ทุกขลักษณะของการเมืองไทย : ความเหมือนที่จงใจของ 6 ตุลาคม 2519 และ 19 กันยายน 2549

- เกรียงชัย ปึงประวัติ -

pkriangchai@hotmail.com


สำหรับผู้ที่เริ่มศึกษาหรือเริ่มที่จะสนใจติดตามการเมืองไทย อาจจะเกิดความสงสัยว่าทำไมรัฐธรรมนูญบางฉบับจึงมีชื่อเรียกว่า “ธรรมนูญ” โดยไม่มีคำว่า “รัฐ” อยู่ข้างหน้า ดังเช่นธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2502 ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2520 หรือ ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร พ.ศ. 2534 เป็นต้น

คำตอบอย่างง่ายก็คือ รัฐธรรมนูญเหล่านี้จัดทำขึ้นโดยคณะรัฐประหาร และมีลักษณะเป็นการชั่วคราว โดยได้วางบทบัญญัติต่างๆ เพื่อให้มีการจัดตั้งสภาขึ้นเพื่อการร่างรัฐธรรมนูญฉบับต่อไปซึ่งมีความมุ่งหวังจะใช้บังคับเป็นรัฐธรรมนูฉบับถาวร โดยนัยนี้ถ้าถือตามคำอธิบายของนักกฎหมายมหาชนนามอุโฆษที่กล่าวว่า เมื่อยึดอำนาจสำเร็จ คณะรัฐประหารย่อมมีฐานะเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ซึ่งมีนัยว่าคำสั่งของรัฏฐาธิปัตย์คือกฎหมาย ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามย่อมได้รับโทษ

อาจกล่าวได้ว่าการเกิดขึ้นและการสิ้นสุดลงของธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรฉบับต่างๆ ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของการเมืองไทยในห้วงเวลาหนึ่งๆ กล่าวคือ เมื่อมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแล้วต่อมาได้เกิดวิกฤตการณ์ซึ่งทำให้รัฐธรรมนูญมิอาจดำรงสถานภาพอันเป็นหลักสถิตสถาพรอยู่ได้ด้วยสาเหตุบางประการ ก็มีการอุบัติขึ้นของธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักรเพื่อที่จะมีการร่างรัฐธรรมนูญฉบับต่อไป ซึ่งวงจรนี้ได้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่องเป็นวงรอบ ในที่นี้ผู้เขียนจะไม่กล่าวถึงประเด็นที่ว่าวงจรนี้มีความชอบธรรม สมเหตุสมผล มีความเป็นนิติรัฐ หรือให้หลักประกันสำหรับหลักนิติธรรมหรือไม่ แต่สิ่งที่จะชี้ให้เห็นคือการมองปรากฏการณ์ในอีกแง่มุมหนึ่ง ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าวงจรที่ได้เคยดำเนินมาและกำลังดำเนินไปนี้อาจเรียกได้ว่าเป็นประเพณีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามที่ปรากฏในมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540

ประเด็นสำคัญของบทความนี้มีอนุสนธิมาจากการที่รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันมีชื่อเรียกว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2549 ซึ่งชื่อเรียกนี้ผิดแผกไปจากหลักเกณฑ์ที่ผู้เขียนได้อธิบายไว้ข้างต้น ชื่อที่แตกต่างนี้ย่อมเกิดจากเจตนารมณ์ของผู้เขียนกฎหมายเป็นสำคัญ ซึ่งป่วยการที่จะคาดเดาเจตนาดังกล่าวไปต่างๆ นานา แต่อย่างไรก็ตาม อาจกล่าวได้ว่าการที่รัฐธรรมนูญของคณะปฏิรูปฯมีชื่อดังกล่าว เกิดจากความจงจงฝ่าฝืนจารีตธรรมเนียมดังกล่าวข้างต้น

การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ทำให้ผู้เขียนพยายามตอบคำถามที่ว่า การรัฐประหารครั้งนี้เป็นความพยายามในการหมุนเข็มนาฬิกาให้ย้อนกลับไปหาอดีตใช่หรือไม่ และความพยายามนี้จะประสบผลสำเร็จหรือไม่ นักวิชาการบางท่านให้ความเห็นว่าการรัฐประหารที่เกิดขึ้นและผลที่ตามมาเป็นความพยายามที่จะนำการเมืองไทยย้อนหลังกลับไป 20 ปี เพื่อกลับไปสู่ยุคโชติช่วงชัชวาล ในอีกมุมหนึ่ง แนวคิดเรื่องเวลาที่เป็นเส้นตรงอาจจะไม่สามารถอธิบายการเมืองไทยได้ แต่ควรใช้แนวคิดเรื่องเวลาที่เป็นวงกลมมาพิจารณาเพื่อใช้อธิบายการเมืองไทย

มีผู้ที่ได้อธิบายอนิจจลักษณะของสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองไทยไว้พอสังเขปแล้ว แต่อีกสองด้านที่ยังไม่พบในบรรณพิภพก็คือ ทุกขลักษณะและอนัตตลักษณะของการเมืองไทย ซึ่งเป็นการประยุกต์ศาสนธรรมเข้ากับความรู้ในเรื่องประวัติศาสตร์การเมืองไทย ความจำเป็นที่ต้องทำความเข้าใจสามัญลักษณะที่ดำรงอยู่อีกสองด้านก็คือความจริงที่ว่า ลักษณะทั้งสามประการนี้เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นควบคู่กันอย่างที่มิอาจแยกออกจากกันได้ กล่าวอย่างง่าย อนิจจังคือความเปลี่ยนแปลง ไหลเรื่อย ทุกขัง คือความคงทนอยู่ไม่ได้ ส่วนอนัตตาคือความไม่มีตัวของตัว หรือตัวกูไม่มี ของกูก็ไม่มี เนื่องจากความจำกัดของสติปัญญา ในที่นี้ผู้เขียนจึงจะหยิบยกเพียงทุกขลักษณะมาอธิบายการเมืองไทยร่วมสมัย ดังที่จะกล่าวต่อไป

ภายหลังการรัฐประหารเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ก็มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญที่มีชื่อว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร พ.ศ. 2519 แทนที่จะใช้ชื่อว่า ธรรมนูญการปกครองราชอาณาจักร ดุจเดียวกับรัฐธรรมนูญที่ใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันอันเป็นผลผลิตของการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ความพ้องกันในชื่อของรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับนี้เป็นความบังเอิญที่จงใจ และหากพิจารณาจากปฏิสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มอำนาจต่างๆ ในการเมืองไทยแล้ว จะเห็นได้ว่าชื่อของรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับส่อแสดงเจตนาของความพยายามในการผลักการเมืองไทยให้ย้อยกลับไปในอดีตเหมือนกัน

ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าทุกขลักษณะคือการที่สรรพสิ่งมิอาจคงทนอยู่ได้ ซึ่งการเมืองไทยก็หนีไม่พ้นสามัญลักษณะดังกล่าว ในปลายทศวรรษ 2520 มีการตั้งคำถามว่าถ้าไม่เอาป๋าแล้วจะเอาใครมาเป็นนายกฯ แต่เมื่อถึงเวลา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งมิได้มีฐานอำนาจในกองทัพก็สามารถก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกัฐมนตรีได้อย่างราบรื่น ต่อมา คำถามเดียวกันนี้ได้ถูกนำมาถามซ้ำอีกครั้งในช่วงหลังวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจปี พ.ศ. 2540 ว่า ถ้าไม่เอาชวนเป็นนายกฯแล้วจะเอาใคร แต่ในท้ายที่สุดแล้วการเมืองไทยก็เคลื่อนตัวไปได้ ไปสู่ลักษณะอย่างใหม่ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนแปลงทั้งกติกาและตัวผู้เล่นในเวทีการเมือง สาเหตุที่เมื่อถึงจุดหนึ่งการเมืองไทยสามารถเคลื่อนตัวไปข้างหน้าได้ก็เพราะมีแรงขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจเป็นตัวหนุนนำ แรงขับเคลื่อนนี้มีจุดกำเนิดมาจากการที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เลือกที่จะนำระบบเศรษฐกิจไทยเข้าสู่แนวทางการพัฒนาตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ

รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2519 ได้ปรารภถึงสาเหตุที่ต้องมีการรัฐประหารล้มล้างรัฐธรรมนูญก็ด้วย “ได้เกิดการจลาจลวุ่นวายอย่างร้ายแรงขึ้นในบ้านเมือง… ซึ่งจะนำภัยพิบัติและความพินาศมาสู่ชาติบ้านเมือง” ในขณะที่รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2549 ได้ปรารถว่า “(วิกฤตการณ์) …มีแนวโน้มว่าจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นจนถึงขั้นใช้กำลังเข้าปะทะกันซึ่งอาจมีการสูญเสียแก่ชีวิตและเลือดเนื้อได้ นับว่าเป็นภยันตรายใหญ่หลวงต่อระบบการปกครอง ระบบเศรษฐกิจ และความสงบเรียบร้อยของประเทศ” คำปรารภทั้งสองสะท้อนให้เห็นถึงความไร้เสถียรภาพของระบบการเมือง ซึ่งหมายถึงความไม่มั่นคงและเป็นภัยคุกคามอย่างใหญ่หลวงต่อการรักษาสถานภาพทางสังคมของบางชนชั้น ซึ่งเป็นคำตอบของคำถามที่ว่าทำไมต้องย้อนเวลากลับไปในอดีต ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะขจัดความไร้เสถียรภาพและดำรงสถานะทางสังคมที่มีข้อได้เปรียบหลายประการเอาไว้

เหตุการณ์ในอดีตสะท้อนให้เห็นว่า ความพยายามย้อนเวลาของการเมืองไทยให้กลับหลังไปในอดีตประสบความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง แม้ว่ารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักร พ.ศ. 2519 ได้วางข้อกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่าต้องใช้เวลา 12 ปี ในการเปลี่ยนผ่านจากการปกครองโดยคณะปฏิรูปฯไปสู่การเพิ่มอำนาจให้สภาผู้แทนราษฎรในเบื้องปลาย ซึ่งถ้ากล่าวอย่างผู้ชาญฉลาดหลังเหตุการณ์จะพบว่าคณะปฏิรูปฯพยายามที่จะฟื้นฟูอำนาจของระบอบอำมาตยาธิปไตยที่ถูกสั่นคลอนอย่างหนักหลังเหตุการณ์เดือนตุลาคม 2516 โดยการยึดกุมโครงสร้างอำนาจหลักทางการเมืองทั้งการจัดตั้งสภาปฏิรูปการปกครองแผนดินเพื่อทำหน้าที่นิติบัญญัติ ไปจนถึงสภาที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี แต่มิได้มีความตระหนักว่าหลังเหตุการณ์เดือนตุลาคม 2516 สังคมไทยได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมีนัยสำคัญ พลังของชนชั้นกลางในเมือง นักธุรกิจหัวเมือง และผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่นได้เติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนมิอาจมองข้ามไปได้ ซึ่งเป็นผลมาจากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง ความคาดหวังที่จะแช่แข็งการเมืองไทยเป็นเวลา 12 ปี เพื่อนำระบบการเมืองไปสู่เสถียรภาพ จึงมีอันพังทลายลงด้วยการรัฐประหารในปีถัดมาพร้อมกับการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่เปิดทางให้นักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งเข้ามาแบ่งปันอำนาจในกระบวนการรัฐสภา ซึ่งได้เริ่มต้นขึ้นภายหลังการประกาศใช้รัฐธรรมนูแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2521

ในหลายกรรมหลายวาระ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ได้สร้างความสั่นสะเทือนแก่โครงสร้างอำนาจทางการเมืองไทย เขาได้ท้าทายจารีตธรรมเนียมที่ยึดถือปฏิบัติในการเมืองไทยในหลายประการ เช่น แนวปฏิบัติหรือแบบธรรมเนียมเกี่ยวกับการจัดทำบัญชีแต่งตั้งโยกย้ายนายทหารประจำปี หากพิเคราะห์ในทางจิตวิทยา ความเปลี่ยนแปลงที่ถูกนำพาโดยรัฐนาวาของ พ.ต.ท. ทักษิณ มีผลต่อความมั่นคงและสถานภาพของตัวละครที่โลดแล่นในการเมืองไทยทุกๆ ฝ่าย ความข้อนี้นับเป็นเหตุผลสำคัญและเพียงพอที่จะอธิบายว่าทำไมการรัฐประหารอันเป็นสิ่งพ้นสมัยจึงอุบัติขึ้น และเป็นที่มาของขบวนการขุดรากถอนโคนทุกสิ่งทุกอย่างที่ทักษิณได้สร้างไว้ที่เกิดขึ้นในทุกเมื่อเชื่อวัน ถ้าละจากอคติทั้งปวง อาจมองเห็นได้ว่าอันที่จริงบทบัญญัติในหลายมาตราของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2540 ช่วยเอื้ออำนวยให้ พ.ต.ท. ทักษิณสามารถสร้างสภานภาพให้ตนเองเป็นผู้นำฝ่ายบริหารที่เข้มแข็งและผู้นำการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยได้

สิ่งที่ชี้ให้เห็นว่าการรัฐประหารในปี พ.ศ. 2549 มีข้อจำกัดที่ต่างออกไปจากการรัฐประหารในปี 2519 ก็คือ ในปี 2549 พลังอำมาตยาธิปไตยมีความเหนียมอายมากขึ้นในอันที่จะอ้างสิทธิธรรมทางการเมืองที่เหนือกว่ากลุ่มพลังอื่นๆ นอกระบบราชการ การใช้อำนาจดิบจากศัสตราวุธที่จัดซื้อด้วยเงินภาษีของประชาชนเพื่อจัดการกับศัตรูทางการเมืองแล้วรวบอำนาจเอาไว้จึงมิได้เกิดขึ้น เพราะเป็นการยากที่จะหาจุดพอดีว่าจะจัดสรรอำนาจทางการเมืองระหว่างฝักฝ่ายต่างๆ อย่างไร ทั้งนี้เพราะการเมืองไทยภายหลังการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพลตรีชาติชาย ชุณหะวัณ ในปี พ.ศ. 2531 ได้ทำให้การผูกขาดอำนาจทางการเมืองไว้กับฝ่ายข้าราชการมิอาจเป็นไปได้อีกต่อไป ความลักลั่นนี้สะท้อนออกมาผ่านบทบาทของหัวหน้าคณะรัฐประหารซึ่งในปัจจุบันยังไม่สามารถหาจุดยืนที่ชัดเจนได้ว่าจะดำรงสถานภาพเช่นไรภายหลังการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในครั้งต่อไป และความวิตกกังวลของชนชั้นกลางที่ว่าการเลือกตั้งที่อาจจะมีขึ้นในช่วงปลายปีนี้จะสามารถนำการเมืองไทยออกไปจากวังวนแห่งความไร้เสถียรภาพได้หรือไปไม่

กล่าวโดยสรุป ความเหมือนที่จงใจของการรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 และ 19 กันยายน 2549 คือ การหยุดเวลาแล้วพยายามนำการเมืองไทยย้อนหลังกลับไปในอดีตเพื่อขจัดปัดเป่าความไร้เสถียรภาพ ความไม่มั่นคง และความหวาดกลัวออกจากหัวใจใครหลายคน ซึ่งประวัติศาสตร์สอนให้รู้ว่าความพยายามในอดีตมิอาจประสบผลสำเร็จ และให้บทเรียนว่าความพยายามในปัจจุบันนั้นยากยิ่งกว่า ทั้งนี้เพราะสังคมไทยได้เติบโตขึ้นจากอดีต และด้วยทุกขลักษณะของการเมืองไทยที่ดุลยภาพแห่งอำนาจระหว่างฝักฝ่ายต่างๆ มิอาจคงทนอยู่ได้นาน ที่ชี้ให้เห็นว่าความพยายามย้อนเวลาของการเมืองไทยที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันยากยิ่งนักที่จะประสบผลสำเร็จ อันหมายถึงเสถียรภาพทางการเมืองที่วาดฝันนั้น ยิ่งไขว่คว้าเท่าไรยิ่งอยู่ไกลตัวออกไป