อุ้ม เป็นสาวนักโฆษณา เธอใช้ชีวิตอยู่กับโอมหลานชายที่พ่อแม่เสียชีวิตหมด และเปลี่ยนที่อยู่มาหลายบ้าน จนมาลงเอยกับน้าสาวที่ยังโสด คนรักของเธอบอกลาไปหลังจากอุ้มรับหลานมาอยู่ด้วย คืนหนึ่งหลังกลับจากงานเลี้ยงของบริษัท และพบกับแฟนเก่าเฮงซวย เธอขับรถชนชายคนหนึ่ง เขาฟื้นขึ้นมาในโรงพยาบาล และสูญเสียความทรงจำจนหมดสิ้น จึงเป็นหน้าที่ของอุ้มที่จะดูแลชายแปลกหน้าที่เธอเหมาเอาว่าเขาชื่อ -แทน- จากสร้อยที่ห้อยคอเขาอยู่
แน่นอน จากนั้นทั้งคู่ก็เริ่มผูกสัมพันธ์กัน แทนเป็นผู้ชายใจดีที่ทำอาหารอร่อย คอยดูแลอุ้มและโอม จนในที่สุดทั้งคู่ตกหลุมรักกัน ก่อนที่อุ้มจะพบความจริงว่า ที่แท้แทนเป็นกะเทยแต่งหญิง!
ฟังจากพล็อต หนังน่าจะเป็นได้ทั้งหนังตลกที่เล่นกับความผิดเพศอันถูกลืมไป หรือไม่ก็เป็นหนังชีวิตหนักๆ เคล้าน้ำตา แต่ภายใต้การเขียนบทของ คงเดช จาตุรนต์รัศมี (ซึ่งเคยเป็นคนเขียนบทหนังรักน้ำตาท่วมโรงอย่างTHE LETTER และเป็นผู้กำกับหนังไทยในดวงใจผมเรื่องหนึ่งอย่าง เฉิ่ม) และฝีมือการกำกับหนังใหญ่เป็นครั้งแรกของ พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง ดาราที่มีภาพลักษณ์ร็อกเกอร์มาดแมนอยู่ตลอดเวลา หลังจากทำละครบู๊แอคชั่น (ซึ่งโดยมากได้รับคำชม) ไปหลายเรื่อง เขาก็ก้าวขึ้นจอใหญ่ และไม่น่าเชื่อว่า หนังเรื่องแรกที่เขาทำจะเป็นหนังรัก หนำซ้ำ ยังเป็นหนังรักที่ทำออกมาได้ละเมียดละไม ไม่ฟูมฟาย ไม่เละเทะ พอดิบพอดีทั้งในเรื่องของอารมณ์ ความสนุก และประเด็นหลักของหนัง
เพราะแทนที่หนังจะเล่นประเด็นเพศสภาพ ประเภทเกย์-ไม่เกย์ ซึ่งง่ายดาย ขายได้ และถูกนำมาเล่นกันอย่างสนุกสนาน (ยกตัวอย่างเด่นๆ เช่น แกงค์ชะนีกับอีแอบ ที่นำเรื่องนี้มาเล่นได้อย่างน่าสนใจ) ไปสู่ประเด็นเรื่องของตัวตนภายใน สิ่งที่เราเป็น และตัวเราจริงๆ เพราะหนังมองแทนกับอุ้มในฐานะของมนุษย์สองคนที่รักกัน พวกเขาก้าวข้ามความสัมพันธ์ในฐานะหญิงชายไปสู่ความรักในฐานะของมนุษย์ที่รักกัน เมื่อความจริงเปิดเผย อุ้มจึงถามแทนว่า -ยังรักเธออยู่หรือเปล่า- ซึ่งต่างจากคำถามว่า -ที่ผ่านมานั้นคือความรักหรือเปล่า- แม้หนังจะให้ความสัมพันธ์ของอุ้มกับแทนคลุมเครือจนยากจะแน่ใจว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่คืออารมณ์ชั่ววูบหรือความรักที่เกิดขึ้นจริงๆ และเมื่อทั้งคู่รู้จักตัวเอง พบเจอกับอดีต เวลาจึงเป็นเครื่องพิสูจน์ หากเป็นคำถามหลัง มันอาจเป็นเพียงภาพแทนว่า ที่ผ่านมาทั้งคู่ตกหลุมรักกันจริงๆ (ไม่ได้เป็นอารมณ์ชั่ววูบ) แต่เมื่อหนังเลือกใช้คำถามแรก ความรักนั้นจึงยังคงดำเนินไปอยู่ แม้แทนจะพบว่าตัวเองไม่ได้เป็นผู้ชาย และอุ้มเองก็ทราบความจริงในข้อนี้ เมื่อความรักไม่ได้ถูกจัดประเภทในแบบที่จัดประเภทได้ (หรือเป็นที่ยอมรับในสังคม) พวกเขาก็ยังรักกันอยู่ดี รักกันในฐานะมนุษย์คนหนึ่งรักมนุษย์คนหนึ่ง และไม่มีเพศชาย-หญิง เข้ามาเกี่ยวข้องอีกต่อไป
หนังแสดงภาพว่า แทนถูกเลี้ยงมาโดยป้าที่เป็นนางโชว์สาวประเภทสอง และการที่เขาเติบโตอยู่ในแวดวงนางโชว์ ทำให้เขากลายเป็นเช่นที่เขาเป็นอยู่ และเอาเข้าจริง การเป็นเกย์ของเขา เป็นเพราะการเลี้ยงดู ไม่ใช่เพราะตัวตนภายใน ดังนั้น คำถามหลักของหนังจึงคือการถามไถ่ว่า เราเองที่แท้มีเสรีภาพในการเลือกที่จะเป็นได้หรือไม่
ในฉากหนึ่งหนังให้แทน (ตอนที่สูญเสียความทรงจำไปพบจิตแพทย์เพื่อรับการสะกดจิต) จิตแพทย์ผู้นั้นถามกับหมอเจ้าของไข้ว่า เราจะรู้ได้ยังไงว่าเราเป็นในสิ่งที่เราเป็นจริงๆ คำถามนั่นอาจไม่ได้เพียงถามแทน หากถามมายังเราทุกคนถึงเสรีภาพในการเลือกของตน เนื่องเพราะท่ามกลางสังคม (ไม่ว่าจะในปัจจุบันและในอดีต) เสรีภาพในการเลือกนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่ในมือเราแต่เพียงผู้เดียว หากถูกผูกพ่วงด้วยความคิดเห็นของคนอื่น ความรักของแทนกับอุ้มอาจเป็นไปไม่ได้ และไม่ถูกต้องในสายตาของบางผู้คน (ลองนึกแทนค่าตัวเราเองเป็นญาติพี่น้องหรือเพื่อนของอุ้ม ความรักของแทนกับอุ้มจะดูเป็นเรื่องไม่เหมาะสม เป็นไปไม่ได้ เป็นเรื่องที่ควรขัดขวาง เราอาจทำเพราะรักอุ้ม แต่นั่นมันก็สะท้อนอคติที่เรามีต่อแทน ในฐานะแทนที่เป็นสาวประเภทสองอยู่ดี) ความเป็นแทนก็ไม่ถูกต้อง (น่าเสียดายที่กระทั่งตัวหนังเองก็ยังมองเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เบี่ยงเบนอยู่บ้าง เพราะแทนที่หนังจะทำให้แทนเป็นมนุษย์ แต่เขากลับต้องตกเป็นตัวละครที่ไม่ได้เลือก บางทีการโยนบาปไปให้การเลี้ยงดูเพียงอย่างเดียวอาจทำให้หนังอ่อนด้อยในประเด็นลง)
ตัวละครหนึ่งที่น่าสนใจนอกเหนือไปจากแทนและอุ้ม คือตัวของโอม ผู้ซึ่งไม่ได้เลือกมาตลอด เขาถูกส่งไปบ้านคนนู้นคนนี้ จนมาจบลงที่บ้านอุ้ม และการมาถึงของแทนคล้ายเป็นแสงสว่างเดียวของเด็กน้อย ดังนั้น เมื่อจำเป็นต้องเลือก เขาจึงยินยอมแต่งหน้าทาปาก ยอมเลือกที่จะเป็น เพื่อแลกกับความรัก นั่นเท่ากับการตอกย้ำชีวิตบังคับเลือกไปในตัว เพราะถ้าเธออยากอยู่กับคนที่เธอรัก เธออาจต้องเลือกที่จะเป็นสิ่งที่เธอไม่ได้เป็น (เช่นเป็นกะเทย-ในหนัง)
หนังได้การแสดงที่น่าทึ่งของ อนันดา เอเวอริ่งแฮม ที่กลายเป็นนักแสดงที่น่าจับตามากที่สุดไปแล้ว หลังจากทำได้ดีจนน่าตกใจใน ชัตเตอร์ ครั้งนี้เขารับบทของแทนได้สมจริง โดยไม่ต้องแสดงออกฟูมฟาย เพียงใช้องศาการบิดขาหรือข้อศอก กริยาท่าทางเพียงเล็กๆ น้อยๆ หลายครั้งเขาแทบไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่การวางท่าทางและสายตา ทำให้เราเชื่อว่าเขาเป็นสาวประเภทสองจริงๆ ในขณะที่น้องอุ้ม ฉายนันท์ มโนมัยสันติภาพ ก็ทำได้ดีมากในฐานะของมือใหม่ อย่างน้อยในหลายฉากที่ต้องการความสามารถของเธอ เธอก็ไม่ปล่อยให้อนันดาข่มเธอตายคาจอ
ความเป็นชาย ความเป็นหญิง ความรัก-ไม่รัก ล้วนไม่ได้ได้รับการเลือกอย่างมีเสรีภาพ หากตกอยู่ภายใต้ความต้องการของสังคมเสียทั้งสิ้น ดังนั้น เอาเข้าจริง ตัวตนที่เราเป็นอยู่ในตอนนี้อาจไม่ใช่สิ่งที่จริงแท้ที่เราต้องการจะเป็น ทางเลือกของเรานั้นไม่ใช่ทางเลือกที่เสรีสมบูรณ์หากเป็นทางกึ่งบังคับเลือกจากปัจจัยหลากหลาย
ยิ่งไปยิ่งไกล แต่หากมองย้อนกลับมา ใช่ว่าหนังเรื่องนี้จะไร้ข้อบกพร่อง เพราะดูเหมือนปัญหาใหญ่ของหนัง นอกจากการโยนบาปให้การเลี้ยงดูโดยลืมไปว่าในฐานะมนุษย์มันยังมีปัจจัยร่วมในการเลือกอีก ยังมีฉากจบของหนังสามสิบวินาทีสุดท้ายที่หนังพาเราย้อนกลับไปดูรูปเก่าของแทน พร้อมกับเสียงประกอบของจิตแพทย์ ทำให้ห้วงสุดท้ายของหนังกลายเป็น -นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า- และทำให้ประเด็นหลักของหนังแทบจะเป็นการยัดเยียดไป
หากเราเลือกด้วยการไม่เลือก เราเองก็ต้องใช้จ่ายความรับผิดชอบต่อการเลือกที่จะไม่เลือกนั้นด้วย หนังอาจไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ไว้ แต่เมื่อหนังจบลง และตัวละครดำเนินสืบต่อ ทั้งแทนและอุ้มย่อมต้องรับผิดชอบต่อการเลือกของตนต่อไป (ซึ่งหากเราแทนตัวเองเป็นเพื่อนอุ้มอีกครั้ง ค่าใช้จ่ายที่แทนกับอุ้มต้องจ่ายเพื่อแลกกับการที่จะรักกันอย่างเสรี อาจสูงมากจนทั้งคู่อาจต้องเลิกกันไปก็ได้ ทั้งนี้สุดแท้แต่ผู้ชมจะต่อเรื่องเพิ่มด้วยตนเอง )
แต่ที่สำคัญ ไม่ได้อยู่ที่ความหวาดกลัวความรับผิดชอบ หากอยู่ที่การได้เลือกต่างหาก มนุษย์มีเสรีภาพที่จะเลือก และต้องรับผิดชอบต่อเสรีภาพนั้น ดังที่ ฌอง ปอล ซาร์ตร เจ้าลัทธิ EXISTENTIALISM กล่าวไว้ เหมือนที่แทนเคยบอกอุ้ม ถ้าเราไม่ชอบหัวหอม เราก็เขี่ยมันออก เพราะเปล่าประโยชน์ที่จะยอมกินสิ่งที่เราไม่ชอบ เป็นสิ่งที่เราไม่ได้เป็นเพื่อรักษาภาพลักษณ์ต่อคนรอบข้าง แน่นอน การไม่กินหัวหอมมีค่าใช้จ่ายของมัน เหมือนกับที่เราต้องจ่ายอาการผะอืดผะอมหากเราฝืนกิน หากแต่ทั้งหมดทั้งมวลนั้นจะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าเราไม่ลงมือเลือกอย่างแท้จริง

