการเป็นหนังอิงหนัง ทำไมน่ะหรือ เพราะนอกจากมันจะเป็นหนังอิงหนัง มันยังเป็นหนังอิง -วัฒนธรรมการดูหนัง- ซึ่งปัจจุบันสาบสูญไป (ถ้าจะพูดให้ถูกต้องคือยังคงอยู่ แต่เปลี่ยนรูปแบบไป ซึ่งใครจะรู้ อีกยี่สิบปีอาจมีคนทำหนังคารวะการดูหนังในโรงแบบ MULTIPLEX) หนังคู่ GRINDHOUSE จึงไม่ใช่เป็นเพียงเลือดเนื้อเชื้อไขของแผ่นฟิล์ม แต่มันคือหนังที่เป็นลูกหลานของวัฒนธรรมการดูหนังอีกด้วย
ลองพิจารณาวิธีการของหนัง เราพบว่าผู้กำกับถึงกับพยายามเอาฟิล์มไปขูดขีดเพื่อให้มันดูเก่าแก่ จนมีฝนตกในหนัง สีซีดจาง ขมุกขมัว เพื่อให้สมกับความเป็นหนังในโรงชั้นสอง แถมใน PLANET TERROR RODIGUEZถึงกับใส่ภาวะฟิล์มขาด และการฉายหนังข้ามม้วน ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่จะพบได้เฉพาะกับการดูหนังในโรงหนังชั้นสอง หรือหนังกลางแปลงเท่านั้น (ใครจะเชื่อว่า กระทั่งการฉายหนังอย่างไร้ความใส่ใจ ในที่สุดก็เป็นวัฒนธรรมประการหนึ่ง) ที่ฮาก็คือ หนังเลือกข้ามม้วนได้ในช็อตเด็ดจริงๆ (ชนิดที่ว่าถ้ามันเป็นหนังฉายโรงชั้นสองจริงๆ เหล่าคนดูอาจลุกขึ้นมาพังโรงได้!) ในขณะเดียวกัน ใน DEATHPROOF TARANTINO เลือกใช้วิธีตัดวินาทีท้ายๆ ของแต่ละช็อตออกไปสักหนึ่งถึงสองวินาที เราจึงเห็นอาการกระตุกไม่ต่อเนื่องของหลายๆ ฉาก และที่สำคัญที่สุดคือ การเลือกฉายหนังสองเรื่องนี้ควบกัน แล้วคั่นกลางด้วยตัวอย่างหนังเทียมสามเรื่อง ซึ่งทั้งสามเรื่องก็แสดงวิธีการทำหนังตัวอย่างแบบโฉ่งฉ่างไม่ปราณีปราศรัย ชนิดเดียวกับที่เคยเป็นในตัวอย่างหนังเกรดบียุคนั้นจริงๆ
น่าเสียดายตรงที่ว่า ผลลัพธ์ของการฉายหนังคู่นี้ในอเมริกาสะท้อนให้เห็นการล้มหายตายจากของวัฒนธรรมนี้จริงๆ เมื่อคนดูลุกออกหลังจากหนังเรื่องแรกจบด้วยความไม่รู้ว่ามีหนังอีกเรื่องรออยู่ และซ้ำเติมด้วยการที่ตัวผู้กำกับเองก็ยอมรับให้มีการตัดแบ่งหนังออกจากกันเพื่อฉายแยก ดังที่ปรากฏในฉบับที่ฉายทั่วโลก (รวมถึงบ้านเรา) แสดงให้เห็นอย่างย้อนแย้งว่า ในที่สุด วัฒนธรรมของภาพยนตร์ก็พ่ายแพ้ให้กับธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบไปจริงๆ
อย่างไรก็ดี เมื่อเราพิจารณาหนังคู่นี้แยกจากกัน แล้วโยนบริบทของการเป็นหนังอิงหนังทิ้งไป เราก็พบว่าหนังของทั้งคู่ยังคงลายเซ็นเฉพาะตัวของทั้งคู่ไว้ครบถ้วน แต่หนังของ TARANTINO นั้นได้เปรียบกว่าของ RODIGUEZ เนื่องจากฝีมือการเขียนบทอันเฉียบขาดของเจ้าตัว เขาปล่อยให้หนังกว่าสามในสี่ของเรื่องเต็มไปด้วยบทสนทนาหยาบๆ คายๆ สมจริงตามสถานะของตัวละครในเรื่อง ในขณะเดียวกัน บทสนทนาก็ยังสามารถเท่ เด็ดขาด บาดใจ โดยไม่แสดงภาวะ -ฉลาดจนเกินงาม- แบบหนังหลายๆ เรื่อง ที่สำคัญ เขาให้ตัวละครของเขาเล่าเรื่องอิงหนังอย่างเมามัน ในฉากที่สี่สาวไปดูรถซิ่งคันสุดเท่ที่พวกเธอถวิลหามาตั้งแต่ครั้งดูหนังTHE VANISHING POINT และที่น่าสนใจมากขึ้นคือ TARANTINO ร้ายกาจพอที่จะทำเหมือนหนังเกรดบีจริงๆ ด้วยการโยนตัวละครหลักตัวหนึ่งทิ้งไปอย่าไม่ไยดี [ซึ่งที่จริง ตัวละครตัวนี้ก็แปลกแยกจากตัวอื่นมาตั้งแต่ต้น และดูเหมือนจะใส่เข้ามาเพื่อเป็นนังยั่ว (ตามประสาหนังเกรดบี) เท่านั้น (ทำไมน่ะหรือ ก็เพราะว่าตัวละครตัวอื่นมันไม่สามารถเป็นนังยั่วสำหรับครึ่งหลังได้น่ะสิ!)]
ในขณะที่ RODIGUEZ เดินหน้าคารวะหนังอย่างเมามัน ด้วยการยั่วล้อทั้งหนังซอมบี้ หนังแอ็กชั่นแบบเนื้อหุ้มเหล็ก ไปจนถึงหนังอีสาวเดนคุก แต่เพิ่มดีกรีโดยไม่ยั้งมือให้ตัวละครเป็นคนดี เพราะทุกตัวละครในหนังเรื่องนี้ (โดยเฉพาะคู่พระนาง) เป็นนังแรดสมควรตาย ที่สำคัญ เมื่อกวาดตามองไปยังตัวละครที่รอด เราจะพบว่านอกจากตัวละครหลัก กลับประกอบด้วยอีสาว แฝดนรกเม็กซิกัน สาวผิวสี ตำรวจสาวสุดแกร่ง และหมอสาวเลสเบี้ยน (ขณะที่ตัวละครฝ่ายชายค่อยๆ ตายไปทีละคนสองคน!) ซึ่งทั้งหมดนั้นล้วนแต่เป็นตัวละครจากหนังเกรดบีประเภทต่างๆ ทั้งสิ้น
และแม้หนังทั้งสองเรื่องจะเป็นหนังในรูปแบบเดิมๆ ที่ยังคงไม่รอดพ้นข้อหาเดิมๆ ของหนังทำนองนี้ นั่นคือความโหดเหี้ยม ถ่อยเถื่อน และการบูชาความรุนแรงของหนัง (ซึ่งโดยส่วนตัว ผมคิดว่าสำหรับหนังถ่อยๆ แล้ว อเมริกันเป็นชาติที่ทำหนังแบบนี้ได้ดีที่สุดในโลก) ไม่มีคำแก้ตัว หนังหยาบเถื่อน และเต็มไปด้วยเซ็กซ์และความรุนแรงจริง (การทำให้เป็นเหมือนการ์ตูนไม่ใช่ข้อยกเว้น) ทั้งนี้ทั้งนั้น การพิจารณาความเหมาะสมจึงขึ้นอยู่กับผู้ชมเท่านั้น (ซึ่งนั่นล่ะคือสิ่งที่หนังเกรดบีเป็น)
ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงไม่รู้จบของโลกภาพยนตร์ หนังคู่นี้สะท้อนถึงความมีอยู่ ความสำคัญของวัฒนธรรมการดูหนังจำพวกหนึ่งซึ่งที่แท้ก็เป็นเพียงวัฒนธรรมย่อยแบบหนึ่งของวัฒนธรรมการดูหนัง ซึ่งมีตั้งแต่หนังกลางแปลงแบบโบราณ (ลองนึกถึงบางฉากใน CINEMA PARDISO หรือ ELECTRIC SHADOW) โรงหนัง (ลองนึกถึง THE MAJESTIC หรือ GOODBYE DRAGON INN) หนัง DRIVE IN (ลองนึกถึง CECIL B DEMENTED ของ JOHN WATERS) ไล่ไปจนถึงวิดีโอ เลเซอร์ดิสก์ ดีวีดี โรงหนังชั้นสอง ไปจนถึงโรงหนังมัลติเพล็กซ์ และยังอาจพัฒนาต่อไปยังการดูหนังออนไลน์ การดูหนังเสมือนจริง
วัฒนธรรมแต่ละรูปแบบเมื่ออยู่เดี่ยวๆ มันอาจไม่ได้มีคุณค่าอะไร แต่เมื่อมันถูกอ้างอิงเชื่อมโยงกับบริบท กับยุคสมัย มันก็เปล่งประกายขึ้นมาเอง ไม่ใช่เพียงวัฒนธรรมการดูหนัง แต่ยังมีอีกมากมาย อาจเป็นวัฒนธรรมการอ่าน การฟังเพลง การเคลื่อนไหวของภาษา (ที่หลายคนพยายามต้องการแช่งแข็งให้มันตาย) เรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้แหละที่ผนวกรวมขึ้นเป็นวัฒนธรรม หาใช่สิ่งซึ่งตายและผ่านเลยไปแล้ว (แต่บางคนพยายามยื้อไว้) ไม่ เพราะวัฒนธรรมที่แท้คือการเคลื่อนไหวไม่หยุดยั้งต่างหาก และที่แท้แล้ว สิ่งสำคัญที่สุดสำหรับผู้เฝ้าระวังทางวัฒนธรรม ไม่ใช่การกดวัฒนธรรมแบบใดแบบหนึ่งลงไป แต่คือการสร้างความสมดุลให้แต่ละวัฒนธรรมได้มีปากเสียงอย่างเท่าเทียม พร้อมๆ กับการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับผู้คนในสังคมให้ (ซึ่งไม่เคยได้มาด้วยการปิดกั้น) เพื่อให้แต่ละคนได้เลือกวัฒนธรรมที่จะแตกกอต่อยอดไปด้วยตนเอง

