ยุคสมัย Snack!

- จิรัฏฐ์ เฉลิมแสนยากร -


วิถีชิวิตของคนเมืองส่วนใหญ่ เป็นที่รู้กันว่าเร่งรีบ และถูกรุมรัดด้วยเวลาที่ขาดแคลน ดังนั้น วัยรุ่นจึงไม่ใช่วัยที่ใจร้อนวัยเดียวเสมอไป

ในขณะที่เขียนบทความนี้ (10 นาที) ผมเปิดเว็บไซต์ดาวน์โหลด Music Video จาก Youtube (2 นาที) จากนั้นหมุนตัวไปหยิบมือถือขึ้นมาอ่านข้อความ (1 นาที) แล้วกลับมาหน้าคอมฯ เพื่อเปิด MSN Messenger คุยกับเพื่อน (3 นาที) แล้วรอโหลดรูปตอนไปเที่ยว (1 นาที) มืออีกข้างหนึ่งก็จ้วงไปในถุงมันฝรั่งทอด แล้วหยิบเข้าปาก ในขณะที่รอเพื่อนตอบกลับมา ผมก็ไปเปิดเว็บบล็อคของเพื่อนอ่านอย่างคร่าวคร่าว (5 นาที) รวมทั้งบทความต่างต่างในเว็บไซท์ประเภทนิตยสารรายสัปดาห์และรายเดือน (5 นาที) แวบไปดูทีวี (2 นาที) จากนั้นกลับมาอ่านบทความในเว็บไซท์ต่อ

แล้วเวลาที่ผมทำสถิติมาตลอด ก็สะดุดหยุดลง ที่เว็บไซต์ www.wired.com

wired magazine online ฉบับนี้ พูดเรื่อง Snack Age (*)

ยุคอะไรกัน ยุคขนมขบเคี้ยว? ผมเคยได้ยินแต่ยุคโลกาภิวัตน์ ยุคโลกไร้พรมแดน ยุคโพสต์โมเดิร์น ยุคทักษิโณมิกส์ ยุครัฐบาลแฝด ยังไม่เคยได้ยินยุคขนมขบเคี้ยวเลย

ผมยิ่งสงสัย ผมยอมเสียเว (คำย่อของ เสียเวลา) และหยุดกิจกรรมอื่นทันที

คำโปรยกล่าวว่า หนัง, ทีวี, เพลง, เกมส์ และวัฒนธรรมป๊อบ (แป๊บ) มาในรูปแบบคุกกี้ขนาดพอคำเอาไว้เคี้ยวและกลืนอย่างรวดเร็ว (Movies, TV, songs, games, Pop culture now comes packaged like cookies or chips, in bite-size bits for high-speed munching.)

หมายความว่า ในยุคขนมขบเคี้ยวนี้ ทุกสิ่งอย่างโดยเฉพาะความบันเทิงในกระแสหลัก ถูกปรับให้เข้ากับวิถีชีวิตอันเร่งรีบ เพื่อตอบสนองความต้องการอันมากมาย (ละโมบ) ของผู้บริโภค (ที่ไม่ใช่เฉพาะวัยรุ่นใจร้อนอีกต่อไป)

บทความในเว็บไซต์ยกตัวอย่าง Nabisco ที่ผลิต Mini Oreo ที่ถูกย่อขนาดให้พอดีคำจนถูกใจคนกิน ถึงขนาดเป็นคุกกี้อันดับ 1 ด้วยยอดขาย 3 พันล้านเหรียญสหรัฐ! นอกจากนี้ยังยกตัวอย่าง Apple ที่ผลิต iPod nano ออกมาในเดือนตุลาคม 2548 ที่ยังคงคุณสมบัติในการดูหนัง ฟังเพลง ดูมิวสิควิดีโอ และพกพาไปได้ทุกที่ในทุกท่าได้เหมือนเดิม แต่แตกต่าง คือมันเล็กกว่าเดิม

รวมทั้งนิตยสารที่เป็นแหล่งความรู้อย่าง Reader's Digest ก็ถูกปอก (pared) ข้อมูลให้เหลือแต่สาระสำคัญขนาดย่อ

กล่าวต่อว่า "เพลง ทีวี เกมส์ หนัง แฟชั่น ล้วนเป็นวัฒนธรรมป๊อบที่พวกเราสวาปาม (devour) กันเข้าไปอย่าง เดียวกับที่เพลิดเพลินในการกินลูกอมและคุกกี้ขนาดพอดีคำ ที่ง่ายต่อการเคี้ยวและง่ายต่อการยัดเข้าไปให้ได้เร็วเร็วและมากมาก ( Music, television, games, movies, fashion: We now devour our pop culture the same way we enjoy candy and chips - in conveniently packaged bite-size nuggets made to be munched easily with increased frequency and maximum speed.)

นี่หมายความว่า ในยุคนี้ทุกอย่างถูกออกแบบมาให้ผมได้บริโภคทุกสิ่งให้ง่ายและให้เยอะเข้าไว้หรือเนี่ย

บทความได้แบ่ง การโจมตีของขนมขบเคี้ยว (Snack Attack!) ไว้คือ Online, Biz, Culture, Tv/Film, Music และ Games

ในหมวด Music นั้น Joanna Pearlstein กล่าวว่า เดี๋ยวนี้อัลบั้มไม่ใช่แค่อัลบั้มแต่ยังเป็นโอกาสที่จะตัดเพลงในอัลบั้ม ให้กลายเป็นริงโทนส์ เพื่อเอาไว้ดาวน์โหลด ไว้แปะหน้าบล็อคและอื่นอื่น (An album isn't just an album anymore - it's an opportunity to dice a dozen songs into ringtones, downloads, blog skins, and more.)

และเพลงก็โด่งดังแค่ท่อน hook โดยเฉพาะเพลงป๊อบจะถูกเฉือนออกมาเป็นท่อนสั้นสั้น (snippet) เพื่อนำไปใช้ประกอบทีวี ภาพยนตร์ เว็บไซต์ รวมทั้งวิดีโอเกมส์

Sean Cooper กล่าวว่า เพลงป๊อบก็คือท่อนฮุคสั้นสั้น และเดี๋ยวนี้ มันคือเพลงป๊อบความยาว 30 วินาที (" Pop music has always been about hooks and concise melodic content," she says. "Now it's the 30-second pop song." )

ถ้าหากจะกล่าวถึงการโจมตีของยุคขนมขบเคี้ยวในด้านวัฒนธรรม ที่เด่นชัดที่สุดและใกล้ตัววัยรุ่นที่สุดก็คือ ภาษา

พวกเราชอบตัดคำให้สั้น ไม่ใช่เพราะเสียเวลาในการพูด แต่ยังเสียเวลาในการพิมพ์ (MSN Messenger)

เช่น เสียเว (เสียเวลา) เคเค (โอเค) จิงดิ (จริงดิ) คับ (ครับ) หร่อย (อร่อย) ฯลฯ

บางครั้งอาจเปลี่ยนตัวอักษรที่มันรุ่มร่าม ให้ง่ายต่อการพิมพ์ เช่น เทอ (เธอ) วิกิด (วิกฤติ) พาสา (ภาษา) อังกิด (อังกฤษ) สัด (สัตว์) ปะติบัด (ปฏิบัติ) รำคาน (รำคาญ) ฯลฯ

หรือใช้สัญลักษณ์ เช่น เลข 5 แทนการหัวเราะมากกว่าจะพิมพ์ ฮ่าฮ่า หรือ Ha-Ha และถ้าหัวเราะดังจะใช้เครื่องหมาย + ต่อท้าย เป็น 555+

ไม่ใช่แค่วัยรุ่นไทยเท่านั้นที่ใช้ภาษา Snack แบบนี้ แต่วัยรุ่นอเมริกันก็ใช้ เช่น c u l8r (See you later)

Jake Swearingen กล่าวโดยสรุปว่า การที่วัยรุ่นใช้ภาษาแบบนี้ไม่ใช่ว่าไม่รู้หนังสือ เพียงแต่พวกเขาไม่ได้ใส่ใจมัน นั่นเป็นเพราะพวกเขาทำอะไรหลายหลายอย่างในเวลาเดียวกัน (And they use instant messaging to overclock their multitasking - while participating in an average of 2.7 IM conversations at a time, they're also surfing the Web (70 percent of respondents), writing a paper (39 percent of respondents) or talking on the phone (22 percent of respondents). Illiterate? Nah, just unfocused.)

ภาพยนตร์ที่ดูกันในโรง 2 ชั่วโมงนั้นถูกทำให้เป็น Snack เช่นเดียวกัน จากที่เคยมีนักแสดงที่เล่นไปตามบทบาทที่เขียนขึ้น กลับกลายเป็นหนังสั้น 30 วินาทีและไม่มีสคริปต์ อาจเป็นแค่ใครบางคนเดินข้ามถนนแล้วก็จบ และที่ง่ายกว่านั้นคือนำออกอากาศบนอินเทอร์เน็ต ตามเว็บไซต์ www.Youtube.com และ Gofish การโพสต์หนังลงบนอินเทอร์เน็ตยังวัดได้ว่าผู้ชมชอบเรามากแค่ไหน โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งบริษัทวิจัยเลย

ในนิตยสารยังกล่าวถึงอีกหลายส่วน ซึ่งผมไม่สามารถนำมาเขียนได้ทั้งหมด (สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://www.wired.com/wired/archive/15.03) แต่ตัวอย่างที่ยกมานี้น่าจะทำให้เห็นได้ว่า ยุคสมัย Snack นั้นทุกสิ่งอย่างที่เป็นแหล่งบันเทิง ศิลปะ วัฒนธรรม ถูกทำให้เคี้ยวง่าย กลืนง่ายโดยไม่ต้องคิด ขอเน้นปริมาณเพื่อผลกำไรก็พอ (แต่ไม่พอเพียง)

ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการผลิต Snack รายใหญ่ไม่ใช่อื่นใดนอกจากภาครัฐและเอกชน (ซึ่งมีผลประโยชน์ต่อกัน) เข้าควบคุมสื่อหลัก (ทั้งทางตรงและทางอ้อม) และเลือกสารที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจของตัวเอง

สื่อทางเลือกถูกเบียดให้ตกขอบไปอยู่ในอินเทอร์เน็ต และถูกมองว่า เข้าใจยาก ไกลตัว กลืนลำบาก ปวดหัวคิดเยอะ และเสียเว

ยุคโลกไร้พรมแดน ทุกคนมีเสรีภาพในการเสพสื่อหรือทำอะไรก็ได้ เป็นความจริงหรือแค่สโลแกนลวงตาของสินค้าบางประเภท

แต่ทีเห็นและเป็นจริงต่อหน้าต่อตาก็คือ ยุคขนมขบเคี้ยว

ยุคสมัย Snack กำลังครองโลก


ตีพิมพ์ครั้งแรก: นิตยสารฅนมีสีรายปักษ์วิจารณ์ ปักษ์หลัง เมษายน 2550