Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
คนค้นสัตว์
แทนไท ประเสริฐกุล


เหา หมา กอริลล่อย (2)

ทุกสิ่งทุกอย่าง ย่อมมีที่มา

อดีตมักทิ้งเบาะแสเอาไว้เสมอ

และบ่อยครั้ง เบาะแสะก็นำทางเราไปสู่ข้อสรุปที่ไม่คาดฝัน..


ครับ.. มาถึงตรงตรงนี้ ก็ได้ฤกษ์ที่จะเริ่มเล่าเรื่องอันเป็นที่มาของชื่อบทความในวันนี้ซักที

..เหา หมา กอริลล่อย..


คนเราเป็นลิงชนิดหนึ่งถูกต้องมั้ยครับ? แน่นอน เรามีอะไรหลายๆ อย่างที่แตกต่างจากลิงอื่นๆ มาก ยกตัวอย่างเช่น ภาษาพูด เทคโนโลยี หรือแม้กระทั่งน้ำตา (มนุษย์เป็นสัตว์ชนิดเดียวที่ร้องไห้เวลาโศรกเศร้า) แต่ทั้งนี้และทั้งนั้น ท่านทั้งหลายเคยทราบมั้ยครับว่า ยังมีอยู่อีกสิ่งหนึ่ง ที่ทำให้เราแตกต่างจากลิงอื่นๆ อย่างน่าประหลาด

สิ่งนั้นก็คือ เหา ครับ

ในบรรดาญาติสนิททางวิวัฒนาการของเรา มนุษย์เป็นเพียงชนิดเดียวเท่านั้น ที่มีเหาอยู่บนตัวถึงสองชนิด ชิมแพนซี กับ กอริลล่า ต่างก็มีเหาประจำตัวอยู่เพียงแค่ชนิดเดียวเท่านั้น เป็นความสัมพันธ์แบบ 1 ต่อ 1 กล่าวคือ สมมติว่าเป็นลิงชิมแพนซี ก็จะมีเฉพาะเหาชิมแพนซี จะไม่มีเหาชนิดอื่นมาเกาะหัว ในขณะเดียวกัน เหาชิมแพนซีก็จะกินเฉพาะเลือดรังแคชิมแพนซีเท่านั้น จะไม่ไปยุ่งเกี่ยวกับลิงชนิดอื่น ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะ เหาพวกนี้ปกติจะเป็นปรสิตที่มีความผูกพันใกล้ชิดกับโฮสเจ้าบ้านของมันมาก เกิดแก่เจ็บตายก็อยู่แต่บนนั้น วิวัฒนาการร่วมกันมาเป็นล้านๆ ปี จนรู้ไส้รู้พุงโฮสไปหมดทุกอย่าง เล็บเลิบอะไรก็ผ่านการดัดแปลงมาจนมีขนาดและรูปร่างพอดีสำหรับยึดจับเฉพาะเส้นขนของสัตว์ชนิดนั้นๆ หากเปลี่ยนไปอยู่กับชนิดอื่นก็อาจจะจับแล้วลื่นไม่เข้าล็อค สู้อยู่กับโฮสของตัวเองไม่ได้ พวกนี้ไม่เหมือนกับพวกปรสิตดูดเลือดอื่นๆ อย่างเช่น ยุง หรือ เห็บ ซึ่งยึดถือนโยบายจับฉ่ายมากกว่า เจอตัวอะไรดูดได้ก็ดูดดะ ไม่ค่อยเกี่ยงสายพันธุ์เท่าไหร่ เรียกได้ว่าเป็นข้อแตกต่างระหว่างวิถีชีวิตแบบ specialist กับ generalist ซึ่งจะว่าไปก็สามารถทำให้ประสพความสำเร็จได้ด้วยกันทั้งคู่

(ระหว่างที่ค้นคว้าข้อมูลอยู่ เพิ่งรู้เหมือนกันว่า ปลาวาฬก็มีเหาด้วย! และเช่นเดียวกับในลิง โดยทั่วไปแต่ละสปีซี่ส์ของปลาวาฬต่างก็จะมีเหาประจำสปีซี่ส์ของตัวเองอยู่ชนิดนึง ซึ่งจะอาศัยอยู่เฉพาะบนผิวหนังของปลาวาฬชนิดนั้นเท่านั้น มีความเฉพาะเจาะจงมากๆ ยิ่งในปลาวาฬหัวทุย หรือ sperm whale นี่ยิ่งบ้าเข้าไปใหญ่ แต่ละเพศมีเหาเฉพาะเจาะจงประจำเพศของตัวเองด้วย ตัวเมียก็มีชนิดนึง ตัวผู้ก็มีของมันอีกชนิดนึง ไม่มายุ่งเกี่ยวปะปนกัน http://en.wikipedia.org/wiki/Whale_louse)

กลับมาที่เหาของคนเรานะครับ ที่บอกว่ามีอยู่ 2 ชนิดนั้น ชนิดแรกทุกคนน่าจะรู้จักกันดีอยู่แล้ว นั่นก็คือเหาที่อยู่บนหัวของเรานั่นเอง ส่วนชนิดที่สอง อืม... ท่านคิดว่านอกจากบนหัวแล้ว ร่างกายท่านยังจะมีป่าละเมาะตรงไหนอีกมั่งล่ะครับ ที่เหามันจะไปอยู่ได้ จั๊กกะแร้ก็ไม่ใช่ เหลืออยู่เพียงสถานเดียวเท่านั้น คือ.. หมอย

หอยเหมา เหาหมอย สุภาษิตโบราณเค้าบอกอย่าหาหอยมาใส่เหมา ถูกมั้ยครับ แปลว่า เวลาจะมีเพศสัมพันธ์ก็ให้ระมัดระวัง เพราะอาจเป็นช่วงเวลาที่ เหามันอาจจะไต่จากบุคคลหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่งโดยไม่เป็นที่พึงประสงค์ได้.. เขียนๆ มาถึงตรงนี้ ก็เริ่มรู้สึกถึงความไม่น่ารักของตัวเองที่ใช้ถ้อยคำไม่ค่อยจะสุภาพ เอาเป็นว่า เปลี่ยนมาเรียกชื่อน้องเหาที่อาศัยอยู่ในดงสาหร่ายน้อยของพวกเราใหม่ว่า ‘เหาสาหร่าย’ ดีมั้ยครับ น่ารักกว่ากันตั้งเยอะ หรือถ้าท่านพรีเฟอร์ชื่อที่ออกเป็นวิชาการหน่อย ก็อาจจะเรียกมันว่า ‘ตัวโลน’ ก็ได้นะครับ เป็นชื่อที่ทันแพทย์รับรองแล้ว ว่าสามารถเรียกใช้กันได้อย่างไม่กระดากปาก ส่วนชื่อวิทยาศาสตร์ของมันได้แก่ Phthirus pubis และชื่อสามัญทั่วๆ ไป ฝรั่งเค้าก็เรียกกันว่า pubic louse (pubic lice พหูพจน์) หรือไม่ก็ crabs

ใช่แล้วครับ crab ที่แปลว่าปูนั่นแหละ เหตุที่เรียกกันเช่นนั้นก็เพราะ รูปร่างหน้าตามันออกไปทางด้านกว้าง และมีก้ามมีอะไรด้วย (เอาไว้ไต่ดงสาหร่าย) แลดูไปก็คล้ายๆ ปูอยู่เหมือนกัน ผิดกับเหาบนหัว ซึ่งเป็นอีกชนิดนึงไปเลย แล้วก็มีรูปร่างหน้าตาออกไปทางด้านยาวๆ มากกว่า คาดว่าเป็นเพราะเส้นผมมันขึ้นถี่กว่าเส้นขนในป่าละเมาะ ดังนั้นต่อให้ตัวแคบแขนสั้น ก็สามารถไต่ไปไหนมาไหนได้อย่างไม่ลำบาก ส่วนเหาที่อยู่ในป่าเขตร้อนเบื้องล่าง จะไต่ข้ามจากบะหมี่เส้นนึงไปอีกเส้นนึง อาจจะต้องเอื้อมกันไกลหน่อย ก็เลยมีแขนขาที่ยาวกว่า แล้วก็ช่วงตัวที่กว้างกว่า สำหรับช่วยเพิ่มความสะดวกในการเดินทาง


ที่มารูป 1 2


ที่มารูป 1 2 3 4


เรื่องราวที่น่าสนใจเริ่มต้นขึ้นตรงนี้แหละครับ นักวิทยาศาสตร์ได้ตั้งข้อสังเกตุมานานแล้ว ว่าเหาศรีษะของคนเรานั้น ดูๆ ไป ช่างหน้าตาละม้ายคล้ายคลึงกับของเหาของชิมแพนซียิ่งนัก ในขณะที่เหาสาหร่ายที่ว่าเหมือนปูนั่น กลับมีรูปร่างหน้าตาที่ดันไปเหมือนกับเหาของกอริลล่า..


ที่มารูป 1 2 3 4


เรื่องราวความเป็นมาของเหาพวกนี้ แท้จริงแล้วมันเป็นยังไงกันแน่? ทำไมคนถึงมีเหา 2 ชนิด? ทำไมชนิดนึงไปเหมือนของชิมแพนซี แล้วอีกชนิดนึงไปเหมือนของกอริลล่า? ประวัติศาสตร์วิวัฒนาการของเหาอาจเปิดเผยซึ่งความลับของมวลมนุษยชาติที่ไม่เคยมีใครคาดคิดมาก่อนหรือไม่? แล้วอนาคตลูกหลานของเราจะเป็นเช่นไร? การเมืองไทยจะต้องสระสางกันไปอีกนานแค่ไหน? จำเป็นต้องใช้แชมพูสูตรพิเศษ หวีซี่ถี่พิเศษ ยี่ห้ออะไร จึงจะสามารถสระสางเหาออกไปได้สำเร็จ? แล้วเมื่อไหร่โลกจะถึงกาลปาวสาน? อวสานแล้วจะมีทิ้งท้ายไว้ต่อภาค 2 หรือไม่? ชะตากรรมของจักรวาลจะจบลงเช่นไร? ทำไมนางงามจักรวาลถึงได้เลือกแต่งงานกับคนนมดำ?


ข้อสันนิษฐานที่เป็นไปได้อย่างหนึ่ง..

ในสมัยเดิมๆๆๆๆๆ ทีเดียว เมื่อประมาณเลย 7-9 ล้านปีก่อนไปอีก สมัยนั้นยังไม่มีทั้ง คน ชิมแพนซี แล้วก็กอริลล่า จะมีก็แต่ลิงชนิดหนึ่งซึ่งเป็นบรรพบุรุษร่วมของ ape ทั้ง 3 ชนิด คาดว่าเจ้าลิงตัวนี้ ในยุคนั้น น่าจะมีเหาประจำกายอยู่ทั้งหมด 2 จำพวก ก็คือได้แก่เหาหัวแล้วก็เหาหัวเหน่าแบบเดียวกับที่พบในคนเราปัจจุบันนั่นแหละ ทีนี้หลักฐานความแต่งต่างทาง DNA ระหว่างคนกับกอริลล่าในปัจจุบันได้ระบุไว้ว่า บรรพบุรุษร่วมในสมัยนั้นได้แยกตัวออกเป็น 2 กลุ่มเมื่อประมาณ 7 ล้านปีก่อน กลุ่มหนึ่งแยกไปเป็นสายวิวัฒนาการที่ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงมาเป็นกอริลล่า ในขณะที่อีกกลุ่มนึงก็คือสายที่ค่อยๆ วิวัฒนาการมาเป็นชิมแพนซีกับพวกเรา สำหรับสายของกอริลล่า ตอนที่แยกออกไปเมื่อ 7 ล้านปีก่อน คาดว่าอาจจะเอาเหาทั้ง 2 ชนิดติดตัวไปด้วย แต่ว่าพอหลังจากนั้นนานๆ เข้า ชนิดหนึ่ง ซึ่งก็คือเหาหัว อาจจะเกิดสูญพันธุ์ไป ทำให้สุดท้าย กอริลล่าเหลือเหาอยู่เพียงชนิดเดียว นั่นก็คือพวกเหาที่หน้าตาเหมือนปู

มาดูทางสายของเรากันบ้าง หลังจากที่สายกอริลล่าได้แยกตัวออกไปแล้ว บรรพบุรุษของเราก็ยังคงวิวัฒนาการพร้อมกับเหาทั้ง 2 ชนิดต่อมาเรื่อยๆ จนกระทั่งอีก 1 ล้านปีผ่านไป (ซึ่งก็คือเมื่อ 6 ล้านปีก่อน) เกิดการแบ่งแยกสายขึ้นอีกครั้งหนึ่ง โดยสายนึงเป็นสายซึ่งวิวัฒนาการมาเป็นลิงชิมแพนซีปัจจุบัน กับอีกสายนึงคือสายที่ค่อยๆ กลายมาเป็นมนุษย์เราทุกวันนี้นั่นเอง ทั้ง 2 สาย คาดว่าตอนแยกจากกันใหม่ๆ ต่างฝ่ายต่างก็อาจจะเอาเหาไปด้วยทั้ง 2 ชนิด เสร็จแล้วทีนี้ในสายของชิมแพนซี ทำไปทำมาอีท่าไหนไม่รู้ เหาปูอาจจะเกิดตกหล่นหายสาปสูญพันธุ์ไป ทำให้สุดท้ายเหลืออยู่เพียงเหาตัวยาวๆ ที่หน้าตาเหมือนกับเหาหัวคน.. ส่วนทางด้านฝ่ายของเรา จวบจนถึงทุกวันนี้ก็ยังมีเหาครบอยู่ทั้งสองแบบ ไม่เคยตกหล่นไปไหน สรุปแล้ว คนเราเป็นเพียงลิงชนิดเดียวในบรรดา ชิมแพนซี มนุษย์ แล้วก็ กอริลล่า ที่ยังคงเก็บรักษาเหาประจำตัวดั้งเดิมของบรรพบุรุษเอาไว้ครบถ้วนทั้ง 2 แบบ ในขณะที่ ชิมแพนซีทำหายไป 1 และกอริลล่าก็ทำหายไป 1 เช่นกัน

ที่กล่าวมาทั้งหมด เป็นเหตุการณ์จำลอง ที่คิดออกมาอย่างสมเหตุสมผล และก็อาจจะเป็นไปได้อยู่ในระดับหนึ่ง

แต่ทว่า เราจะรู้ชัวร์ๆ ได้ยังไงล่ะ ว่ามันจริงหรือเปล่า?

อันนี้ก็ต้องไปดูกันที่หลักฐานครับ

ในเกมสืบชีวิต ที่ต้องสืบย้อนกลับไปเป็นล้านๆ ปีแบบนี้ เบาะแสที่สำคัญที่สุดเห็นจะไม่แคล้วได้แก่ DNA นั่นเอง

DNA เป็นทั้งหลักฐานทางกายภาพ และก็เป็นเสมือนกับบันทึกทางประวัติศาสตร์ไปด้วยในเวลาเดียวกัน เรื่องราวความเปลี่ยนแปลงอะไรต่างๆ ที่เกิดขึ้นในอดีต ล้วนถูกบันทึกเอาไว้อยู่ในนี้ทั้งหมด ขึ้นอยู่กับว่าเราจะอ่านมันออกหรือไม่เท่านั้นเอง

นักประวัติศาสตร์ สามารถเปิดพงศาวดารภาษาขอมออกมาอ่าน แล้วแกะใจความออกมาได้ ว่าหลายร้อยปีก่อนเกิดอะไรขึ้นบ้าง นักอุตุนิยมวิทยา สามารถอ่านวงปีต้นไม้ แล้วบอกย้อนไปได้เป็นพันๆ ปี ว่ามีไฟไหม้ปีไหนบ้าง น้ำท่วมปีไหนบ้าง ในทำนองเดียวกัน นักชีววิทยาก็สามารถเปิด DNA ของสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ ออกมาอ่านเปรียบเทียบกัน แล้วก็สามารถบอกกับพวกเราได้ ว่าแต่ละชนิดมีความสัมพันธ์กันยังไง เป็นญาติใกล้ชิดกันขนาดไหน และเคยมีบรรพบุรุษร่วมกันครั้งสุดท้ายเมื่อกี่ปีก่อน อื่นๆ อีกมากมาย

อ่านได้อย่างไร? หลักการง่ายๆ อธิบายสั้นๆ ก็คือว่า DNA บางส่วนจะมีอัตราการกลายพันธุ์ที่ค่อนข้างคงที่ กล่าวคือ ในการคักลอกเอกสารจากฉบับนึงไปอีกฉบับนึง อาจจะมีพิมพ์ผิด 1 ตัวอักษร ทุกๆ 1 พันก็อปปี้ ซึ่งตีเป็นเวลาแล้วอาจจะเทียบเท่ากับ พิมพ์ผิด 1 ตัว ทุกๆ 1 แสนปี อะไรทำนองนี้เป็นต้น ทีนี้ถ้าสิ่งมีชีวิต 2 ชนิด แยกสายพันธุ์กันไปนานมากแล้ว แล้วต่างคนต่างก็ค่อยๆ สะสมที่ตัวเองพิมพ์ผิดเอาไว้เรื่อยๆ พอเอามาเปรียบเทียบกันอีกที สมมติว่าต่างกันอยู่ 10 ตัวอักษร ก็จะตีความได้ว่า ระยะเวลาที่ 2 ชนิดนี้ได้แยกจากกันไป น่าจะเท่ากับ 10×100,000 ก็เท่ากับ 1 ล้านปี เช่นนี้เป็นต้น.. แน่นอนว่ารายละเอียดในการคำนวณจริงๆ ย่อมซับซ้อนกว่านี้มาก (จะรู้ได้อย่างไรว่ารหัส DNA ส่วนไหนมีอัตราการพิมพ์ผิดที่คงที่? รู้ได้อย่างไรว่าอัตรานั้นคือ 1 ตัวต่อกี่ปี?) อย่างไรก็ตาม ไอเดียหลักๆ ก็คือประมาณนี้แหละ

ใครจะไปคิดใช่มั้ยครับ ว่าร่องรอยของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อหลายล้านปีก่อน จะยังมีเบาะแสปรากฏอยู่จนถึงทุกวันนี้ และใครมันจะไปคิดครับ ว่าร่องรอยเบาะแสเหล่านั้น จะถูกบันทึกอยู่ในสารเคมีขนาดจิ๋วที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

โชคจริงๆ ที่มี DNA


และโชคดีจริงๆ ที่ DNA โกหกไม่เป็น


เอาล่ะครับ เรามาดูกันเถอะ ว่าโมเดลการแบ่งแยกสายพันธุ์ของเหาที่นำเสนอมาเมื่อตะกี้ จะสอดคล้องเป็นไปตามหลักฐานที่ปรากฏหรือไม่

อันดับแรก เมื่อตรวจสอบดูความแตกต่างระหว่างรหัส DNA ของเหาศรีษะกับเหาหัวเหน่าคน พบว่า มีบรรพบุรุษร่วมกันเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อประมาณ 13 ล้านปีก่อน พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ก่อนหน้านั้นมีเหาอยู่แค่ชนิดเดียว เสร็จแล้วค่อยมาแตกก๊ก แยกวิวัฒนาการออกเป็น 2 ชนิด เมื่อ 13 ล้านปีก่อน.. โอเค ดูจากตำแหน่งเวลาแล้ว แสดงว่า บรรพบุรุษดั้งเดิมของ 3 ลิง (คน ชิมพ์ กอริลล่า) ซึ่งมีชีวิตอยู่เมื่อเจ็ดแปดล้านปีก่อนนั้น เริ่มต้นมาก็มีเหาอยู่แล้ว 2 ชนิดจริงๆ อย่างที่สันนิษฐาน

อันดับถัดมา คนกับลิง ต่างก็รับสืบทอดเหามาจากบรรพบุรุษเดียวกัน จริงหรือไม่? เริ่มต้นที่เหาชิมแพนซีกับเหาหัวคนก่อน ความแตกต่างระหว่าง DNA ของทั้งสองระบุว่า แยกสายวิวัฒนาการออกจากกันเมื่อประมาณ 6 ล้านปีก่อน ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่บรรพบุรุษของคนแยกทางกับบรรพบุรุษของชิมแพนซีพอดิบพอดี (6 ล้านปีก่อนเหมือนกัน) แสดงว่า เหาหัวนี้ ตั้งแต่กำเนิดมาเมื่อ 13 ล้านปีก่อน ก็อยู่มาเรื่อยๆ จนกระทั่งสายของคนกับสายของชิมแพนซีแยกจากกัน เหาหัวก็เลยแยกวิวัฒนาการตามโฮสออกมาเป็น 2 ชนิดด้วย สรุปแล้วเหาหัวคนกับเหาของชิมแพนซีมีต้นกำเนิดร่วมกัน คือต่างก็ได้รับสืบทอดมาจากบรรพบุรุษดั้งเดิมตัวเดียวกันเมื่อ 6 ล้านปีก่อน ตามเสกลของวิวัฒนาการแล้วถือว่ายังไม่นานมาก มิน่าล่ะ ถึงได้หน้าตาเหมือนกันอย่างกับอะไรดี

เท่าที่ว่ามาทุกอย่างลงตัวหมด เหลือเพียงแค่ปริศนาชิ้นสุดท้ายเท่านั้น ภาพสมบูรณ์ก็จะเกิด หากเปรียบเทียบ DNA ระหว่างเหาหัวเหน่าคนกับเหากอริลล่าแล้วผลปรากฏว่า แยกออกจากกันเมื่อประมาณ 7 ล้านปีก่อน ซึ่งเป็นตอนเดียวกับที่กอริลล่าแยกสายวิวัฒนาการออกไปพอดี ผนวกกับหลักฐานอื่นๆ นั่นก็จะเป็นการบ่งบอกอย่างฟันธงเลยว่า เหา 2 ชนิดที่พบอยู่ในคนทุกวันนี้ ต่างก็มีที่มาดั้งเดิมมาตั้งแต่โบราณกาลแล้วจริงๆ อย่างน้อยๆ ก็ตั้งแต่สมัยที่บรรพบุรุษเรายังไม่แยกจากบรรพบุรุษกอริลล่า.. พอสายกอริลล่าแยกไป ก็เอาเหาทั้ง 2 ชนิดไปด้วย แต่สุดท้ายหายไป 1 เหลือแค่เหาปู ส่วนบรรพบุรุษร่วมระหว่างคนกับชิมแพนซี ตอนแรกก็รับมาทั้ง 2 เช่นเดียวกัน แต่ต่อมาบรรพบุรุษชิมแพนซีแยกไปแล้วทำหายเหลือแค่ 1 คือเหาหัว ส่วนในคนยังคงไว้ทั้ง 2 ตามต้นตำหรับ (ถ้างงลองอ่านดูอีกทีนะครับ)

คนที่ทำงานวิจัยหลักๆ ในเรื่องนี้คือด็อกเตอร์ เดวิด รีด (David Reed) แห่งมหาวิทยาลัยฟลอริดา (University of Florida) ในการตามหาจิ๊กซอว์ชิ้นสุดท้าย อุปสรรคอันดับแรกของเขาก็คือ ต้องไปหาเหาที่จะเอามาสกัด DNA ให้ได้ก่อน ไอ้เหาสาหร่ายของคนนี่ยังหาไม่ยากเท่าไหร่ แค่ไปขอรับบริจาคจากคลีนิคที่ไหนสักแห่งมาก็ได้แล้ว แต่ทว่าไอ้เหาสาหร่ายกอริลล่านี่สิ...



สุดท้ายด็อกเตอร์แกก็ใช้ให้นักศึกษาภายใต้สังกัด เดินทางไปยังอัฟริกา ไม่ใช่เพื่อไปแต่งชุดปลอมตัวเป็นกอริลล่าแล้วแอบแฝงเข้าไปอยู่กับฝูง แต่เพื่อไปขอความร่วมมือจากโครงการ Mountain Gorilla Veterinary Project ซึ่งเป็นโครงการที่มีเจ้าหน้าที่สัตวแพทย์คอยเข้าไปตรวจตราสุขภาพของกอริลล่าท้องถิ่นบนภูเขาแถบนั้นเป็นประจำอยู่แล้ว ไหนๆ จะตรวจอยู่แล้ว ก็ขอให้เค้าช่วยเก็บเหาสาหร่ายกอริมาฝากด้วยซักสิบยี่สิบตัว ไม่น่าจะมีปัญหา.. แต่ถึงยังไงผมว่ามันก็ยังฟังดูเป็นงานที่น่ากลัวอยู่ดีนะครับ

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ทุกอย่างดำเนินการแล้วเสร็จลุล่วงผ่านมาได้ คำตอบจากการวิเคราะห์ DNA ก็พร้อมที่จะเฉลยความจริงให้เป็นที่ปรากฏ

ท่านคิดว่า สมมติฐานที่ได้กล่าวไว้ข้างต้นจะได้รับการยืนยันจากหลักฐานอันล่าสุดนี้มั้ยครับ?

บางครั้ง เบาะแสะก็นำเราไปสู่บทสรุปที่ไม่คาดฝัน

และสำหรับครั้งนี้ มันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ

ผลการวิจัยของด็อกเตอร์รีดพบว่า DNA ระหว่างเหาหัวเหน่าคนกับเหากอริลล่าแตกต่างกันไม่มากอย่างที่คิด คำนวณออกมาแล้วปรากฏว่า เพิ่งแชร์บรรพบุรุษร่วมกันเป็นครั้งสุดท้ายเมื่อ 3.3 ล้านปีก่อนนี้เอง (แทนที่จะเป็นเมื่อ 7 ล้านปีก่อน) ถือเป็นตำแหน่งเวลาซึ่งอยู่หลังจากที่กอริลล่าได้แยกสายวิวัฒนาการออกไปแล้วนานมากๆ

ผลสรุป เป็นไปได้อยู่อย่างเดียวเท่านั้นครับ.. คนเรา ทีแรกมีเหาหัวอยู่เพียงชนิดเดียว เสร็จแล้วเพิ่งจะได้รับเหาหัวเหน่าเป็นชนิดที่ 2 มาเมื่อประมาณ 3.3 ล้านปีก่อน

โดยการติดจากกอริลล่า..


ที่มารูป 1


การค้นพบอันนี้เพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน คือเมื่อประมาณต้นปี เดือนมีนา 2007 ที่ผ่านมานี้เอง แล้วก็เป็นข่าวดังสนั่นไปทั่วแวดวงวิทยาศาสตร์ เพราะว่าเป็นเรื่องที่ทุกคนคิดไม่ถึงจริงๆ แล้วก็เป็นเรื่องที่ฮาแตกมากๆ ด้วย

เหาหัวเหน่า ปกติจะติดกันได้ก็ต่อเมื่อมีกิจกรรมในร่มร่วมกัน เมื่อเป็นเช่นนี้ก็หมายความว่า เมื่อ 3 ล้านกว่าปีก่อน มีมนุษย์หินงี่เง่า หื่นจัด ดันไปขืนใจทำมิดีมิร้ายกับกอริลล่า (ไม่แน่อาจจะกลับกัน หรือไม่แน่อาจจะสมยอมทั้งคู่) จนกระทั่งได้เหาติดกลับมาฝากลูกหลาน กลายเป็นตราบาปที่ติดตัวเผ่าพันธุ์มนุษย์สืบต่อมาเรื่อยจนถึงปัจจุบัน

ถ้าเรื่องมันเป็นแบบนั้นจริงๆ ก็ดีสิครับ (โรแมนติกดี) แต่เผอิญว่าจริงๆ แล้วมันยังมีคำอธิบายอย่างอื่นที่เป็นไปได้มากกว่าอยู่อีก

ไหนบอก DNA ไม่เคยโกหก? ใช่ครับ DNA ไม่โกหก คนเราได้รับเหาหัวเหน่ามาจากเผ่าพันธุ์กอริลล่าเมื่อ 3.3 ล้านปีก่อนแน่ๆ อันนั้นชัวร์ ไม่มีข้อกังขา.. อย่างไรก็ตาม วิธีการส่งต่อเหาจากสปีซี่ส์หนึ่งไปสู่อีกสปีซี่ส์หนึ่ง มันก็ใช่ว่าจะต้องผ่านเซ็กส์อย่างเดียวเสียเมื่อไหร่ ยังมีวิธีการอื่นๆ ที่เป็นไปได้อีกตั้งเยอะแยะ ขอเพียงแค่คุณใช้จินตนาการสักนิด (อย่ามัวแต่นั่งนึกภาพคนมีอะไรกับกอริลล่าอยู่)

อย่างน้อยๆ ด็อกเตอร์เดวิด รีด แกก็คิดออกตั้ง 2 อย่าง อย่างแรก กอริลล่าเป็นสัตว์ทำรัง คือมันจะชอบหาทำเลเหมาะๆ ในป่า เคลียร์พื้นที่ให้เรียบร้อย จากนั้นก็หาใบไม้กิ่งไม้มาปูนิ่มๆ เอาไว้ใช้เป็นเตียงสำหรับนอนเล่น หรือจะนอนจริงไปเลยก็ได้ พอถึงเวลาย้ายไปหากินที่อื่น มันก็จะทิ้งรังที่ใช้เสร็จแล้วเอาไว้อย่างนั้น ด็อกเตอร์เลยสันนิษฐานว่า มนุษย์โบราณที่เดินผ่านไปผ่านมา อาจจะถือโอกาสแวะมาใช้รังของกอริลล่านี้ในการหลับนอนค้างคืนก็เป็นได้ เหาที่เจ้าของรังเก่าทิ้งไว้ ตามปกติพอหลุดจากโฮสแล้วก็จะมีชีวิตอยู่ต่อได้อีกประมาณ 24 ชม. ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้อยู่เหมือนกัน ว่าคนที่มาอาศัยรังของกอริลล่าอยู่ชั่วคราว อาจจะติดเหาไปด้วยโดยไม่รู้ตัว

อีกกรณีหนึ่ง คนสมัยก่อนอาจล่ากอริลล่าเป็นอาหารบ้างเป็นครั้งคราว หรือไม่ก็อาจจะไปเจอซากของกอริลล่าที่บาดเจ็บตายเอง แล้วก็ไปเก็บเอามากิน พวกเหาที่ติดค้างอยู่ตามขนบนศพของกอริลล่า ก็อาจจะได้รับการถ่ายทอดมาสู่คนโดยวิธีนี้ก็เป็นไปได้เหมือนกัน


ที่มารูป 1 2 3


“เราอาจจะไม่มีวันรู้เลยก็ได้ ว่าเรื่องจริงมันเป็นยังไงกันแน่” ด็อกเตอร์บอก พร้อมกับเน้นย้ำว่า แต่ถึงยังไงก็เถอะ เรื่องเซ็กส์ระหว่างคนกับกอริลล่ามีความเป็นไปได้ค่อนข้างต่ำมาก ยังมีหนทางอื่นๆ ที่เกิดขึ้นได้ง่ายกว่านั้นอีกเยอะ ขนาดทุกวันนี้ คนเราแค่สลับผ้าเช็ดตัวกันใช้ ยังสามารถติดเหาจากกันและกันได้เลย ไม่จำเป็นต้องถึงกับจึ๊กกะดึ๋ยจึ๊กกะเดียมกันหรอก

ว้า น่าเสียดาย.. จริงๆ แล้วผมยิ่งอุตส่าห์แอบเชียร์ทฤษฏีนี้อยู่ด้วย ลองคิดดูนะครับ ถ้าเป็นสมัยนี้ละก็ อาจจะจินตนาการได้ลำบากอยู่ ว่าคนบ้าที่ไหนมันจะหน้ามืดตามัวถึงกับขนาดเห็นกอริลล่าเซ็กซี่ (หรือจะมีกอริลล่าที่ไหนหน้ามืดตามัวขนาดอยากมามีอะไรกับคน) แต่ถ้าเป็นสมัยก่อนละก็ไม่แน่ คนกับลิงอาจจะไม่ได้หน้าตาแตกต่างกันมากเหมือนอย่างทุกวันนี้ก็ได้

ย้อนกลับไปเมื่อ 3.3 ล้านปีก่อน เผ่าพันธุ์ของคนเรายังไม่เป็น Homo sapiens เลยครับ หลักฐานทางฟอสซิลบ่งบอกว่า สมัยนั้นบรรพบุรุษพวกเรายังเป็นมนุษย์วานรกันอยู่เลย มีชื่อทางวิทยาศาตร์ว่า Australopithecus afarensis หรือที่รู้จักกันในนามของ ‘ลูซี่’ ..ตอนค้นพบฟอสซิล คนที่ขุดเจอคนแรกเค้ากำลังฟังเพลง Lucy in the sky ของ the Beatles อยู่พอดี ก็เลยตั้งชื่อเล่นให้มันว่า Lucy.. ล่าสุดไม่กี่ปีมานี้ ก็เพิ่งมีการค้นพบหัวกะโหลกของเด็กอายุ 3.3 ล้านปีที่สมบูรณ์มากๆ คนก็เลยตั้งชื่อให้ว่า Lucy’s baby จะได้เข้าคู่กัน


ที่มารูป 1 2 3 4 5


ที่มารูป 1 2


ที่มารูป 1 2


ดูจากหน้าตาของเผ่าพันธุ์ลูซี่เปรียบเทียบกับกอริลล่าปัจจุบันแล้วผมว่า มันก็ไม่ค่อยจะต่างกันเท่าไหร่นะครับ เผลอๆ กอริลล่ายังจะดูหล่อกว่าด้วยซ้ำ เสียดายที่เราไม่มีหลักฐานทางฟอสซิลของบรรพบุรุษกอริลล่าสมัยนั้นว่าหน้าตาเป็นยังไงกันแน่ ไม่อย่างนั้นจะได้เอามาดูให้ชัดๆ ไปเลย ว่าจะหล่อถึงขนาดทำให้ลูซี่เผลอใจปิ๊งปั๊งกับกอรี่ได้จริงหรือไม่


ที่มารูป 1 2


จะอย่างไรก็ตามแต่ มาดูเรื่องที่น่าสนใจเรื่องอื่นกันมั่งครับ

หลายท่านอาจจะสังเกตเห็นนะครับ ว่าพวกรูปวาดหรือโมเดลจำลองของเผ่าพันธุ์ลูซี่ ทำไมบางรูปก็ขนเยอะ ทำไมบางรูปก็ขนน้อย? แน่นอนครับว่า หลักฐานทางฟอสซิลมันมีแต่กระดูก การจะสร้างกล้ามเนื้อสร้างโครงหน้าจำลองขึ้นมาใหม่อาจทำได้อย่างสมจริงพอสมควร แต่ขนดกหรือขนไม่ดกนี่จะไปรู้ได้ยังไง ต่อให้มีเทคโนโลยีไฮเท็คขนาดไหนมาช่วย ก็เป็นเรื่องที่สุดยากจะคาดเดาได้..

อย่างไรก็ตาม ผลงานวิจัยเรื่องเหานี่แหละครับ ที่จะมาช่วยให้เบาะแสเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้

ด็อกเตอร์เดวิด รีด เชื่อว่า การถ่ายเทเหาระหว่างสปีซี่ส์ที่เกิดขึ้นเมื่อ 3.3 ล้านปีก่อน ถือเป็นข้อบ่งบอกได้เป็นอย่างดี ว่า ณ เวลานั้น บรรพบุรุษของเราน่าจะกลายเป็นลิงที่ไร้ขนตามลำตัวไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพราะว่า การหายไปของขนตามลำตัว เป็นการตัดขาดการคมนาคมระหว่างป่าขนซึ่งเหลืออยู่เพียงแค่สองหย่อมคือบนหัวกับในที่ลับ การตัดขาดนั้นเท่ากับเป็นการจำกัดบริเวณของเหาศรีษะให้อยู่แต่เฉพาะด้านบน ทำให้พื้นที่ด้านล่างเกิดรกร้างเปิดกว้างไม่มีใครจับจอง ง่ายต่อการที่เหากอริลล่าจะเข้ามารุกรานและยึดครองเป็นที่อยู่ถาวรไปในที่สุด สรุปง่ายๆ ก็คือ ถ้าสมัยนั้นคนยังมีขนรุงรังเต็มตัวอยู่ การดำรงอยู่ของเหาเจ้าของบ้านดั้งเดิม ก็คงจะทำให้การเข้ามาขอแชร์พื้นที่ของเหาชนิดใหม่เป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น หรือไม่ก็อาจจะไม่เกิดขึ้นเลย.. (ต้องขอขอบคุณการแบ่งแยกดินแดนภาคใต้ออกไปเป็นเอกเทศ ที่ทำให้ทุกวันนี้เหาทั้ง 2 ชนิดอยู่ร่วมกันได้อย่างสมานฉันท์ เป็นอิสระแก่กัน และไม่ต้องมาคอยแก่งแย่งพื้นที่ทำกินกัน)

เกี่ยวกับเรื่องขนหายนี่ นักโบราณคดีส่วนใหญ่สันนิษฐานกันว่า บรรพบุรุษมนุษย์เราเริ่มขนร่วงหายไปเรื่อยๆ แล้วก็เริ่มเนื้อตัวเปล่าเปลือยขึ้นเรื่อยๆ ตอนที่ค่อยๆ ย้ายหลักแหล่งหากินจากในป่าทึบ ออกมาสู่ทุ่งหญ้าซาวันน่าที่ร้อนฉ่า แดดเปรี้ยงๆ ยามเที่ยง อาจจะทำให้คนที่ขนดกมากๆ อยู่ไม่ได้อบอ้าวตายไปซะก่อน พวกที่ขนบางกว่า น่าจะมีพื้นที่ในการให้เหงื่อระเหยพาความร้อนออกไปได้ดีกว่า ก็เลยประสพความสำเร็จในชีวิตมากกว่า แล้วกระบวนการวิวัฒนาการก็เลยค่อยๆ เคลื่อนตัวไปในทิศทางนั้นในที่สุด

นอกจากเรื่องเหตุผลว่าทำไมขนถึงหายแล้ว ก็ยังมีการถกเถียงกันมากเกี่ยวกับว่ามนุษยชาติเริ่มต้นเดินตัวเปลือยไร้ขนปกคลุมตั้งแต่เมื่อไหร่กันแน่ ทุกวันนี้ก็น่าจะยังถกเถียงกันอยู่ ผลการวิจัยเรื่องเหาของดอกเตอร์รีด ก็เหมือนกับเป็นแค่เบาะแสอย่างหนึ่งที่เข้ามาช่วยทำให้เดาเรื่องราวได้อย่างมีที่มาที่ไปมากขึ้น เช่นว่า อย่างน้อยๆ 3.3 ล้านปีก่อน คนเราก็น่าจะนู้ดเรียบร้อยแล้ว เป็นตามจริงนั้นรึเปล่า อาจจะยังต้องถกเถียงกันต่อไป จนกว่าจะมีหลักฐานการค้นพบอะไรใหม่ๆ เข้ามาทำให้ภาพมันชัดเจนยิ่งขึ้น ไม่แน่หลักฐานใหม่อาจจะเข้ามาบอกว่าความรู้เก่าผิดก็ได้ วิทยาศาสตร์ก็เป็นเช่นนี้ เราเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ใช่เปลี่ยนแบบมั่วๆ เหมือนจิตใจนารี จะเปลี่ยนก็ต่อเมื่อมีเหตุผลหนักแน่นเท่านั้น แล้วก็ยินดีที่จะเปลี่ยนกี่รอบก็ได้ จนกว่าจะได้มาซึ่งภาพที่สอดคล้องกับความเป็นจริงมากที่สุด


โอเค มาว่ากันต่อครับ.. สมมติว่าถ้าคนเราเริ่มกายเปลือยตั้งแต่ตอน 3.3 ล้านปีก่อนจริงๆ คำถามที่น่าสนใจข้อต่อมาก็คือ แล้วคนเราเริ่มใส่เสื้อผ้ากันตั้งแต่เมื่อไหร่?

ผลการศึกษาล่าสุดบ่งชี้ว่า ถ้าพูดถึงอาภรแบบที่ตัดเย็บขึ้นมาจากใยผ้าจริงๆ แล้วละก็ คนเราน่าจะเริ่มสวมใส่กันอย่างแพร่หลาย อย่างน้อยๆ ก็ตั้งแต่เมื่อประมาณ 107,000 ปีก่อน นักวิทยาศาสตร์ได้ข้อมูลนี้มาได้อย่างไรน่ะรึ? เชื่อหรือไม่ว่า ที่มาของคำตอบ ก็ได้มาจากการศึกษาเหาอีกแล้วครับท่าน

ที่เล่ามาทั้งหมดนั้น จริงๆ แล้วผมยังกั๊กรายละเอียดเอาไว้อยู่อย่างหนึ่ง แต่ทว่าตอนนี้ ถึงเวลาที่จะบอกได้แล้วล่ะ

ตอนแรกที่บอกว่า เหาของมนุษย์มีอยู่ 2 ชนิดคือเหาหัวกับเหาสาหร่าย อันที่จริง แล้วมันไม่ได้มีเพียงแค่ 2 ชนิดนี้หรอกครับ แต่มีถึง 3 ต่างหาก! เพียงแต่ว่า เจ้าชนิดที่ 3 ที่กำลังจะพูดถึงอยู่นี้ มันมีลักษณะคล้ายคลึงกับเหาศรีษะมาก จนบางทีก็เหมารวมเป็นชนิดเดียวกันไปเลยก็ได้ หากเราไม่ได้จะพูดลงรายละเอียดเป็นวิชาการอะไรมากมายนัก

อย่างไรก็แล้วแต่ เหาชนิดที่สามที่ว่านี้ก็คือเหาเสื้อผ้านั่นเองครับ หน้าตามันเหมือนกับเหาศรีษะหมดทุกอย่าง เพียงแต่ว่ามีนิสัยพิเศษคือจะชอบอยู่ตามเสื้อผ้ามากกว่าอยู่บนเส้นผม พวกกงเล็บอะไรของมันก็จะมีรูปร่างที่ออกแบบมาเป็นพิเศษสำหรับไต่ตามเส้นใยของผ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า เหาพวกนี้ฝรั่งเค้าเรียกกันว่า body lice หรือ cloth lice ส่วนชื่อวิทยาศาสตร์ของมันคือ Pediculus humanus humanus เทียบกับเหาหัวซึ่งเรียกว่า Pediculus humanus capitis จะเห็นว่าต่างกันตรงที่นามสกุลตัวสุดท้ายเท่านั้น หมายความว่าจริงๆ แล้วถือเป็นสปีซี่ส์เดียวกัน แต่ต่างกันที่ระดับซับสปีซี่ส์อีกทีนึงเท่านั้นเอง


ที่มารูป 1


ที่ใดมีเหาเสื้อผ้า ที่นั่นก็ย่อมต้องมีเสื้อผ้าก่อน ถูกมั้ยครับ ไม่เช่นนั้นแล้ว เหามันจะไปอาศัยอยู่ที่ไหน คำถามที่ว่าเหาเสื้อผ้ากับเสื้อผ้าอันไหนเกิดก่อนกัน แลดูจะตอบง่ายกว่าไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน อย่างเห็นได้ชัด

ด็อกเตอร์ มาก หินจ้าว (Mark Stoneking) แห่งสถาบัน แม็กซ์ แพลงค์ ที่ลีปซิก ประเทศเยอรมันนี (Max Planck Institute in Leipzig, Germany) เป็นอีกท่านหนึ่งที่สนใจศึกษาเรื่องพันธุกรรมของเหาเพื่อเสาะหาเบาะแสต่างๆ เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของมวลมนุษยชาติ

ในปี 2003 เขาได้ทำการวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่าง DNA ของเหาศรีษะคนกับเหาเสื้อผ้า ผลที่ได้ออกมาปรากฏว่า เหาทั้งสองชนิดมีความห่างทางวิวัฒนาการกันอยู่ประมาณ 107,000 ปี หมายความว่าเหาศรีษะน่าจะมีมาก่อนตั้งแต่แรก เสร็จแล้วเหาเสื้อผ้าค่อยแยกสายวิวัฒนาการออกมาตอน 107,000 ปีที่แล้ว โดยมีเจ้าเหาศรีษะนั่นแหละ เป็นบรรพบุรุษดั้งเดิมของมัน

ในเมื่อผลวิเคราะห์มันออกมาแบบนี้ ก็พอจะสรุปได้ว่า 107,000 ปีก่อน น่าจะตรงกับยุคที่คนเราเพิ่งจะเริ่มต้นตัดเย็บเสื้อผ้าใส่กันพอดี (ไม่รู้ตรงกับสมัยพระเจ้าเหาด้วยรึเปล่า) อันที่จริง ก่อนหน้านั้น คนอาจรู้จักเอาหนังสัตว์มาคลุมตัวแบบหลวมๆ มานานแล้วก็เป็นได้ แต่ถ้าพูดถึงการใส่เสื้อผ้าแบบที่เป็นเส้นใยถักทอแล้วก็ตัดเย็บอย่างแนบเนื้อพอดีตัวละก็ คาดว่าน่าจะเพิ่งมาเริ่มเอาช่วงแสนกว่าปีก่อนนี่แหละ เพราะพอแนบเนื้อปุ๊บ มันก็เลยเปิดโอกาสให้เหาศรีษะส่วนหนึ่งโยกย้ายมาหากินอยู่แถวเสื้อผ้าได้ (อย่าลืมว่าเหายังคงต้องอยู่ใกล้ผิวหนังเพื่อกินเลือดแล้วก็ดูดซับความอบอุ่นอยู่ พวกเด็กฮิพฮ็อพเสื้อหลวมโพลกๆ แบบนั้นเหาอยู่ไม่ได้) แล้วนานๆ เข้า พวกนี้ก็เลยค่อยๆ วิวัฒนาการเปลี่ยนแยกออกมาเป็นชนิดใหม่ไปเลยอีกทีนึง ด้วยเหตุนี้เอง ช่วงเวลาการเริ่มต้นแยกสายพันธุ์ออกมาของเหาเสื้อผ้า จึงกลายเป็นบันทึกทางประวัติศาสตร์ของช่วงเวลาการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรมครั้งสำคัญของมนุษย์ไปโดยปริยาย



ที่มารูป 1








สรุปภาพที่ถูกต้องของประวัติศาสตร์วิวัฒนาการเหา
• 13 ล้านปีก่อน เหาของบรรพบุรุษเราเริ่มแยกเป็น 2 กลุ่ม
• 7 ล้านปีก่อน บรรพบุรษเราแยกเป็น 2 สาย แต่ละสายเอาเหาไปด้วยทั้ง 2 ชนิด แต่ต่อมา ในสายของกอริลล่า เหาที่หน้าตาเหมือนเหาศรีษะได้สูญพันธุ์ไป ส่วนในสายที่เป็นบรรพบุรษของเรากับชิมแพนซี เหาที่หน้าตาเหมือนปูได้สูญพันธุ์ไป
• 6 ล้านปีก่อน บรรพบุรุษของคนแยกสายออกจากบรรพบุรุษชิมแพนซี แต่ละสายเอาเหาที่เหลืออยู่ 1 ชนิดติดไปด้วย
• 3.3 ล้านปีก่อน บรรพบุรษคนไปรับเหาที่หน้าเหมือนปูกับมาจากกอริลล่าอีกรอบ ช่วงเวลาดังกล่าวคาดว่า เป็นช่วงที่มนุษย์เนื้อตัวเปล่าเปลือยเรียบร้อยแล้ว และเหากลุ่มนี้ก็ได้จับจองพื้นที่ด้านล่าง และกลายมาเป็นเหาหัวเหน่าในปัจจุบันในที่สุด
• 1 แสน 7 พันปีก่อน เหาเสื้อผ้าแยกสายวิวัฒนาการออกมาจากเหาศรีษะ คาดว่าตรงกับช่วงเวลาที่มนุษย์เพิ่งเริ่มตัดเย็บเสื้อผ้าใส่พอดี



ลิงค์เกี่ยวกับเรื่องเหา + กอริลล่า

รายงานข่าว Gorillas Gave Humans ‘The Crabs’ จากเว็บ livescience.com

รายงานข่าว Human pubic lice acquired from gorillas gives evolutionary clues จากเว็บ eurekalert.com

รายงานข่าว Humans caught ‘crabs’ from gorillas จากเว็บ msnbc.com

รายงานข่าว Gorillas Gave Pubic Lice to Humans, DNA Study Reveals จากเว็บ nationalgeographic.com

รายงานข่าว Of Lice And Men: Parasite Genes Reveal Modern & Archaic Humans Made Contact จากเว็บ sciencedaily.com

Podcast สัมภาษณ์ Dr. Reed จากเว็บ CBC radio รายการ Quirks and Quarks

ไฟล์ PDF ที่รวบรวมรายงานข่าว ‘คนได้เหาสาหร่ายมาจากกอริลล่า’ ไฟล์เดียวรวบรวมข่าวจากสำนักต่างๆ หลายแห่งมาก อาธิ NYtimes, Newscientist, The Loom, Science, DiscoveryNews, News in Science, etc.

บทความ In Lice, Clues to Human Origin and Attire จากเว็บ RichardDawkins.net ซึ่งก็อปจากของ NYtimes มาโพสต่ออีกทีนึง ข้อมูลเรื่องกำเนิดเหาเสื้อผ้า เอามาจากอันนี้แหละ

บทความ What a Story Lice Can Tell จากเว็บ headlice.org ซึ่งเอามาจาก NYtimes อีกทีนึงเหมือนกัน

รายงานข่าว Human body lice reveal the birthdate of fashion จาก abc.net.au

• บทความวิชาการเกี่ยวกับ host specificity ของเหา 1 2 3 4 5 6

ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับเหาศีรษะ จาก wikipedia.org

ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับเหา จาก parasitology.informatik.uni-wuerzburg.de

ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับเหา จาก bio.bris.ac.uk

Homepage ของ Dr. Reed ที่ Florida Museum of Natural History

เว็บของโครงการ Mountain Gorilla Veterinary Project

เว็บรวบรวมรูปถ่ายเอพส์ชนิดต่างๆ น่ารักมาก เหมือนคนสุดๆ ลองไปดู


ที่มารูป 1 2



ลิงค์เกี่ยวกับเรื่องลูซี่

รายงานข่าวการค้นพบฟอสซิล Lucy’s baby จากเว็บ nationalgeographic.com

รายงานข่าว “Lucy’s Baby”: pre-human fossil dazzles scientists จากเว็บ world-science.net

รายงานข่าว The amazing fossil of ‘Lucy’s little sister’ จาก NewScientist.com

รายงานข่าว Lucy’s baby found in Ethiopia จาก BBC.co.uk

บทความ What Was “Lucy”? Fast Facts on an Early Human Ancestor จาก nationalgeographic.com



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter