สนามฟุตบอล
ผมชอบเตะฟุตบอล
การวิ่งไล่เตะลูกกลมๆ ในสนามหญ้าโล่งๆ ไม่เคยทำให้ผมเศร้าสักครั้ง มีแต่จะทำให้สนุก สดชื่น และโปรดโปร่ง ราวกับความทุกข์กังวลมากมายได้รับการปลดปล่อยให้ละลายไหลไปพร้อมกับหยาดเหงื่อ
สนามที่ผมเดินไปเล่นฟุตบอลเกือบทุกวัน ตั้งอยู่ในศูนย์ราชการแห่งหนึ่ง ทุกๆ เย็น ชาวบ้านที่อาศัยในละแวกนั้นจะมาเตะฟุตบอลกันที่นี่ ทั้งคุณตา คุณลุง คุณน้า พี่ เพื่อน และน้อง จนถึงเด็กตัวน้อยๆที่วิ่งเล่นข้างสนาม โดยมีคุณแม่คอยดูแลอยู่ห่างๆ
รอยยิ้มเริงร่า เสียงหัวเราะคิกคัก ถ้อยคำถามไถ่ทุกข์สุข และอัธยาศัยไมตรีอันอบอุ่นมักจะเกิดขึ้นในสนามแห่งนี้
วันหนึ่ง มีป้ายที่เขียนด้วยตัวหนังสือใหญ่ๆว่า “งดใช้สนาม” แขวนอยู่ที่ประตูทางเข้าของศูนย์ราชการ จากนั้นพนักงานรักษาความปลอดภัยก็ไม่อนุญาตให้ใครเข้าไปใช้สนามฟุตบอลแห่งนั้น นอกจากจะจ่ายค่าเช่าวันละ 500 บาท
นักฟุตบอลสมัครเล่นทั้งหลายจึงจำใจต้องแยกย้ายกันไปทำอย่างอื่น บางคนเตะฟุตบอลในลานปูนแคบๆข้างถนน บางคนหันไปเล่นเกมส์ฟุตบอลแทน บางคนทำงานล่วงเวลาอยู่ที่โรงงาน บางคนนั่งๆนอนๆดูโทรทัศน์อยู่ที่บ้าน หลายคนแทบไม่ได้เห็นหน้าค่าตากัน เลยไม่มีโอกาสถามไถ่ว่าทำอะไร ส่วนผมได้แต่เตะฟุตบอลก๊อกๆแก๊กๆอยู่ในห้อง
ไม่ใช่แค่คนที่ชอบเตะฟุตบอลแถวนี้ที่ขาดแคลนสนาม อีกหลายคนที่ชอบทำอะไรอีกหลายอย่างในบ้านเราก็หาสนามยากเย็นพอๆ กัน
รุ่นพี่คนหนึ่งมีงานศิลปะกองพะเนินเต็มห้อง แต่ขอแสดงที่ไหนก็ไม่ว่าง ต้องรอคิวที่ยาวเหยียดจนถึงท้ายปีโน่น ส่วนรุ่นน้องอีกคนตั้งวงดนตรีกับเพื่อนๆ ทั้งทำเพลงเองและซ้อมอย่างขยันขันแข็ง ทว่ากลับไม่มีเวทีให้เล่นสด เพราะเจ้าของงานอ้างว่าเป็นนักดนตรีที่ยังไม่มีค่าย ด้านเพื่อนรุ่นเดียวกันลงทุนลงแรงทำหนังสั้นด้วยตัวเอง พอฉายในงานของมูลนิธิหนังไทยแล้ว หนังของเขาก็แทบไม่ได้ฉายที่ไหนอีก
มีแรง เวลา ความตั้งใจ และกระหายที่จะแสดงฝีมือเต็มที่ แต่พอไม่มีสนามให้ลงเล่น เนิ่นนานวันแล้ววันเล่า ในที่สุดก็ทดท้อใจจนต้องหันหลังให้กับสิ่งที่ตัวเองชอบ
เย็นวันหนึ่ง ผมนั่งรถผ่านศูนย์ราชการแห่งนั้น
สนามฟุตบอลยังคงได้รับการดูแลรักษาอย่างดี แต่ไม่มีรอยยิ้มเริงร่า เสียงหัวเราะคิกคัก ถ้อยคำถามไถ่ทุกข์สุข และอัธยาศัยไมตรีอันอบอุ่นแล้ว
มีเพียงสนามฟุตบอลที่ว่างเปล่า
ตีพิมพ์ครั้งแรก: นิตยสารจีเอ็มพลัส



