Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
Artvirus
สนธยา ทรัพย์เย็น และทีมงานฟิล์มไวรัส


สองเพศต่างพันธุ์ (บนดวงจันทร์ดวงเดียวกัน)

- ปฐม พงศ์มานะ -

thomarmchair@hotmail.com


ก่อนอื่นต้องขออภัยทุกๆ ท่านถึงความล่าช้า ทั้งๆ ที่เทศกาลละคร “ผู้หญิงในดวงจันทร์” ได้ทำการจัดเสร็จสิ้นไปเกือบจะครบ 1 เดือนแล้ว อันเป็นด้วยเหตุผลนานับประการที่เกินกว่าจะยกมาสาธยายแก้ตัวได้หมดใน 1 หน้ากระดาษ แต่สามารถสรุปใจความสำคัญได้สั้นคือความขี้เกียจนั่นเอง ยังไงเสียก็ขอให้ถือว่า “มาช้าก็ยังดีกว่าไม่มา” ก็แล้วกัน นอกเรื่องมากไปเกรงว่าจะถูกโห่ไล่ จำเป็นที่ต้องเข้าเรื่องกันเสียที

พูดถึงงานละครเวที โดยส่วนตัวนั้นผมเพิ่งจะมาเริ่มติดตามงานละครเวทีอย่างจริงๆ จังๆ เอาเมื่อประมาณปลายปีที่ผ่านมานี้นี่เอง ละครเวทีที่ได้ชมเรื่องแรกคือ Antigone ของกลุ่มละครพระจันทร์เสี้ยว เหตุผลที่ตัดสินใจเปิดประสบการณ์ครั้งนั้น พูดตรงๆ เลยว่าไม่ได้เกิดจากความพิสมัยอะไรในการละครเลย ในหัวของผมตอนนั้น ถ้านึกถึงละครเวทีอย่างแรกที่ผุดขึ้นมาในหัวของผมคือ ละครเวทีฟอร์มยักษ์ของค่ายเพลง กับละครเวทีนักศึกษา ซึ่งผมเคยลองเข้าไปชมแล้วก็ได้แต่ส่ายหัว พาลตัดสินงานละครเอาจากตรงนั้น

สิ่งที่ดึงดูดใจให้ผมไปดูละครเรื่องที่ว่าก็คือ ผมอ่านเจอว่าเป็นละครในรูปแบบของ เบอร์ทอลท์ เบรคชท์ ได้ยินชื่อของ เบรคชท์ มานาน หนังหลายๆ เรื่องที่ผมชื่นชอบก็หยิบยืมรูปแบบที่เรียกกันว่า เบรคชท์เชี่ยน ไปใช้เช่นงานของ ฌอง-ลุค โกดาร์ และ ฌอง-มารี สเตราบ์ ผมมีความรู้สึกว่างานรูปแบบนี้ดูมีเสน่ห์อย่างไรก็ไม่ทราบ พอมีโอกาสได้ไปชมก็รู้สึกชอบงานละครเวทีขึ้นมาอย่างจัง ตั้งปณิธานว่าจะติดตามงานละครเวทีตราบเท่าที่จะเป็นไปได้ พร้อมทั้งปฏิญาณตนทำการ ลด ละ เลิก จากการตัดสินงานใดๆ แค่เปลือกอีกต่อไป

ผมเองได้มีโอกาสชมละครทั้ง 4 เรื่องในเทศกาล ในรอบพิเศษด้วยราคาที่จ่ายไปแค่ 1 ใน 4 ของราคาบัตรปกติ ก็ด้วยการชักชวนของท่านเจ้าสำนักฟิล์มไวรัส และที่สำคัญคือความอนุเคราะห์ของพี่จุ๋ม สุมณฑา สวนผลรัตน์ รวมถึงทีมงานละครพระจันทร์เสี้ยวทุกท่าน ต้องขอแสดงความขอบคุณเป็นอย่างสูงมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

ในฐานะของผู้ชายที่ไม่เคยเข้าใจอะไรผู้หญิงเลย เทศกาลละครผู้หญิงในดวงจันทร์นี้ จึงเป็นงานที่น่าสนใจอย่างยิ่งต่อการเพิ่มเติมมุมมองในส่วนของผู้หญิงที่ผู้ชายไม่เคยรู้ แต่ผู้หญิงอยากจะบอก ส่วนที่ว่าพอเอาเข้าจริงๆ แล้วผมจะเรียนรู้อะไรหรือไม่ ก็คงต้องพิสูจน์กันเอาเองจากบทบันทึกต่อไปนี้

แต่ก็ต้องขอออกตัวก่อน ว่าบทบันทึกนี้ไม่ได้เป็นงานเขียนวิเคราะห์งานละครอย่างเป็นเรื่องเป็นราวอะไร เนื่องจากระลึกตัวเองอยู่เสมอถึงปัญญาที่มีอยู่อันน้อยนิด ลำพังจะให้ไปเขียนวิเคราะห์อะไรที่น่าเชื่อถือ ดูเป็นงานวิชาการก็คงจะเกินความสามารถไป ด้วยเหตุนี้จึงขอเรียกบันทึก หรืออะไรก็ตามในที่นี้ว่าก้อนขยุกทางความคิดเสียก็แล้วกัน (หรือใครจะเรียกว่าอาการสำรอกทางความคิดก็ไม่ว่ากัน) อาจจะเกี่ยวข้องกับละครบ้าง ไม่เกี่ยวบ้าง นอกเรื่องเสียเป็นส่วนใหญ่ เหตุผลหรือความเห็นในบางสิ่งที่เขียนไปอาจจะไม่ถูก หรือบางอย่างอาจจะถึงขั้นโมเมเอาข้างเดียว ก็ต้องขออภัยมา ณ โอกาสนี้อีกครา โดยทั้งหมดทั้งสิ้นนี้กลั่นกรองออกมาจากหัวสมอง(ซีกซ้ายจัด)ของผมคนเดียว (บางสิ่งอาจจะเป็นสิ่งที่สะสมจากงานของท่านอื่นที่ผมเห็นด้วย) ไม่สามารถเป็นตัวแทนของผู้ชายทั่วทั้งโลกได้

อย่างไรก็ตาม ผมก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า งานของผมชิ้นนี้จะมีประโยชน์อยู่บ้าง ในฐานะเป็นบทบันทึกความคิดความอ่านของผู้ชายคนหนึ่งในช่วงเวลานั้น

หากมีท่านใดอยากแลกเปลี่ยนหรือมีความเห็นขัดแย้งในประเด็นใด รวมถึงไม่เห็นด้วยกับผมสุดๆ ถึงขนาดที่ว่าต้องเดินหน้าฆ่ามัน ขจัดความคิดผิดๆ แบบนี้ออกไปจากโลกเสียให้ได้ผมก็ยินดี เชิญส่งอีเมล์มาแลกเปลี่ยนกันได้ตามที่อยู่ที่ให้ไว้ข้างบนครับ


Vagina Monologues

“คุณเคยสงสัยไหมว่า ถ้า Vagina พูดได้เธอจะพูด/อ้อน/บ่น/ด่า/ปรับทุกข์หรือมีอารมณ์ขันอย่างไร”

อ่านประโยคข้างต้นที่คัดมาบางส่วนจากเรื่องย่อของละครเรื่องนี้ ก็ชวนสงสัยอยู่ว่า Vagina เป็นใคร? แล้วเธอมีความสำคัญอะไรนักหนาที่จะต้องมา พูด/อ้อน/บ่น/ด่า/ปรับทุกข์ ให้กับเราฟัง หลายๆคนอาจจะสงสัย ผมเองก็สงสัย และเมื่อเกิดความสงสัยก็เห็นจำเป็นต้องพิสูจน์เพื่อหาคำตอบของทุกคำถาม ซึ่งก็น่าจะอยู่ในละครเรื่อง Vagina Monologues

เท่าที่ผมลองไปค้นข้อมูลดูคร่าวๆ พบความหมายของการแสดงแบบ monologue เป็นการเล่าเรื่องของตัวละครที่มักจะเป็น ‘สรรพนามบุรุษที่หนึ่ง’ พูดถึงตัวเองโดยทิ้งระยะห่างทางความสัมพันธ์กับตัวละครอื่นๆ หรือเป็นการพูดบ่นรำพึงรำพันกับตัวเองในลักษณะที่พรั่งพรูออกมาจิตใจ เสมือนเป็นการเปิดภวังค์ให้ตัวกับตัวตนและจิตใจของตัวละคร ฟังๆ ดูก็น่าจะพอจับไปนับญาติกับวรรณกรรมในรูปแบบที่เรียกว่า ‘กระแสสำนึก’ เช่น งานของ มาร์เกอริต ดูราส, เวอร์จิเนีย วูลฟ์ ได้อย่างสนิทชิดเชื้อพอสมควร และที่สำคัญงานของทั้งคู่ก็มีส่วนที่พูดถึงตัวตนและความระทมทุกข์ของเพศหญิง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาร์เกอริต ดูราส

พูดแล้วก็อดไม่ได้ที่จะนอกเรื่องคุยถึงงานวรรณกรรมของ มาร์เกอริต ดูราส นักเขียน/ผู้กำกับภาพยนตร์หญิงชาวฝรั่งเศสที่ตัวผมเองชื่นชอบมากๆ นวนิยายของ ดูราส หลายๆ ชิ้น เช่น เขื่อนกั้นแปซิฟิค หรือ กำแพงทะเล (Un Barrage contre le Pacifique, 1950) คนรักจากโคลอง (L’Amant / The Lover, 1984) และ คนรักจากแมนจูเรีย (L’Amant de la Chine du Nord, 1991) รวมไปถึงงานละครจะมีลักษณะของแก่นเรื่องที่มีความเหมือนจริง พาผู้อ่านและผู้ชมเข้าไปสัมผัสตัวตนของความเป็นมนุษย์ที่มีความขัดแย้งในตัวตนแห่งการดำรงชีวิตแบบปัจเจก ตัวละครในเนื้อเรื่องมักจำกัดอยู่เพียงแค่ 2-3 ตัว ตัวละครจะแสดงอารมณ์พรุ่งพรูความรู้สึกนึกคิดที่อัดแน่นอยู่ภายในจิตใจ โดยเฉพาะนวนิยายเรื่องคนรักจากโคลอง ซึ่งก็คือการถ่ายทอดชีวประวัติของดูราสเอง เรื่องราวสามารถย่อสั้นได้เพียงไม่กี่บรรทัด แต่มีความน่าสนใจทางด้านชวนให้เราติดตามในเนื้อเรื่องที่มีเรื่องราวไม่ปะติดปะต่อกัน และไม่ได้ดำเนินไปตามเวลาก่อนหลัง กลวิธีการเล่าเรื่องที่สลับไปมาระหว่างตัวละครบุรุษที่สามคือมุมมองของผู้เขียน และมุมมองของตัวละครเอก รวมไปถึงการถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกทางตัวหนังสือร้อยแก้วที่สวยงามราวกับบทกวี แต่ในความหมดจดนั้นแฝงลึกไปด้วยความเจ็บปวด

นอกเรื่องไปบ้าง ขอกลับมาพูดถึงละครเรื่อง Vagina Monologues กันต่อ อย่างที่บอกไว้ข้างต้นว่าละครเรื่องนี้เป็นรูปแบบของละครแบบที่ตัวละครเป็นสรรพนามบุรุษที่หนึ่งทำหน้าที่พูดพร่ำเรื่องราวต่างๆ แก่ผู้ชม โดยแบ่งเป็นตัวละครหญิง 4 ตัว ผลัดกันออกมาเล่าเรื่องราวความทรงจำระทมทุกข์เกี่ยวกับประสบการณ์ทางเพศที่เธอถูกกระทำ ความรุนแรงของเนื้อหาและการแสดงมีระดับความสะเทือนทางอารมณ์เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ ทั้ง 4 เรื่องราวแม้จะมีประเด็นในการนำเสนอที่ดูเหมือนแยกออกจากกัน แต่ลึกๆ แล้วมีความเกี่ยวพันเกาะเกี่ยวกันอยู่บางๆ ดังที่ตัวละครทั้ง 4 ได้ออกมาสรุปความในตอนจบ

สิ่งแรกที่ผมคิดว่าน่าสนใจต่อละครเรื่องนี้คือความรู้สึกของผู้ชมต่อเนื้อหาของละคร ผมเองได้ลองสอบถามความรู้สึกของเหล่าผองเพื่อนทั้งสองเพศที่ได้ชมละครเรื่องนี้ด้วยกัน ได้ความว่า ความรู้สึกของผู้ชมผู้หญิงจะเขินอายต่อประเด็นของเนื้อเรื่องบ้าง ส่วนผู้ชมผู้ชายก็เพียงแค่รู้สึกอิหลักอิเหลื่อเท่านั้น พูดกันตามตรงเนื้อเรื่องที่นำเสนอนั้น หากจำกัดบทบาทเป็นวาทะกรรมในที่ลับ หรือเป็นการเล่าสู่กันฟังในหมู่เพื่อนเพศเดียวกันก็คงไม่เกิดอาการเขินอายหรืออิหลักอิเหลื่ออย่างที่เกิดขึ้น เพราะจะพูดไปบทสนทนาในชีวิตประจำวันของเราๆ ท่านๆ เปิดเผยและโจ่งแจ้งกว่านี้หลายเท่านัก แต่เมื่อถูกนำออกไปสู่สาธารณะในสังคมที่ยึดถือวัฒนธรรมและศีลธรรมอันดีงามแบบสังคมไทย ที่โดยปกติแล้วก็ไม่ได้สำรวมอะไรนักหนา ค้าขายเนื้อหนังมังสา ยั่วยุหลอกลวงกันทุกรูปแบบ เรื่องราวเหล่านี้แทบจะกลายเป็นสิ่งต้องห้ามหรือกระมิดกระเมี้ยนเล่ากันเลยทีเดียว น่าคิดนะครับว่าหาก “คุณน้าทางวัฒนธรรม” (1) หรือเรียกอีกอย่าง “ผู้พิทักษ์แห่งคุณค่าทางวัฒนธรรม” เกิดบังเอิญได้มาชมละครเรื่องนี้เธอจะมีปฏิกิริยาต่อประเด็นของละครเรื่องนี้ว่าอย่างไร

นึกเชื่อมโยงนอกเรื่อง (ทั้งปี) ถึงประเด็นสังคมที่เพิ่งผ่านไปไม่นานนัก นักศึกษาหญิงผู้หนึ่งถูกลงโทษจากกระแสสังคมรุมกระทำชำเรารุมพิพากษาเธอ ราวกับว่าการกระทำของเธอเป็นเนื้อร้ายของสังคม ต้องทำการกำจัดให้สิ้นซากมิเช่นนั้นจะเป็นภัยต่อความมั่นคงทางศีลธรรม เพียงเพราะว่าเธอแต่งตัวไม่เหมาะสมตามกรอบศีลธรรมอันดีงามที่ไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้กำหนดกรอบนั้นขึ้นมา แต่ผู้คนในสังคมนั้นคงจะลืมสำเหนียกตัวเองถึงความปากว่าตาขยิบ มือถือสากปากถือศีลอย่างร้ายกาจ สังคมที่ว่านั้นเต็มไปด้วยสายพันธุ์ชีวิตครึ่งคนครึ่งไดโนเสาร์ที่หลงเชื่อว่าตนเองเป็นคนดีเสียเต็มประดา วันๆ เอาแต่หลงละเมอว่าตนประกอบแต่กรรมดี ยกย่องวัฒนธรรมบางอย่างซึ่งพวกเขาเห็นว่างามล้ำอย่างไม่ลืมหูลืมตา เที่ยวไปดูแคลนวัฒนธรรมบางอย่างซึ่งพวกเขาเห็นว่าไร้สาระ เท่านั้นยังไม่พอหากหยุดอยู่เพียงแค่ความดีขั้นปฐมภูมิ กองทัพสองสายพันธุ์เหล่านั้นเกรงว่าจะถูกปฏิเสธจากเทวดาผู้บริโภคความดีงาม อย่ากระนั้นเลยเรามาร่วมกันสวมบทมนุษย์แห่งความหวังดีเที่ยวไปตัดสินไปยัดเยียดกรอบแคบๆ แห่งศีลธรรมความดีแก่มนุษย์ผู้หลงผิดออกนอกลู่นอกทางกันดีกว่า เพื่อยืนยันความเป็นมนุษย์โคตรดีของพวกเรา โดยไม่สนใจว่ามิจฉาทิฐิที่ถูกห่อหุ้มในรูปของความดีงามเหล่านั้น แท้จริงแล้วมันได้ไปทำร้าย ไปละเมิดสิทธิส่วนบุคคล และปิดกั้นโอกาสทางความคิด การเรียนรู้ การสังเคราะห์ถูกผิด หรือทุนทางสมองของผู้ใดบ้าง ขอเพียงแค่ได้ขืนใจสังคมเพื่อดำรงความดีแบบที่เขาอยากให้เป็น

โดยส่วนตัวของผมเองคิดว่าไอ้เรื่องการปลูกฝังชี้นำแบบนี้นี่แหละ ที่เป็นสาเหตุหนึ่งที่เราไม่รู้จักคำว่าประชาธิปไตยที่แท้จริงกันสักที เป็นได้แค่ศักดินาธิปไตยเท่านั้น หลายคนอาจจะงงว่ามันเกี่ยวอะไรกัน ลองนึกดูนะครับ แต่อ้อนแต่ออกมาเราก็ถูกปลูกฝังความเชื่อความคิดโดยผู้ใหญ่ตลอดเวลา ต้องเดินไปทางนี้ ต้องทำอย่างนั้น หากว่าวันหนึ่งใครมีความคิดที่จะทำอะไรที่มันดูนอกลู่นอกทาง ผิดแผกไปจากขนบที่ปลูกฝังกันไว้เสียหน่อย ก็จะคอยมีเหล่าผู้ดีอวบอาวุโสทางวัฒนธรรมมาคอยตักเตือนห้ามปราม ชี้แนะแนวทางที่ถูกต้องโดยตลอด ส่งผลให้เคยชินไปกับการที่เราต้องมีผู้มาชี้นำทางความคิดรวมถึงชี้นำชีวิต โตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ก็ต้องพึ่งพานักการเมือง พึ่งนักวิชาการ พึ่งเจ้า ในการชี้ทางสว่าง คอยบอกว่าทางไหนมืดไม่ควรเดิน ทางไหนเห็นแสงควรไป โดยที่ไม่เคยตั้งข้อเคลือบแคลงโต้แย้ง (มีก็กลุ่มน้อย) เลยว่าทางเหล่านั้นมันจะสว่างจริงหรือเปล่า หรือสุกใสแค่ต้นซอย แต่ท้ายซอยไฟฟ้ายังเข้าไม่ถึง

ผมไม่สงสัยใดๆ เลยที่ประเทศเราที่ได้ชื่อว่าเป็นประชาธิปไตยเกิดเหตุการณ์อย่าง 19 กันยาฯ ขึ้น (พึ่งทหาร) มิหนำซ้ำยังมีหลายคนรวมทั้งนักวิชาการแสดงความยินดีออกข่าวให้อายไปทั่วโลก ว่าประเทศไทยดีใจกับการเกิดเหตุการณ์ครั้งนี้อีกต่างหาก (ตอน อีดี้ อามิน แห่งอูกานดาทำรัฐประหารประชาชนก็แซ่ซ้อง, เปอเวซ มูชาราฟ กับปากีสถานก็ออกข่าวไปทั่วโลกว่าไม่เสียเลือดเนื้อ หรือบ้านเราตอน ร.ส.ช. ก็คล้ายๆ กับครั้งนี้ แต่สุดท้ายทั้งสามเหตุการณ์ลงเอยเช่นไรคงไม่ต้องบอก)

ด้วยเหตุนี้ก็อาจเป็นสาเหตุหนึ่งที่เรายังไม่เคย(และคงไม่คิด)มีประชาธิปไตยแบบ “ราษฎรเดินนำ” กันเสียที

กลับมาว่ากันในส่วนของการแสดง ต้องขอยกย่องความสามารถทางการแสดงของนักแสดงทั้งสี่ท่านที่ถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึกผ่านการแสดงออกทางท่วงท่าและการพูดได้อย่างดีเยี่ยม ซึ่งผมเองเข้าใจว่าการแสดงในรูปแบบนี้คงต้องอาศัยสมาธิ ความสามารถ รวมถึงการฝึกฝนอย่างหนักเลยทีเดียว แต่ถึงอย่างนั้นก็ยังอดที่จะตะขิดตะขวงใจเล็กน้อยไม่ได้ โดยตัวผมเองมีพื้นฐานมาจากการเป็นนักดูหนังที่นิยมการแสดงที่สมจริงแบบมนุษย์ ซึ่งอาจจะแตกต่างจากงานละครที่เข้าใจว่าต้องการการแสดงที่ดูเป็นการแสดงเพื่อสร้างอารมณ์ร่วมมากกว่า ทำให้ผมชื่นชอบนักแสดงท่านที่สามที่ผมเห็นว่าการแสดงอยู่ในระดับดีและเป็นธรรมชาติมากเป็นพิเศษหน่อย ในขณะที่กลับมีความรู้สึกถึงอาการขาดความเป็นมนุษย์กับนักแสดงท่านอื่นอยู่บ้าง โดยเฉพาะกับนักแสดงท่านสุดท้าย ก่อนอื่นต้องขอย้ำอีกครั้งนะครับว่าความสามารถทางการแสดงของเธอดีเยี่ยมทีเดียว เธอสามารถที่จะร้องเพลง หัวเราะ และร้องไห้ไปในเวลาเดียวกันโดยยังคงอารมณ์ของความเศร้าโศกสื่อมาถึงผู้ชมได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง แต่ก็นั่นแหละครับ มันยังอดรู้สึกไม่ได้ถึงการแสดงที่ดูโอเวอร์แอ็คติ้ง ทำให้ดูลักลั่นและขาดความเป็นมนุษย์ไปสักหน่อย แต่ยังไงเสียมันก็เป็นเพียงความรู้สึกของผู้ชายที่ไม่ค่อยจะเข้าใจผู้หญิงอย่างผมคนเดียว

ท้ายสุดขออนุญาตคัดลอกบางตอนของ ‘คนรักจากโคลอง’ ที่ได้พูดถึงไปข้างต้น ซึ่งเห็นว่าค่อนข้างจะเหมาะเป็นบทละครบทหนึ่งของ Vagina Monologues โดยทั้งหมดเรียกได้ว่าเป็นตัวแทนแห่งความโหดร้ายของความจริงที่เกิดกับเพศหญิง แต่ยังพบเห็นได้อย่าดาษดื่นในสังคมปากว่าตาขยิบหลงตัวเองทางด้านวัฒนธรรมอย่างรุนแรง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ผู้ชายไม่เคยรู้ และผู้หญิงไม่เคยมีโอกาสที่จะได้เล่า

“เขากระโจนขึ้นบนร่างกายของฉัน แล้วดูดดื่มนมที่เพิ่งจะตั้งเต้า เขาส่งเสียงครางพร้อมสบถ ฉันหลับตาลงกับความรู้สึกพอใจอย่างที่สุด ฉันคิด: เขามีความเคยชินนั่นคือสิ่งที่เขาทำในชีวิต-ร่วมรัก-เฉพาะสิ่งนี้เท่านั้น มือของเขาเชี่ยวชาญ เป็นเลิศอย่างไม่มีข้อตำหนิ ฉันโชคดี แน่นอน เหมือนอาชีพหนึ่งของเขาโดยไม่รู้แน่ชัดว่าต้องทำอะไรบ้าง เขาปฏิบัติกับฉันราวกับฉันเป็นกระหรี่ เป็นอีตัวอะไรสักคนหนึ่ง เขาบอกว่าฉันคือรักเดียวของเขา นั่นคือสิ่งที่เขาพูดออกมา และมันก็คือสิ่งที่เรายอมให้เขาพูด เมื่อเรายอมร่างกายให้เขากระทำ ให้เขาค้นหา ให้เขาค้นพบ และได้สิ่งซึ่งเขาต้องการ ตรงจุดนี้เองที่ทุกอย่างลงเอยด้วยดี ไม่มีความเสียหายใดๆ เพราะมันได้ถูกปกปิดไว้ ทุกอย่างจมลงในเหวในห้วงแห่งความปรารถนาทั้งสิ้น” (2)


โสมเกาหลี

อริสโตเติล ภูผาแห่งปรัชญากรีกโบราณเคยให้คำนิยามถึงมนุษย์เอาไว้ว่ามนุษย์ทุกผู้ทุกนามล้วนแล้วแต่เป็น ‘สัตว์สังคม’ หรือพูดให้เข้าใจง่ายๆ ก็คือสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์นั้นไม่สามารถดำรงชีพอยู่ได้หากปราศจากการรวมกลุ่มสังคายนา ส่วนตัวผมเองแม้ว่าใจหนึ่งก็นึกอยากจะเถียงท่านอริสโตเติ้ลอยู่เหมือนกัน เนื่องจากผมไม่ค่อยจะปลื้มกับการเป็นสัตว์สังคมที่ท่านยัดเยียดให้เสียเท่าไหร่นัก ตั้งแต่จำความได้ตัวเองก็มักจะมีปัญหากับสังคมที่ไม่ได้หมายความถึงวิชาการเรียนการสอนอยู่บ่อยๆ ตั้งแต่เล็ก ตอนนี้โตเป็นมนุษย์แห่งการเตะฝุ่น (ตกงาน) แล้วก็ยังประสบอยู่ แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องพูดอย่างเสียไม่ได้ว่า เห็นจะจริงตามท่านว่าแหละครับ ต้องยอมรับว่าถ้าลองเปิดตามองสังคมภายนอก ไม่ได้เอาแต่อุดอู้อยู่กับตัวตนไปวันๆ แม้จะเป็นคนที่มีเป็นปฏิปักษ์กับส่วนรวมหรือเข้ากับใครไม่ได้ขนาดไหน อย่างน้อยที่สุดก็น่าจะมีคนที่สามารถคบหาได้อย่างสนิทใจบ้างล่ะน่า หรือถ้ามองในกรอบที่แคบเข้ามาก็คือ เราทุกคนเกิดมาก็มีสังคมของครอบครัวเป็นพื้นฐาน ถ้านอกเหนือจากกรณีนี้ไปแล้ว กล่าวคือ นอกจากจะเข้ากับสังคมภายนอกไม่ได้แล้วยังมีปัญหากับครอบครัวอีก อันนี้ก็ตัวใครตัวมันล่ะครับ (แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าคนๆ นั้นไม่สามารถมีชีวิตอยู่บนโลกได้เสียทีเดียว) สุดท้ายแล้วก็คงหนีไม่พ้นการเป็นสัตว์สังคมหากยังอยากใช้ชีวิตแบบคนปกติอยู่บ้าง

เกริ่นมาเสียยืดยาว หลายคนคงสงสัยว่าแล้วเรื่องสัตว์สังคมอะไรนั่นมันเกี่ยวอะไรกับละครเรื่องโสมเกาหลี จะว่าเกี่ยวก็เกี่ยว จะว่าไม่เกี่ยวมันก็ไม่เกี่ยวนะครับ ทั้งนี้ทั้งนั้นจริงๆ แล้วสาเหตุที่ทำให้ผมพูดถึงเรื่องนี้ก็เนื่องจากว่าตอนที่กำลังเกิดอาการตื้ออยู่ในหัวว่าจะเขียนถึงประเด็นไหนดี ระหว่างที่กำลังเกิดอาการเบลอๆอยู่นั้น พอดีสายตาเหลือบไปเห็นข้อความ Director’s Note ของละครเรื่องนี้ที่เขียนไว้ค่อนข้างน่าสนใจว่า “ทุกที่เต็มไปด้วยความแตกต่างและความขัดแย้ง จำเป็นแค่ไหนที่เราต้องเรียนรู้กันและกัน และถ้าสุดท้ายเราไม่เข้าใจกัน ยอมรับกันไม่ได้ แล้วเราจะอยู่ด้วยกันมั้ย” ทำให้จู่ๆ เกิดฉุกคิดถึงเรื่องนี้ขึ้นมา เลยออกมาเป็นเรื่องราวอย่างที่เห็น ก็ในเมื่อคนเขียนยังเบลอเสียแล้ว คนอ่านเมื่ออ่านจบก็คงจะเบลอไปด้วย ประเทศชาติช่วงนี้ก็ยิ่งเบลอหนักเข้าไปใหญ่ แหม อะไรมันจะเบลอเป็นลูกโซ่กันได้ขนาดนั้น

ก็อย่างที่พูดถึงไว้ตอนต้นว่า มนุษย์เกิดมาจำเป็นต้องมีสังคม จำเป็นต้องเรียนรู้การใช้ชีวิตร่วมกับผู้อื่น แต่การเป็นสังคมก็มิวายต้องมีมารผจญอยู่เสมอ มารที่ว่านั่นคือ ความขัดแย้งนั่นเอง จริงๆ แล้วความขัดแย้งหรือความไม่ลงรอยนี้ เป็นปัญหาที่ปกติธรรมดามากในสังคมคนหมู่มากที่ประกอบไปด้วยต่างคนต่างความคิด ต่างวัฒนธรรม พูดง่ายๆ คือมากคนมากความ ตามความคิดของผมความขัดแย้งอะไรก็ตามที่เกิดในสังคม บางทีมันก็ก่อให้เกิดประโยชน์เหมือนกันนะครับ สังคมไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่จะพัฒนาไปได้ส่วนหนึ่งก็ด้วยความขัดแย้งเชิงสร้างสรรค์นี่แหละ ตรงกันข้ามหากสังคมไหนที่ปราศจากความขัดแย้งใดๆ เลยนี่สิ ผมว่าค่อนข้างน่ากลัว มองในแง่ดีอาจเป็นได้ว่าสังคมนั้นเป็นสังคมที่สมบูรณ์แบบสุดๆ เต็มไปด้วยผู้คนที่มีความคิดเห็นไปในทางเดียวกัน มองในแง่ร้ายก็คือสังคมนั้นคงเต็มไปด้วยความประจบสอพลอ มิวายต้องไปเข้าห้องน้ำเพื่อไปสำรอกเอาขนหน้าแข้งที่จุกอยู่ในลำคอออกบ่อยๆ สังคมเช่นนี้คงจะไม่เกิดความพัฒนาใดๆ เลย อย่าลืมว่าพวกเราเป็นมนุษย์นะครับไม่ใช่หุ่นยนต์ ไม่มีทางที่มนุษย์ร้อยพ่อพันแม่อยู่ร่วมกันแล้วจะปราศจากความขัดแย้งได้ หลักฐานคือความขัดแย้งทางด้านเชื้อชาติ สงครามที่เกิดขึ้นไม่หยุดหย่อน หรือมองมาใกล้ๆ หน่อยก็สถานการณ์ขมุกขมัวในบ้านเราตอนนี้ที่ผู้คนเกิดอาการแตกระแหงทางความความคิดกันทุกหย่อมหญ้า แค่นี้คงพอเป็นเครื่องยืนยันได้ดี

ด้วยเหตุนี้เราจึงจำเป็นต้องนำความขัดแย้งที่ว่านั้นมาแปรเป็นพลังที่จะพัฒนาสังคมไปสู่จุดหมาย แล้วจะต้องทำอย่างไรล่ะครับ? จริงๆ ก็เป็นที่รู้กันอยู่แล้วว่าการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันเป็นยาผีบอกขนานเลิศที่ใช้สมานรอยร้าวเบื้องต้นได้ชะงัดนัก เพราะลองที่คนในสังคมยอมลดทิฐิส่วนตนใส่ใจคนอื่นซักนิดอะไรๆ มันก็ง่ายไปหมด แต่ปัญหาใหญ่ที่สุดมันอยู่ที่ว่าผู้คนไม่ยอมจะเรียนรู้ทำความเข้าใจซึ่งกันและกันเลย จนถึงขนาดที่ผีเองก็เหนื่อยหน่ายที่จะบอก ทำให้เกิดคำถามว่า แล้วถ้าเราไม่เลือกเดินทางนี้แล้วจะมีทางออกให้กับสังคมทางอื่นอีกมั้ย? คำถามนี้เป็นคำถามที่เกิดกับสองตัวละครในละครเรื่องโสมเกาหลีเช่นเดียวกัน

“แขก หญิงสาวตัวคนเดียว ตัดสินใจทิ้งปัญหาชีวิตทุกอย่าง มาตั้งหลักที่อพาร์ทเมนต์ ห้อง 911 แต่เพราะความเหงาเธอจึงโพสต์หาเพื่อนร่วมห้องทางอินเทอร์เน็ต เมื่อเธอคนนั้นมาถึง ความเป็นเธอคนนั้นทุกอย่าง ตรงข้ามกับแขกเป็นและคิดไว้”

จากเนื้อร้องย่อข้างต้นจะเห็นว่า ละครเรื่องนี้เป็นตัวแทนของสังคมขนาดย่อส่วน แถมค่อนข้างเข้ายุคเข้าสมัยกับปัจจุบันเรียกได้ว่าอินเทรนด์ดีเหลือเกิน ทั้งด้านความขัดแย้งทางความต่างทางวัฒนธรรม โดยเฉพาะการใช้ชีวิตในเมืองกรุงฯที่อพาร์ทเมนต์หรือหอพักเข้ามามีบทบาทสำคัญต่อผู้คนบางกลุ่ม ตัวละครสองสาวนั้นมีพื้นฐานความคิดที่แตกต่างกันแทบจะเรียกว่าอย่างสิ้นเชิงในทุกๆด้านเลยทีเดียว ฝ่ายแรกซึ่งเป็นสาวเจ้าของห้องที่ชื่อแขก ซึ่งก็บอกเป็นนัยๆอยู่แล้วถึงพื้นฐานการนับถือศาสนาของเธอ แขกชอบฟังเพลงเพื่อชีวิต โดยมีฮีโร่ในดวงใจคือ แอ๊ด คาราบาว เธอรักความสะอาด แถมสนใจในการบ้านการเมืองอีกด้วย (เห็นมิติชนสุดสัปดาห์ที่เธออ่านเป็นหน้าปกของผู้นำ ค.ม.ช. เลยแอบสงสัยเล่นๆ ว่าแขกจะมีจิตใจโน้มเอียงไปทางโปรเผด็จการศักดินาหรือเปล่า) ส่วนทางด้านสาวอีกคนหนึ่ง (ขออภัยจำชื่อไม่ได้) ก็แตกต่างกันสุดขั้ว เธอชอบฟังเพลงเกาหลี นับถือพุทธศาสนา รักความสวยงาม แต่สกปรกเป็นบ้าเลย เริ่มแรกทั้งคู่อยู่ในช่วงเริ่มเรียนรู้ซึ่งกันและกัน แต่พอนานๆ เข้าพบว่าต่างฝ่ายต่างมีอวิชชาที่ซ่อนเร้นอยู่ในตัว สุดท้ายก็มาถึงจุดที่ไม่ลงรอยกัน เกิดคำถามต่อกันว่า สุดท้ายแล้วเราจะเดินร่วมทางกันต่อไปอย่างไร

พูดกันในประเด็นทางด้านเพศกับแนวโน้มการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน เคยได้ยินเค้าว่ากันว่าเพศชายมีแนวโน้มในการอยู่รวมกลุ่มกันได้มากกว่าเพศหญิง นัยว่าเป็นเพศที่ไม่เรื่องมาก เฮไหนเฮนั่น มีแนวโน้มละลายพฤติกรรมได้ง่ายกว่าเพศหญิงที่ออกจะมีจริตมากกว่า อีกกระแสก็บอกว่าก็เพราะจริตนี่แหละที่เป็นสิ่งที่หลอมรวมพฤติกรรม ประมาณว่าจริตก่อให้เกิดยาง ยางก่อให้เกิดความเกรงใจ ซึ่งแปรเปลี่ยนการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยในที่สุด ก็ว่ากันไปตามแต่ความต่างทางความคิด ต่างเพศ ต่างสังคม และทฤษฎี โดยส่วนตัวผมเห็นว่าเพศไม่สามารถเป็นเครื่องชี้วัดอย่างสมบูรณ์ได้ทีเดียว เพราะยังมีเงื่อนไขทางด้านพื้นฐานครอบครัว ความต่างทางด้านวัฒนธรรม ลักษณะนิสัย (สันดาน) เหล่านี้เป็นเหตุผลองค์รวมในการมองแบบกว้างๆ เหมือนกับที่ละครเรื่องนี้ได้นำเสนอไว้นั้นครอบคลุมหลายด้านทีเดียว

ละครเรื่องโสมเกาหลีแสดงให้เห็นถึงตัวอย่างของเพศหญิงไปแล้ว เพื่อการมองภาพรอบด้านเลยต้องพูดถึงเพศชายกันบ้าง (จริงๆถ้าจะให้ดีต้องเขียนถึงเพศที่ 3-4-5 ด้วยเพื่อความเสมอภาค แต่ในขณะนี้ยังหากลุ่มตัวอย่างไม่เจอ เลยต้องขอยกไป) ไม่ต้องมองไปไกลที่ไหนก็เอาตัวผมเองนี่แหละครับง่ายดี เพราะพอจะมีประสบการณ์การใช้ชีวิตเป็นชาวหอช่วงสั้นๆ สมัยเรียนมหาวิทยาลัย แล้วก็อย่างที่บอกไปว่าเป็นคนที่ค่อนข้างจะมีปัญหากับสังคมกับการอยู่ร่วมกับผู้อื่นอยู่เป็นนิจ

เรื่องมีอยู่ว่า กาลครั้งหนึ่งไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ เกิดรู้สึกยังไงไม่ทราบเกิดอยากมีสังคมกับเค้าบ้าง ตอนนั้นผมมีเพื่อนที่สนิทกันมากในระดับรู้ใจกันอยู่สองคน แม้ว่าจะอยู่กันต่างคณะแต่ก็สนิทกันยิ่งกว่าเพื่อนในคณะเดียวกันเสียอีก นอนหอพักก็ห้องเดียวกัน หอพักที่มหาวิทยาลัยของผมแบ่งเป็นสามแบบครับ แรกสุดคือหอใน หรือหอพักของมหาวิทยาลัยที่ราคาถูกที่สุด ซึ่งผมขอเรียกในที่นี้ว่าหอกรรมาชนหรือหอสำหรับคนรู้ค่าของเงิน แบบที่สองคือหอเอ หรือหอราชันย์ซึ่งเป็นหอพักที่เพิ่งสร้างขึ้นมาใหม่ และมีอุปกรณ์อำนวยความสะดวกอย่างครบครัน สุดท้ายคือหอเทวะหรืออีกนามคือหอนอก ซึ่งอยู่ภายนอกมหาวิทยาลัย ที่มีอิสระอย่างสูงสุด แต่ต้องจ่ายค่าเช่าแพงที่สุด

พูดถึงเรื่องนี้ก็รู้สึกเศร้าใจที่นักศึกษาบางคนใช้เป็นเครื่องมือแบ่งชนชั้นวรรณะกันภายในกันตั้งแต่เรื่องที่พักกันเลย ว่าแล้วก็คันปากด้วยความอัดอั้น ผมรู้สึกเบื่อและรังเกียจมากกับการอวดอ้างอภินิหารทางการศึกษาต่างๆ นานาของเหล่าทวยเทพในมหาวิทยาลัย (ไม่เจาะจง) ภายในมหาวิทยาลัยก็ดูแคลนกันเอง คณะชั้นเก่าแก่กว่าบ้างล่ะ มีความเป็นเลิศทางวิชาการกว่าบ้างล่ะ ออกไปนอกรั้วก็ยังมิวายไปดูแคลนต่างสถาบัน หลงตัวเองเป็นเทวดาวิเศษวิโสกว่าผู้อื่น ทั้งๆ ที่ปรัชญาเริ่มแรกของมหาวิทยาลัยคือมหาวิทยาลัยของประชาชนทุกชนชั้น ปลูกฝังสิทธิเสรีภาพ (คงเข้าใจว่าเสรีภาพนี้หมายถึงการแต่งกาย) ขอพูดแบบไม่เกรงใจเลย ว่าตอนนี้ถ้าได้ยินบรรดาทวยเทพเหล่านั้นอวดอ้างสรรพคุณทำนองนี้ขึ้นมาเมื่อไหร่ แทบจะวิ่งไปล้วงคอสำรอกของเก่าเสียให้ได้

หอที่พวกผมเคยสิงสู่นั้นเป็นหอนอกครับ จริงๆ ก็ไม่ได้ร่ำรวยมาจากไหน ก่อนหน้านี้เราเคยอยู่ด้วยกันในหอเอของมหาวิทยาลัยมาก่อน แต่เกิดไปสร้างวีรกรรมบางอย่างไว้เลยถูกอัญเชิญออกมา จำเป็นต้องระเห็จออกมาช่วยกันจ่ายแพงกว่า แต่ยังไงเสียมันก็แลกมาด้วยอิสระให้เราประกอบวีรเวรต่างๆ กันได้ง่ายขึ้น ด้วยความที่เพื่อนผมนั้นมากมิตรบำเรอ พวกเรามักจัดกิจกรรมสังสรรค์กลุ่มเล็กๆกันอยู่เสมอ สถานที่ชุมนุมก็มักเป็นห้องของพวกเราสามเกลอนี่เอง ห้องพักของพวกเราถูกใช้เป็นโรงอบายมุขแทบจะเรียกได้ว่าทุกรูปแบบที่จะคิดทำได้ และแน่นอนมีผมเป็นหนึ่งในนักกิจกรรมทางด้านสังคมนี้ด้วย ตั้งแต่วงเหล้า บ่อนการพนัน ดิสโก้เธค (มีผมเป็นดีเจ) สหกรณ์เพื่อการเสพหญ้า โรงแรมม่านรูด พวกเราดำเนินกิจกรรมค่ายอาสาพัฒนาประสบการณ์ชีวิตแบบนี้ไปได้อยู่พักใหญ่ จนมาถึงจุดหนึ่งที่ผมเหมือนเริ่มรู้สึกตัวอะไรบางอย่าง ผมเกิดความรู้สึกไม่สนุกไปกับอะไรพวกนี้แล้ว รวมถึงสันดานรักความสันโดษที่ฝังรากลึกอยู่ในตัวมันได้กลับมาเรียกร้องอีก ผมเริ่มไม่ร่วมเฮฮาปาร์ตี้บางครั้งคราวกลายเป็นตัดขาด เวลาเหล่าเกลอชวนไปไหนต้องหาข้ออ้างต่างๆ นานาเพื่อหลีกเลี่ยง รวมไปถึงความขัดแย้งต่างๆ ที่เกิดจากความแตกต่างทางพื้นฐานด้านนิสัยส่วนตัว เมื่อความขัดแย้งเหล่านั้นสุมทุมและทวีขึ้นเรื่อยๆ ถึงที่สุดแล้วทำให้ผมตัดสินใจหนีปัญหาย้ายออกจากหอกลับมาอยู่บ้าน โดยที่ไม่ได้มีการบอกกล่าวเพื่อนฝูงก่อนเลย แม้ว่าการกลับมาใช้ชีวิตสันโดษหลีกหนีสังคมของผมพิสูจน์โดยตัวมันเองแล้วว่าผมมีความสุขกับมันดี แต่พอกลับไปคิดถึงการกระทำครั้งนั้น เกิดความรู้สึกผิดหวังตัวเองทุกครั้งและมันไม่ใช่ทางออกที่ดีเลย เป็นการหนีปัญหาที่ท้ายที่สุดแล้วก็ต้องหนีมันเรื่อยไป

ผมกลับมานึกถึงคำถามที่ว่า ถ้าเราไม่ยอมเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันในสังคม แล้วเราจะมีทางเลือกไหนที่เป็นทางออกที่เหมาะสม รวมถึงถ้าวันนั้นผมตัดสินใจหาทางออกของปัญหาในทางตรงกันข้ามมันจะออกมาในรูปแบบไหน จะดีกว่าทางที่ผมเลือกทำไปหรือไม่ ?

“กันก็ไม่รู้เหมือนว่ะเพื่อนยาก”

ผมได้ยินเสียงของเพื่อนแท้เพียงคนเดียวของผมที่ชื่อว่าจิตสำนึกตอบกลับมา


ยามพลบ 2

ต้องขอสารภาพตั้งแต่บรรทัดแรกก่อนเลยว่า ผมเองมีอาการสมองตื้อเป็นอย่างมาก คิดไม่ออกว่าจะเขียนถึงละครเรื่องยามพลบ 2 ในประเด็นไหนดี แต่ไม่ได้หมายความว่าละครไม่ดีหรือไม่มีอะไรให้เขียนถึงนะครับ แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมพยายามนึกรายละเอียดปลีกย่อยของละครเรื่องนี้ พยายามเค้นสมองน้อยๆ ของตัวเองเท่าไหร่ก็นึกไม่ออก ทั้งหมดทั้งสิ้นนั้นคงต้องโทษความไม่เอาไหนของผมเอง ก็อย่างที่บอกไปว่าช่วงนี้เบลอกับอะไรหลายๆ อย่าง

ตื้อไปตื้อมาอยู่พักใหญ่ ดีที่ว่ายังพอจำเนื้อเรื่องได้บ้างคร่าวๆได้บ้าง เท่าที่นึกออกก็เป็นประมาณว่า “หญิงสาวสามคนเป็นเพื่อนกันนั่งคุยกันในร้านอาหารของเพื่อนคนหนึ่ง เหตุการณ์ดำเนินไปด้วยบทสนทนาของสามสาวที่มีทั้งเรื่องปกติธรรมดาของชีวิตอย่างเรื่องของความรัก แต่ความปกติธรรมดานี้เองที่เปิดเผยความลับที่รวดร้าวของชีวิตรักของแต่ละคนที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งทำให้พวกเธอได้เรียนรู้และทำความเข้าใจกับตัวเองและเพื่อน”

ส่วนชื่อเรื่อง ยามพลบ นั้น ทางผู้กำกับได้ให้คำอธิบายไว้อย่างน่าฟังว่า “ยามพลบ เป็นช่วงเวลาคาบเกี่ยวของเวลากลางวันและกลางคืน มีบางครั้งที่พบว่า ช่วงเวลา ของแสงสุดท้าย จะนำพาความมืดที่ไม่น่าปรารถนามาให้ จะดีไหม ถ้าในช่วงของ “ยามพลบ” ได้มีเพื่อนซักคนอยู่ด้วย เผื่อว่าความมืดดำของยามค่ำคืนจะกลายเป็นสีเทาบ้าง ถึงตอนนั้น เราคงเริ่มตั้งคำถามว่า อะไรนำเรามาสู่ที่นี่ และความกล้าหาญก็คงจะมาถึงพร้อมกับยามเช้าในไม่ช้า”

เพื่อนของผมคนหนึ่งที่มีโอกาสได้ชมละครเรื่องนี้ได้ให้ความเห็นถึงบางสิ่งที่เขาชื่นชอบไว้คือ “ฉากที่ชอบที่สุดใน “ยามพลบ 2” ซึ่งอาจจะเป็นหนึ่งในฉากที่ชอบที่สุดในปีนี้ คือฉากที่ดูเหมือนไม่มีความสำคัญต่อพล็อตเรื่องเลยแม้แต่นิดเดียว นั่นก็คือฉากที่อรอนงค์ ไทยศรีวงศ์ มองออกไปนอกหน้าต่างห้องยามเย็น และสังเกตเห็นเด็กคนหนึ่งที่ต้องทำงานหนัก เธอรู้สึกสงสารเด็กคนนั้น ฉากนี้เป็นฉากที่ไม่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ของสามสาวเลยแม้แต่นิดเดียว แต่รู้สึกประทับใจกับฉากนี้อย่างรุนแรงมาก ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไร”

เอ่อ สารภาพตามตรงเลยนะครับ ว่าผมจำอะไรเหล่านั้นไม่ได้เลย แหะ

แล้วเพื่อนคนเดียวกันยังได้แสดงความเห็นถึงตอนจบของละครเรื่องนี้เอาไว้อีกว่า “ค่อนข้างรู้สึกตะหงิดใจอยู่นิดเดียวก็คือ ละครเวทีเรื่องนี้จบลงตรงจุดที่ปัญหาได้รับการคลี่คลายในระดับหนึ่ง ทำให้เส้นกราฟอารมณ์ลดลงก่อนละครจบ เพราะฉะนั้นพอละครเรื่องนี้จบลงแล้ว ก็เลยสงสัยว่า มันจะเป็นยังไง ถ้าหากละครเวทีเรื่องนี้เลือกจบแบบภาพยนตร์อิหร่านบางเรื่อง นั่นก็คือจบลงตรงจุดที่กราฟพุ่งขึ้นสูงสุด ปัญหาทุกอย่างค้างเติ่ง ไม่มีการคลี่คลาย ทำให้เกิดความสงสัยว่าถ้าหากละครเวทีเรื่อง “ยามพลบ 2” เลือกจบแบบนั้น แทนที่จะเลือกจบแบบให้ข้อคิดว่า “มิตรภาพเป็นสิ่งดีที่ควรรักษาไว้” บางทีละครเวทีเรื่องนี้อาจจะทรงพลังมากยิ่งขึ้นก็ได้”

กลับมาที่ความเห็นของตัวเองบ้าง จะไม่พูดถึงประเด็นอะไรในละครเรื่องนี้เลยก็กระไรอยู่ เดชะบุญที่จู่ๆ ก็นึกได้ถึงเรื่องสิทธิความเสมอภาคของเพศหญิงที่ผมสังเกตเห็นจากการแสดงออกมาของนักแสดงในเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเห็นได้ชัดจากนักแสดงสาวสวยหนึ่งในนั้น บทสนทนากับเพื่อนสาวทั้งสองของเธอแสดงออกอย่างเห็นได้ชัดถึงความมั่นใจในความสวยเลือกได้ของเธอ ที่สามารถเปลี่ยนแฟนไปได้เรื่อยๆ แล้วถ้าผมจำไม่ผิด บทสนทนาตอนหนึ่งยังเปิดเผยให้รู้ว่า เธอผ่านประสบการณ์มีเซ็กซ์กับหนุ่มเหล่านั้นมาไม่น้อยเหมือนกัน แล้วที่สำคัญเธอแสดงออกในเบื้องต้นว่าเธอเองก็ไม่ได้แคร์อะไรกับเรื่องพวกนี้เท่าไหร่ แถมยังมีตอนหนึ่งที่เธอแนะนำทีเล่นทีจริงต่อเพื่อนคนหนึ่งที่รักในเพศหญิงด้วยกัน ให้ลองมีอะไรกับผู้ชายดูสักครั้งสิ แล้วจะเปลี่ยนใจไปเลย ผมคิดว่าสิ่งนี้สื่อถึงสาวในสังคมยุคใหม่ที่มีความต้องการสิทธิความเท่าเทียมทางเพศในทุกๆ ด้าน รวมไปถึงเรื่องเซ็กซ์ด้วย แต่ก่อนเราจะเห็นแต่หนุ่มเพลย์บอยฟันผู้หญิงไม่เลือกหน้า แต่ปัจจุบันกลับกลายเป็นว่ามีเพลย์เกิร์ลเข้ามาเป็นอีกบทบาทหนึ่ง ประมาณว่าอะไรที่ผู้ชายทำได้ชั้นก็ทำได้ ไม่ยกเว้นเรื่องนี้ ผมขออนุญาตโมเมว่าทางผู้กำกับพูดถึงสังคมของผู้หญิงสมัยปัจจุบันในด้านนี้ก็แล้วกัน เพื่อที่จะได้มีเรื่องเขียน แหะๆ

ผมนั่งนึกอยู่ในใจว่าบนโลกบูดเบี้ยวใบนี้มีอะไรอีกล่ะที่ยังไม่เคยมีผู้หญิงเข้าไปครอบครองอีก นายกรัฐมนตรีก็เป็นกันจนเลิกออกข่าวแล้ว นักธุรกิจที่ควบคุมลูกจ้างผู้ชายเป็นพันๆ คนก็หาได้ทั่วไป หรือแม้กระทั่งกรรมการฟุตบอลที่ทำหน้าที่ตัดสินฟุตบอลชาย มีอำนาจสามารถชี้ถูกชี้ผิดเหนือผู้ชายกว่า 22 คนแม้จะเป็นเวลาแค่ 90 นาที ก็มีมาแล้ว อะไรๆ บนโลกนี้ผู้หญิงล้วนทำได้หมด และพิสูจน์แล้วว่าผู้หญิงก็มีความสามารถไม่ด้อยกว่าผู้ชายเลย หรือถ้าพูดกันตามตรงก็ทำได้เหนือกว่าผู้ชายในหลายๆ เรื่อง อย่างเช่นเรื่องการแข่งขันกันทางการศึกษาที่ผมสังเกตว่าผู้หญิงจะเก่งกว่าผู้ชายอยู่พอสมควร อย่างตอนที่ผมเรียนมหาวิทยาลัย อันดับของนักศึกษาเรียนดีก็ถูกสาวๆ ยึดหัวหาดบนตารางไปเกือบทั้งหมด ปล่อยให้ไอ้หนุ่มเพียงคนสองคนสอดแทรกเพื่อรักษาหน้าได้บ้าง ส่วนสาวๆ ที่เหลือก็ทำเกรดออกมาได้สวยหรูกันทังนั้น ต่างกับบรรดาหนุ่มๆ รวมทั้งผม ที่ต้องออกมาพูดแก้เก้อกันว่า “แค่จบได้ พ่อแม่กูก็แทบจะปิดซอยล้มวัวล้มควายเลี้ยงฉลองแล้วโว้ย”

แม้ว่าในยุคปัจจุบันสังคมจะยอมรับกันถึงความสามารถของผู้หญิง รวมถึงเปิดกว้างในสิทธิความเท่าเทียมกันของผู้หญิงที่ไม่แตกต่างกัน รัฐธรรมนูญทุกฉบับก็ระบุบไว้อย่างชัดเจนว่า ชายและหญิงมีสิทธิเท่าเทียมกัน แต่ก็เกิดคำถามขึ้นมาในใจว่า ทางนิตินัยน่ะไม่มีปัญหา แต่ทางพฤตินัยมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ หรือ

อย่าลืมนะครับ ว่าแต่โบราณกาลมาแล้วที่มนุษย์เราให้ความสำคัญทางเพศกับเพศชายมากที่สุด เรียกได้ว่าแทบทุกอย่างผู้ชายจะเป็นใหญ่ ผู้หญิงแทบจะเป็นมนุษย์ชั้นสองกันเลย ถึงกับมีสุภาษิตคำไทยที่ว่า “ผู้ชายคือช้างเท้าหน้า ผู้หญิงคือช้างเท้าหลัง” มาเป็นเครื่องช่วยยืนยันความคิด เราเพิ่งจะมารับวัฒนธรรมความเสมอภาคทางเพศเข้ามาจากตะวันตกเมื่อ 100 ปีมานี้เอง ทางสังคมตะวันตกเองก็เพิ่งจะปฏิวัติทางความคิดในสิ่งนี้กัน 200 กว่าปีเท่านั้น แต่พูดก็พูดเถอะครับ เหมือนเป็นแค่ลมปากที่เอามายืนยันความมีอารยะของสังคมเท่านั้น เอาเข้าจริงๆ ความเสมอภาคทางเพศก็ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ทั้งไทยและตะวันตก จริงๆ ก็ทั่วทั้งโลกก็ว่าได้ มิเช่นนั้นจะมีกลุ่มองค์กรเพื่อสิทธิสตรีตั้งกันดาษดื่นรวมไปถึงการรณรงค์สิทธิสตรีกันหรือ

อย่างเรื่องที่เราได้ยินได้ฟังกันอย่างไม่ขาดหูก็คือ การออกมาเรียกร้องความเสมอภาคทางคำนำหน้าชื่อที่แสดงความไม่เท่าเทียมกันทางเพศ คือ ทำไมผู้ชายถึงมีแต่คำว่า นาย ที่เรียกใช้ ไม่ว่าจะโสดหรือสละโสด แล้วทำไมผู้หญิงถึงต้องมีเงื่อนไขของคำว่า นาง หรือ นางสาว มาเป็นข้อผูกมัดที่ไม่เท่าเทียมด้วย แม้พูดกันตามตรงผมจะมองด้วยสายตาของ “ผู้ชายที่เลวกว่าหมา และไม่ได้มาจากดาวอังคาร” ว่า มันออกจะเป็นเรื่องที่เล็กน้อยไปสักหน่อย แล้วมันก็คงจะตลกดีหากวันใดวันหนึ่งผมต้องแทนคำนำหน้าตัวเองว่า ข้าพเจ้า นายหนุ่ม..... แต่ผมก็เห็นด้วยว่าควรจะมีการต่อสู้กันต่อไป หรืออย่างน้อยก็ให้เป็นประเด็นศึกษากันในวงกว้างก็ยังดี

อ.นิธิ เอียวศรีวงศ์ เคยให้ข้อสังเกตถึงความขัดแย้งกันเองของสองขั้วความคิดในสังคมโลกคือ กฎหมายและน้ำใจ (4) อ.นิธิยกตัวอย่างถึงสองคำขวัญที่ว่า “มีน้ำใจสักนิด รถจะติดน้อยลง” กับ “รักษากฎ ลดอุบัติภัย” เป็นสองคำขวัญที่เรามักเห็นรณรงค์ควบคู่กันบ่อยๆ แต่ในทางปฏิบัติแล้วมันไปด้วยกันไม่ได้เลย ส่วนถ้าอยากรู้ว่า อ.แกว่าไว้อย่างไรคงต้องรบกวนไปหาอ่านกันเองครับ

ผมใช้ข้อสังเกตนี้นึกถึงประเด็นของความเสมอภาคทางเพศกับน้ำใจและกฎหมายมาได้อย่างหนึ่ง ถ้าหากเรายอมรับความเสมอของชายกับหญิงได้ เราก็อาจจะต้องยอมรับกับความมีน้ำใจระหว่างเพศบางอย่างที่อาจจะหายไปด้วย ซึ่งความมีน้ำใจต่อสตรีเพศนี้เองที่ปลูกฝังเป็นรากลึกทางวัฒนธรรมของสังคมไทยเรามาช้านาน สิ่งนี้เป็นหนึ่งในเพียงไม่กี่อย่างที่ผมเห็นด้วยกับความดีงามที่บ้านเราปลูกฝังกัน และอีกอย่างมันก็สื่อถึงเรื่องอำนาจที่เหนือกว่าของเพศชายลึกๆ ในตัวด้วย

เรื่องน้ำใจที่อาจหายไปที่พูดถึงก็อย่างเช่นที่ผมเคยได้ยินมาคือ “หากคุณต้องการความเสมอภาคทางเพศจริงๆ ถ้าอย่างนั้นเวลาขึ้นรถเมล์คุณก็อย่าโอดโอยเวลาผู้ชายไม่ลุกให้คุณนั่งล่ะ” เชื่อมั้ยครับว่าประโยคนี้ผมได้ยินจากปากของผู้หญิง ได้ยินครั้งแรกก็รู้สึกแปลกใจอยู่เหมือนกัน แต่พอมานึกๆ ดูคิดว่าก็อย่างที่ย้ำมาหลายครั้งแล้วว่า สังคมไทยเรานั้นยังเป็นสังคมที่ยังยึดถือกับขนบธรรมเนียมอันดีงาม ยังยึดติดขนบความคิดเก่าๆ กันอยู่พอสมควร รวมถึงเป็นสังคมที่ต้องการที่พึ่งต้องการผู้นำพึงพอใจกับการเป็นผู้ตามที่ดีมากกว่าจะมาคิดสร้างสรรค์สังคมใหม่ๆ เด็กก็ต้อง(ถูกบังคับให้)พึ่งพาผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่เพศหญิงก็พึ่งผู้ใหญ่เพศชาย ผู้ใหญ่ทุกเพศ (รวมถึงคนทุกวัย) ก็ต้องพึ่งเจ้า หากว่าสิทธิความเสมอภาคทางเพศนั้นต้องแลกมาด้วยการสูญหายของวัฒนธรรมดีงามแบบไทยๆ ที่ภาคภูมิใจและปลูกฝังรวมถึงยัดเยียดกันนักหนา เหล่าคุณน้าทางวัฒนธรรมทั้งหลายคงจะไม่ยอม ออกมาดิ้นพรวดพราดเป็นผู้ดีถูกน้ำร้อนกันยกใหญ่เป็นแน่แท้

จากข่าวเกรียวกราวเป็นประเด็นสังคม ส่งให้หลายๆ ฝ่ายออกมาแสดงความเป็นห่วงสังคมไทยกันยกใหญ่ก็คือ หญิงสาววัยรุ่นหลายๆ คนแข่งกันเปลี่ยนคู่นอนเพื่อการแข่งขันนับแต้ม หรืออาจจะรวมไปถึงค่านิยมของหญิงสาวยุคหลังสมัยใหม่อย่างในปัจจุบัน(สามสาวในเรื่องก็เป็นตัวแทนของกลุ่มนี้) ผมขออนุญาตเลี่ยงไม่พูดถึงเรื่องนี้ว่าผมมีความคิดเห็นอย่างไร เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็แล้วกันครับ เพราะผมรู้สึกเบื่อหน่ายมากๆ กับคำประเภทที่ว่า“ถ้าลองเป็นลูก/พี่สาว/น้องสาว/เมียหรือญาติคุณล่ะคุณจะพูดแบบนี้มั้ย” เต็มทน ผมว่าคำพูดแบบนี้มันค่อนข้างไร้เหตุผลและกำปั้นทุบดินมาก ไม่ยอมทำความเข้าใจกับสังคมที่แตกต่างบ้างเลย ส่วนฝ่ายนั้นก็คงรู้สึกแบบนี้กับผมเช่นเดียวกัน หาว่าผมไม่รับผิดชอบต่อสังคมบ้าง แถมอาจจะมีด่าพ่อล่อแม่ผม หาว่าท่านไม่เคยสั่งเคยสอนเข้าให้อีก เอาเป็นว่าพ่อแม่ผมสอนสั่งแต่ผมไม่ยอมจำก็แล้วกัน เพื่อความสบายใจของทุกๆฝ่าย แม่ผมก็ไม่ต้องนอนสะดุ้งด้วย

อย่างไรก็ตามผมเชื่อว่าการตัดสินใจกระทำในสิ่งใดล้วนขึ้นอยู่กับดุลพินิจของตัวเองที่จะกำหนดว่า

เมื่อไหร่ที่เป็นยามเช้า เมื่อไหร่พลบค่ำ หรือเมื่อไหร่ดึกสงัดมากแล้ว สมควรแก่เวลาที่จะเข้านอนเสียที เพื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้งในเช้าวันใหม่

จบกันดื้อๆ เท่านี้แหละครับ


แสลง

มาถึงละครเรื่องสุดท้ายในเทศกาล ที่มีชื่อเรื่องชวนฉงนว่า ‘แสลง’ พูดก็พูดเถอะครับ จนป่านนี้แล้วผมยังไม่เข้าใจถึงความสัมพันธ์ของชื่อเรื่องกับเนื้อหาของละครเลยแม้แต่น้อย ลงความเห็นเป็นเอกฉันท์ด้วยคะแนนหนึ่งเสียงว่าโจทย์นี้ยากกว่าข้อสอบวัดความรู้ทางภาษาอังกฤษแห่งสำนักวิชาท่าพระจันทร์เสียอีก (หากผู้ใดทราบหรือทางทีมงานอ่านเจอกรุณาอีเมล์มาอธิบายจะถือเป็นพระคุณอย่างสูง ส่วนของรางวัลตอบแทนติดต่อรับได้ที่ท่านเจ้าสำนัก) พูดด้วยอารมณ์รักพี่เสียดายน้องได้ว่า แสลง เป็นเรื่องที่ผมชอบมากที่สุดจากทั้ง 4 เรื่อง สาเหตุที่ค่อนข้างจะถูกใจละครเรื่องนี้ไม่ได้มาจากความสมบูรณ์แบบ หรือดีเลิศของความเป็นละคร จริงๆ แล้วผมเองก็ไม่รู้หรอกว่าละครเวทีแบบไหนกัน ที่มีความดีความงามสมควรได้รับการการันตีด้วยสองนิ้วโป้งของคนละคร แต่ความชื่นชอบที่เกิดขึ้นทั้งหมดมาจากความประทับใจในบางสิ่งที่เกิดจากละคร ด้วยความสัตย์จริงผมไม่เคยเชื่อในความสมบูรณ์แบบใดๆ หรือยังไม่เคยพบเห็นสิ่งที่สมบูรณ์แบบเลยครับ ไม่ว่าจะสมบูรณ์แบบในตัวของมันเอง หรือจากการสรรค์สร้างจากนักอุดมคตินิยมทั้งหลาย แม้ในทางความคิดแล้วลึกๆ มีความต้องการเห็นความสมบูรณ์แบบในบางสิ่งบ้างก็ตาม สิ่งที่ก่อให้เกิดความประทับใจมาจากองค์ประกอบต่างๆ ที่ก่อให้เกิดความประทับใจส่วนตัวเสียมากกว่า ทั้งจากวิธีการนำเสนอ ความประทับใจในตัวของนักแสดง หรือแม้กระทั่งดนตรีประกอบ

เอกสารของเทศกาลอธิบายถึงเนื้อเรื่องย่อของแสลงเอาไว้ว่า “เรื่องอกหัก รักขม ระทมทุกข์ ของคนแปลกหน้าสองคนที่กำลังเสียความรู้สึก เมื่อประสบเหตุ “เขาไม่รักเรา” ความผิดหวัง โศกเศร้า และเสีย self กับห้วงเวลาที่จะต้องเยียวยารักษาหัวใจให้ผ่านคืนวันนี้ไปโดยไม่ทำร้ายตัวเอง”

ฟังๆ ดูแล้วก็ชวนให้นึกถึงนิยายหรือละครวัยสะรุ่นวุ่นแล้วรัก อกหัก รักคุด ที่พบเห็นได้เรี่ยราด ทำซ้ำกันดื่นดาษ เรื่องเริ่มต้นที่วันธรรมดากับสถานที่ธรรมดากับเหตุการณ์ปกติธรรมดา อันนำมาซึ่งคนแปลกหน้าธรรมดาสองคนอย่างชายหนุ่มกับป้าชาวเหนือมาพบกัน เนื้อเรื่องที่เกิดขึ้นก็แสนจะธรรมดา ชายหนุ่มพร่ำบ่นอยู่คนเดียวกับโทรศัพท์มือถือ ทวงถามและงอนง้อถึงความรักที่เพิ่งจากไป โดยมีป้าชาวเหนือที่บังเอิญต้องมารับรู้ความทุกข์ด้วย ความจุ้นจ้านของป้าสร้างความรำคาญแก่ชายหนุ่มบ้างพอประมาณ ภาษาท้องถิ่นของป้าและเพลงพื้นบ้านภาคเหนือที่เรียกว่าจ๊อยซอ สร้างความขบขันจากมุกตลกทางด้านความแตกต่างทางด้านภาษาพอเป็นกระษัย แต่พอเหตุการณ์ต่างๆเริ่มคลี่คลายเรื่อยๆ กลับกลายเป็นว่าคุณป้าชาวเหนือก็ระทมทุกข์จากเคราะห์กรรมแห่งรักไม่แพ้กัน อารมณ์พลิกผันจากละครตลกเป็นเศร้าโศก ก่อเกิดความเห็นใจซึ่งกันและกันขึ้นมา

อย่างที่บอกไปข้างต้น เริ่มต้นถึงความประทับใจส่วนตัวต่อองค์ประกอบบางอย่างจากละครเรื่องนี้ สิ่งแรกคือดนตรีประกอบที่เป็นเพลง Love ของ John Lennon ซึ่งก็ดูไปด้วยกันได้และล้อเลียนถึงความรักในอุดมคติของตัวละครดี ทำให้ผมเองนึกถึงเพลงนี้ซึ่งเคยเป็นเพลงโปรดเมื่อสมัยยังเด็กขึ้นมา จนต้องหยิบเทปรุ่นคุณพ่อมาปัดฝุ่นกลับมาฟังอีกหลายครั้ง แม้แต่ตอนที่เขียนอยู่นี้ก็กำลังเปิดฟังอยู่ นัยว่าเป็นการสร้างอารมณ์ร่วมก็อาจว่าได้

มาถึงอีกประเด็นถัดมาที่ความจริงแล้วก็ธรรมดาแต่ผมอยากพูดให้มันไม่ธรรมดา ละครเรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวที่มีตัวละครเพศชายเข้าร่วมแสดงด้วย ซึ่งแตกต่างจากอีกสามเรื่องที่นำเสนอโดยใช้ตัวละครหญิงล้วนในการถ่ายทอดมุมมองของผู้หญิงด้วยกันเอง มาถึงตรงนี้ผู้อ่านที่เป็นเพศหญิงทั้งหลายอาจเกิดอาการคลื่นเหียนสับพะยอกในใจว่า “อีโธ่เอ้ย สุดท้ายแล้วก็เข้าอีหรอบเดิมของความเป็นแบบผู้ชายๆ ล่ะว้า” ที่ต้องการอำนาจ สถานะและตัวตนไปเสียทุกที่ ไม่เคยยอมรับความสำคัญของเพศอื่น (หมายรวมถึงเพศที่สามด้วย) ก็ต้องยอมรับว่ามโนคติ “แบบผู้ชายๆ” นี้ค่อนข้างฝังรากลึกอยู่ในความเป็นชายของคนส่วนใหญ่ แม้แต่ตัวผมที่คิด(เข้าข้าง)ตัวเองว่ามีความคิดเปิดกว้างในสิ่งนี้มากแล้ว สารภาพว่ามีบ้างที่ถูกบดบังอยู่ในกรอบความคิดอย่างที่ว่า แต่จริงๆ แล้วสิ่งที่อยากจะพูดถึงในประเด็นนี้ ซึ่งผมก็เพิ่งจะมานึกถึงหลังจากได้ดูละครเรื่องนี้คือ มุมมองความเชื่อในเรื่องเล่ากับความแตกต่างทางเพศ โดยธรรมชาติของพฤติกรรมของมนุษย์แล้วมักมีแนวโน้มในการ “เอาพวกพ้อง” อยู่เป็นวิสัย หากหมายความถึงด้านเพศสภาพก็คือมนุษย์มักมีแนวโน้มเห็นใจและเลือกที่จะเชื่อต่อเพศเดียวกันก่อนเหนือสิ่งอื่นใด จำกัดความแคบลงสู่ประเด็นของละครเรื่องนี้แล้ว จะเห็นว่าเรื่องราวที่ว่า เขาไม่รัก ความระทมทุกข์ โศกเศร้า ตัดพ้อต่อคนรัก เป็นการพูดจากมุมมองและ‘ความจริง’จากเพศหนึ่งต่อเพศตรงข้ามซึ่งอยู่ในสถานะของบุคคลที่ 3 ทั้งกรณีของชายหนุ่มที่ตามง้องอนแฟนสาว และคุณป้าชาวเหนือที่ถูกผัวไล่ออกจากบ้าน แน่นอนว่าห่ะแรกนั้นผู้ชมที่เป็นผู้ชายก็ต้องเชื่อตามสิ่งที่ได้ยิน และแสดงความอกเห็นใจผู้ชายด้วยกันเอง ผู้ชมผู้หญิงก็เลือกที่จะเชื่ออย่างสนิทใจในสิ่งที่คุณป้าพูด พูดโดยรวมๆ แล้วผู้ชมทั้งสองเพศเลือกที่จะเชื่อต่อคำพูดของตัวละครทั้งสองอย่างสนิทใจแบบไม่แบ่งเพศโดยปราศจากความเคลือบแคลงเลยทีเดียว แต่เราลืมนึกถึงบุคคลที่ 3 ที่ถูกกล่าวถึง ซึ่งเธอและเขาเหล่านั้นไม่มีโอกาสได้ชี้แจงใดๆ เลย

ที่พูดไปอาจดูเหมือนน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง แต่ยังยืนยันความเป็นบุคคลอิสระแห่งองค์กรอิสระ ฟิล์มไวรัส ไม่ขึ้นตรงต่อผู้ใดทำหน้าที่ตรวจสอบด้วยจิตใจบริสุทธิ์ (แต่บางทีอาจมี อวิชชาแฝงมาบ้างเล็กน้อยแต่พองาม) สิ่งสุดท้ายที่อยากจะพูดถึงความประทับใจส่วนตัวต่อนักแสดง คุณป้าชาวเหนือ ชอบฝีมือการแสดงที่เป็นธรรมชาติในระดับที่ซูฮกด้วยสองมือยังไม่พอ ต้องขอละเมิดต่อขนบธรรมเนียมความดีงามแบบไทยๆ ยกสองเท้าขึ้นมาร่วมก่อการด้วย แต่พูดกันตามตรงกลับรู้สึกถึงความเป็นการแสดงของนักแสดงชายจากการแสดงออกรวมถึงน้ำเสียงในบางครั้ง แล้วก็โดยส่วนตัวอีกนั่นแหละที่พอจะฟังภาษาท้องถิ่นชาวเหนือที่เรียกว่าคำเมืองออก ทำให้รู้สึกสนุกขบขันไปกับการแสดงของป้าแบบอินไซด์ ไม่ต้องเสียเวลาแปลซับไตเติ้ลสองต่อ ยิ่งหลังจากจบการแสดงได้รู้ว่า ‘แสลง’เป็นการแสดงละครเวทีเรื่องแรก ก็แทบจะขอล่วงละเมิดสองมือและสองเท้าของท่านเจ้าสำนักที่ไปด้วยกันในวันนั้นมาร่วมก่อตั้งกลุ่มพันธมิตรแห่งการคารวะตามสมัยนิยมเลยทีเดียว ความประทับใจยิ่งลำดับขั้นขึ้นไปอีกหลังจากได้คุยกับป้าตัวเป็นๆ (แต่ให้ตายเหอะ ลืมขอลายเซ็น) ค้นพบว่าสิ่งสำคัญที่น่าดีใจที่สุดแล้วนั้น ก็คือความสุขของป้านั่นเอง ดูจากน้ำเสียงและการแสดงออกของป้ามีความสุขและภูมิใจกับการแสดงครั้งนี้มาก รอยยิ้มที่เกิดขึ้นบ่งบอกถึงความจริงใจ มิได้ถอดบล็อกออกมาจากโรงงานผลิตประทับตรานางสาวไทย พร้อมสโลแกน “อิฮั้นรักเด็กฮ่ะ” สิ่งนี้แม้ดูเหมือนเป็นเรื่องราวกระจ้อยร่อย แต่ก็เป็นเหมือนรางวัลชีวิตเล็กๆ แต่ยิ่งใหญ่อยู่ในจิตใจของคนคนหนึ่ง

................

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก คุณ สินีนาฏ เกษประไพ และสมาชิกพระจันทร์เสี้ยวการละครทุกท่าน

ติดต่อได้ที่ www.crescentmoontheatre.com หรือ women@crescentmoontheatre.com


อ้างอิง

1. คำว่า “คุณน้าทางวัฒนธรรม” ถูกใช้ในนวนิยายเรื่อง เฟอร์ดีเดอร์ก ของนักเขียนชาวโปแลนด์ วีโทลด์ กอมโบรวีช มีฉบับแปลภาษาไทยแล้วโดย ดลสิทธิ์ บางคมบาง สำนักพิมพ์ชมนาด

2. จาก คนรักจากโคลอง (L’Amant, 1984) มาร์เกอริต ดูราส ฉบับภาษาไทยแปลโดย สามพร สำนักพิมพ์ฉับแกระ

3. ดู Madeline de Scudary, Limitless Cinema: CONFUSING JAPANESE NAMES (http://celinejulie.blogspot.com/2007/05/confusing-japanese-names.html)

4. “น้ำใจและกฎเกณฑ์” โดย นิธิ เอียวศรีวงศ์ มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 777 ประจำวันที่ 11 กรกฎาคม 2538 รวมเล่มในศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ นิธิ เอียวศรีวงศ์ “(ต่าง)คิดในคอก(ตน) ว่าด้วยวัฒนธรรมและวิธีคิด” สำนักพิมพ์มติชน



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter