Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
Artvirus
สนธยา ทรัพย์เย็น และทีมงานฟิล์มไวรัส


100 ปี มนัส จรรยงค์ - 110 ปีภาพยนตร์ในเมืองไทย และ 4 พลังคนกายสิทธิ์ฉบับลูกทุ่ง

- สนธยา ทรัพย์เย็น -

filmvirus@yahoo.com


100 ปี มนัส จรรยงค์


“เครื่องแต่งตัวของเขาไม่ถึงปะหรือชุน แต่ทว่ามันอ่อนความสะอาดไปเล็กน้อย เสื้อสีขาวและกางเกงผ้าลายสองสีขาวเหมือนกัน แต่บัดนี้เจ้าสีไข่ไก่กำลังจะแทรกแซงเข้ามาทำให้มันเปลี่ยนสีไป รองเท้าที่ข้างบนยังบอกทีท่าว่าจะเป็นรองเท้าชั้นแนวหน้า แต่พื้นของมันรองไว้ด้วยกระดาษแข็ง ถ้าไม่มีกระดาษแข็งรอง แน่นอนทีเดียวเท้าของเขาจะต้องเปรอะโคลน”

จาก ‘ใกล้อวสาน’

รุ่ง น้ำเพชร (หนึ่งในนามปากกาของ มนัส จรรยงค์)


เรียกผมเป็นพวกหัวนอกจอมหลงผิดตามแต่ใจท่านเถิด เพราะว่ากันตามจริง วรรณกรรมไทยส่วนใหญ่สำหรับผมถือเป็นของแสลง และในเมื่อผมยังไม่มีโครงการสืบสานอนุรักษ์ไทยตามวัยที่บ่ายคล้อยเฉกเช่นเดียวกับกลุ่มเพื่อนผู้กลับใจอีกหลายท่าน ผมจึงยังไม่พร้อมที่จะสรรเสริญชื่อศักดิ์สิทธิ์ของครูบาอาจารย์เหล่านั้น เว้นก็แต่นามของ มนัส จรรยงค์ และอีกไม่มากนักที่ผมขอแยกไว้ในกรณีพิเศษ

โดยไม่โกหกและไม่อ้อมค้อม การเรียกตัวเองเป็นแฟนงานของมนัส จรรยงค์ นั้นคงเป็นการสอพลอภาพพจน์ตัวเองให้ดูดีไปหน่อย เรื่องสั้นและนิยายของเขาสักกี่เรื่องกันที่ผมรู้จักและรักใคร่ พูดให้ถูกคือผมไม่เคยหลงใหลงานของเขาเลยด้วยซ้ำ แต่ที่สำคัญกว่าความหลง คือความเคารพในความจริงใจของการเป็นนักเขียนที่อุดมด้วยความเป็นนักสู้ วิญญาณขบถคะนองที่สะท้อนชัดทั้งในชีวิตจริงและชีวิตปั้น งานเขียนซึ่งมากด้วยประสบการณ์และพรสวรรค์ในการถ่ายทอดชีวิตพื้น ๆ ธรรมดาของชาวบ้านในรูปแบบที่แล้งจริต ซ้ำยังอัดฉีดเลือดลุกทุ่งเย้ยหน้านักเขียนมากหน้าที่ยึดติดวิชาเสี้ยมสอนแนวครูรัฐบาล จนขาดกลิ่นและดีเอ็นเอของตัวเอง นับว่าหาได้ยากทีเดียว ทั้งในยุคนั้นและยุคนี้ที่สื่อสมัยใหม่ปั้นศิลปินไทยแนวเพื่อชีวิต นักปลุกกำลังขวัญชาติซึ่งปรับแต่งอาภรณ์นักแสดง (ตัวประกอบ) ของตัวเองให้สอดรับกับแนวคิดทุนนิยมและจุดยืนทางการเมืองได้อย่างน่าแปลกใจ ตราบใดที่ไม่มีใครมาแตะต้องไก่ชนในละแวกรั้วบ้านของเขา

ด้วยเรื่องสั้นอย่าง จับตาย ซาเก๊าะ ท่อนแขนนางรำ สลัดเครา ติดขวาก กากมนุษยธรรม เรื่องสั้นชุดเฒ่า ฯลฯ ที่ยังประกาศกล้าแก่หนุ่มสาวในยุคเคเอ็ฟซีว่า หูตาของ มนัส จรยงค์ ไวและละเอียดอ่อนพอที่จะจำลองบทสนทนาเสียงเสนาะในวิถีชีวิตลูกทุ่งได้อย่างถึงกึ๋น (ไม่เสียลายหัวหน้าวงดนตรีที่เล่นได้ทั้ง ซออู้ ซอด้วง ขิม ไวโอลิน) อีกทั้งไม่ฟุ้งอุดมคติปีศาจวัลยาให้ตัวละครเป็นหุ่นกระป๋อง หรือเอื้อนสำบัดสำนวนรกรังให้ไอ้ขาม ไอ้โกร่ง อึ้งทึ่ง สะดิ้ง ในยุคของการหลบระเบิดสงครามญี่ปุ่นซึ่งตะเกียงน้ำมันมะพร้าวยังเป็นอุปกรณ์ส่องทางตามถนนกรุงเทพ ฯ ค่าเรื่องวันละ 1 บาทซึ่งพอเพียงกับปากท้องรายวัน ไม่น่าเชื่อว่าสังคมไทยเคยมียุคหนึ่งที่นักอ่านติดหนังสือเกรียว ขนาดที่เมื่อ ‘แผลเก่า’ ของ ‘ไม้เมืองเดิม’ วางตลาดครั้งแรก นิยายยังเกลี้ยงแผงได้ใน 3 วัน เทียบกับผังสถิติของสังคมข่าวเน็ทฉับไวสมัยนี้ที่ประจานว่าคนไทยอ่านหนังสือน้อยแบบปีหนึ่งนั่งเรียงคำกับประโยคได้ มันไม่ง่ายนักที่จะเข้าใจปรากฏการณ์ในกาลก่อน และแน่นอนว่าสิ่งที่ใกล้เคียงกับปาฏิหาริย์เยี่ยงนั้นคงไม่กลับมาอีก

มนัส จรรยงค์ นักเขียนผู้ถึงแก่กรรมเมื่ออายุเพียง 58 ปี นั้นเคยมีบ้านเกิดอยู่เมืองเพชรบุรี ลืมตาทักโลกเมื่อ 10 มิถุนายน 2450 เขาเคยใช้นามปากกาหลายชื่อ เช่น ฤดี จรรยงค์, ทุ่งน้ำเพชร หรือ อ. มนัสวีร์ (แปลตามตรงว่า “อ้อมผู้กล้าหาญ” หรือ “อ้อม ใจเด็ด” ตามชื่อภรรยาคู่ทุกข์คู่ยาก “อ้อม บุนนาค / จรรยงค์”) มนัส เป็นคนทำงานหนังสือพิมพ์และเขียนงานว่องไว แต่บ่อยครั้งก็ยังปากกัดตีนถีบเลี้ยงครอบครัวแบบชักหน้าไม่ถึงหลัง ส่วนหนึ่งเพราะความใจกว้างเอื้อเฟื้อเพื่อนฝูง ซึ่งเพื่อนสนิททุกคนรู้ซึ้งดีถึงความเป็นคอดื่มระดับตัวกลั่น (เหล้าขาว) รวมทั้งความเป็นคนเสียงดังใจสปอร์ตเข้มอารมณ์ขันของ มนัส

หลังจากที่ย่อหน้าแรกสุด ผมได้ยกตัวอย่างจากเรื่องสั้น ‘ใกล้อวสาน’ เพื่อแสดงความเป็นเลิศในภาษาเรียบง่ายไม่หรูหราของ มนัส จรรยงค์ ที่ชำนาญการบรรยายภาพความจนของนักเขียนวัยเฉียด 60 ปี ซึ่งหมดหนทางเลี้ยงลูกเมีย เพราะขายต้นฉบับนิยายไม่ออก อันพลอยให้คนอ่านเช่นเราต้องเท้าสึกและหวั่นอาการแสบท้องถามหากันไปตาม ๆ คราวนี้เราลองมาดูการบรรยายถึงแสงสุขสันต์ เมื่อนักเขียนชรา (ในเรื่อง) ยอมกายขายฝีมือเป็น “โกสต์ไรเตอร์”ให้คนอื่นรุ่งโรจน์ จนถีบทุกข์ฐานะในครอบครัวให้แล้งมลายไปตามวันคืน ย่อหน้าต่อไปนี้ยังคงอ้างจากเรื่องสั้น ‘ใกล้อวสาน’ เช่นเดียวกัน

“แสงสว่างสาดโครมเข้ามาในห้องอันมืดทึบ ความหม่นหมองโรยราเริ่มละลายหายไปพร้อมด้วยความมืดและอับแสง เขาพุ่งสายตาออกไปทางลูกกรง กลีบกุหลาบหล่นร่วงลงไปจากดอกสิ้นแล้ว เหลือแต่เกสรอันดำคล้ำเหมือนยาเส้น ทันทีนั้นเองเขาก็พบดอกใหม่ที่กำลังตูม ชูดอกบังใบอยู่อีกดอกหนึ่ง ในเวลาสองหรือสามวันข้างหน้ามันก็คงจะบาน เครื่องแต่งตัวถูกไถ่ถอนออกมาจากโรงจำนำ พร้อมด้วยสร้อยของภรรยาของเขา เด็กๆ หน้าเปล่งปลั่งและได้ไปโรงเรียนกันตามปกติ”

ในโอกาสครบรอบวาระ 100 ปี มนัส จรรยงค์ ในวันที่ 10 มิถุนายน 2450 นี้ แม้จะยังไม่มีหน่วยงานทางรัฐบาลหน้าไหนควานพบความสำคัญของเขาจนนำไปทำเป็นสแตมป์หรือจัดงานรำลึกให้ แต่ทาง Artvirus ขอคารวะหนึ่งจอกสุราตราโกวเล้ง แด่ 1 ในสุดยอดนักเขียนสยาม ซึ่งตลอด 35 ปีบนเส้นทางเขียนผลงานวรรณกรรมแบบต่อเนื่องของ มนัส จรรยงค์ นั้นคงไม่ทำให้เส้นทางเดินของนักเขียนไทยในวันข้างหน้าเงียบเหงาแล้งเสียงครื้นเครงจนเกินไป

ก่อนจบขอทิ้งท้ายด้วยประโยคหนึ่งจาก ‘ใกล้อวสาน’ เมื่อนักเขียนชราตกยุค ถูกบรรณาธิการวัย 25 ปีแนะนำว่าหากเขียนเรื่องให้โรแมนติก หรือทันสมัยไม่เป็น ก็สมควรคัดลอกเลียนแบบงานของคนอื่นเขา “อย่ามัวคิดเอาเองอยู่เลยคุณ”

แต่นี่คือคำตอบของนักเขียนชราต่อตัวบรรณาธิการหนุ่ม ที่อาจมีคุณค่าอยู่บ้างสำหรับนักเขียนไทยรุ่นอนาคต

“แต่ว่าขอโทษนะครับ ในกระท่อมของพ่อของผม มีอาคาร เคหาสน์ มีปรัชญา อภิปรัชญามาไว้ให้พร้อมแล้ว สุดแต่ว่าผมจะตักตวงเอาตามชอบใจ”


(หมายเหตุ: จับตาย เคยถูกสร้างเป็นภาพยนตร์เมื่อปี 2528 นำแสดงโดย สรพงศ์ ชาตรี, รณ ฤทธิชัย และ ชลิต เฟื่องอารมณ์ ถือเป็นงานดีมีมาตรฐานเหนือกว่าหนังไทยทั่วไปทั้งในสมัยนั้น และในสมัยนี้)


110 ปีภาพยนตร์ยังให้เกิดปัญญา: ว่าด้วยวาระเฉลิมฉลองการฉายภาพยนตร์ครั้งแรกในเมืองไทย

ถึงแม้ว่า มนัส จรรยงค์ จะเคยเฉียดใกล้การค้าเงามายาในหนังที่เขียนบทและกำกับโดย ‘ยาขอบ’ มาแล้วครั้งหนึ่ง (โชคร้ายที่หนังยกเลิกเสียก่อนได้โชว์ฝีมือการแสดง) แต่ก็เรียกได้ว่าปูมประวัติของ มนัส จรรยงค์นั้น คลอเคียงมากับประวัติศาสตร์การฉายหนังในเมืองไทยทีเดียว เรียกว่าเติบโตไล่เลี่ยกันมาไม่ห่างไกลเกิน 10 ปี เปรียบดั่งพี่ใหญ่กับน้องสุดท้อง มาเสียจังหวะทิ้งห่างหน่อยก็แค่ตอนจบ ที่ มนัส จรรยงค์ ขออำลาไปสวรรค์เสียก่อน ขณะที่ภาพยนตร์ไทยเดินหน้าล่วงมาจนเกินวัยกลางคน

ในโอกาสครบรอบวาระ 110 ปี แห่งการฉายภาพยนตร์ครั้งแรกในเมืองไทย ซึ่งประจวบเหมาะกับวาระ 100 ปี มนัส จรรยงค์ พอดิบพอดี ทางมูลนิธิหนังไทย จับมือกับ อุทยานการเรียนรู้ TK Park เซ็นทรัลเวิล์ดพลาซ่า นิตยสารไบโอสโคป และ ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส) ร่วมกันจัดฉายหนังรำลึกถึงวาระทางประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญนี้

โดยในงานนี้ ท่านผู้ชมจะได้พบกับหนังเงียบยุคเริ่มแรก ตั้งแต่สมัยหนังยังไม่รู้จักการเล่าเรื่องจนกระทั่งเล่าเรื่องเป็น เช่นหนังชีวิตธรรมดาสามัญรายวันที่บันทึกโดยพี่น้องลูมิแยร์ (Lumiere Brothers) เช่นภาพขบวนรถไฟจอดเทียบชานชาลา ครอบครัวป้อนอาหารให้ลูก ขบวนรถม้ารถรางของเมืองหลวงต่างๆ ทั่วโลก ตลอดจนถึงภาพขบวนแห่ของมหากษัตริย์หรือบุคคลสำคัญต่าง ๆ จากนั้นหนังจึงเริ่มหัดคิดค้นการเล่าเรื่องทีละเล็กละน้อย เริ่มจากมุขตลกกลั่นแกล้งหรือตลกเจ็บตัวในแบบต่างๆ เช่น เรื่องราวของเด็กที่แกล้งเหยียบสายยางของชายชาวสวนขณะกำลังรดน้ำต้นไม้ หรือการผสมเทคนิคมายากลเข้ากับเทคนิคของภาพยนตร์ เช่นชายหายตัวได้ หัวที่ขาดจากร่างถูกสูบลมฟูฟ่องเหมือนยางจนหัวระเบิด การผจญภัยออกนอกอวกาศด้วยขบวนรถไฟทะลุแกแล็คซี่ เรียกได้ว่ากว่าที่หนังจะเริ่มเปล่งเสียงพูด หนังต้องเรียนรู้การเล่าเรื่องจากวิถีทางละครเวที นิยาย การแสดงตลกบนเวที ปรุงแต่งไปมาหลายตลบกว่าจะรู้จักการตัดภาพไกลใกล้ สลับเรื่องเล่าไปมา ย้อนหน้าย้อนหลัง ลดการแสดงจัดจ้านแบบละครเวทีลง เหลือเพียงการใช้สายตา มือ คิ้ว ท่าทางกระมิดกระเมี้ยนแบบต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนผ่านการลองถูกลองผิดกว่าจะกลายเป็นหนัง จารุณี สุขสวัสดิ์ หน้าใสสวย หรือ Spiderman ที่เราดูอย่างสนุกสนานในทุกวันนี้ (ยกเว้นภาค 3 ไม่สนุกแล้ว)

ด้วยกาละดังกล่าว ทาง ดวงกมลฟิล์มเฮ้าส์ (ฟิล์มไวรัส) จึงได้คัดเลือกภาพยนตร์เยอรมันเรื่อง Trick of the Light มาจัดฉาย โดยภาพยนตร์เรื่องนี้เกี่ยวกับการคิดค้นเครื่องฉายหนัง “บีโอสโคป” – Bioskop หรือ (Bioscope ในภาษาอังกฤษ) ของพี่น้องตระกูล สกลาดานอฟสกี้ (Skadanowsky) คือ มักซ์ และ เอมิล สกาดานอฟสกี้ ที่จัดฉายหนังแก่สาธารณชนเป็นครั้งแรกที่เบอร์ลิน ก่อนที่พี่น้องลูมิแยร์จะฉายหนังที่ปารีสประมาณ 2 เดือน แต่เนื่องจากเครื่องฉายหนังของพี่น้อง สกลาดานอฟสกี้ นั้นไม่สมบูรณ์แบบเท่าเครื่องของพี่น้องลูมิแยร์ อนาคตของภาพยนตร์โลกจึงต้องถูกนำขบวนโดยชาวฝรั่งเศสในบัดนั้น (ก่อนที่หนังเล่าเรื่องจะคืนกำไรกลับให้หนังเงียบเยอรมันและลงเอยด้วยหนังอเมริกันยุคเด็กสร้าง “ดารา” ในเวลาต่อมา)


Trick of the Light


หนังเล่าเรื่องเล่าเรื่องแบบสบาย ๆ ที่สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีภาพยนตร์โลกในปี 1995 เรื่องนี้มีความยาวเพียง 79 นาทีเท่านั้น แถมยังดูเบาสบายกว่าหนังหลาย ๆ เรื่องของผู้กำกับ วิม เวนเดอร์ส (Wim Wenders- อ่านหนังสือ The 8 Masters ของสำนักพิมพ์ openbooks -เฮ้อได้เวลาทำลิ้งค์โฆษณาเสียทีรออยู่ตั้งนาน) เรื่องนี้เขาได้ร่วมมือกับนักศึกษาที่โรงเรียนภาพยนตร์หลายๆ คนอย่าง เยอรมัน คราล และ เวี้ยต เฮล์มเมอร์ ที่ต่อมาสร้างชื่อเรียงนาม เขียนบทจากประวัติศาสตร์จริง ของพี่น้องตระกูล สกลาดานอฟสกี้ เล่าเรื่องแทบทั้งหมดผ่านปากคำลูกสาวของ มักซ์ สกลาดานอฟสกี้ รวมทั้งเราจะได้เห็นตัวจริงของเธอในวัยปัจจุบันซึ่งชรามากแล้ว โดยผู้กำกับ Wim Wenders ได้เชิญเธอมาเล่าเรื่องประกอบถ่ายทำเป็นหนังขาวดำซ้อนหนังขาวดำและซ้อนหนังสีอีกที

ใครที่อยากเห็นกล้อง หรือเทคนิคภาพยนตร์ยุคบุกเบิกเชิญลองชม มีครบหมดทั้งภาพไอริสแบบหรี่เฟรมภาพหดลงเรื่อย ๆ เหลือแต่วงกลม ๆ เทคนิคภาพหยาบ ๆ เรียบง่าย แต่มีเสน่ห์ที่คุ้นเคยกันดีจากหนังตลกของ ชาลี แชปปลิน ตลกอ้วนผอม หรือ บัสเตอร์ คีตั้น ก็มีให้ดู อีกทั้งภาพสาวรัสเซียแกว่งผ้าเต้นระบำเอ็กโซติก แถมยังจับมาเล่นเป็นมุขตลกกับคนดูเสียอีก ซ้ำยังมีกล่าวถึงชัยชนะของพี่น้องลูมิแยร์ในตอนท้ายเรื่องด้วย

ติดตามชม Trick of the Light และภาพยนตร์เรื่องเด่นอื่น ๆได้ในวันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน 2550 ตั้งแต่เวลา 13.00 น. ถึงเวลาประมาณ 20.00 น.ที่ศูนย์เอนกประสงค์ อุทยานการเรียนรู้ TK Park เซ็นทรัลเวิล์ดพลาซ่า

กรุณาเช็คข้อมูลการฉายเพิ่มเติมที่ www.tkpark.or.th


ยอดมนุษย์คอมพิวเตอร์ (4 พลังคนกายสิทธิ์ ฉบับพื้นบ้านไทย)

เพื่อเตรียมตัวต้อนรับ The Fantastic Four ภาคใหม่ล่าสุด ขอเชิญร่วมย้อนกลับไปหา 4 พลังกายสิทธิ์ ในแบบฉบับปลาร้าผสมขนมปัง ถึงแม้ว่าการต่อสู้ของคนเหล่านี้จะเป็นการต่อสู้ความอยุติธรรมระดับส่วนบุคคล หรือระดับท้องถิ่น ไม่ใช่ระดับกอบกู้โลก ดังเช่นที่ฮีโร่ในฉบับหนังอเมริกันกระทำ

‘ยอดมนุษย์คอมพิวเตอร์’ เป็น เรื่องราวของ 4 หนุ่มที่เกิดมาในวันเดียวกัน พร้อมกับลมฟ้าอาเพศ ทำให้ทั้ง 4 ครอบครัวได้ลูกชายที่เกิดมาพร้อมกับลักษณะประหลาดไม่เหมือนชาวโลก คือคนหนึ่งมีก้นแหลมเหมือนฉลาม อีกคนขี้มูกเกรอะกรังจนใช้ปะยางได้สบาย อีกคนขยายหูกางใช้ต่างใบเรือก็ได้ แถมสามารถรับฟังเสียงไกลได้ดีกว่าคลื่นวิทยุ (แต่ชอบเอามาใช้ฟังเสียงชาวบ้านนินทากัน) ส่วนอีกคนมีมือใหญ่ หากตบใครสักทีคงหงายเก๋ง ทั้งหมดนี้มีจุดร่วมกันอย่างหนึ่งคือความขี้เล่นและขี้เกียจ สุดท้ายพ่อแม่ของแต่ละครอบครัวจึงร่วมใจกันส่งไปเผชิญโลก แต่ไม่ใช่เป็นการใฝ่หาวิชาแบบพระอภัยมณีหรอก พวกเขารับจ๊อบจิปาถะตามความถนัดของตน สำเร็จบ้างเละเทะบ้างตามถนัด จนกระทั่งหนุ่มหล่อของกลุ่มที่รับบทโดย ยอดชาย เมฆสุวรรณ ถูกสาวสวยลวนลามตัดก้นจนเสียชีวิต เคราะห์ดีได้ด็อกเตอร์เพี้ยนท่านหนึ่งที่รับบทโดย โกร่ง กางเกงแดง ผ่าตัดให้ใหม่จนกลายเป็น Six Million Dollar Man “เราจะสร้างเขาขึ้นมาใหม่ให้ดีกว่า เหนือกว่า” ที่มีพละกำลังมหาศาล วิ่งได้เร็วกว่ารถไฟ (แต่อืดแบบสโลว์โมชั่นพร้อมเสียงดนตรีหลอนพิลึก) หลังจากนั้นทั้งกลุ่มก็รีบพากันไปช่วยกอบกู้หมู่บ้านให้รอดพ้นจากการกดขี่ (และปล้นข้าวสาร)

เหตุการณ์จะเป็นอย่างไรต่อไป พวกเขาจะช่วยเหลือครอบครัวและชาวบ้านได้หรือไม่ ยอดมนุษย์คอมพิวเตอร์จะมีความรักเยี่ยงปุถุชนได้หรือไม่ โปรดติดตาม!

นี่คือหนึ่งในผลงานของทีมงาน สมโพธิ แสงเดือนฉาย ที่สร้างหนังอย่าง ท่าเตียน ชาละวัน ไกรทอง หนุมานพบเจ็ดยอดมนุษย์ ยักษ์วัดแจ้งพบจัมโบ้เอ ผลงานหลายเรื่องที่เด็กจำนวนมากเติบโตและสนุกสนานร่วมกันมา แม้ว่าเมื่อมาดูในตอนนี้ความรู้สึกตื่นเต้นจะแห้งเหือดไปหมดแล้วก็ตาม แต่ก็ยังน่าสนใจว่าหนังไทยในอดีตนั้นเคยมีกาลครั้งหนึ่งที่ซื่อใสไร้จริตได้ถึงเพียงนี้ นับเป็นการเปลี่ยนรสชาติจากจริตจะก้านของหนังร่วมสมัยได้อย่างดี

ขอแนะนำชม ยอดมนุษย์คอมพิวเตอร์ หากคุณไม่คาดหวังมองหาหนังทรงคุณภาพ และอยากชมหนังคั้ลท์แบบไทย ๆ สักเรื่อง



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter