เหา หมา กอริลล่อย (3)
ทุกอย่างมันต้องมีที่มา
บางครั้ง เบาะแสก็บ่งบอกถึงเรื่องราวที่มาที่เราไม่คาดฝันมาก่อน อย่างเช่นกรณีคนได้เหาหัวเหน่ามาจากกอริลล่า
ในบางครั้ง เรื่องราวอาจไม่มีอะไรแปลกใหม่ แต่ตัวที่มาของเบาะแสนั้นเอง กลับแฝงไว้ซึ่งความเซอร์ไพรส์
ปลาวาฬและโลมาเป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม ซึ่งวิวัฒนาการมาจากบรรพบุรุษที่เคยอยู่บนบกและมี 4 เท้ามาก่อน..
นก วิวัฒนาการมาจากไดโนเสาร์ซึ่งเคยมีเขี้ยวเต็มปาก แต่ต่อมาลดรูปหายไปกลายเป็นจะงอยปากแทน เพื่อลดน้ำหนักในการบิน..
เหล่านี้ เด็กส่วนใหญ่มักได้รับการพร่ำสอนในชั่วโมงชีววิทยาอยู่แล้ว แต่จะมีสักกี่คนที่เคยตั้งคำถาม ‘ทั้งหมดนี้เขารู้กันได้อย่างไร ?’
หลักฐานที่บ่งบอกว่าเรื่องราวมันเป็นเช่นนี้ จริงๆ แล้วมีอยู่มากมายร้อยแปด ไม่ว่าจะเป็นทางด้านฟอสซิล สรีรวิทยา กายวิภาค พันธุกรรม หรือ อะไรต่างๆ ก็แล้วแต่ อย่างไรก็ตาม ในที่นี้ ผมตั้งใจจะยกเอามาเล่าให้ฟังเฉพาะสองสามอย่างเท่านั้น สาเหตุเพียงเพราะ ที่มาของพวกมันช่างน่ามหัศจรรย์ดีเหลือเกิน
ในช่วงไม่กี่ 10 ปีที่ผ่านมา ปรากฏอุบัติเหตุทางพันธุกรรมหลายอย่าง ที่ได้กลายมาเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญของทฤษฏีวิวัฒนาการอย่างที่ไม่มีใครเคยคาดคิดมาก่อน
ณ หมู่บ้านชาวประมงไทจิ (Taiji) ประเทศญี่ปุ่น.. ชาวบ้านที่นี่มีวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่สืบทอดกันมายาวนาน แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นวิถีชีวิตที่โหดร้ายป่าเถื่อนสะเทือนใจชาวโลกเป็นอย่างยิ่ง ทุกๆ ปีในช่วงฤดูอพยพของโลมาปากขวด ชาวประมงจะคอยมาดักต้อนพวกโลมาให้หลงเข้ามาอยู่ในอ่าวแคบๆ จากนั้นก็จะลงมือจัดการสังหารหมู่อย่างทารุณ โดยใช้มีดเฉือน และตะขอเสียบ เนื้อที่ได้ แน่นอนว่า ส่งขายตามความต้องการของตลาดต่อไป
อันนี้ไม่ได้แต่ง photoshop เลยนะครับ เป็นภาพของจริง ทะเลกลายเป็นสีแดงเพราะเลือดโลมา
ในวันที่ 28 ตุลาคม 2006 ปลาโลมาตัวหนึ่งถูกจับได้ที่นอกชายฝั่ง เจ้าหน้าที่ของพิพิทธภัณฑ์การล่าปลาวาฬที่ไทจิ ได้รับการแจ้งจากชาวบ้านให้มารับตัวมันไปในวันเดียวกัน
ในขณะที่พวกเพื่อนๆ ของมันกำลังถูกฆ่าอย่างไร้ปราณี เจ้าโลมาตัวนี้กลับได้รับการละเว้นชีวิตอย่างน่าประหลาด.. ไม่ใช่ด้วยความสงสารจากพวกชาวประมง แต่เป็นเพราะ..
..มันมี 4 ครีบ
มิสเตอร์เซอิจิ โอซุมิ นักวิทยาศาสตร์ผู้รับเคสนี้ไปศึกษา ให้ความเห็นบอกว่าครีบที่เกินมาน่าจะเป็นลักษณะที่ตกค้างอยู่ในพันธุกรรมของโลมา มาตั้งแต่สมัยที่บรรพบุรุษ (และบรรพสตรี) ของมันยังมี 4 ขาอยู่ ถึงแม้ทุกวันนี้ลักษณะดังกล่าวจะไม่แสดงออกในโลมาปกติทั่วไป แต่ก็คาดว่ารหัส DNA ที่ทำหน้าที่สร้างครีบหลังอาจจะไม่ได้หายสาปสูญไปตลอดกาล เพียงแต่ยังคงซุกซ่อนอยู่ที่ไหนซักแห่ง นานๆ ทีอาจเกิดโลมากลายพันธุ์ขึ้นมาซักตัวนึง ทำให้ลักษณะโบราณนี้กลับมาปรากฏขึ้นใหม่ได้อีกรอบ
การค้นพบโลมาประหลาด 4 ครีบตัวเป็นๆ ได้กลายมาเป็นหลักฐานชิ้นสำคัญอีกชิ้นหนึ่ง ซึ่งช่วยสนับสนุนทฤษฏีที่ว่า สัตว์กลุ่มพวกวาฬกับโลมามีวิวัฒนาการมาจากสัตว์บกที่มี 4 ขาจริงๆ.. ในขณะเดียวกัน การค้นพบในครั้งนี้ ก็ถือได้ว่า เป็นเรื่องฟลุคมากๆ ไม่เคยมีใครเจอโลมาที่มี 4 ครีบสมบูรณ์แบบในลักษณะนี้มาก่อนในประวิติศาสตร์ แล้วก็ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อนว่าอยู่ดีๆ ก็จะมาเจอในลักษณะนี้ ยังมิต้องเอ่ยถึงว่า ชาวประมงออกเรือไปทีแรก ตั้งใจจะไปล่า ไปฆ่าปลาโลมา แต่กลับกลายเป็นการค้นพบครั้งสำคัญไปซะอย่างนั้น.. ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน ว่าควรจะยินดีหรือควรจะเศร้าใจกับข่าวนี้ดี โลกเรานี่มันช่างเต็มไปด้วยเรื่องตลกร้ายจริงๆ
อ้าวแล้วทำไม ทีลูกวัวเกิดมามี 8 ขา 3 ตา ไม่สรุปว่า วัวเคยมีบรรพบุรุษเป็นแมงมุมมาก่อนมั่งล่ะ? อืมม แน่นอนถ้าเรามีหลักฐานอยู่ชิ้นเดียวคือโลมา 4 ครีบ มันก็คงจะไม่ใช่อะไรที่หนักแน่นมาก เพราะอาจจะมีคำอธิบายอย่างอื่นได้ แต่นี่เผอิญว่า หลักฐานจากหลายๆ ฝ่ายมันดันมาคล้องจองกันหมดโดยมิได้นัดหมาย ฝ่ายกายวิภาคก็เจอกระดูกสะโพกขนาดจิ๋วฝังอยู่ในตัวปลาวาฬ เป็นหลักฐานว่ามันเคยมีขาหลังมาก่อน ฝ่ายฟอสซิลก็เจอบรรพบุรุษในระยะต่างๆ ไล่เรียงกันมาเรื่อยๆ ฝ่ายตรวจ DNA ก็เจอว่า ญาติใกล้เคียงที่สุดของพวกวาฬโลมาปัจจุบันคือสัตว์ 4 ขาเท้ากีบพวกฮิปโป และ กวางอะไรพวกนี้ ฯลฯ ในเมื่อเบาะแสจากหลายสายต่างก็ล้วนชี้ไปที่ต้นตอเดียวกัน มันก็ยากนักที่จะปฏิเสธว่าไม่มีมูล เมื่อไหร่ก็ตามที่เกิดปรากฏการณ์แบบนี้ขึ้น เมื้อนั้นแหละครับ วิทยาศาสตร์จะทรงพลังและให้คำตอบกับท่านได้อย่างน่าเชื่อถือที่สุด
เรื่องราวทำนองเดียวกันเกิดขึ้น ณ อีกมุมโลกหนึ่ง และได้ปรากฏเป็นข่าวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ของปี 2006
แมทธิว แฮริส (Matthew Harris) นักศึกษาปริญญาโทเอกของมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน (University of Wisconsin) นั่งส่องดูตัวอ่อนไก่กลายพันธุ์อยู่ในแล็บทุกวันจนดึกดื่น ด้วยความหวังที่จะเรียนรู้อะไรบางอย่างเกี่ยวกับกลไกพัฒนาการของขนและก็เกล็ดตามขาของไก่ ไก่กลายพันธุ์แบบที่เขาศึกษาอยู่นี้เป็นที่รู้จักกันในนามของไก่ talpid2 ซึ่งมีลักษณะผิดปกติมากมายหลายอย่าง และจะพัฒนาเป็นตัวอ่อนได้ถึงแค่ระยะหนึ่งเท่านั้น จากนั้นก็จะตายไปก่อนที่จะฟักเป็นตัว
ในค่ำคืนวันหนึ่ง แมทธิวกำลังนั่งส่องวิเคราะห์ไก่ไปตามปกติ ส่องไปส่องมา ก็ปรากฏว่าเผลอทำปากไก่หลุดออกมาจากตัวมัน จังหวะนั้นเองเขาเริ่มสังเหตุเห็นอะไรบางอย่างผิดปกติ แมทธิวหยิบปากไก่ที่หลุดขึ้นมาส่องซูมดูอย่างพินิจพิเคราะห์ แล้วก็พบว่า เฮ้ย นี่มันฟันนี่หว่า!
แมทธิวกับเพื่อนร่วมงานนั่งส่องไก่อ่อนพวกนี้อยู่ทุกวี่ทุกวัน ส่องมาแล้วไม่รู้กี่ร้อยกี่พันตัว แต่กลับไม่เคยมีใครสังเกตเห็นฟันมันมาก่อน นี่เป็นครั้งแรกที่มีการค้นพบ แมทธิวเปรียบเปรยบอกว่า “It was like finding gold in the bathroom” แปล “แม่ง อย่างกับค้นพบทองในโถส้วม”
ปรากฏว่า ฟันไก่กลายพันธุ์ที่แมทธิวค้นพบ ทุกซี่มีลักษณะรูปร่างเหมือนโคนไอติมหมด แทนที่จะเป็นฟันหน้าแบบหมากฝรั่งชิคเคล็ด หรือฟันกรามแบบที่เอาไว้เคี้ยวในคนเรา ปัจจุบันสัตว์ที่มีฟันเป็นลักษณะแบบเดียวกันนี้เป๊ะๆ ก็คือ จระเข้ ซึ่งเป็นสัตว์เลื้อยคลาน ดังนั้นการค้นพบนี้ ก็เลยกลายเป็นหลักฐานซึ่งช่วยสนับสนุนว่า นกมีวิวัฒนาการมาจากบรรพบุรุษที่เคยเป็นสัตว์เลื้อยคลานและเคยมีฟันเต็มปากมาก่อน หรือถ้าจะเอาแบบเจาะจงก็คือพวกไดโนเสาร์นั่นเอง ที่น่าตกใจก็คือ ตามหลักฐานฟอสซิล สัตว์จำพวกนกไม่มีฟันมากว่า 70 ล้านปีแล้ว มันน่าตื่นเต้นมากๆ ที่คำสั่งในการสร้างฟันยังคงแอบซ่อนอยู่รอดมาจนถึงทุกวันนี้ และกลับมาแสดงออกใหม่ได้ ทั้งๆ ที่ระยะเวลาผ่านไปนานขนาดนั้น
ที่มารูป 1
ซ้าย: ปากตัวอ่อนไก่ปกติ ขวา: ปากตัวอ่อนไก่กลายพันธุ์ มีฟันเล็กๆ งอกออกมาเป็นแผง ในรูปนี้อาจจะมองไม่เห็นอะไรเท่าไหร่ แต่ตามข่าวเขาบอกว่าถ้าวิเคราะห์ดูละเอียดจะพบว่าฟันมันรูปร่างเหมือนฟันจระเข้
ถึงแม้ไม่มีการค้นพบไก่กลายพันธุ์ เราก็มีหลักฐานอื่นๆ อยู่แล้ว อย่างเช่นในรูปนี้ ฟอสซิลนกโบราณ archaeopteryx อายุประมาณ 150 ล้านปี สังเกตุว่าสมัยนั้นปากยังมีฟันอยู่เลย
ปรากฏการณ์แบบที่เล่ามาทั้ง 2 เคสนี้ มีชื่อทางเทคนิคเรียกว่า ‘atavism’ หรือ ‘evolutionary throwback’ แปลว่า ‘วิวัฒนาการไหลย้อนกลับ’ หมายถึง การที่ลักษณะโบราณซึ่งเคยมีในบรรพบุรุษ ได้วิวัฒนาการหดหายไปแล้ว แต่กลับมาปรากฏขึ้นใหม่อีกรอบในสัตว์ปัจจุบันบางตัว เป็นการบ่งบอกว่า จริงๆ แล้ว ไอ้ที่หายไปนั้นไม่ได้หายไปไหน ไม่ได้ลบทิ้งไปเลยถาวร แต่เหมือนกับมีรหัสบางอย่างแค่ไปบล็อคมันเอาไว้ไม่ให้แสดงออก ในสัตว์ที่กลายพันธุ์ ไอ้ตัวบล็อคนั้นอาจจะเสียหรือบิดเบือนไป เลยทำให้ ลักษณะโบราณได้รับการปลดปล่อยออกมาอีกครั้ง อย่างเช่นในไก่และในโลมาที่ผมโชว์ให้ท่านดูนั่นเอง
ในคนก็มีครับ ปรากฏการณ์นี้..
นานๆ ที (สถิติ 1 ใน 1,000 ล้านคน) เราจะเจอเด็กที่มีขนปกคลุมทั่วทั้งตัวเต็มหน้าเต็มตารุงรังไปหมด บ้างก็ไปโผล่ตามงานวัด ติดป้ายโฆษณาว่า มนุษย์หมาป่าบ้าง เด็กหน้าขนบ้าง แต่จริงๆ แล้วก็คือผู้ที่มีความผิดปกติทางพันธุกรรม ในลักษณะที่ว่า ตัวกลไกการควบคุมการงอกของขนตามลำตัวและใบหน้ามันเกิดเจ๊งไป เลยทำให้เกิดการปลดปล่อยลักษณะโบราณของบรรพบุรุษเราที่เคยเป็นมนุษย์วานรขนดกออกมาอีกครั้ง ถือได้ว่า เป็นแฟชั่น ‘ย้อนยุค’ อย่างแท้จริง
ปัจจุบัน ยีนที่รับผิดชอบทำให้เกิดโรคนี้ได้รับการระบุตำแหน่งเรียบร้อยแล้วว่าอยู่บนโครโมโซม X บรรดานักวิจัยยังคงพยายามศึกษากันต่อไปอย่างหนักหน่วงถึงวิธีการทำงานของมัน ด้วยความหวังที่ว่า สักวันหนึ่ง จะได้เอาความรู้ไปใช้รักษาโรคหัวล้านได้
เคสคลาสสิคอีกเคสหนึ่งของ atavism ในคนเราได้แก่..
ก็ตามที่เห็นในรูปนั่นแหละครับ คนบางคนเกิดมามีหาง อาจเป็นเพราะยีนดั้งเดิมตั้งแต่สมัยที่เป็นลิงเกิดได้รับการ re-activate ปลุกให้ตื่นจากการหลับไหล
อย่างไรก็ตาม ล่าสุด เรื่องนี้ก็มีคนถกเถียงกันเยอะ บ้างบอกว่าหางพวกนี้ส่วนใหญ่ ไม่มีกระดูกอยู่ตรงแกนกลาง เป็นเพียงก้อนไขมันที่เกิดงอกผิดปกติออกมาเท่านั้น ไม่สามารถนับเป็นตัวอย่างของ atavism ได้ ส่วนอีกพวกนึงก็บอกว่า หางนี้มีทั้งเส้นเลือดเส้นประสาทไปเลี้ยง มีกล้ามเนื้อสามารถขยับได้ด้วย ถึงแม้ไม่ค่อยพบที่มีกระดูก แต่ว่าหางของลิงบางทีก็ไม่จำเป็นต้องมีกระดูกก็ได้ อย่างเช่นในลิงที่ชื่อ Barbary ape (Macaca sylvanus) เป็นต้น.. ไว้ได้ข้อสรุปเมื่อไหร่จะแวะมาบอกนะครับ
เด็กที่เกิดมามีหางในลักษณะนี้ ถ้าวัดกันทั่วโลกก็ถือว่าพบได้บ่อยอยู่พอสมควร ทุกวันนี้ พอคลอดมาปุ๊บ หมอก็สามารถผ่าตัดเอาหางออกให้ได้ ไม่มีปัญหา คุณพ่อคุณแม่จะเอากลับบ้านไปทำพวงกุญแจเล่นด้วยก็ย่อมได้ อย่างไรก็ตาม เด็กมีหางที่เกิดมาในแต่ละมุมโลก บางครั้งก็ต้องประสพกับชะตากรรมที่แตกต่างกันออกไป ยกตัวอย่างเช่น ครอบครัวชาวคริสเตียนที่เคร่งศาสนามากๆ อาจจะเชื่อว่า ลูกเกิดมามีหางเป็นลักษณะของปิศาจ (the devil) เป็นลูกผีห่าซาตานมาเกิด เป็นเด็กต้องสาป ต่อไปจะนำมาซึ่งหายนะ อะไรต่างๆ ก็ว่ากันไป.. ในทางโคตรจะกลับตาลปัตรกัน เด็กที่เกิดมามีหางในอินเดีย กลับได้รับการยกย่องว่าเป็นเทพ เป็นหนุมานกลับชาติมาเกิด ต้องพาไปแห่รอบหมู่บ้าน ทำพิธีศักสิทธิ์ ให้ผู้คนเสียตังค์ต่อแถวกันเข้ามาจับหางเพื่อความเป็นสิริมงคล บ้างบอกว่าถ้าได้จับแล้ว จะสามารถรักษาโรคร้ายให้หายได้หมดทุกอย่าง อะไรต่างๆ ก็ว่ากันไปโน่น..
ผมอ่านข้อมูลพวกนี้แล้ว ติดใจบทสัมภาษณ์ของเด็กหนุ่มอินเดียคนหนึ่ง ซึ่งมีหางยาวถึง 13 นิ้ว แล้วก็ได้รับการเลี้ยงดูเป็นหนุมานอวตารมาตั้งแต่เด็ก (แม่ถึงกับเลี้ยงด้วยกล้วยแล้วก็ฝึกให้ปีนต้นไม้อีกต่างหาก) เขาพูดถึงเรื่องการแต่งงานไว้ว่า “..ที่ผ่านมาอีนี่มีผู้หญิงปฏิเสธฉันไปแล้วถึง 20 คนด้วยกาน.. ตอนแรกๆ เห็นฉันแค่ด้านหน้าก็ตกลงกันหมดทุกคน แต่พออีนี่หันหลังให้ดูหางเท่านั้นแหละ เผ่นแน่บกันหมดเลย อีนี่ไม่ข้าวจายจริงๆ.. จายังไงก็แล้วแต่ อีนี่ตัดสินใจแล้วว่า จะแต่งงานเฉพาะกับผู้หญิงที่รับได้ทั้งตัวฉันแล้วก็หางของฉันด้วยเท่าน้าน ถึงยังไงอินี่ก็จะไม่ตัดมันออก ถ้าสุดท้ายอินี่ไม่มีใครแต่งกับอินี่ อินี่ก็จะอยู่เป็นโสดไปแบบนี้แหละ เหมือนกับหนุมานที่ไม่เคยมีเมียเป็นตัวเป็นโตนยังไงละจ้ะนาย..”
ตบท้ายกันด้วยเคส atavism ในคน ที่โดนใจผมมากที่สุดนะครับ
ในอดีตกาลอันไกลโพ้น บรรพบุรุษของพวกเราเคยเป็นสัตว์หลายนม.. ปัจจุบันนี้สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมประเภทต่างๆ ต่างก็มีวิวัฒนาการออกมามีจำนวนหัวนมไม่เท่ากัน แล้วแต่ว่าชนิดไหนมีจำนวนลูกที่เกิดมาต่อครอกมากหรือน้อย อย่างเช่นหมามีประมาณ 8-10 หัวนม หมู..โอ้ว ไม่รู้เหมือนกัน อาจจะถึง 14..16 เลยก็เป็นได้ ตำแหน่งของหัวนมในสัตว์แต่ละชนิดก็แตกต่างกัน อย่างนมวัวอยู่ค่อนไปทางด้านตูด ส่วนนมพะยูนเหน็บอยู่ตรงรักแร้ อย่างงี้เป็นต้น.. ทว่า ไม่ว่าจะเป็นสัตว์มีนมชนิดใด นมมาก นมน้อย นมห้อย นมสูง อะไรก็ตามแต่ แบบแปลนในการงอกของนมก็จะใช้ระบบดั้งเดิมเหมือนๆ กันหมด นั่นก็คือ ตอนเป็นตัวอ่อน ร่างกายจะมีเส้นคู่ขนานอยู่ 2 เส้น พาดตั้งแต่รักแร้ ลงมาจนกระทั่งถึงขาหนีบ ไม่ว่าจะในหมูหมาวัวหรือพะยูน นมใดๆ ที่จะขึ้น มันก็จะก่อกำเนิดขึ้นอยู่ตามแนวของเส้นนี้ทั้งหมด ไม่ออกนอกลู่ไปไหน เส้นดังกล่าวก็เลยได้รับการขนานนามว่า ‘เส้นนม’ หรือ ‘milk lines’ อย่างเหมาะสม
แน่นอนว่า ในปัจจุบัน คนเราเหลือนมอยู่เพียงแค่ 2 เต้าเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม ศักยภาพในการกระตุ้นให้เกิดนมส์ของ milk lines ที่เรารับสืบทอดมาจากบรรพบุรุษก็ยังไม่ได้หายไปซะเลยทีเดียว คนจำนวนไม่น้อย (ประมาณ 1-5%) สามารถเกิดมาพร้อมกับหัวนมมากกว่า 2 หัวนมได้ ยกตัวอย่างเช่นดาราฮอลลีวู้ดชื่อดัง พ่อหนุ่ม มาร์ค วอลเบิร์ก นั่นเป็นต้น

ที่มารูป 1
จะสังเกตุว่า หัวนมที่ 3 ของมาร์คกี้ ปรากฏอยู่ใต้หัวนมปกติด้านซ้ายของเขาลงมาอีกทีหนึ่ง ถ้าลากเส้นลงมาก็จะตรงกับเส้น milk line พอดิบพอดี คนบางคนไม่ได้มีเกินมาแค่ 1 หัวนม อาจมีถึง 4 5 6 7 8.. แต่ไม่ว่าจะมีกี่อันมันก็จะเรียงอยู่ตามเส้นนมทั้งหมด
หัวนมพวกนี้ จะว่าไป แล้ว จริงๆ ก็ไม่ได้พัฒนาเป็นตุ่มชูชันออกมาจนสามารถเรียกเป็นหัวนมได้เต็มปากสักเท่าไหร่ ดูๆ ไปอาจจะเหมือนขี้แมงวัน กระ หรือปาน อะไรพวกนี้มากกว่า หลายคนอยู่มาจนโตแล้ว อาจยังไม่เคยรู้มาก่อนเลยก็เป็นได้ ว่าตัวเองมีหัวนมที่ 3 (คิดว่าเป็นแค่ไฝ) แสดงว่า ไอ้ลักษณะโบราณนี้มันถูกปลุกขึ้นมาก็จริง แต่ว่ายังไม่ถึงกับถูก resurrect อย่างเต็มตัว อย่างไรก็ตาม พวกคนที่นมโบราณคืนชีพอย่างถึงที่สุด ก็มีอยู่บ้างเหมือนกัน คือแทนที่จะเป็นแค่หัวนมเล็กๆ กลับเกิดเป็นเต้านมทั้งเต้าเลย งอกออกมาตรงที่ๆ มันไม่ควรจะงอก อย่างเช่นรักแร้ หรือตรงพุง พอ x-ray ดูก็จะเจอต่อมน้ำนมอยู่ข้างในด้วย น่าสยองมากๆ
เรื่องราวเกี่ยวกับคนมีหัวนมมากกว่า 2 อันนี่ พอรับทราบแล้วก็ชวนให้คิดนะครับ
ไอ้ไฝใต้คางหรือไฝตรงแก้มของอาแปะที่ชอบมีขนงอกๆ ออกมานั่น ไม่แน่ แท้จริงแล้ว อาจจะเป็นหัวนมที่ขึ้นผิดที่ก็เป็นได้.. แต่เอ.. บนใบหน้านี่มันเลย milk lines มาแล้วนี่เนอะ คงจะไม่ใช่หรอก
อย่าเพิ่งด่วนสรุปครับ.. ลองอ่านข่าวนี้ดูก่อน
สาวประหลาดชาวบราซิล มีหัวนมขึ้นที่ฝ่าเท้า.. ผิดปกติซ้ำสอง คือไม่ใช่แค่มีหัวนมเกินมาอย่างเดียว แต่ไอ้ที่เกินมาดันไปขึ้นอยู่นอกเส้น milk line อีกด้วย ในปี 2006 ด้วยวัย 22 ปี เธอมาพอหมอที่รพ. เพื่อขอให้ช่วยทำศัลยกรรมผ่าตัดออกให้ ก็เลยได้รับการจารึกเอาไว้อย่างเป็นทางการ ในฐานะมนุษย์คนแรกและคนเดียวในประวัติศาสตร์โลก ที่มีหัวนมอยู่ที่ฝ่าเท้า ..ให้ตายเถอะ แล้วอย่างงี้มันจะเดินกันยังไงฟะเนี่ย? เวลาเหยียบน้ำแข็งจะเสียวรึเปล่า? แล้วอยู่มาได้ 22 ปี ทำไมถึงเพิ่งมาคิดจะผ่า? แล้วถ้าสมมติเธอมาเล่นหนังที่เมืองไทย จะต้องโดนกบว.เซ็นเซอร์ด้วยมั้ยเนี่ย? ระเบียบรัตน์จะออกมาด่ารึเปล่า?
การที่ลักษณะโบราณอย่าง นมเกิน ขนดก และหางดุ๊กดิ๊ก สามารถกลายพันธุ์ย้อนยุคกลับมาปรากฏใหม่ได้ มันช่างชวนให้สงสัยเสียเหลือเกินว่า ในฐานข้อมูล DNA อันกว้างใหญ่ลึกล้ำของคนเรา ยังจะมีสิ่งพิศวงอะไรอีกบ้าง ที่ยังคงซ่อนเร้น หลับไหล รอคอยเวลาถูกปลุกให้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาใหม่
DNA มนุษย์ประกอบด้วยรหัสทั้งหมด 3 พันล้านคู่อักษร (base pairs) ในบรรดานี้ มีแค่ไม่ถึง 2 % เท่านั้น ที่มีความหมายหน้าที่โดยตรงในการกำหนดสร้างโปรตีนชนิดต่างๆ ที่ประกอบกันขึ้นมาเป็นชีวิตของเรา ส่วนที่เหลือ แม้แต่นักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันเอง ก็ยังไม่สามารถทำความเข้าใจมันได้อย่างครบถ้วน ว่ามีที่มาจากไหน และมีบทบาทอะไรบ้าง
ในช่วงปี 1970s มีการค้นพบสิ่งที่เรียกว่า pseudogene (ซูโดยีนส์) เป็นครั้งแรก ตั้งแต่นั้น เรื่อยมาจนกระทั่งถึงยุคที่ human genome project (โครงการความร่วมมือระหว่างนาๆ ชาติ เพื่อช่วยกันถอดรหัสพันธุกรรมทั้งหมดของมนุษย์) เสร็จสิ้นลง ก็ได้มีการค้นพบเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งทุกวันนี้ สามารถระบุซูโดยีนส์ ที่แทรกตัวอยู่ตามรหัสพันธุกรรมของมนุษย์ได้แล้วถึงกว่า 19,000 ซูโดยีนส์ และก็ยังคงมีการค้นพบใหม่เพิ่มขึ้นอยู่อีกเรื่อยๆ.. คนเรามียีนที่ทำหน้าที่ตามปกติอยู่ทั้งหมดประมาณ 21,000 ยีนส์ ไม่แน่ สักวันหนึ่งเราอาจจะพบก็ได้ว่า DNA ของเรานั้น ประกอบไปด้วยซูโดยีนส์มากกว่าจำนวนยีนส์ธรรมดาจริงๆ เสียอีก
ซูโดยีนส์ คืออะไร?
อาจกล่าวได้ว่า ซูโดว์ยีนส์ ก็คือ ซากยีนส์ที่ตายแล้วนั่นเอง..
ในอดีตมันอาจเคยมีประโยชน์ หรืออาจใช้งานได้มาก่อน แต่พอสายพันธุ์หมดความจำเป็นสำหรับมันแล้ว มันก็กลายเป็นเสมือนของใช้เก่าๆ ที่ถูกโยนทิ้งไว้ในมุมมืด กาลเวลาอาจทำให้เกิดการผุพังไปบ้าง แต่ก็ยังคงซึ่งเค้าโครงเดิมเอาไว้ เปรียบเสมือนซากขวานอายุหมื่นปี ต่อให้เอามาตัดต้นไม้ไม่ได้แล้ว แต่รูปทรงมันก็ยังดูออกอยู่ดีว่าเคยเป็นขวานมาก่อน ซูโดยีนส์ก็เช่นกัน ถ้าเราเอารหัสของมันไปเปรียบเทียบกับรหัสของยีนส์ตัวเดียวกันในสัตว์ชนิดอื่นๆ ที่ยังคงใช้ยีนส์นั้นอยู่ เราก็จะพบว่าลำดับรหัสมันเหมือนกันแทบจะเป๊ะๆ เพียงแต่เวอร์ชั่นของคนอาจเกิดการกลายพันธุ์ไปบ้างไม่กี่ตัวอักษร ทำให้มันไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไป ทว่า ซากของมันก็ยังคงถูกเก็บเอาไว้ในห้องสมุด DNA ของคนเราเรื่อยมา ทุกวันนี้ คนทุกคนต่างก็ยังคงแบกมันไปไหนมาไหนด้วยตลอด ถึงแม้ว่าจะไม่มีใครได้ใช้ประโยชน์จากมันเลยก็ตาม พูดอีกอย่างนึง ถ้าเปรียบ DNA เป็นบ้าน ก็คงเปรียบได้กับบ้านของคนที่ขี้งกมากๆ ของเก่าคร่ำครึอะไรต่างๆ นาๆ ตั้งแต่สมัยปู่ย่าตาทวด ก็เก็บสะสมเอาไว้หมด วางระเกะระกะรกเละเทะเอาไว้อยู่อย่างนั้น ไม่เคยคิดจะโละออกไปทิ้งเสียบ้าง ไม่เหมือนกับบ้านผม ที่มีแม่คอยบุกเข้ามารื้อตู้เสื้อผ้าตลอด ตัวไหนเก่าแล้ว แกก็จัดการทิ้งให้หมด บางตัวผมใส่มาตั้งแต่หนุ่มๆ เป็นเสื้อที่ใส่สบายติดใจมาก มาเห็นอีกทีกลายเป็นผ้าเช็ดพื้นไปเรียบร้อยแล้ว ไม่เข้าใจปัญหาของแกเหมือนกันว่าคืออะไร ก็เสื้อมันยังใส่ได้อยู่ แล้วจะทิ้งไปทำไมละเนี่ย.. แถมบางครั้งยังชอบเข้ามาจัดห้องให้โดยพลการ ของเขิงอะไรเราวางไว้ตรงไหน เราจำได้ของเราอยู่ดีๆ ก็ปรากฏแกมาย้ายที่ให้ใหม่หมด คราวนี้จะหาก็หาไม่เจอ โอ๊ยย พูดแล้วมัน..
โอเคครับ กลับมาเรื่องซูโดยีนส์ต่อ
ยีนส์ที่บันทึกข้อมูลในการสร้างเอนไซม์ที่ทำหน้าที่สังเคราะห์วิตามินซี ซึ่งในที่นี้จะขอเรียกสั้นๆ ว่ายีนส์วิตามินซี ถือเป็นตัวอย่างซูโดยีนส์ที่น่าสนใจมากตัวหนึ่ง
อันดับแรก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมกลุ่มต่างๆ มากมายหลายชนิด ล้วนมียีนส์ตัวนี้เอาไว้ในครอบครองด้วยกันทั้งสิ้น หมายความว่า พวกมันสามารถสังเคราะห์วิตามินซีใช้เองจากสารอาหารอื่นๆ ที่กินเข้าไปได้ (เหตุผลที่หมาแมวไม่ต้องกินผัก)
อันดับต่อมา DNA ของคนเราก็มียีนส์นี้อยู่เหมือนกัน แต่เป็นเพียงแค่ ‘ซาก’ หรือซูโดยีนส์ที่ไม่สามารถใช้งานได้แล้ว ถ้าลองดูที่รหัสจะพบว่า มันได้กลายพันธุ์ไปจากเวอร์ชั่นปกติที่พบในสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ เล็กน้อย
อันดับสุดท้าย ชิมแพนซี ญาติใกล้เคียงที่สุดของคนเรา ก็มียีนส์วิตามินซี เวอร์ชั่นเจ๊งแล้วตัวนี้ด้วยเหมือนกัน ไม่เพียงเท่านั้น จุดที่เจ๊ง หรือรหัสส่วนที่เกิดการกลายพันธุ์ไป ยังเหมือนกับที่พบในคนเป๊ะๆๆ อีกด้วย.. ทั้งๆ ที่จริงๆ แล้วมันมีที่ให้เจ๊งได้อีกเป็นร้อยที่ แต่กลับมาเจ๊ง ณ ตำแหน่งเดียวกันเป๊ะๆ แบบนี้ ก็อุปมาเหมือนกับ อาจารย์ตรวจข้อสอบเรียงความ แล้วเจอเด็ก 2 คน เขียนออกมาเหมือนกันหมดทุกตัวอักษร แม้กระทั่งตรงที่สะกดผิดก็สะกดผิดเหมือนๆ กันอีก แล้วจะให้ตีความได้อย่างไรครับ นอกเหนือจากว่ามันก็อปปี้ลอกกันมา.. กรณีคนกับชิมพ์ก็เหมือนกัน แปลได้อย่างเดียวเท่านั้น ก็คือ ทั้งคนทั้งชิมแพนซีต่างก็ได้รับสืบทอดยีนส์วิตามินซีเวอร์ชั่นสะกดผิดนี้มาจากบรรพบุรุษดั้งเดิมตัวเดียวกันชัวร์ๆ..
จริงๆ แล้ว ไม่ใช่แค่คนกับชิมแพนซีเท่านั้น ถ้าเรามีเวลาแวะไปดูซูโดยีนส์วิตามินซีของลิงชนิดอื่นๆ ด้วย เราก็จะเห็นว่าต่างก็มีรหัสตกหายไปตัวนึงตรงตำแหน่งเดียวกันทั้งหมด นักวิทยาศาสตร์ตั้งข้อสันนิษฐานว่า บรรพบุรุษของสัตว์ตระกูลลิงเรา (พวก primates) น่าจะวิวัฒนาการเปลี่ยนมากินผลไม้ตั้งแต่นานมากแล้ว พอเปลี่ยนมากินผลไม้ ร่างกายก็เลยได้รับวิตามินซีจากอาหารที่กินอย่างพอเพียง ทำให้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องสังเคราะห์ใช้เองอีกต่อไป ยีนส์วิตามินซีที่เคยมีอยู่ก็เลยไม่ได้รับการเหลียวแล ถูกปล่อยให้ค่อยๆ กลายพันธุ์ไปตามกาลเวลา จะกลายก็กลายไป ไม่มีใครสน ไม่มีใครเดือดร้อน สุดท้ายก็เหลือแค่เวอร์ชั่นที่เจ๊งแล้ว ซึ่งได้รับสืบทอดจากบรรพบุรษต่อมาเรื่อยๆ จนตกทอดมาถึงคนเราและลูกหลานลิงชนิดอื่นๆ อย่างที่เห็นอยู่ทุกวันนี้ในที่สุด
เช่นนี้แล้ว ซูโดยีนส์ก็ไม่ต่างอะไรจากซากฟอสซิลที่ฝังอยู่ในชั้นหิน เพียงแต่อันนี้เป็นฟอสซิลที่ฝังอยู่ใน DNA แทน ทำนองเดียวกับที่ October และ สะพานควาย ต่างก็เป็นเสมือนซากฟอสซิลทางภาษา.. สิ่งเหล่านี้เก็บรักษาความลับของอดีตเอาไว้ รอคอยให้คนรุ่นหลังได้มาค้นพบและตั้งคำถามกันต่อไป
![]() |
| นี่คือรหัสส่วนหนึ่งของยีนส์วิตามินซีในสัตว์ชนิดต่างๆ – ของหนูเป็นเวอร์ชั่นที่ยังใช้งานได้อยู่ ส่วนของคนกับลิงเป็นเวอร์ชั่นซูโดยีนส์ที่เจ๊งไปเรียบร้อยแล้ว สังเกตุว่าจะมีรหัสที่เกิดการกลายพันธุ์ตกหล่นหายไปตัวหนึ่ง ณ ตำแหน่งเดียวกันหมด ทั้งในคนแล้วก็ในลิงชนิดต่างๆ ซึ่งไม่น่าจะเป็นเหตุการณ์บังเอิญ แต่น่าจะบ่งบอกว่ารับสืบทอดซูโดยีนส์ตัวนี้มาจากบรรพบุรุษร่วมกันมากกว่า – รหัสส่วนที่เหลือ ใครว่างๆ ก็ลองนั่งเทียบดูละกันนะครับ ว่าคนกับลิงมีจุดที่กลายพันธุ์เปลี่ยนไปจากของหนูตรงไหนอีกบ้าง |
ซูโดยีนส์ที่น่าสนใจมากอีกกลุ่มหนึ่ง ก็คือพวกยีนส์รับกลิ่นครับ
DNA ของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมแต่ละชนิด ประกอบไปด้วยยีนที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการรับกลิ่นอยู่มากมายถึงกว่า 1,000 ยีนส์ ในสัตว์ที่อาศัยการดมกลิ่นเยอะๆ อย่างเช่นหนูและหมา ยีนส์พวกนี้จะเป็นยีนส์ที่ยังแอ็คทีฟและใช้งานได้อยู่เกือบทั้งหมด.. ไม่นานมานี้ (ต้นปี 2004) นักวิทย์เพิ่งค้นพบว่า ในสัตว์จำพวกลิง ก็มียีนส์รับกลิ่นจำพวกเดียวกันนี้อยู่จำนวนมากมายพอๆ กัน แต่ปรากฏว่า 30-40% ของยีนที่มีอยู่ ได้สึกเสื่อมสมรรถภาพ กลายเป็นซูโดยีนส์ที่ใช้การไม่ได้ไปเรียบร้อยแล้ว
หากเราจะเจาะลึกลงไปอีกหน่อย สัตว์กลุ่มลิงได้แยกสายวิวัฒนาการออกเป็นลิงโลกเก่า (ลิงวอก ลิงกัง ลิงแสม ลิงบาบูน ค่าง ฯลฯ) กับลิงโลกใหม่ (ลิงสไปเดอร์ ลิงทาร์มาริน ลิงมาร์มอเสท ลิงคาพูชิน ฯลฯ) ตั้งแต่เมื่อประมาณ 40 ล้านปีที่แล้ว ในสายของลิงโลกเก่านี่ เกิดการอัพเกรทเรื่องการมองเห็นสีเกิดขึ้น โดยจะมีเซลที่แยกแยะสีอยู่บนเรติน่าถึง 3 ชนิด ในขณะที่ลิงโลกใหม่จะมีแค่ 2 ชนิดเท่านั้น.. พอไลฟ์สไตล์เปลี่ยนมาพึ่งพาข้อมูลจากสีสันและการมองเห็นมากขึ้น ความสามารถในการดมกลิ่นก็ดูเหมือนจะถูกลดความสำคัญลง หากเราลองเปรียบเทียบดู พวกลิงโลกเก่าทั้งหลายรวมทั้งพวกเอพส์ (กอริลล่า ชิมแพนซี) ซึ่งวิวัฒนาการแยกต่อออกมาจากพวกนี้อีกที จะมียีนรับกลิ่นที่ได้กลายเป็นซูโดยีนส์ไปแล้วมากถึง 30-40% อย่างที่บอก ในขณะที่บรรดาลิงโลกใหม่ส่วนใหญ่ซึ่งเห็นสีได้ไม่ดีเท่าลิงโลกเก่า จะมียีนส์รับกลิ่นที่ได้กลายเป็นซูโดยีนส์อยู่เพียงแค่ 10-20% เท่านั้น มีข้อยกเว้นอยู่กรณีเดียว คือกรณีของลิง Howler monkey ซึ่งเป็นลิงโลกใหม่เพียงชนิดเดียวที่มีอัตราส่วนซูโดยีนส์รับกลิ่นอยู่มากพอๆ กับลิงโลกเก่าคือประมาณ 30%
ข้อยกเว้นนี้จะทำให้ทฤษฏีที่ว่า ‘ลิงที่มีซูโดยีนส์การรับกลิ่นเยอะเป็นเพราะเปลี่ยนมาใช้การมองเห็นมากขึ้น’ จำต้องประสบกับปัญหาหรือไม่? เปล่าเลยครับ พอไปดูให้ดี ปรากฏว่าลิง Howler นี้เป็นลิงโลกใหม่ชนิดเดียวที่มีวิวัฒนาการระบบเรตินาแบบแยกแยะ 3 สีขึ้นมาเหมือนกับของลิงโลกเก่า จึงไม่น่าแปลกใจเลยที่ยีนรับกลิ่นของมันจะเกิดเสื่อมไปในอัตราส่วนพอๆ กัน.. กลับกลายเป็นว่า ข้อยกเว้นยิ่งมาช่วยพิสูจน์ให้ทฤษฏีดูน่าเชื่อถือยิ่งขึ้นไปอีกโดยปริยาย


สำหรับมนุษย์เรา.. เรื่องดมกลิ่นนี่ ไม่ต้องบอกก็รู้ ว่าห่วยมากเมื่อเทียบกับสัตว์ชนิดอื่นๆ แม้แต่ในลิงด้วยกัน คนเราก็ยังติดอันดับที่โหล่ ในบรรดายีนส์รับกลิ่นที่เรามีอยู่ทั้งหมดเกือบพันยีนส์นั้น เป็นยีนที่เสื่อมสภาพกลายเป็นซูโดยีนส์ไปแล้วถึง 60% ตัวเลขมากกว่าของชิมแพนซีเกือบจะ 2 เท่า นี่ชี้ให้เห็นว่า สายพันธุ์ของเราได้ทอดทิ้งความสามารถในการดมกลิ่นของบรรพบุรุษไปเกือบหมดแล้ว และหันมาพึ่งพาความสามารถในการรับรู้อย่างอื่นแทน อย่างเช่นสายตา และเผลอๆ อาจจะเป็นเพราะเรามีภาษาพูดเข้ามาช่วยในการสื่อสารด้วย ก็เลยทำให้เรื่องของกลิ่นนั้น ยิ่งหมดความสำคัญเข้าไปใหญ่ จะหลงเหลือก็แต่เพียงร่องรอยอดีตจางๆ ที่ถูกทิ้งเอาไว้บนบันทึกหน้าเก่าๆ ของเผ่าพันธุ์
ทว่า.. ลองคิดๆ ดูนะครับ.. ยีนส์การรับกลิ่นที่คนเราเคยมีเป็นพันยีนส์นี่ จะว่าไปแล้วมันก็ไม่ได้หายไปไหน มันก็ยังคงแอบแฝงอยู่ใน DNA ของเราในรูปแบบของซูโดยีนส์นั่นแหละ
ซูโดยีนส์เป็นเสมือนฟอสซิล DNA แต่ในขณะเดียวกัน มันก็แตกต่างจากฟอสซิลที่เป็นกระดูก ตรงที่ DNA ยังคงสามารถผันแปรไปได้เรื่อยๆ
เป็นไปได้มั้ยว่า สักวันหนึ่ง ซูโดยีนส์เหล่านี้อาจเกิดการกลายพันธุ์ย้อนกลับ รหัสที่ใช้ไม่ได้แล้วถูกแก้ไขให้กลับมาใช้งานได้อีกครั้ง ก่อกำเนิดผู้มีความสามารถพิเศษเหนือมนุษย์ในด้านการดมกลิ่น
เป็นไปได้มั้ย ทุกวันนี้ การกลายพันธุ์นั้นอาจเกิดขึ้นแล้ว! พวกที่เป็นเอ็กซ์เปิร์ตทางด้านน้ำหอม พวกที่ไปแข่งขันทีวีแชมเปี้ยน เพียงแค่ดมห่างๆ 1 ฟืด ก็สามารถบอกได้หมดว่าประกอบไปด้วยส่วนผสมอะไร เก็บมาจากจังหวัดไหน หมักมาแล้วกี่ปี ลูกชายเจ้าของโรงหมักชื่ออะไร ชอบกินอะไรเป็นของว่าง.. ความสามารถนี้อาจเคยเป็นของบรรพบุรุษสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเมื่อหลายสิบล้านปีก่อน เสร็จแล้วเพิ่งถูกปลุกให้ตื่นขึ้นมาใหม่ในหมู่คนไม่กี่หยิบมือ..
DNA คนเราที่เหลืออีก 98% ซูโดยีนส์ที่เหลืออีกเกือบสองหมื่นตัว ภายในนั้นจะยังมีพลังอะไรซุกซ่อนหลับไหลอยู่อีกบ้าง? เป็นไปได้มั้ย ทุกวันนี้ ท่ามกลางผู้คนที่เราเดินสวนไปมาอยู่ทุกวันตามท้องถนน อาจแฝงไปด้วยเหล่ายอดมนุษย์กลายพันธุ์ผู้มีความสามารถพิเศษในด้านต่างๆ โดยที่เราไม่รู้ตัว หรือแม้แต่เจ้าของความสามารถเอง ก็อาจจะยังไม่รู้ตัว..เป็นไปได้มั้ย ในโลกนี้อาจมีผู้ที่มีความสามารถในการได้ยินเหนือกว่าคนธรรมดา มีความแข็งแกร่งเหนือมนุษย์ เนื้อเยื่อสามารถซ่อมแซมตัวเองได้ แขนขาดก็งอกใหม่ได้ เดินทะลุผ่านกำแพงได้ ควบคุมไฟ ควบคุมสภาพอากาศ คุยกับสัตว์รู้เรื่อง หยุดเวลาได้ ย้อนเวลาได้ หยั่งรู้อนาคต สามารถอ่านใจ ควบคุมจิตใจผู้อื่น ใช้พลังจิตบังคับสิ่งของให้เคลื่อนที่ได้ เหาะได้ ล่องหนได้ เป็นอมตะ ฯลฯ
ที่ว่ามาทั้งหมด ถ้าเป็นพล็อตหนังละก็ คงจะมันส์สุดยอดมาก (พอดีช่วงนี้กำลังดูซีรี่ส์เรื่อง Heroes อยู่ สนุกมาก) แต่อีกอย่างหนึ่งที่สนุกพอกันก็คือ การมานั่งคิดวิเคราะห์ว่า มีความสามารถอันไหนที่มันจะสามารถเป็นจริงขึ้นมาได้บ้าง
ที่แน่ๆ มนุษย์กลายพันธุ์มีปีกงอกออกมากลางหลัง สามารถบินได้เหมือนนก (อย่าง Rain หรือไม่ก็คาร์แร็คเตอร์ชื่อ Angel ในเรื่อง X-Men) อันนั้นไม่มีทางเป็นไปได้แน่ๆ เพราะคนเรากับนกไม่เคยแชร์สายวิวัฒนาการร่วมกันมาก่อน ดังนั้น คู่มือการสร้างปีกจึงไม่น่าจะมีเก็บซ่อนอยู่ในห้องสมุดซูโดยีนส์ของมนุษย์อย่างแน่นอน

ในขณะเดียวกัน ถ้าพูดถึง ยอดมนุษย์วิตามินซี 4 หัวนม มีความสามารถพิเศษในการสังเคราะห์วิตามินซีใช้เองได้ ไม่จำเป็นต้องกินผัก ก็สุขภาพดี ปราศจากโรคลักกะปิดลักกะเปิดตลอดชีวิต เวลาจะปราบเหล่าร้ายก็ใช้วิธีบีบน้ำนมใส่ นมที่เข้มข้นไปด้วยวิตามินซี จะมีฤทธิ์เป็นกรด ทำให้พวกผู้ร้ายแสบตา.. อันนี้ ไม่แน่ อาจจะเป็นไปได้ (ใครจะเอาไปสร้างเป็นหนัง กรุณาขอลิขสิทธิ์ด้วย)
ที่ผมชอบวิทยาศาสตร์ ก็เพราะอย่างงี้แหละครับ
วิทยาศาสตร์ไม่เพียงบอกเล่าถึงเรื่องราวที่มาของชีวิตและสรรพสิ่ง
แต่มันยังคอยชักชวนให้เราเฝ้าฝันถึง ที่ไป..
และที่สำคัญที่สุด
ความฝันเหล่านี้ แตกต่างจากฝันธรรมดาตรงที่..
มันมีพื้นฐานตั้งอยู่บน..
ความเป็นจริง..




