บทความชิ้นนี้เปิดเผยเนื้อหาสำคัญของภาพยนตร์
เหตุการณ์ทั้งหมดเริ่มต้นและจบสิ้นลงแค่ในเวลาประมาณสิบห้านาทีก่อนเที่ยงคืนในโรงพยาบาลอภัยธรรม ในคืนที่มีงานเลี้ยงฉลองของโรงพยาบาล ทุกคนไปที่งานหมดเว้นแต่พยาบาลสาวอึ๋ม 6 นางที่กำลังเข้าเวร พวกเธอทั้งหกมีพฤติกรรมประหลาดแตกต่างกันไป คนหนึ่งบ้าคลั่งของแบรนด์เนมถึงขนาดตัดรูปจากนิตยสารมาแปะบนตัวแทนของจริง อีกคนคลั่งไคล้การลดน้ำหนักถึงขั้นทาบตัวเองเข้ากับรูปมนุษย์สมบูรณ์ แล้วขีดแบ่งร่างกายที่เป็นส่วนเกินไว้เพื่อทำการลดน้ำหนัก ส่งอีกคนคลั่งไคล้การกิน แต่กลัวอ้วนจนถึงขั้นกินเท่าไรต้องทำให้อาเจียนออกมาหมดไส้พุง อีกสองนางฝาแฝดนั้นคลั่งไคล้ในรูปลักษณ์ของกันและกัน เสพติดการใช้โทรศัพท์มือถือ ส่วนนางสุดท้ายคลั่งไคล้การได้แต่งงานมีครอบครัว ถึงขนาดพกชุดทดสอบการตั้งครรภ์ตลอดเวลา พวกหล่อนร่วมกันแบ่งปันความลับบางอย่างเกี่ยวกับนางพยาบาลที่หายไป โดยนั่นเกี่ยวข้องกับหมอต้า หมอหนุ่มที่ได้รับรางวัลแพทย์ดีเด่นในงานเลี้ยง และภายในเวลาสิบห้านาที พวกหล่อนแยกกันตายอย่างสวย สยอง จากน้ำมือของผีสาวผิวสีดำสนิทนางหนึ่ง ที่สวยและสยองไม่แพ้กัน!
ภาพยนตร์เรื่องที่สองของสองคู่หูผู้กำกับ ทศพล ศิริวัฒน์ และ พีระพันธ์ เหล่ายนตร์ หลังจาก นายอโศกกับนางสาวเพลินจิตร หนังเรื่องแรกที่ว่าด้วยการฆ่าตัวตายของชายคนหนึ่ง กลับมาคราวนี้พวกเขาหยิบเอาฉากเล็กๆ จากหนังเรื่องก่อน (ซึ่งเป็นฉากขายมุกขำแบบ 'ถาปัด' ตามต้นสังกัดของสองผู้กำกับ โดยเหตุการณ์ในฉากนั้นเกิดขึ้นในโรงพยาบาล) มาขยายเพิ่มเติม โดยใส่แนวคิดวิพากษ์เหล่าผู้หญิงแห่งโลกวัตถุนิยมให้ออกมากลายเป็นหนังเรื่องนี้
แม้ว่าในที่สุดมันจะเป็นคำนิยามที่ฝืดเฝือ คลุมเครือไม่ชัดเจน และยากที่จะหาเส้นแบ่งได้ แต่คำว่า -หนังคัลท์- (หนังที่มีคนชอบเฉพาะกลุ่ม ซึ่งมักไม่ได้เป็นหนังดีตามมารตรฐาน แต่มีลูกบ้าจนไม่อาจจัดเป็นหนังห่วยได้) ก็ยังถือเป็นคำนิยามที่เหมาะสมต้องตรงกับหนังเรื่องนี้มากที่สุด แม้ว่าความคัลท์ (CULTS) จะเป็นเรื่องอัตวิสัยมากๆ และยังคล้ายกลายเป็นฉลากสำหรับแปะยกระดับหนังบางเรื่องออกจากการเป็นหนังห่วย (บางคนเรียกว่า ห่วยจนได้ดี) หรือเป็นคำที่เลือกมาใช้เมื่อไม่รู้จะจัดหนังเรื่องนั้นอยู่ในประเภทไหนดีก็ตาม แต่หากพอจะนิยามหนังเรื่องนี้คร่าวๆ ด้วยความคัลท์ของมัน ก็พอจะบอกได้ว่านี่คือหนังแบบที่ -ไม่รักก็เกลียดเลย- เพราะหนังไม่พยายามประนีประนอมกับคนดูด้วยการเล่าเรื่องแบบตรงไปตรงมา และเพียงระยะเวลาไม่นานนักหลังจากหนังเริ่มฉาย คนดูก็จะรู้ได้ทันทีว่านี่คือ -หนังหลุดโลก- แบบที่ปล่อยการตามหาความสมจริงหรือช่องโหว่ของบทกลายเป็นสิ่งไม่พึงกระทำ บรรทัดฐานสำหรับตัดสินหนังดีในรูปแบบมาตรฐานสมควรถูกโยนทิ้งไว้นอกโรง เพราะนี่คือหนังที่มีลักษณะเฉพาะ ซึ่งไม่ใช่ความห่วย แต่เป็นความคัลท์!
หนังเดินเรื่องด้วยความเหนือจริงตลอดเวลา (อันที่จริง ฉากต้นกำเนิดของหนังเรื่องนี้ใน นายอโศกฯ ก็เป็นฉากสุดแสนเซอร์เรียลมาตั้งแต่ต้น) สร้างบรรยากาศโรงพยาบาลไม่สมจริง และนางพยาบาลที่แต่งตัวไม่สมจริง (ว่ากันว่ามีการดีไซน์ชุดพยาบาลของแต่ละคนให้เป็นไปตามบุคลิก) หนังสร้างและจัดวางทุกอย่างในฉากของหนัง เราจึงได้เห็นห้องพักพยาบาลหน้าตาเก๋ๆ ติดกับห้องคนไข้ เชื่อมกันด้วยทางเดินโทรมๆ แบบโรงพยาบาลเก่าร้าง หรือราวตากผ้าที่หันเข้าหากันเป็นดอกไม้ ป้ายกาชาดที่กลายเป็นเลขสี่ หรือการที่โรงพยาบาลนี้ไม่มีคนไข้แม้แต่คนเดียว ทำให้โรงพยาบาลในหนังกลายเป็นเพียงแดนสังหารพยาบาลสาวแต่ละนางมากกว่าจะเป็นโรงพยาบาลที่มีอยู่จริง
หนังเดินหน้าเต็มตัวในรูปแบบหนังฆาตกรรมเขย่าขวัญ และใช้เวลาทั้งหมดไปกับรูปแบบความตายที่ไม่ได้เป็นไปเพื่อแค่แสดงความคิดสร้างสรรค์ของคนทำหนัง แต่ความตายในหนังเรื่องนี้มีขึ้นเพื่อจิกกัดวิธีคิดแบบบริโภคนิยมสุดขั้ว โดยอาศัยความบ้าคลั่งของอิสตรีมาเป็นช่องทาง เมื่อคนที่คลั่งการรักษาสุขภาพร่างกาย (รวมไปถึงเส้นผม) ตายสยองจากแชมพูผมผี (แน่นอน ฉากนี้มีที่มาที่ไปจาก JU-ON ผีแม่ลูกมหาภัยคู่นั้น) หรือสาวบ้าแบรนด์กลายเป็นสาวหัวกระเป๋า หรือหนึ่งในสองฝาแฝดที่โทรมือถือกันจนจมเข้าไปในใบหน้า
หนังก็แสดงให้เห็น (โดยตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็แล้วแต่) ว่าที่แท้ ความคาดหวังที่ทำให้ผู้หญิง -แข่งกันสวย- นั้นมีที่มาจากผู้ชาย ความสวยที่ถูกนำมา -ลากไส้- กันนั้น ที่แท้มีรากอันแสนเศร้า จากการพยายามทำตามความคาดหวังของผู้ชาย (ในที่นี้ถูกแทนด้วยหมอต้า ที่ดูเหมือนจะมีความสัมพันธ์กับพยาบาลทุกคน) ความพยายามทั้งหมดไม่ได้เป็นไปเพื่อตัวเอง หากเป็นไปเพื่อพยามเพื่อเพศตรงข้ามต่างหาก และกระทั่งผู้ชายด้วยกัน ยังถึงขั้นศัลยกรรมให้เป็นหญิงเพื่อผู้ชายด้วยซ้ำ (ประเด็นศัลยกรรมถูกนำมาเล่นเป็นประเด็นหลักในหนังเรื่อง ผีคนเป็น ที่สะท้อนความล้นเกินของการบริโภคและความอยากเป็น somebody ได้น่าสนใจมากเรื่องหนึ่ง)
เมื่อมองจากมุมนี้ หนังดูเหมือนจะเป็นหนังด่าผู้หญิงจากผู้ชายปากจัด ที่มองว่าอาการบริโภคจนล้นเกินของผู้หญิงในโลกทุนนิยมนั้นเป็นเรื่องน่ารำคาญ แต่ในอีกทางหนึ่ง หนังก็เป็นเพียงมุมมองของเพศชายที่ไม่ได้พยายามเจาะลึกปัญหาที่มาที่ไปของอาการเหล่านี้ หากเพียงหยิบจับประเด็นนี้มาเล่นให้เป็นที่สนุกปากสนุกตา ซึ่งนั่นอาจทำให้ผู้หญิงหลายคนรู้สึกอึดอัด รู้สึกเหมือนถูกตบหน้าเมื่อดูหนังเรื่องนี้ ที่สำคัญ หนังยังเสริมเติมความเป็นแฟนตาซีของเพศชายด้วยการให้บรรดาสาวๆ ในเรื่องพากันนุ่งน้อยห่มน้อย อยู่ในท่าทางเซ็กซี่ตลอดเวลา ทำให้ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ มันกลายเป็นหนังแฟนตาซีกดขี่ทางเพศไปโดยปริยาย
โชคดีที่หนังไม่ทำถึงขั้นเป็นหนังสั่งสอนว่า เพราะเธอเป็นเช่นนั้นเธอจึงต้องตายสยองเช่นนี้ ซึ่งเป็นหนังรูปแบบที่หนังไทยชอบเป็น และผู้ใหญ่จำนวนหนึ่งในบ้านในเมืองต้องการให้หนังเป็น ให้หนังเรื่องหนึ่งถือไม้บรรทัดคอยสั่งสอนผู้คน ตั้งข้อกำหนดว่า หากมีฉากไม่ดีไม่งาม ต้องเป็นไปเพื่อสั่งสอนให้คนเชื่อมั่นในความดีงาม (ซึ่งที่แท้เป็นเรื่องอัตวิสัยยิ่งกว่าความคัลท์!) ซึ่งด้วยเหตุผลคร่ำครึประการนี้ ยังผลให้หนังไทยจำนวนหนึ่งกลายเป็นหนังที่ห่างเหินไปจากน้ำเนื้อของชีวิต เป็นเพียงฉากชืดๆ เล่าเรื่องราวจืดๆ เพื่อปลอบประโลมความรู้สึกสูงส่งจอมปลอมบางชนิด ทั้งที่ภาพยนตร์ไม่จำต้องมีหน้าที่เยี่ยงนั้น (อันที่จริง จะทำหน้าที่เช่นนั้นก็ได้ เพราะภาพยนตร์มีมิติหลากหลายมากกว่ามิติใดมิติหนึ่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าต้องมีเพียงมิติเดียว) ภาพยนตร์อาจสั่งสอนได้ ในขณะเดียวกัน ภาพยนตร์อาจทำเพียงฉายภาพตามความเป็นจริง กระทั่งสร้างจินตนาการเหนือจริงเพื่อเหตุผลอื่นก็ย่อมไม่ใช่เรื่องผิดประหลาดแต่ประการใด ซึ่งหากมองในกรณีของ สวยลากไส้ เปรียบเทียบกับหนังที่โดนแบนอย่าง แสงศตวรรษ ทัศนคติของคณะกรรมการเซ็นเซอร์ (โดยเฉพาะแพทยสภา) กลายเป็นเรื่องน่าหัวร่อขำขันกว่าหนังเรื่องใดทั้งหมด เพราะในระยะเวลาห่างกันไม่กี่เดือน ข้อกล่าวหาที่คณะกรรมการเซ็นเซอร์มีต่อ แสงศตวรรษ ปรากฏหมดสิ้นอย่างโจ่งแจ้งในหนังเรื่องนี้ โจ่งแจ้งจนทั้งน่าขันและน่าเศร้าสลดในทัศนคติคับแคบนั้นอย่างยิ่ง
เมื่อเปรียบเทียบกับ นายอโศกฯ สวยลากไส้ ทำออกมาได้ลงตัวกว่าอย่างเห็นได้ชัด ทั้งมุกตลกที่มาในจังหวะพอดี (มุกเมตตาธรรมค้ำจุนโลกาเป็นมุกที่ผู้เขียนชอบมากๆ เป็นการส่วนตัว) ไม่ล้นเกินหรือฝืดเฝือเหมือนในครั้ง นายอโศกฯ ความสยองในหนังก็ไม่ได้เล่นกับผีตกใจ ใช้เสียงเหมือนที่นิยมกัน ที่สำคัญ หนังค่อนข้างใช้ภาพที่สยดสยองจนไม่เหมาะกับเด็กๆ นัก (หนังขึ้นคำเตือนเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่ต้นเรื่อง)
ว่ากันว่าตัวหนังยังมีฉบับ DIRECTOR’S CUT ที่สุดขั้วมากกว่านี้ น่าเสียดายที่ไม่ได้นำออกมาฉาย แต่จากในฉบับนี้ นี่พอจะเป็นหนังไทยที่เรียกเต็มปากได้ว่าเป็นหนัง CULT ที่ทำได้ถึง โดยไม่ต้องประนีประนอมกับคนดูจนเกินงาม (แม้จะประนีประนอมไปมากแล้วก็ตาม) และใช้รูปแบบหน้าหนังมาเล่นกับประเด็นทางสังคมได้น่าสนใจ (แม้หนังจะไม่พยายามขับเน้นเรื่องนี้มากนักก็ตาม) โดยลากไส้รากเศร้าๆ ของความสวยออกมาให้เราได้คิดทบทวนกัน

