yeebud@gmail.com
ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีที่มาของมัน
เอาง่ายๆ
โลโก้ 7-ELEVEn
มีใครเคยสังเกตุบ้างมั้ยครับ ทำไมตัว n ที่อยู่ข้างหลังสุด ถึงต้องเป็นตัวเล็ก?
อ่าฮ่ะ! ไม่เคยสังเกตุกันเลยละซี่!
หลายคน พอเห็นแล้ว อาจอมยิ้มคิดในใจ “เออ จริงด้วยว่ะ” บางท่านตอนนี้อาจจะรีบวิ่งไปดูที่หน้าปากซอย “เฮ้ย มันจริงแน่รึเปล่าวะ มาหลอกกันเล่นรึเปล่า ทำไมตูเดินผ่านอยู่ทุกวันๆ ไม่เคยเห็น”
ไม่ต้องห่วงหรอกครับ ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ผมรับรองว่าคุณจะมองเห็นมันทุกวัน
แล้วตกลง ทำไม n ถึงต้องเป็นตัวพิมพ์เล็กอยู่ตัวเดียวด้วย? แน่นอนครับ อันนี้มันก็ต้องมีที่มาของมัน
ตำนานอันหนึ่งกล่าวไว้ว่า ผู้เป็นเจ้าของ 7-ELEVEn มีความเชื่อในเรื่องฮวงจุ้ย จึงได้เลือกใช้อักษร n ตัวเล็ก แทนที่จะเป็น N ตัวใหญ่ ทั้งนี้ก็เพราะ n เล็ก มีรูปร่างคล้ายกับแม่เหล็ก (ที่เป็นทรงเกือกม้า) จะได้ทำหน้าที่เป็นเหมือนกับตัวดูดเงินดูดทองเข้าร้าน คอยนำมาซึ่งโชคลาภความเจริญรุ่งเรืองต่างๆ ให้แก่กิจการสืบไป
| ข้อมูลเรื่องนี้เอามาจาก.. |
| • บทความ ที่มาของชื่อ 7-eleven ในเว็บ ผู้หญิงนะคะ |
| • บทความ ที่มาของชื่อ “7-ELEVEn” จากคอลัมน์ ถามตอบรอบโลก ในเว็บ ผู้จัดการ |
อ๋อ... ที่มามันเป็นอย่างนี้นี่เอง
จริงอยู่ เด็ก 5 ขวบยังรู้ แม่เหล็กมันดูดเงินดูดทองไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแบ็งค์ซึ่งทำมาจากกระดาษ.. แต่เอาเถอะ ตัวความเชื่อจะเป็นยังไงไม่ว่า ที่น่าสงสัย คือตำนานนี้มันเป็นที่มาของโลโก้เซเว่นจริงหรือเปล่า?
วูบแรก ผมว่ามันก็ฟังดูน่าเชื่อถืออยู่.. เพราะเวลาพูดถึงเจ้าของเซเว่น เราก็มักจะนึกถึงภาพพวกอาเสี่ยที่ซีพี ซึ่งมีความเป็นไปได้อย่างสูงที่จะเชื่อเรื่องฮวงจุ้ยถึงกับขนาดจ้างซินแสมาช่วยออกแบบโลโก้
แต่พอลองคิดดูอีกที.. เฮ่ย เจ้าของเซเว่นตัวจริงมันไม่ใช่ชาวไทยเชื้อสายจีนนี่หว่า จริงๆ แล้วมันเป็นชาวเมกันเชื้อสายฝรั่งอยู่ที่เท็กซัสไม่ใช่เรอะ ชื่อเซเว่นก็ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1946 แล้ว สมัยนั้นจะบอกว่าฮวงจุ้ยฮิตไปถึงที่นู่นได้มันก็กะไรอยู่ ถ้าเป็นจตุคามละก็ว่าไปอย่าง
มีไอ้หนุ่มคนหนึ่ง (หรือสาว ไม่แน่ใจ) เกิดความสงสัยคล้ายๆ กับผม เขาก็เลยไปค้นคว้ามาแล้วก็มาสรุปบอกว่า เรื่องราวทั้งหมด จริงๆ เป็นแค่เรื่องที่แต่งขึ้นมามั่วๆ โดยนักศึกษาไต้หวันที่วันๆ ไม่มีอะไรทำ แต่งขึ้นมาขำๆ เสร็จแล้วเผอิญเรื่องมันได้รับการแพร่ขยายไปเรื่อยๆ ทาง forward email จนในที่สุด คนเกิดเชื่อเป็นตุเป็นตะกันไปทั่วโลก
ตัวไอ้หนุ่มบอกว่า เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่า n เล็กนี้ แท้จริงแล้วมันมีที่มายังไงกันแน่ แต่ถ้าให้เดา คิดว่ามันน่าจะเป็นการออกแบบเพื่อความสวยงามเฉยๆ มากกว่า จะให้รู้ชัดไปเลย คงต้องไปลักพาตัวคนก่อตั้งมาถามให้มันแจ่มแจ้ง ต้องขอบคุณที่บ้านไอ้หนุ่มมีอินเตอร์เน็ต เขาเลยเลือกใช้วิธีส่งอีเมลไปถามที่บริษัทเซเว่นอิเลเว่นสาขาใหญ่แทน คำตอบที่ได้รับมา ไอ้หนุ่มเอามาโพสต์ไว้ที่เว็บบอร์ดของ Japundit.com ถ้าอยากอ่านเวอร์ชั่นจริงก็สามารถเข้าไปดูได้ที่ลิงค์ดังต่อไปนี้ http://japundit.com/archives/2005/06/28/795/
ผลปรากฏว่า คนที่ตอบอีเมลมาคือคุณ Margaret Chabris ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ของเซเว่นอิเลเว่นสาขาใหญ่ที่เมืองดัลลัส ในรัฐเท็กซัส* เธอบอกว่า ได้อีเมลต่อไปถามหลานชายของผู้ก่อตั้งบริษัท ซึ่งก็ได้ไปถามพ่อของตัวเองซึ่งเคยเป็นอดีตประธานบริษัทมาอีกต่อหนึ่ง สรุปแล้วได้คำตอบมาว่า เดิมทีเดียวนั้น คำว่า ELEVEN ในโลโก้อันเก่าๆ ล้วนเขียนด้วยตัวใหญ่ทั้งหมด แต่พอมีการปรับเปลี่ยนโลโก้ใหม่ในยุค 1960s นักออกแบบเค้าแนะนำ บอกว่า ตัว N ใหญ่ มันเหลี่ยมจัด แลดูแข็งกระด้างเกินไป ไม่สวย ให้เปลี่ยนใหม่มาเป็นตัว n เล็ก จะได้ดูซอฟขึ้น สมูธขึ้น มีส่วนโค้งส่วนเว้า เย้ายวนยิ่งขึ้น..
และนั่นก็คือที่มาทั้งหมดของโลโก้ที่ท่านเห็นอยู่ในปัจจุบัน หาได้มีอันใดเกี่ยวข้องกับฮวงจุ้ยแม้แต่เพียงน้อยนิด
(* กระทู้นี้ตั้งแต่ปี 2005 ปัจจุบันนี้บริษัทเซเว่นได้ขายต่อไปให้ญี่ปุ่นเรียบร้อยแล้ว)
ที่มารูป 1 2ใช่ครับ ทุกอย่างมันย่อมมีที่มา
แต่ถึงกระนั้นก็เถอะ อะไรที่มันโบราณมากๆ ก็ใช่ว่าจะสืบค้นหาที่มากันได้ง่ายๆ
อย่างเช่น บ้านผมอยู่แถวสะพานควาย
คาดว่าเมื่อก่อน น่าจะต้องมีทั้งควาย แล้วก็ทั้งสะพาน
แต่เดี๋ยวนี้เห็นเหลือแต่สะพานลอย ส่วนควายนั้น แล้วแต่จะนิยามกันเอาเอง ว่ามีหรือไม่มี
ถัดจากย่านสะพานควายไปหน่อย ก็เป็นแถวสามเสน
อันนี้ยิ่งสันนิษฐานยากเข้าไปใหญ่ จะให้อีเมลไปถามคนที่ตั้งชื่อ ก็ไม่รู้บ้านเค้าจะรับอินเตอร์เน็ตได้หรือเปล่า ครั้นจะไปถามคุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยาย ก็คาดว่าคงไม่มีท่านใดเกิดทันอยู่ดี
ในกรณีแบบนี้ เหลือที่พึ่งอยู่เพียงหนึ่งสถาน นั่นก็คือหลักฐานบันทึกทางประวัติศาสตร์
“..เมื่อครั้งที่สุนทรภู่ กวีแห่งรัตนโกสินทร์ เดินทางโดยเรือไปยังพระพุทธบาท เมื่อปลายปี พ.ศ.๒๓๕๐ ก็ยังได้กล่าวถึงความเป็นมาของชื่อสามเสนไว้ใน นิราศพระบาท ว่า
ถึงสามเสนแจ้งความตามสำเนียก เมื่อแรกเรียกสามแสนทั้งกรุงศรี ประชุมฉุดพุทธรูปในวารี ไม่เคลื่อนที่ชลธารบาดาลดิน จึงสาปนามสามแสนเป็นชื่อคุ้ง เออชาวกรุงกลับเรียกสามเสนสิ้น นี่หรือรักจะมิน่าเป็นราคิน แต่ชื่อดินเจียวยังกลายเป็นหลายคำ
..มีเรื่องราวที่เล่าขานสืบต่อกันมาว่า กาลครั้งหนึ่ง มีพระเจ้าไตรตรึงษ์ ครองเมืองพระนครอโยธยา มีพระราชธิดาทรงพระสิริโฉมงดงาม ความงามของพระองค์เลื่องลือไปทั่ว จนเจ้าชายไชยสงคราม โอรสของผู้ครองหัวเมืองฝ่ายเหนือ เสด็จลงมาลักลอบได้เสียกับพระราชธิดา เมื่อความรู้ถึงพระเจ้าไตรตรึงษ์ว่า เจ้าชายแปลงกายเข้ามาทางท่อน้ำ จึงทำลอบดักไว้ เจ้าชายจึงติดลอบสิ้นพระชนม์ เมื่อเพื่อนเจ้าชายทราบข่าวจึงลงมาแก้แค้น โดยแปลงกายเป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ลอยน้ำมาถึงเมืองอโยธยาก็หยุดนิ่งไม่ลอยต่อไป พระเจ้าไตรตรึงษ์ให้ฉุดพระพุทธรูปไว้ แต่ไม่สำเร็จ จนกระทั่งพระพุทธรูปลอยมาถึงตำบลบางกอก ผู้คนพากันแตกตื่นช่วยกันฉุดพระพุทธรูปอีกแต่ก็ไม่สำเร็จ จนในที่สุดต้องระดมคนจำนวนถึงสามแสนคนจึงสามารถฉุดพระพุทธรูปขึ้นมาได้ แต่พระพุทธรูปปรากฏอยู่เพียงชั่วครู่ก็หายไป นับแต่นั้นมาผู้คนจึงเรียกสถานที่นี้ว่า สามแสน ซึ่งต่อมาคงกร่อนเหลือเพียง สามเสน เท่านั้น..
..อีกทางหนึ่ง ส. พลายน้อย เล่าถึงที่มาของชื่อสามเสน ไว้ในหนังสือ ร้อยแปด (ที่) กรุงเทพฯ อ้างว่าเป็นเรื่องที่ฝรั่งเขียนถึงสามเสน (แต่ไม่ได้ระบุว่าฝรั่งชื่ออะไร เขียนไว้ที่ไหน) พอสรุปได้ว่าบริเวณหมู่บ้านเขมร แต่เดิมมีโบสถ์โรมันคาทอลิก ซึ่งพ่อค้าใจบุญชาวโปรตุเกสชื่อ ทอมาส เป็นผู้สร้างขึ้น เพื่อให้ผู้ที่นับถือศาสนาคริสต์ได้ใช้เป็นที่ประกอบพิธีกรรม พวกคริสตังยกย่องให้ท่านเป็นนักบุญ (เซนต์ - Saint) จึงเรียกโบสถ์นี้ว่า “ทอมัส เดอะ เซนต์” ด้วยเหตุที่ผู้สร้างยังมีชีวิตอยู่จึงใส่คำว่าเซนต์ไว้หลังชื่อ แต่ชื่อนี้อาจจยาวเกินไป ไม่สะดวกในการเรียกขาน จึงถูกตัดและเพี้ยนกลายเป็น “ทามเสน” และ “สามเสน” ตามสำเนียงไทยในที่สุด
หากนำเรื่องเล่าดังกล่าวมาพิจารณาจะพบว่า ในบริเวณนี้มีวัดเก่าแก่ที่สร้างครั้งกรุงศรีอยุธยา ที่สังฆราชหลุยส์ ลาโน สร้างไว้เมื่อ พ.ศ.๒๒๑๗ มีชื่อเป็นภาษาฝรั่งเศสว่า IMMACULEE CONCEPTION ส่วนชื่อที่เรียกเป็นภาษาไทยว่า วัดแม่พระปฏิสนธินิรมล หรือวัดคอนเซปชัญ แต่ในประวัติวัดไม่ได้กล่าวถึงเรื่องราวของโบสถ์ทอมัส เดอะ เซนต์ เลยแม้แต่น้อย จึงยังไม่กล้าสรุปว่า ชื่อสามเสนมาจากที่ใดกันแน่ แต่ที่แน่ๆ คือชื่อนี้ถูกนำมาเรียกขานสถานที่ต่างๆ ในย่านนี้ ทั้งชื่อพระพุทธรูป ชุมชน ถนน และคลอง..”
| ส่วนที่อยู่ในเครื่องหมาย “” ทั้งหมด คัดมาจาก... |
| • บทความ ลัดเลาะคลองสามเสน ในเว็บของวารสาร เมืองโบราณ |
อืมม.. ถ้าถามผม ที่แน่ๆ คือเราควรจะแยกแยะประเด็นออกเป็นส่วนๆ ก่อน
ไอ้ส่วนของตำนานเรื่องเพื่อนเจ้าชายแปลงร่างเป็นพระลอยน้ำมาแก้แค้น (ไม่มีวิธีแก้แค้นที่ดีกว่านี้แล้วเรอะ) เสร็จแล้วคนสามแสนฉุดไม่ขึ้นนั้น ผมว่าไม่ต้องไปนั่งวิเคราะห์ให้เสียเวลาเลยว่ามันเกิดขึ้นจริงหรือเปล่า วิเคราะห์ไปก็เหมือนมานั่งถกเถียงว่าทำไมปลานีโม่ถึงพูดได้ หรือไม่ก็ ซุปเปอร์แมนเหาะได้อย่างไร ยังไม่ต้องเอ่ยถึงว่าทำไมถึงต้องใส่กางเกงในสีแดงไว้ข้างนอก.. นิทานก็คือนิทาน ถ้าจะถาม ควรถามว่ามันแต่งขึ้นมาโดยมีเรื่องจริงเป็นแรงบันดาลใจมากน้อยแค่ไหนมากกว่า อันนี้ผมยกให้เป็นอีกประเด็นนึงไปเลย แต่สำหรับประเด็นเรื่องชื่อที่เรากำลังพูดถึงกันอยู่ในขณะนี้ ตัวตำนานเองจะเป็นเรื่องจริงหรือไม่เราไม่สน เราสนแค่ว่า มันสามารถที่จะเป็นที่มาของชื่อสามเสนได้จริงรึเปล่า.. ซึ่งอันนี้ผมเห็นว่า มันก็น่าจะเป็นไปได้นะ.. แต่จะว่าไป ไอ้อีกทฤษฏีนึงที่พูดเรื่อง โทมัสเซนท์ อันนั้นก็ฟังดูน่าเป็นไปได้เหมือนกัน
และนี่แหละครับ คือปัญหาของหลักฐานจากบันทึกทางประวัติศาสตร์ บางทีมันก็ยากยิ่งที่จะตัดสินว่า อะไรเชื่อถือได้ อะไรเชื่อถือไม่ได้
ไม่แน่สุนทรภู่อาจจะกำลังเมาอยู่ก็ได้ตอนที่แต่งกลอนบทนี้ขึ้นมา ไม่แน่กลอนอาจพาไป ไม่แน่อาจจะไปฟังชาวบ้านที่ไม่ได้รู้เรื่องจริงๆ มาอีกที ไม่แน่ชาวบ้านคนนั้นก็อาจจะเชื่อเพียงเพราะเป็นเรื่องเล่าสืบๆ ต่อๆ กันมา เป็นไปได้อีกพันหมื่น อื่นๆ อีกมากมาย
คุณลองจินตนาการดู สมมติว่า คุณจิระนันท์ พิตรปรีชา กวีซีไรต์แห่งรัตนโกสินทร์ เดินทางไปเที่ยวเกาะนางยวน แล้วเกิดนึกสนุกแต่งกลอนขำๆ ขึ้นมาบทหนึ่ง
ถึงนางยวน ชวนคิด ถึงนวลยี เมื่อก่อนมี สาวญวน อยู่มากหลาย ต่างเปลือยอก โชว์นม กันทุกราย พวกเหล่าชาย จึงขานชื่อ เกาะนมยวน
เสร็จแล้วสมมติอีก 100 ปีข้างหน้า เกิดมีนักวิชาการมาอ่านกลอนบทนี้เข้า แล้วเอาไปอ้างอิงเขียนในตำราบอกว่า เกาะนางยวนนี้เพี้ยนมาจากเกาะนมญวนอีกที.. ถ้าเป็นอย่างนั้นจริงคงจะยวนใจดีพิลึก
(เขียนๆ ไป ก็ชวนให้นึกขึ้นได้ ถึงพวกโจ๊กเรื่องที่มาของชื่อผลไม้ไทยในภาษาอังกฤษ ใครมีเวลาลองไปอ่านดูที่ ลิงค์นี้ นะครับ)
ทุกสิ่งทุกอย่าง มันต้องมีที่มา
พูดแล้วก็พูดอีก.. แต่ทำไงได้ ก็ผมแค่อยากให้ทุกคนหันมาสงสัยโน่นสงสัยนี่กันมากขึ้น ไอ้ความรู้สึกประมาณว่า ‘เออ นั่นสิไม่เคยคิดมาก่อนเลย’ หรือ ‘โอว จริงเหรอเนี่ย มันมีที่มาอย่างนี้นี่เอง’ หรือแม้กระทั่ง ‘โอ้ว ตกลงมันเป็นยังไงกันแน่เนี่ย ช่างลึกลับน่าติดตามดีจริงๆ’ ไม่ว่าจะเป็นอันไหน ผมก็ว่ามันเป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ พอๆ กับได้กินอาหารอร่อยๆ สักมื้อนึง หรือได้ฟังเพลงดีๆ เร้าอารมณ์สักเพลงนึง มันเป็นความสุขในชีวิตอย่างหนึ่ง ที่หลั่งออกมา เวลาสมองได้รับประทานอะไรดีๆ มีรสชาติแปลกๆ ใหม่ๆ มันเป็นเครื่องกระตุ้นให้อยากมีชีวิตอยู่ต่อไป เพื่อที่จะได้ลิ้มรสเพิ่มอีกเยอะๆ เป็นสุนทรีย์ ทางปัญญา เป็นสิ่งที่ทำให้รู้สึกคุ้มค่าที่ได้เกิดมาเป็นสัตว์ช่างคิดอย่างคน..
ว่าแล้วก็ลองมาดูกันอีกสักตัวอย่างหนึ่งเถอะครับ
ในฐานะเด็กเรียนวิทย์ ผมจำเป็นต้องนั่งท่องพวก prefix ภาษาลาตินจำนวนไม่น้อย uni- หมายถึงหนึ่ง bi- หมายถึงสอง tri- คือสาม tetra- คือสี่ penta- คือห้า hexa- คือหก... octa- คือแปด deca- คือสิบ อะไรทั้งหลายทั้งแหล่เหล่านี้ แรกๆ ท่องไปก็ปวดขี้ไป แต่พอมันเริ่มจำได้ขึ้นใจแล้ว มันก็ทำให้เข้าใจรากของคำศัพท์ต่างๆ ได้อย่างลึกซึ้งขึ้นดีเหมือนกัน อย่างเช่น octopus ที่แปลว่าปลาหมึกสาย พออ่านปุ๊บก็รู้เลย อ๋อ เค้าตั้งแบบนี้ก็เพราะมันมีหนวด 8 หนวด bicycle มาจาก bi- กับ cycle ก็คือมี 2 ล้อ decade แปลว่าทศวรรศก็คือมี 10ปี อะไรทำนองนี้เป็นต้น
ศัพท์ต่างๆ พอแปลตามรากลาตินออกมาแล้ว ก็ดูจะได้ความหมายที่สมเหตุสมผลดีหมดทุกอย่าง เว้นเสียแต่อย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ผมสงสัยมานานมากแล้ว นั่นก็คือเรื่องชื่อของเดือน
เริ่มตั้งแต่เดือนกันยามาเลยละกันครับ เดือนกันยาหรือ September นี่มันเป็นเดือน 9 ไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมถึงใช้ชื่อขึ้นต้นด้วย septa- ที่แปลว่า 7 ล่ะ?
ตุลาก็เหมือนกัน เป็นเดือน 10 แต่ทำไมใช้ October ที่แปลว่า 8 ?
November เดือน 11 แต่ Nov- แปลว่า 9
December เดือน 12 แต่ Dec- แปลว่า 10
ทำไม ทำไม ทำไม?
หลังจากไปค้นคว้ามาก็เพิ่งจะได้ทราบครับ
ชื่อเดือนในปฏิธินของฝรั่งแบบที่ใช้กันอยู่ทุกวันนี้ จริงๆ แล้วเป็นชื่อดั้งเดิมซึ่งมีที่มามาจากปฏิธินของชาวโรมันสมัยโบราณตั้งแต่ยุคเกือบ 3,000 ปีก่อน และในสมัยนั้น เดือนทั้งหมดยังมีอยู่เพียงแค่ 10 เดือน
ใน 10 เดือนนี้ ส่วนใหญ่จะมีชื่อตามลำดับของมันเลย อย่างเช่น October สมัยนั้นก็คือเดือน 8 จริงๆ ส่วน November ก็คือเดือน 9 จริงๆ แล้วก็มาสิ้นสุดตรง December เดือน 10 ซึ่งถือเป็นเดือนสุดท้ายของปี
ยุคนั้น ปีใหม่เริ่มต้นนับตั้งแต่เดือน มีนา ส่วน มกรา กับ กุมภา เป็นเดือนที่เพิ่งได้รับการเติมเข้าไปทีหลังในสมัยประมาณ 700 กว่าปีก่อนคริสตกาล (ยุคของจักรพรรดิองค์ที่ 2 ของอาณาจักรโรมัน) พอมีเพิ่มมา 2 เดือน ก็เลยเป็นสาเหตุให้ทุกอย่างมันต้องถูกเลื่อนตามขึ้นมาหมด และนี่เอง จึงเป็นที่มาของการที่ชื่อเดือนมีความหมายคลาดเคลื่อนกับลำดับตัวเลขของมัน ดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน
โอว เป็นเช่นนี้นี่เอง.. แถมต่ออีกนิดนะครับ เดือน July กับ August สมัยก่อนนู้นก็มีชื่อตามลำดับดั้งเดิมของมันเหมือนกัน นั่นก็คือ Quintilis กับ Sextilis ซึ่งแปลได้ว่าเดือน 5 กับเดือน 6 ตามลำดับ (ภาษาลาติน Quinq- แปลว่า 5 Sext- แปลว่า 6 ส่วน Penta- กับ Hexa- ที่บอกไปข้างต้นนั้นจริงๆ แล้วเป็นกรีก) ชื่อ July เป็นชื่อซึ่งเพิ่งจะได้รับเปลี่ยนใหม่ในสมัยประมาณ 44 BC โดยตั้งให้เป็นเกียรติแก่จักรพรรดิ จูเลียส ซีซ่าร์ ผู้ซึ่งเกิดในเดือนนี้พอดี.. ส่วน August ก็เป็นชื่อที่ตั้งใหม่ในทำนองเดียวกัน ได้รับเปลี่ยนแปลงเมื่อ 8 BC เพื่อเป็นเกียรติให้แก่จักรพรรดิ ออร์กัสตัส ซีซ่าร์ ผู้ซึ่งมีเหตุการสำคัญๆ ในชีวิตหลายๆ อย่างเกิดขึ้นในเดือนสิงหาคม ส่วนเดือนที่เหลืออย่างเช่น March หรือ April พวกนี้ไม่มีอะไรมากครับ แค่เพียงตั้งชื่อตามเทพเจ้าโบราณองค์ต่างๆ เฉยๆ
จริงๆ เหลือจุดที่น่าสนใจและน่าสงสัยอีกนิดหน่อย แต่ยังไม่มีเวลาค้นครับ อย่างเช่น วันเพ็ญเดือน 12 น้ำก็นองเต็มตลิ่ง ทำไมถึงเรียกวันเพ็ญเดือน 12 ทั้งๆ ที่เราฉลองวันลอยกระทงกันในเดือนพฤศจิกายนซึ่งเป็นเดือน 11.. แล้วก็ทำไม ภาษาไทยคำว่า นพ- ที่แปลว่า 9 ถึงไปคล้ายกับลาติน Nov- ที่แปลว่า 9 เหมือนกันได้ นว- ที่แปลว่าใหม่ ก็ไปคล้ายกับ new ในภาษาอังกฤษด้วยเหมือนกัน พวกนี้มันมีรากศัพท์ที่มาเดียวกันหมดเลยหรือเปล่า น่าสงสัยจริงๆ ใครว่างๆ ก็ขอแนะนำให้ไปค้นห้องสมุดดูนะครับ เออ.. เฮ้ย แล้วทำไมถึงต้องเรียกห้อง ‘สมุด’ ด้วย ทำไมถึงไม่เรียกห้องหนังสือ? เอ๊ะ แล้วทำไมถึงต้องเรียก ‘หนังสือ’ ด้วยล่ะ? หรือว่าเมื่อก่อนทำมาจากหนังสัตว์? คำถามมากมายเต็มไปหมด ว่างๆ ลองสอบถามนักประวัติศาสตร์นักภาษาศาสตร์ใกล้บ้านท่านดูนะครับ เผื่อจะได้คำตอบ
แน่นอน ทุกอย่างมันย่อมมีที่มา
ทว่า.. คนเราจะสามารถสืบรู้ที่มาของทุกๆ อย่างได้จริงเหรอ
ยิ่งย้อนกลับไปไกล ก็ดูเหมือนจะยิ่งสืบเสาะลำบาก
อย่างเรื่องชื่อเดือนนี่ โชคดีหน่อย อาจจะมีหลักฐานจารึกทางประวัติศาสตร์เอาไว้อย่างชัดเจน แล้วก็หลายแหล่งอาจจะคอนเฟิมตรงกัน ทำให้บรรดานักประวัติศาสตร์ต่างก็สามารถสรุปตกลงกันได้อย่างไม่มีปัญหา
กรณีชื่อสามเสน โชคอาจไม่ค่อยดีนัก หลักฐานขาดหายไม่ชัดเจน และบางทีก็ขัดแย้งกันเอง แต่อย่างไรก็ตาม นั่นก็ยังดี ที่ยังอุตส่าห์มีจารึกลายลักษ์อักษรอะไรหลงเหลืออยู่บ้าง
นี่ขนาดแค่ยุคไม่กี่ร้อยปีก่อน แล้วถ้าเกิดเราย้อนกลับไปไกลมากๆ จนถึงยุคที่มันแทบจะไม่มีบทจารึกอะไรหลงเหลืออยู่เลยล่ะ?
เราจะรู้เรื่องราวในอดีตได้อย่างไร ถ้าเกิดคนสมัยก่อนที่อยู่ในเหตุการณ์ ไม่ได้คอยมานั่งจดบันทึกเอาไว้ให้คนรุ่นหลังอ่าน?
ที่มารูป 1ปิรามิดแห่งอียิปต์..
ก่อสร้างขึ้นตั้งแต่สี่ถึงห้าพันปีก่อนเพื่อเป็นหลุมศพให้กับเหล่าเทวราชาผู้ทรงอำนาจ ยอดของมันสูงเสียดฟ้า ก้อนหินก้อนเท่าควายจำนวนนับล้านก้อน แต่ละก้อนหนักเป็นตันๆ หินเหล่านี้ถูกขนมาจากไหน? ลากมาได้อย่างไร? คนสมัยก่อนที่ไม่มีเทคโนโลยีอะไรเลย ทำไมถึงได้ตัดหินได้เรียบขนาดนั้น? แล้วสามารถยกหินหนักขนาดนั้นขึ้นไปไว้ยอดสูงเป็นร้อยๆ เมตรได้อย่างไร?
ที่มารูป 1บ้างก็ว่า.. ไม่แน่ อารยธรรมโบราณสมัยก่อนอาจจะรุ่งเรืองรุดหน้ากว่าคนสมัยนี้เสียอีก บ้างก็ว่า ต้นกำเนิดอารยธรรมดังกล่าว อาจจะมาจากแอตแลนทิส ทวีปที่เคยยิ่งใหญ่ แต่ก็จมหายสาปสูญไปในมหาสมุทรอย่างลึกลับตามคำบอกเล่าของมหาปราชญ์เพลโต บ้างก็ว่า ลำพังมนุษย์สมัยก่อน ไม่มีทางสร้างปิรามิดได้ด้วยตนเองแน่ๆ แต่อาจได้รับความช่วยเหลือจากเทคโนโลยีของมนุษย์ต่างดาวผู้เคยมาเยี่ยมเยือนโลก..
ใครจะว่ายังไงก็ว่าได้นะครับ แต่สุดท้ายแล้วมันก็ต้องมาดูกันที่หลักฐานอยู่ดี
ปลายปี 2006 ที่ผ่านมา นักวัสดุศาสตร์จากหลายสถาบัน ได้ร่วมกันลงมือใช้เทคโนโลยีล่าสุดวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของหินปิรามิดอย่างถ้วนถี่ ผลการวิจัยที่ปรากฏออกมาถือเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะพลิกภาพวิธีการสร้างปิรามิดในหัวของพวกเราไปโดยตลอดกาล
สรุปแล้ว.. ปิดรามิด ทำด้วยปูนครับ
หรืออย่างน้อยๆ ก็ส่วนหนึ่งแหละ จะเป็นปูนเกือบทั้งหมดเลยหรือไม่นั้น ยังคงต้องไปเก็บตัวอย่างมาศึกษากันต่อไป แต่ทว่าเท่าที่ทดสอบไปแล้ว ผลออกมาชัดเจนครับ กล่าวคือองค์ประกอบของมันไม่เหมือนกับหินธรรมชาติ แต่ไปเหมือนกับหินที่ผสมขึ้นมา โดยการเอาทรายเอานู่นเอานี่เทใส่ลงไป เติมน้ำ แล้วก็รอให้มันค่อยๆ แข็งตัว แบบนั้นมากกว่า พูดง่ายๆ ก็คือเป็นเทคนิคเดียวกับการผสมปูนผสมคอนกรีตในสมัยนี้นั่นเอง การค้นพบว่าชาวอียิปต์โบราณรู้จักทำแบบนี้ ทำให้ปริศนาต่างๆ กระจ่างขึ้นมากทีเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องที่ว่าพวกเขาเอาหินหนักๆ ขึ้นไปโปะบนยอดได้อย่างไร ถ้าว่ากันตามวิธีแบบที่เพิ่งค้นพบใหม่นี้ ก็จะสามารถทำได้โดย ค่อยๆ ขนเอาน้ำเอาส่วนผสมต่างๆ ขึ้นไปเป็นถังๆ จากนั้นก็ค่อยไปเทใส่บล็อคไม้ขนาดใหญ่ แล้วหล่อออกมาเป็นแท่งสำเร็จรูปบนนั้นเลย ไม่จำเป็นต้องลากหินทั้งก้อนขึ้นไปจากข้างล่าง
โอว.. เห็นมั้ยล่ะครับ ต่อให้คุณฟาโรห์ไม่มีอีเมล ต่อให้ไม่มีชาวอียิปต์คนไหนจดบันทึกเอาไว้ เราก็ยังคงสามารถไขปริศนาความลับของอดีตออกมาได้
หลักฐานที่มาของสิ่งต่างๆ ไม่จำเป็นต้องมาจากสิ่งที่เป็นลายลักษณ์อักษรเสมอไป อดีตมักทิ้งร่องรอยเอาไว้เสมอ อย่างในกรณีปิรามิดนี่ คำตอบก็ซ่อนอยู่ข้างในก้อนหิน ในกรณีอื่นๆ คำตอบอาจล่องลอยอยู่ตามลม ละลายอยู่ใต้น้ำ หรือไม่ก็ สอดแทรกอยู่ในแสงดาว..
เราเรียกพวกร่องรอยเบาะแสประเภทนี้ว่า หลักฐานทางกายภาพ (physical evidence) และด้วยหลักฐานทางกายภาพเหล่านี้เอง มนุษยชาติจึงมีศักยภาพในการที่จะสามารถขุดคุ้ยค้นหาเรื่องราวที่มาของสิ่งต่างๆ ย้อนกลับไปได้เป็นแสนๆ ล้านๆ ปี.. อย่าว่าแต่วิธีสร้างปิรามิดเลย กระทั่งย้อนกลับไปจนถึงที่มาของชีวิต หรือต้นกำเนิดจักรวาล เราก็สามารถเรียนรู้ได้ ขึ้นอยู่แต่เพียงว่า เราจะฉลาดพอที่จะอ่านเบาะแสออกหรือไม่เท่านั้นเอง

