Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
open center
‘ศูนย์กลาง’ งานเขียนทุกรูปแบบ

เปิดรับงานสร้างสรรค์ทางตัวหนังสือของทุกท่านที่ pinyopen(at)yahoo.com


ข้อคิดเห็นเรื่องแก้ปัญหาค่าบาทแข็ง

- สรังสี ลิมปรังษี -


ปัญหาเงินบาทแข็งค่ามากในปัจจุบันเป็นปัญหาที่ค่อนข้างรุนแรง และเป็นปัญหาที่ควรแก้ไขให้ได้ในระยะสั้น อย่างไรก็ตามการดำเนินการใดๆคงต้องพิจารณาถึงภาพรวมของเศรษฐกิจในระยะยาวด้วยเช่นเดียวกัน

หลายฝ่ายเสนอทางแก้โดยการลดดอกเบี้ยอย่างรุนแรงและรวดเร็ว ผมมองว่าวิธีการดังกล่าวนี้เป็นวิธีที่แก้ปัญหาไม่ถูกจุด โดยผลในระยะสั้นนั้นเห็นไม่ชัด แนวทางตามทฤษฎีคือเมื่อลดดอกเบี้ยลงแล้วค่าเงินบาทควรจะอ่อนค่าลง เนื่องจากส่วนต่างระหว่างดอกเบี้ยของไทยและสหรัฐฯจะมากขึ้น

แต่ปัญหาคือทุกวันนี้เงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามาเก็งกำไรในค่าเงินบาทนั้นไม่ได้ไหลเข้ามาลงทุนในตราสารหนี้ จากข้อมูลล่าสุดของ Thai BMA นักลงทุนต่างชาติ net sell ตราสารหนี้ไทยมาโดยตลอดนับตั้งแต่ต้นปี 2007 และยอดซื้อสะสมตั้งแต่ต้นปี 2006 เหลืออยู่ไม่ถึง 20,000 ล้านบาท ซึ่งน้อยกว่าเงินทุนที่ไหลเข้ามาในตลาดหุ้นในช่วงไม่ถึง 2 เดือนนี้ด้วยซ้ำ

การที่ไม่มีเงินทุนมาเก็งกำไรในตราสารหนี้ก็ต้องขอบคุณมาตรการ 30% เพราะถ้าไม่มีมาตรการดังกล่าวการเข้ามาเก็งกำไรในตราสารหนี้น่าจะจูงใจนักลงทุนต่างชาติมากกว่านี้ ซึ่งจะยิ่งสร้างปัญหาหนักขึ้น

การลดดอกเบี้ยเพื่อหวังไล่เงินลงทุนในตราสารหนี้ออกไม่น่าจะช่วยอะไรได้ หากมองในมุมกลับ การลดดอกเบี้ยคือการเพิ่มสภาพคล่องให้แก่ระบบเศรษฐกิจ เป็นการสนับสนุนให้หลักทรัพย์ประเภท หุ้น และ อสังหาริมทรัพย์ขยายตัวอย่างรวดเร็ว สร้างแรงดึงดูดให้นักลงทุนต่างชาติสนใจเข้ามาลงทุนมากขึ้น โดยทั่วไปนักลงทุนไม่ว่าชาติไหนๆเข้าก็สนใจที่ total return กันทั้งนั้น เขาไม่สนใจหรอกว่ากำไรที่ได้จะมาจากค่าเงินที่แข็งค่าขึ้น หรือราคาของ underlying asset ที่เพิ่มขึ้น ดังนั้น แม้เขาไม่คิดว่าค่าเงินบาทจะแข็งค่าขึ้นอีก แต่เขาคิดว่าราคาหุ้นหรือราคาอสังหาฯจะขึ้นและขึ้นในอัตราที่สูง เขาก็จะนำเงินเข้ามาลงทุนในไทยอยู่ดี นั่นจะยิ่งซ้ำเติมให้ปัญหาค่าเงินบาทแข็งยิ่งเลวร้ายมากขึ้น

ดังนั้น ผมเห็นว่าข้อเสนอของ ดร.โกร่ง และ ดร.อัมมาร ที่ให้ลดดอกเบี้ยอย่างรุนแรง ไม่น่าจะแก้ปัญหาได้ สำหรับข้อเสนอของท่านทั้ง 2 น่าจะถูกต้องตามทฤษฏี แต่ที่สำคัญคือปัจจุบันมี ปัจจัยอื่นที่ไม่เป็นไปตามทฤษฎีอีกมาก และท่านทั้ง 2 อยู่ห่างไกลจากข้อมูลข่าวสาร ดังนั้นข้อคิดเห็นของท่านจึงอาจไม่ช่วยแก้ปัญหาในทางปฏิบัติ

การลดดอกเบี้ยอย่างรุนแรงไม่น่าช่วยแก้ปัญหาได้ในระยะสั้น แต่ในระยะยาวอาจช่วยให้คนตัดสินใจลงทุนและนำเข้ามากขึ้นได้ กระบวนการต่างๆจำเป็นต้องใช้เวลาและไม่เหมาะสมในสถานการณ์ปัจจุบัน ต้องอย่าลืมว่าการตัดสินใจของเจ้าของกิจการว่าจะลงทุนหรือไม่นั้นไม่ได้อยู่ที่อัตราดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียว แต่ต้องขึ้นอยู่กับแนวโน้มของธุรกิจด้วย

ประเด็นต่อมา ผมเห็นด้วยกับการแทรกแซงค่าเงินอย่างรุนแรง คือให้ธนาคารแห่งประเทศไทยเข้าแทรกแซงในตลาดเงินอย่างเต็มที่ เพื่อทำศึกกับนักเก็งกำไรเพื่อให้รู้ว่าไทยไม่ยอมให้บาทแข็งไปมากกว่า มาตรการนี้จะส่งผลดีต่อ sentiment ของผู้ส่งออกไทยให้หยุดขายดอลล่าร์ด้วย

อย่างไรก็ตาม ก่อนจะยึดหลักการดังกล่าวนี้ คนไทยทุกคนควรจะเข้าใจธนาคารแห่งประเทศไทยด้วย เพราะคนไทยลืมง่ายและตามกระแสจนไม่อยู่กับร่องกับรอย

เมื่อไม่กี่เดือนมานี้ ธปท.เข้าแทรกแซงค่าเงินบาทแล้วขาดทุนร่วม 2 แสนล้านบาท จนเป็นประเด็นร้อนที่หนังสือพิมพ์เกือบทุกฉบับต่างจั่วหัวกันอย่างสนุกสนาน มีการโจมตี ธปท.ว่า ทำความเสียหายให้กับประเทศชาติ พอมาถึงวันนี้กลับมาบอกเขาอีกว่าแทรกแซงน้อยไป แม้ ธปท.จะเป็นองค์กรแต่ก็ประกอบด้วยคน ดังนั้นการที่ ธปท.ถูกโจมตีหนักๆว่า เป็นต้นเหตุให้ประเทศชาติขาดทุน ทำให้ ธปท.ไม่กล้าออกมาตรการที่ aggressive มาจัดการปัญหา

การแทรกแซงของ ธปท.ไม่ต่างอะไรกับการลงทุนอย่างหนึ่ง ผมในฐานะนักลงทุนคนหนึ่งย่อมเข้าใจดีว่า ในโลกการเงินมีอะไรที่ไม่แน่นอนอีกมาก ความรับผิดชอบในการลงทุนแค่ 200 – 300 ล้านบาท ยังต้องคิดแล้วคิดอีก แม้จะมั่นใจในความคิดของตัวเองก็ตาม ดังนั้นการที่ ธปท.เอาเงินสำรองกว่า 7 หมื่นล้านดอลล่าร์ไปสู้กับการเก็งกำไรก็ไม่ใช่งานง่าย ยิ่งรู้สึกว่า หากผิดพลาดขึ้นมา จะมีคนอีกมากมายที่รอจะซ้ำเติม อาจารย์บางท่านถึงกับขู่ให้มีกฎหมายเอาผิดกับ ธปท.กรณีที่ดำเนินงานผิดพลาด ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ ธปท.ไม่กล้าตัดสินใจในการดำเนินนโยบายที่จำเป็นในการแก้ปัญหา

ดังนั้น การที่ ธปท.จะสู้ยิบตาในครั้งนี้จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างเต็มที่ ซึ่งหากมีความเสียหายก็ต้องร่วมกันรับผิดชอบ ไม่ใช่โยนบาปให้ ธปท.ฝ่ายเดียว

ประเด็นต่อมาคือ การผ่อนคลายการลงทุนในต่างประเทศ ซึ่งผมเห็นด้วยอย่างเต็มที่ เพราะจะช่วยกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลงบ้าง

ปัจจุบัน นักลงทุนสถาบันถูกควบคุมเรื่องการลงทุนในต่างประเทศอย่างมาก อาจเป็นเพราะปัญหาจากวิกฤตเศรษฐกิจคราวที่แล้วคอยหลอกหลอนจนทำให้ผู้กำหนดนโยบายต้องการเก็บทุนไทยไว้ให้อยู่ในประเทศ เผื่อกรณีมีปัญหาทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยมีจำนวนน้อย หรือไม่มั่นใจในความสามารถของนักลงทุนไทย

แต่ปัญหาข้อนี้ผมมองว่าเป็นปัญหาโครงสร้างที่สำคัญที่เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งจนถึงทุกวันนี้ และเป็นข้อแตกต่างที่ทำให้ค่าเงินบาทของไทยแข็งค่ามากกว่าค่าเงินสกุลอื่นในภูมิภาค

ประเทศอย่างฮ่องกง สิงคโปร์ มาเลเซีย ไต้หวัน มีการผ่อนคลายกฎการลงทุนในต่างประเทศมากกว่าไทย ดังนั้น ประเทศเหล่านี้จึงมีการเคลื่อนย้ายเงินทุนออกนอกประเทศง่ายกว่าของไทย ในประเทศเหล่านั้น ทุนของเขาพร้อมที่จะออกไปแสวงหาผลตอบแทนจากการลงทุนในที่ต่างๆทั่วโลกอยู่เสมอ ที่ผ่านมา การลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆทั่วโลกล้วนแต่ให้ผลกำไรแก่นักลงทุนอย่างเป็นล่ำเป็นสัน ไม่นับใน Sub prime asset (แต่ในอดีตก็เคยให้กำไรมากเช่นกัน) ซึ่งเพียงพอที่จะ cover ค่าเงินที่แข็งค่าขึ้นอย่างง่ายดาย

หากประเทศไทยค่อยๆผ่อนคลายกฎเหล็กนี้มาก่อนหน้านี้สัก 2 ปี ผมเชื่อว่าประเทศไทยจะไม่มีปัญหาดังเช่นทุกวันนี้ อย่างไรก็ดี การริเริ่มความคิดนี้ในปัจจุบันอาจจะช้าเกินไป เพราะสินทรัพย์ต่างๆทั่วโลกมีราคาสูงขึ้นมามากแล้ว แต่กระนั้นก็ย่อมดีกว่าไม่ผ่อนคลายกฎเหล็กดังกล่าว เพราะโลกการเงินมีขนาดใหญ่โตมาก และยังมีสินทรัพย์อื่นๆที่ยังมีมูลค่าเหลืออยู่อีกไม่น้อย

ในกรณีของประเทศญี่ปุ่น แม้จะเกินดุลการค้ามาอย่างต่อเนื่อง แต่ค่าเงินเยนกลับยังอ่อนค่าอยู่ หลายคนบอกว่าเป็นเพราะดอกเบี้ยญี่ปุ่นต่ำมาก แต่ดอกเบี้ยต่ำอาจจะไม่ช่วยอะไรค่าเงินเลย ถ้าญี่ปุ่นจำกัดการเคลื่อนย้ายเงินทุนออกนอกประเทศ ทุกวันนี้เงินลงทุนจากภาคครัวเรือนของญี่ปุ่นเกือบครึ่งถูกส่งไปลงทุนในต่างประเทศ

ผมเชื่อว่าการยกเลิกข้อจำกัดว่าด้วยทุนไหลออก น่าจะช่วยปัญหาเรื่องค่าเงินได้ดีที่สุด เพียงแต่ต้องทำเร็วและทำให้เห็นผล

ประเด็นสุดท้าย การให้รัฐวิสาหกิจชำระหนี้ต่างประเทศ ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเช่นกัน เพราะน่าจะเห็นผลได้เร็ว และถึงคราวที่รัฐวิสาหกิจจำเป็นต้องเข้ามาช่วยเหลือประเทศชาติบ้าง ซึ่งต้นทุนทางการเงินก็ไม่น่าจะเพิ่มขึ้นมาก เพราะอัตราดอกเบี้ยของไทยก็ยังถือว่าต่ำอยู่

ผลของการชำระหนี้ต่างประเทศต่อค่าเงินบาทก็คล้ายกับผลของการลงทุนในต่างประเทศ คือเป็นแรงกดดันให้ค่าเงินบาทอ่อนตัวลง แต่มาตรการนี้จะส่งผลเร็วกว่า เนื่องจากรัฐบาลสามารถบังคับรัฐวิสาหกิจให้ดำเนินการได้โดยเร็ว แตกต่างจากการลงทุนในต่างประเทศของภาคเอกชน ซึ่งต้องรอให้เป็นการตัดสินใจของนักลงทุนเอง ซึ่งกินเวลากว่า



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter