รวมพลังหนังไร้ไดอะล็อก
- ‘กัลปพฤกษ์’ -
kalapapruek@hotmail.com
เป็นที่ถามไถ่กันอยู่บ่อยครั้ง ตามเทศกาลหนังและบรรดาร้านขาย/เช่า DVD/VCD นอกกระแสทั้งหลาย ว่าหนังเรื่องนั้นเรื่องนี้มี subtitle ฉบับแปลภาษาไทยที่ข้าน้อยสามารถอ่านแล้วเข้าใจได้ทันทีบ้างหรือไม่? และทุกครั้งที่คำตอบคือ “ไม่มี มีแต่ subtitle ภาษาอังกฤษ” หรือ “พูดอังกฤษอย่างเดียว ไม่มี subtitle อะไรใด ๆ ให้เลย” คอหนังหลาย ๆ คนก็คงจะเริ่มถอดใจ เกิดอาการประหวั่นลังเลแถมรำพึงรำพันอยู่ในใจว่า “แล้วตูข้าจะดูรู้เรื่องมั้ยเนี่ย?” แถมด้วยการตัดพ้อต่ออีกว่า “ทำไมฟ้าส่งข้ามาเป็นคอหนัง แต่ไม่ยอมส่งความสามารถทางภาษาอังกฤษมาให้ลูกช้างได้ใช้ทำความเข้าใจกับมันด้วย?” โถ โถ โถ โถ! ในเมื่อภาษาอังกฤษมันมิได้เป็นภาษาบุพการีของคอหนังชาวไทยตาดำ ๆ แต่มันกลับกลายเป็นประตูบานเดียวที่จะนำไปสู่ความเข้าใจเรื่องราวในหนังได้อย่างถ่องแท้ ความอ่อนแรงทางภาษาจึงกลายเป็นอุปสรรคใหญ่หลวงที่คอยกั้นขวางหนังอีกมากมายหลายเรื่องจากคนดูชาวไทย เพียงเพราะมันยังไม่มีใครเหลียวแลแปลออกมาเป็นภาษาสยาม . . .
ถ้าการสื่อสารด้วยภาษาและการอ่านคำบรรยายต่างภาษาใน subtitle เป็นเรื่องที่ยุ่งยากนัก เห็นทีผู้เขียนจะต้องขอลองแนะนำหนังนานาชาติที่สามารถก้าวข้ามพรมแดนทางภาษา เล่าเรื่องราวสื่อสารกับคนดูได้โดยไม่ต้องพึ่งพาคำพูดคำจาให้ลองได้หาชมกัน ใครที่เคยคิดว่าบทหนังคือหัวใจอันแสนสำคัญของภาพยนตร์และต้องพลิกตำราตีลังกาเขียนกันอย่างอุตลุดวุ่นวาย ก็อาจจะต้องลองหันมาศึกษาความเป็นไปได้อื่น ๆ ในการเล่าเรื่องราวโดยไม่จำเป็นต้องใช้บทสนทนาหรือคำพูดสวยหรูใด ๆ กันเลย
หนังทั้ง 21 เรื่องที่เลือกมาแนะนำกันนี้ ก็คัดเลือกมาจากกฎกติกาง่าย ๆ ว่า
- เป็นหนังยาวหรือ Feature Film ที่ความยาวตั้งแต่ 1 ชั่วโมงขึ้นไป
- ไม่ได้ใช้บทสนทนาหรือคำพูดในการดำเนินเรื่อง แต่ถ้ามีการสื่อสารด้วยภาษาอยู่บ้างก็จะต้องไม่เกิน 5% ของความยาวหนังทั้งหมด และส่วนของการสื่อสารนั้นต้องไม่ถือเป็นส่วนสำคัญจำเป็นของหนัง
- ไม่มีการใช้การคำบรรยายแทรกแทนคำพูด หรือ Intertitle
- อนุญาตให้ร้องเพลงได้ ถ้าเนื้อเพลงนั้นไม่ได้มีส่วนในการดำเนินเรื่อง
- และที่สำคัญคือ ต้องเป็นหนังที่สามารถดูได้เข้าใจโดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ทางภาษาใด ๆ
โดยจะขอแยกแนะนำหนังออกเป็น 7 กลุ่ม กลุ่มละ 3 เรื่อง ตามรูปแบบและลีลาที่แตกต่างกันออกไป แถมท้ายด้วยรายชื่อหนังไร้ไดอะล็อกเรื่องอื่น ๆ ที่ผู้เขียนยังไม่มีโอกาสได้ชม ให้ได้ลองตามล่าหามาพิสูจน์กันอีก 14 เรื่อง
กลุ่มที่ 1 – เป็นเรื่องเป็นราว
หนังกลุ่มแรกสุดที่จะแนะนำกันนี้ เรียกได้ว่าเป็นตัวอย่างสุดยอดของหนังไร้ไดอะล็อกกันเลย เพราะทั้งสามเรื่องนี้ใช้โครงสร้างของหนังเล่าเรื่องตามขนบทุกประการ แต่ยังสามารถถ่ายทอดเรื่องราวสนุกเข้มข้นได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้บทพูดเลยแม้แต่คำเดียว!
The Thief (ปี 1952, สหรัฐอเมริกา) กำกับโดย Russell Rouse
ด็อกเตอร์ Allan Fields นักฟิสิกส์ชาวอเมริกันทำงานให้กับสถาบัน Atomic Energy Commission ณ กรุง Washington DC แม้ภายนอกแล้ว ด็อกเตอร์ Allan จะดูเป็นนักวิจัยหน้าซื่อไร้พิษภัย ที่วัน ๆ ก็เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับการทดลอง แต่จริง ๆ แล้ว เขากลับเป็นสายลับที่แอบลักลอบขโมยสูตรลับทางควอนตัมฟิสิกส์ของสถาบันไปขายให้กับอริสงครามเย็นอย่างสหภาพโซเวียต เมื่อหนึ่งในกลุ่มสายลับเกิดประสบอุบัติเหตุจนเจ้าหน้าที่ตำรวจพบแผ่นไมโครฟิล์มที่ ด็อกเตอร์ Allan ได้แอบถ่ายจากห้องทำงานของด็อกเตอร์อีกท่านหนึ่ง ทางการจึงต้องสืบสาวราวเรื่องหาที่มาของแผ่นฟิล์มปริศนาซึ่งเกือบจะกลายเป็นความลับรั่วไหลที่สามารถสร้างความหายนะแก่ประเทศได้ในชั่วพริบตา!
จากเนื้อเรื่องที่เข้าสูตรหนังแนว spy สายลับข้ามชาติแบบ espionage กันอย่างเต็มกระบวน เชื่อหรือไม่ว่าผู้กำกับ Russell Rouse เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้โดยไม่ต้องใช้คำพูดเลยแม้แต่คำเดียว! หนังถ่ายทอดวิธีการจารกรรมข้อมูลของ ด็อกเตอร์ Allan อย่างใกล้ชิด สลับกับเหตุการณ์ชวนระทึกตามแบบฉบับงานของ Alfred Hitchcock แม้พลังความตึงเครียดของหนังอาจจะยังสู้ฉากดัง ๆ ในงานของผู้กำกับระดับปรมาจารย์ท่านนี้ไม่ได้ แต่การทดลองเล่าเรื่องราวทั้งหมดโดยไม่จำเป็นต้องใช้คำพูดเลยก็เรียกได้ว่าทำได้น่าสนใจมากทีเดียว
Quest for Fire (ปี 1981, ฝรั่งเศส) กำกับโดย Jean-Jacques Annaud
ย้อนเวลากลับไปเมื่อ 80,000 ปีมาแล้ว เมื่ออารยธรรมของมวลมนุษยชาติเพิ่งจะเริ่มต้น บรรพบุรุษของพวกเราต้องใช้ชีวิตท่ามกลางสิ่งแวดล้อมอันโหดร้ายเต็มไปด้วยภยันตรายรอบด้าน ปัจจัยที่มีคุณค่าต่อการดำรงชีวิตมากที่สุดก็คือ ‘ไฟ’ แต่ด้วยระดับสติปัญญาที่ยังไม่ได้รับการพัฒนาไปจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น ๆ เท่าใดนัก พวกเขายังไม่เคยหยั่งรู้เลยว่า จะสามารถจุดไฟโดยใช้อุปกรณ์ง่าย ๆ รอบกายได้อย่างไร เมื่อไฟดวงสุดท้ายที่พวกเขาประคบประหงมเลี้ยงเชื้อต่อเนื่องกันมาเป็นเวลานานได้มอดดับลง ความวิตกตื่นกลัวก็เริ่มต้นขึ้น หัวหน้าเผ่าจึงต้องส่งตัวแทนสามทหารกล้าออกไปเสาะแสวงหาเชื้อไฟใหม่ เพื่อต่อชีวิตของสมาชิกที่เหลือจนกว่าไฟแห่งปัญญาจะมอดไหม้ความเขลาจนสามารถหาทางจุดไฟได้ด้วยสมองและสองมือของตนเอง
ผลงานกำกับของผู้กำกับฝรั่งเศส Jean-Jacques Annaud (ที่เคยทำหนังสุดอื้อฉาวอย่าง The Lover ไปเมื่อปี 1992) ดัดแปลงนิยายของ J.H. Rosny Sr. ออกมาเป็นหนังแนว Epic ของมนุษย์ยุคสมัยโบราณได้อย่างน่าตื่นเต้นและอลังการ หนังให้รายละเอียดของสภาพชีวิตความเป็นอยู่ของมนุษย์เมื่อ 80,000 ปีที่แล้วออกมาได้เห็นภาพ แสดงวิถีชีวิตต่างระดับความเจริญของมนุษย์ต่างเผ่าพันธุ์ด้วยข้อมูลการค้นคว้าวิจัยที่หนักแน่น หนังเล่าเรื่องราวด้วยภาพล้วน ๆ ปราศจากการบรรยายใด ๆ ยกเว้นบทเกริ่นนำสั้น ๆ ในตอนต้น แถมยังได้นักเขียนและนักภาษาศาสตร์ชื่อดังอย่าง Anthony Burgess (ผู้เขียนนิยายเรื่อง A Clockwork Orange) มาช่วยประดิษฐ์ภาษาโบราณร่วมกับ Desmond Morris (ผู้เขียนนิยายเรื่อง The Naked Ape) ซึ่งจะมาออกแบบภาษาท่าทางให้อีกด้วย
The Last Battle (ปี 1983, ฝรั่งเศส) กำกับโดย Luc Besson
ผลงานการกำกับภาพยนตร์ขนาดยาวเรื่องแรกของ Luc Besson ผู้กำกับฝรั่งเศสที่คอหนังชาวไทยส่วนใหญ่น่าจะรู้จักกันดี The Last Battle เป็นหนังแนวอินดี้ไซไฟสุดเก๋ไก๋ ที่เล่าเรื่องราว ‘การต่อสู้ครั้งสุดท้าย’ ของกลุ่มผู้รอดชีวิตจากเหตุการณ์ล้างโลก ด้วยเทคนิคที่เรียบง่าย ถ่ายด้วยภาพขาวดำ และที่สำคัญคือ ไม่มีบทสนทนาใด ๆ เลยแม้แต่คำเดียว! Pierre Jolivet รับบทเป็นนักประดิษฐ์หนุ่มที่ดูจะไม่ค่อยถูกกับกลุ่มแก๊งที่อาศัยอยู่ในสุสานรถยนต์มากนัก เขาสร้างเครื่องร่อนบินหนีจากตึกสำนักงานร้างไป จนได้พบกับคุณหมอที่ซ่อนตัวอยู่ในคลินิกร้างแห่งหนึ่ง พระเอกของเราเริ่มรู้จักคำว่า ‘มิตรภาพ’ จากคุณหมอหน้าตาเย็นชาท่านนี้ ก่อนที่จะได้สัมผัสถึงความตื่นระทึกจากการได้ใกล้ชิดกับเพศตรงข้าม เมื่อเขาได้รู้ว่ายังมีอีกชีวิตหนึ่งซ่อนตัวอยู่ในหลืบลึกของคลินิกร้างแห่งนี้
The Last Battle นับเป็นหนังที่แสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ในการเล่าเรื่องราวโดยไม่ใช้บทสนทนาของ Luc Besson ได้อย่างน่าชื่นชม ผู้กำกับสามารถถ่ายทอดการปะทะกันของเหล่าผู้รอดชีวิตด้วยบทภาพยนตร์ที่คมคายและการแสดงที่มีมิติเหลี่ยมมุมสามารถสะท้อนอารมณ์และความต้องการของแต่ละฝ่ายได้อย่างชัดเจนโดยไม่จำเป็นต้องพูดจา ความโดดเด่นของ The Last Battle ทำให้นักวิจารณ์หลาย ๆ คนต่างยกย่องให้เป็นผลงานที่ดีที่สุดในชีวิตการทำงานของ Luc Besson เลยทีเดียว! หากคุณผู้อ่านเคยตกอกตกใจกับฝนที่ตกลงมาเป็นกบในหนังเรื่อง Magnolia เมื่อปี1999 กันไปแล้ว คราวนี้เห็นทีจะต้องแปลกอกแปลกใจกันอีกรอบ เพราะในหนังเรื่องนี้ ฝนจะตกลงมาเป็น ‘ปลา’!!!
กลุ่มที่ 2 – ตลกขบขัน
หนังกลุ่มที่สองนี้เรียกได้ว่าเป็นแนวเข้าทางของหนังไร้ไดอะล็อกกันเลยทีเดียว เพราะมันเป็นกลุ่มของหนังตลก! นับตั้งแต่ยุคแรกของประวัติศาสตร์ภาพยนตร์ สมัยที่หนังยังคงเป็นเพียงภาพเคลื่อนไหวไร้สิ้นเสียงประกอบ หนังตลกนี่แหละที่เป็นความบันเทิงชั้นดีสร้างความสนุกหรรษาให้แก่คนดูได้ด้วยอากัปกิริยาขำขันของตัวละครโดยไม่จำเป็นต้องเล่าเรื่องราวผ่าน Intertitle กันให้วุ่นวาย ซึ่งความขบขันในแบบที่ว่านี้ก็ไม่ได้ล้มหายตายไปพร้อม ๆ กับการถือกำเนิดของหนังเสียงแต่อย่างใด เพราะยังมีนักทำหนังรุ่นใหม่ ๆ อีกจำนวนไม่น้อยที่ยังรักจะสานต่อการถ่ายทอดเรื่องราวด้วยมุกตลกออกลวดลายโดยไม่ต้องอาศัยคำพูดคำจา
Mr. Hulot’s Holiday (ปี 1953, ฝรั่งเศส) กำกับโดย Jacques Tati
Jacques Tati ชื่อนี้คงไม่มีชาวฝรั่งเศสคนไหนไม่รู้จัก เพราะเขาถือเป็นดาวตลกระดับปรมาจารย์เจ้าของผลงานชื่อก้องอย่าง Jour de fête (1949), Mr. Hulot’s Holiday (1953), Mon oncle (1958) และ Playtime (1967) ที่เป็นที่ถูกอกถูกใจของคอหนังทุกเพศทุกวัยด้วยมุขตลกน่ารักสดใสไร้มลพิษ สร้างความขบขันหรรษากันด้วยความเฮฮาแบบ sight gag ที่ดูแล้วหัวเราะได้ทันทีโดยไม่ต้องแปลถ้อยตีความ หนังตลกของ Tati นั้นแทบจะไม่ได้ใช้บทพูดในการดำเนินเรื่องราวเลย แต่ใช้อากัปกิริยาอันโกลาหลวุ่นวายของตัวละครในการสร้างอารมณ์ขำขันให้คนดูได้อมยิ้มกรุ้มกริ่มไปกับสถานการณ์ชวนหัวด้วยฝีไม้ลายมือที่ไม่แพ้ดาวตลกชื่อดังในยุค Silent Era อย่าง Charles Chaplin หรือ Buster Keaton กันเลย
Mr. Hulot’s Holiday เป็นงานตลกชิ้นดังของ Jacques Tati อีกเรื่องที่ใช้บทพูดในหนังน้อยที่สุด หนังเล่าถึงเหตุการณ์อุตลุดจี้เส้นต่าง ๆ นานาที่เกิดขึ้นในระหว่างที่ ตัวละครเอก Mr. Hulot (Jacques Tati นำแสดงด้วยตนเอง เช่นเดียวกับในหนังเรื่องอื่น ๆ ของเขา) เดินทางไปพักผ่อนตากอากาศ ณ resort แห่งหนึ่งริมชายหาดท่องเที่ยวของฝรั่งเศส และเนื่องจากเป็นช่วงวันหยุด Mr. Hulot จึงมีเพื่อนนักท่องเที่ยวจากเมืองต่าง ๆ มาร่วมหย่อนใจกันมากมาย ถึงแม้ Mr. Hulot จะพยายามสำรวมวางมาดเป็นผู้ดีมีสกุลขนาดไหน แต่ความป้ำเป๋อแบบไม่เลือกเวลาและสถานที่ประกอบกับความซวยแบบไม่มีที่สิ้นสุดของเขาก็ต้องกลายเป็นเหตุแห่งความอลวนอลเวงสร้างความครื้นเครงกันได้แบบ non-stop เลยทีเดียว! หนังยังคงมีการใช้บทพูดของเหล่าตัวละครกันอยู่บ้างอย่างสะเปะสะปะ แต่ทั้งหมดนี้ก็ไม่ได้มีส่วนในการเล่าเรื่องหรือเป็นส่วนหนึ่งของมุกตลกในหนังแต่อย่างใด บทสนทนาทั้งหมดของหนังจึงมีหน้าที่ไม่ต่างจากเสียงประกอบอื่น ๆ โดยทั่วไป ซึ่งผู้ชมสามารถละเลยความหมายของมันได้โดยไม่เสียใจความ
Tuvalu (ปี 1999, เยอรมันนี) กำกับโดย Veit Helmer
Anton (นำแสดงโดย Denis Lavant) หนุ่มสติทึ่มที่ต้องรับภาระในการดูแลกิจการโรงอาบน้ำอันซ่อมซ่อของครอบครัวหลังจากที่พ่อของเขาสูญเสียดวงตาทั้งคู่ไป ทุก ๆ วันเขาจะต้องถูพื้นทำความสะอาด ดูแลเครื่องปั๊มน้ำ จัดการกับเพดานโรงอาบน้ำไม่ให้กระเบื้องหล่น เป่าลมเวลามีลูกค้ามาใช้เครื่อง dryer จัดเตรียมผ้าแห้งสำหรับเช็ดตัว และอื่น ๆ อีกจิปาถะมากมายที่ชายผู้นี้จะต้องเหมาทำอยู่คนเดียว จนวันหนึ่งเขาได้พบกับ Eva สาวแสนสวยที่มาอาบน้ำกับพ่อของเธอ ซึ่งก็ทำให้ Anton ได้รู้จักกับความรักเป็นครั้งแรก ในขณะที่ Anton กำลังมีท่าทีกะลิ้มกะเหลี่ยแสดงอาการสนใจ Eva อย่างเอียงอายนั้น เขาก็ต้องพบกับการรังควานจากพี่ชายแท้ ๆ ของตัวเอง ที่ต้องการทุบโรงอาบน้ำโกโรโกโสนั้นทิ้งเสียเพื่อใช้พื้นที่ในการสร้างตึกระฟ้า หนำซ้ำยังต้องเตรียมตัวหาผักชีมาโรยหน้าให้ทั่วทุกจุดบริการเพื่อรับรองเจ้าหน้าที่รัฐที่จะมาตรวจมาตรฐานการบริการของโรงอาบน้ำแห่งนี้กันอย่างอุตลุดอีกด้วย
ด้วยเนื้อเรื่องที่ฟังดูโกลาหลวุ่นวาย ผู้กำกับ Veit Helmer กลับเพิ่มดีกรีความเพี้ยนให้กับหนังด้วยการถ่ายภาพแบบ monochrome สามสีสามอารมณ์ตามสถานที่ที่ต่างกันไปคือ สีซีเปียในโรงอาบน้ำ สีเขียวในส่วนใต้ถุนและหลังโรง และสีฟ้าสำหรับบริเวณภายนอกอาคาร แถมด้วยภาพ negative สำหรับฉากความฝันของตัวละคร ซึ่งก็ให้บรรยากาศภาพที่แปลกประหลาดหลุดโลกราวกับกำลังนั่งดู animation แม้จะเป็นการแสดงของนักแสดงจริง ๆ ก็ตาม ความจัดจ้านทั้งในส่วนของเรื่องราวและการกำกับภาพของหนังเรื่องนี้ชวนให้นึกไปถึงผลงานเรื่องดังอย่าง Delicatessen (1991) และ The City of Lost Children (1995) ของสองผู้กำกับ Marc Caro และ Jean-Pierre Jeunet เลยทีเดียว หนังแทบไม่มีบทพูดเลย นอกเหนือจากการขานชื่อและคำศัพท์สั้น ๆ ง่าย ๆ เท่านั้น
Hukkle (ปี 2002, ฮังการี) กำกับโดย György Pálfi

Hukkle (อ่านแบบเลียนเสียงสะอึกว่า ‘ฮุคเคล่’) เป็นงานภาพยนตร์ขนาดยาวสำหรับส่งเพื่อสำเร็จการศึกษาจาก Budapest Academy of Drama, Film and Television ของผู้กำกับหน้าใหม่ไฟแรง György Pálfi ที่แม้จะเป็นเพียงผลงานของนักศึกษา แต่ด้วยความโดดเด่นอย่างมีเอกลักษณ์ของตัวงาน ทำให้หนังได้รับความสนใจจากผู้ชมในวงกว้างและได้รับเชิญให้ไปฉายตามเทศกาลต่าง ๆ ทั่วโลก หนังตลกเนิบนิ่งที่ถ่ายทอดมุมมองกระจุ๋มกระจิ๋มของผู้คนและสิงสาราสัตว์ในเมืองชนบทแห่งหนึ่งของประเทศฮังการี โดยมีศูนย์กลางอยู่ที่ชายแก่คนหนึ่งซึ่งวัน ๆ ไม่ได้ทำอะไรนอกจากนั่งสะอึก! หนังเฝ้าสังเกตการณ์วิถีชีวิตอันแสนปรกติธรรมดาของชาวบ้านและบรรดาสัตว์เลี้ยงของพวกเขาโดยไม่มีการผูกโยงเรื่องราว ยกเว้นการสืบสาวถึงมูลเหตุการจมน้ำตายของนักตกปลาคนหนึ่งในหมู่บ้านตอนช่วงท้าย ถึงแม้หนังจะไม่มี plot เรื่องหรือ action อะไรใด ๆ ให้คนดูได้เฮฮา แต่ ‘สายตา’ แบบ ‘ยียวนกวนอารมณ์’ ที่ผู้กำกับ György Pálfi ถ่ายทอดออกมา ก็ทำให้หนังนั้นมีทั้งความแปลกแปร่งขำขันและจั๊กจี้จี๋จ๋าได้อย่างน่าหยิกน่าตีเลยทีเดียว
กลุ่มที่ 3 – สยดสยอง
ได้เวลาแห่งความสยดสยองพองขนกันแล้ว! ว่ากันว่า ความไม่รู้นี่แหละ เป็นบ่อเกิดของความกลัว และการที่หนังสยองขวัญจะมีแต่ฉากสุดวิปริตวิปลาสโดยไม่มีการสื่อสารเรื่องราวด้วยคำพูดใด ๆ ตลอดทั้งเรื่อง ย่อมสร้างพลังความอึดอัดพิพักพิพ่วนใจให้คนดูได้มากกว่าหนังที่มีการสาธยายให้ความกระจ่างชัดทุกสถานการณ์
Dementia ( ปี1955, สหรัฐอเมริกา) กำกับโดย John Parker
หนังสยองขวัญ B-Movie (หนังที่ฉายแถมควบกับโปรแกรมหลัก) ที่แปลกประหลาดและท้าทายจนแทบจะไม่ได้รับการจัดฉายในวงกว้าง Adrienne Barrett รับบทเป็นหญิงสาวแห่งโลกสนธยาที่ความฝังใจในวัยเด็กทำให้เธอมีอาการเกลียดและกลัวผู้ชาย จนเธอต้องกลายเป็นผู้ลงมือสังหารบุรุษเพศด้วยมือของเธอเองเพื่อชำระความเคียดแค้น หนังพาเราไปสัมผัสกับสำนึกแห่งความวิปริตเพี้ยนในจิตใจของเธอผ่านงานด้านภาพที่ทั้งมืดมนและอึดอัดอึมครึม ราวกับว่าเธอไม่เคยรับรู้ถึงแสงสว่างจากดวงอาทิตย์และมองเห็นทุก ๆ อย่างรอบกายตกอยู่ในความอนธกาลของยามวิกาล ก่อนที่จะพาเราย้อนเวลากลับไปสืบสาวถึงมูลเหตุที่ทำให้สภาพจิตใจของเธอเบี่ยงเบนออกไปอย่างผิดเพี้ยน
ด้วยความสุดโต่งในการถ่ายทอดเรื่องราวโดยยอมพูดจาใด ๆ เลย ทำให้ Dementia เป็นหนังที่แปลกและแตกต่างเป็นอย่างมากในเวลานั้น และการที่หนังยักไหล่ไม่ยอมอธิบายความเป็นมาเป็นไปเพื่อสร้างความกระจ่างให้แก่คนดูก็ทำให้หนังถูกเมินเฉยจากกลุ่มผู้ชมไปเช่นเดียวกัน จนสองปีให้หลังเมื่อผู้ผลิตหนังอยากจะลองนำภาพยนตร์เรื่องนี้กลับมาฉายเพื่อเรียกทุนคืนอีกครั้ง จึงได้มีการเพิ่มบทบรรยายในตอนต้นเรื่องแจ้งที่มาที่ไปของตัวละครในหนัง แถมยังตัดฉากโหด ๆ ออกไปจนไม่เหลืออะไรให้รู้สึกสยดสยอง แล้วจึงเปลี่ยนชื่อเรื่องให้น่าตื่นใจขึ้นว่า Daughter of Horror ซึ่งผลที่ออกมาก็คือ . . . ยังคงเจ๊งไม่เป็นท่าอยู่นั่นเอง!
Vase de noces ( ปี 1974, เบลเยียม) กำกับโดย Thierry Zéno
หนังจากเบลเยียมเรื่องนี้เล่าถึงพฤติกรรมสุดประหลาดของหนุ่มนิรนามคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในฟาร์มร้างร่วมกับสิงสาราสัตว์ชนิดต่าง ๆ ด้วยความสันโดษไร้มนุษย์อื่นใดในสถานที่นั้น ชายหนุ่มจึงต้องประพฤติตัวเป็นเดรัจฉานร่วมกับสัตว์เลี้ยงของตัวเอง สร้างสังคมใหม่ที่ไม่จำเป็นต้องมีศีลธรรมจรรยาใด ๆ มาคอยควบคุมความประพฤติกันเลย
Vase de noces ถ่ายทำด้วยฟิล์มขาว-ดำให้ความรู้สึกดิบหยาบอีกทั้งยังมีการใช้เสียงและดนตรีประกอบที่หลอกหลอนหลากหลาย ตั้งแต่บทเพลงขับร้องหมู่ยุคกลางจนถึงเสียง synthesizer ร่วมสมัยที่ตั้งใจมาประชันกับอาการระเบ็งเซ็งแซ่ของบรรดาสัตว์เลี้ยงกันอย่างก่อกวนประสาท นอกจากนี้หนังยังเล่าเรื่องโดยไม่มีการใช้คำบรรยายหรือบทสนทนาใด ๆ แสดงให้เห็นถึงการจงใจตัดขาดจาก “สำเนียงภาษา” อันเป็นสิ่งสรรค์สร้างของสังคมมนุษย์โดยสิ้นเชิง
Begotten (ปี 1991, สหรัฐอเมริกา) กำกับโดย E. Elias Merhige
Begotten เริ่มต้นด้วยภาพสุดสยองของสิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายมนุษย์เพศชายใช้ใบมีดอันคมกริบกรีดเฉือนหน้าอกหน้าท้องตัวเองจนเลือดอาบ แถมยังแสดงอาการชักกระตุกสั่นเทิ้มราวกับคนทรงโดนผีเข้า จากนั้นก็มีสตรีลึกลับเข้ามาร่วมเล่นเกมกามจนน้ำแห่งชีวิตทะลักล้นน่าขนลุก จากนั้นหนังก็เข้าสู่องก์ที่สองเมื่อชายคนหนึ่งซึ่งก็ไม่อาจแน่ใจได้ว่าเป็นคนเดียวกับในตอนแรกหรือไม่ ถูกกลุ่มสาวกของลัทธิไม่ทราบชื่อจับผูกเชือกถูลู่ถูกังลากไถไปตามพื้นดินอย่างสุดแสนทรมาน จากนั้นจึงมีการรุมทุบหัวกระทุ้งหน้าท้องกันอย่างเหี้ยมโหด ปิดท้ายด้วยฉากที่ละม้ายคล้ายการสังวาสเสพเมถุนของชายและหญิงที่แลดูน่าตื่นตระหนกตกใจมากกว่าที่จะวาบหวิว
ผู้กำกับ E. Elias Merhige บอกเล่าเรื่องราวทั้งสองส่วนด้วยภาพขาวดำที่ contrast กันอย่างดิบหยาบ หนังถ่ายด้วยฟิล์ม 16 มม ให้ภาพเป็นเกรนแตกละเอียดแถมยังมีการเพิ่ม speed ทะลุทะลวงมิติเวลากันอีกชั้นหนึ่งด้วย บรรยากาศของหนังจึงดูเป็นฝันร้ายสุดวิปริตที่น่าตื่นกลัว บอกเล่าการเกิดและดับของโลกและพระเจ้าอย่างมีนัยยะทางศาสนาและปรัชญา แต่ไม่ว่าคุณผู้อ่านจะเข้าใจในสิ่งที่หนังพยายามจะบอกเล่าหรือไม่ เพียงแค่มิติในเชิงหนังของมันก็มีพลังเพียงพอที่จะทำให้ตะลึงงันไปกับงานด้านภาพที่แม้จะดูกร้านแต่ก็ผ่านการรุมโทรมมาอย่างประณีต
หมายเหตุ สำหรับภาพยนตร์เรื่อง Vase de noce และ Begotten นั้น ผู้เขียนเคยจับมาเปรียบมวยไว้ในบทความชุด ARTHOUSE SHOCKERS: 15 หนังสยองมีสไตล์ คุณผู้อ่านที่สนใจสามารถติดตามอ่านเพิ่มเติมได้จากหนังสือ FILMVIRUS เล่ม 4 ฉบับ สางสำแดง
กลุ่มที่ 4 – ร้อง เล่น เต้นระบำ
อาจจะจริงที่โดยปกติหนังเพลงโดยส่วนใหญ่ก็มักจะไม่ใคร่ได้พูดได้จาอะไรกันมากมายอยู่แล้ว เพราะเวลาเกือบทั้งหมดของหนังมักจะหมดไปกับการร้องและเต้นของบรรดานักแสดงจนไม่มีช่วงว่างให้ตัวละครได้พูดคุยอะไรกันสักเท่าไหร่นัก แต่เรื่องราวส่วนใหญ่ของหนังเพลงก็มักจะถูกบอกเล่าผ่านเนื้อร้องของบทเพลงซึ่งก็เป็นการใส่ทำนองและความคล้องจองให้กับ ‘ภาษา’ ซึ่งก็ไม่ได้แตกต่างอะไรกับการเล่าเรื่องด้วยบทสนทนาอยู่ดี หนังที่เลือกมาแนะนำกันในกลุ่มนี้ จึงเป็นหนังเพลงที่หลุดพ้นจากการใช้เนื้อร้องในการถ่ายทอดเรื่องราว คงเหลือเพียงแต่ดนตรีและลีลาการเต้นเท่านั้นที่จะเป็นเครื่องมือในการสื่อสารกับผู้ชม
Invitation to the Dance ( ปี1956, สหรัฐอเมริกา) กำกับโดย Gene Kelly
หากคุณผู้อ่านท่านไหนได้เคยมีโอกาสชมการแสดง ballet มาบ้าง ก็คงจะพอนึกภาพออกถึงความเป็นไปได้ในการเล่าเรื่องราวทั้งหมดด้วยลีลาการเต้นประกอบดนตรีโดยที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาบทร้องกันเลย Invitation to the Dance เป็นผลงานการกำกับของดาราเท้าไฟแห่งฮอลลีวู้ด Gene Kelly ผู้เคยฝากฝีเท้าไว้ในหนังดังอย่าง On the Town (1949), An American in Paris (1951) และ Singin’ in the Rain (1952) ที่หยิบยกเอาความเป็นไปได้อันนี้มาแสดงให้เห็นกันในรูปแบบของภาพยนตร์เพลงที่ปราศจากทั้งเสียงร้องและบทสนทนา หนังประกอบไปด้วย musical ขนาดย่อมความยาวครึ่งชั่วโมงจำนวน 3 เรื่อง เรื่องแรก ‘Circus’ ใช้ดนตรีประกอบของ Jacques Ibert เป็นเรื่องราวความรักสามเส้าของพระเอก-นางเอกของคณะละครสัตว์ที่ตั้งชื่อเอาไว้อย่างเห็นภาพว่า The Lover และ The Loved กับตัวตลกหน้าขาว (แสดงโดย Gene Kelly เอง) ที่แอบไปหลงรักนางเอกสาว The Loved ด้วยความอาภัพรักในคราวนี้เองที่ทำให้ตัวตลกของเราถึงทีต้องหลั่งน้ำตาและต้องเผชิญหน้ากับโศกนาฏกรรมอันสุดแสนจะวิปโยค ส่วนเรื่องที่ สอง ‘Ring Around the Rosy’ ก็เป็นเหตุการณ์อันสับสนอลหม่านที่เกิดขึ้นในวงสังคมไฮโซ โดยเล่าเรื่องผ่านกำไลวงหนึ่งที่ตกทอดผ่านมือสู่มือจากเจ้าของไปยังสมาชิกคนอื่น ๆ ก่อนที่จะวนกลับมาสู่เจ้าของคนเดิมอีกครั้งหนึ่ง หนังให้บรรยากาศจัดจ้านของยุคทองของดนตรี Jazz ด้วยบทเพลงที่แต่งโดยวาทยกรชื่อดัง Andre Previn สำหรับเรื่องสุดท้าย ‘Sinbad the Sailor’ ก็เป็นการนำเอาเรื่องราวการผจญภัยของ Sinbad จากนิทานอาหรับราตรีมาบอกเล่าประกอบดนตรีจากบทประพันธ์ Scheherazade ของ Nikolai Rimsky-Korsakov ด้วยงาน production ที่ทั้งพิถีพิถันและงดงามอลังการ พร้อมการเต้นรำที่กระฉับกระเฉงพร้อมเพรียง แถมยังมีการเต้นประกอบ animation กันอย่างน่าตื่นตาตื่นใจอีกด้วย Invitation to the Dance จึงเป็นตัวอย่างอันดีที่แสดงถึงพลังแห่งนาฏกรรมการเต้นรำซึ่งสามารถส่งทอดอารมณ์ความรู้สึกต่าง ๆ นานาถึงคนดูได้ โดยใช้เพียงสีหน้าและการเคลื่อนไหวร่างกาย
Le bal ( ปี 1983, อิตาลี-ฝรั่งเศส) กำกับโดย Ettore Scola
ภาพยนตร์สุดสร้างสรรค์ของผู้กำกับอิตาลีที่ชอบข้ามฟากไปทำหนังในฝรั่งเศส Le bal เป็นหนังเพลงอีกเรื่องที่สามารถแสดงสีสันอันหลากหลายของกิจกรรมการเต้นรำของผู้คนในยุคคริสต์ศตวรรษที่ 20 ผ่านการร้องรำทำเพลงและจับคู่เต้นระบำกันใน ballroom แห่งหนึ่งของชายและหญิงวัยเจริญพันธุ์และโรยพันธุ์ในยุคสมัยต่าง ๆ นานา หนังเริ่มต้นในยุคสมัยปัจจุบัน (ในขณะนั้น คือ ปี 1983) ซึ่งเปิดฉากด้วยการเปิดโรงเต้นรำของชายแก่ เพื่อต้อนรับบรรดา สาวน้อย สาวใหญ่ ที่เรียงรายกันเข้ามาจับจองเก้าอี้ที่นั่งกันทีละคน แต่ก่อนที่พวกเธอจะเลือกทำเลในการโชว์ความงามนั้น ทุก ๆ นางจะต้องเดินมาส่องกระจกบานใหญ่เพื่อดูแลความเรียบร้อยสร้างความมั่นใจในบุคลิกอันเพริศพริ้ง perfect จากนั้นก็ถึงคิวฝ่ายสุภาพบุรุษจะมาโชว์ความ smart หว่านเสน่ห์กันบ้าง ซึ่งแต่ละนายนั้นก็มาในชุดสูทสุดเนี้ยบ แถมยังขลิบหนวดแต่งผมกันอย่างพิถีพิถันเพื่อสร้างความประทับใจแก่ฝ่ายตรงข้าม เมื่อสมาชิกทั้งหลายเข้ามาในโรงเต้นรำกันอย่างพร้อมเพรียงแล้ว บทเพลงก็เริ่มบรรเลงและปฏิบัติการจับคู่ดูใจก็เริ่มต้นขึ้น ซึ่งแต่ละคนก็แสดงธาตุแท้และสันดานของตัวเองออกมาโดยไม่นำพาภาพลักษณ์ความเป็นผู้ดีที่สวมกันอยู่เลย จากนั้นหนังก็พาเราย้อนยุคสำรวจวัฒนธรรมการเต้นรำ ballroom ของผู้คนในยุคสมัยอื่น ๆ กันบ้าง ซึ่งก็มีตั้งแต่ยุครุ่งเรืองของดนตรี Jazz ในช่วงปี 1930’s ความซบเซาของกิจกรรมบันเทิงเริงใจในช่วงสงครามโลก ประกาศกร้าวของดนตรี Rock N’ Roll ในยุค 1950’s มาจนถึงดนตรี Samba ชะ ชะ ช่า และปิดท้ายด้วยดนตรี Disco สะเด่าอารมณ์ช่วงต้นยุค 1980’s นอกเหนือจากฉากการเต้นรำหลากลีลาต่างสีสันเหล่านี้แล้ว หนังยังแสดงภาพวิถีชีวิตของผู้คนที่แตกต่างกันไปในแต่ละช่วงเวลาได้อย่างมีพลัง สร้างอารมณ์ร่วมให้กับผู้ชมได้อย่างเข้มข้นไม่แพ้การเล่าเรื่องราวตามขนบของหนังดราม่าที่ใช้ภาษาพูดกันเลย
Latcho Drom (ปี 1993, ฝรั่งเศส) กำกับโดย Tony Gatlif
Tony Gatlif ดูจะเป็นผู้กำกับชาวฝรั่งเศสเชื้อสายแอลจีเรียที่หลงใหลในท่วงทำนองอันหลากหลายของดนตรีพื้นเมืองนานาชาติอย่างตั้งมั่น เพราะผลงานภาพยนตร์แทบจะทุกเรื่องของเขามักจะต้องข้องเกี่ยวกับดนตรีพื้นเมืองโดยเฉพาะดนตรียิปซีไม่ว่าจะทางใดทางหนึ่งอยู่เสมอ Latcho Drom หรือ Safe Journey ก็เป็นงานภาพยนตร์อีกเรื่องที่สะท้อนความหลงใหลส่วนตัวของผู้กำกับคนนี้เป็นอย่างดี เพราะมันเป็นหนังกึ่งสารคดีที่ถ่ายทอดสุ้มเสียงและสำเนียงอันหลากหลายของดนตรีท้องถิ่นทั้งในภาคพื้นทวีปเอเชีย อัฟริกา และยุโรป ผ่านการเดินทางจากดินแดนอันแห้งแล้งของอินเดีย ไล่มาสู่ตุรกีและข้ามทวีปไปยังอียิปต์ ก่อนที่จะตระเวนฟังเส้นสายลายดนตรีของชาวยุโรปกลางในประเทศ โรมาเนีย ฮังการี และเชคโกสโลวาเกีย จึงจะปิดฉากลงด้วย ดนตรีพื้นบ้านของฝรั่งเศสเองและการขับร้องลำนำของชาวสเปน หนังถ่ายทอดการร้องเล่นเต้นระบำอันหลากหลายมากมายอารมณ์ของผู้คนในแต่ละพื้นถิ่นได้อย่างน่าตื่นตาตื่นใจ ด้วยการกำกับภาพจากมุมกล้องที่สวยงามแปลกตาพร้อมด้วยการบันทึกเสียงที่สดใสอย่างมีมิติ ให้ความบันเทิงแก่ผู้ชมได้ตลอดความยาว 103 นาทีโดยไม่มีเบื่อหน่ายแม้ว่าหนังจะไม่มีเรื่องราวหรือแม้แต่คำแปลของเนื้อร้องต่างชาติต่างภาษาเหล่านั้นก็ตามที Latcho Drom จึงเป็นบทบันทึกทางวัฒนธรรมที่น่าสนใจอีกชิ้นหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างหลากหลายของผู้คนต่างชาติต่างภาษาซึ่งถึงแม้จะเป็นมนุษย์เหมือนกันแต่ก็มีรายละเอียดชีวิตที่ผิดแผกกันได้อย่างไม่มีที่สิ้นสุด ภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับรางวัล Un Certain Regard จากเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ประจำปี 1993
กลุ่มที่ 5 – สารคดี (ที่ไม่ต้องมีคำบรรยาย)
แต่ไหนแต่ไรมา ถึงแม้งานในแนวสารคดีจะไม่ได้มุ่งเน้นการถ่ายทอดเรื่องราวแบบเดียวกับหนังในแนวอื่น ๆ แต่หนังสารคดีส่วนใหญ่ก็ยังคงต้องพึ่งพิงคำพูดในการถ่ายทอดข้อมูล หรือข้อเท็จจริงต่าง ๆ ให้คนดูได้รับรู้และรับทราบ ไม่ว่าจะในรูปแบบของการบรรยาย การใช้ตัวอักษร หรือแม้แต่การพูดคุยสัมภาษณ์กันก็ตามที แต่ก็ใช่ว่าหนังสารคดีทุก ๆ เรื่องจะต้องอิงอยู่กับสิ่งที่เรียกกันว่า “วัจนภาษา” อยู่เสมอไป เพราะถ้าสิ่งที่สารคดีเรื่องนั้น ๆ ต้องการจะถ่ายทอดเป็นเพียงการ “สังเกตการณ์” ที่ใช้เพียง “สายตา” โดยไม่ต้องมี “วาจา” มาชักจูงหรือชี้นำ การบอกเล่าถึงความเป็นไปอันแท้จริงโดยไม่ต้องมีข้อมูลเพิ่มเติมใด ๆ ย่อมเปิดโอกาสแห่งการรับรู้ที่บริสุทธิ์กว่าการยัดเยียดกันด้วยถ้อยความ
Koyaanisqatsi ( ปี 1983, สหรัฐอเมริกา ) กำกับโดย Godfrey Reggio
สารคดีชื่อแปลกที่หยิบยืมเอาคำในภาษา Hopi ของเผ่าอินเดียนแดงเผ่าหนึ่งในอเมริกามาเรียกเป็นชื่อ ความหมายของ Koyaanisqatsi แปลได้โดยคร่าวว่า “โลกที่เสียสมดุล” ซึ่งก็เป็นการสะท้อนความเป็นไปอันสุดโต่งของประเทศมหาอำนาจแห่งโลกทุนนิยมอย่างสหรัฐอเมริกาได้แสนจะคมคายโดยไม่ต้องอาศัยคำบรรยายใด ๆ เลยแม้แต่ตัวอักษรเดียว! ปฐมบทแห่งงานไตรภาคชุด “QATSI” ของผู้กำกับ Godfrey Reggio เรื่องนี้เป็นการนำเสนอลำนำแห่งอเมริกันทรรศน์ ที่ถ่ายทอดแง่มุมต่าง ๆ ของสภาพภูมิประเทศและชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในช่วงต้นยุค 1980’s ด้วยการฉายภาพตั้งแต่แนวเทือกเขาอันกว้างใหญ่ไพศาล ลัดเลียบแนวหินผาอันแห้งผากสุดลูกหูลูกตา ติดตามวัฏจักรของน้ำตั้งแต่ปุยเมฆบนท้องฟ้าไปจนถึงผืนทะเลที่ปั่นป่วนไปด้วยคลื่นลม ก่อนที่จะพาคนดูไปสัมผัสกับสภาพบ้านเมืองและวิถีชีวิตอันหลากหลายของผู้คนในอเมริกา ถ่ายทอดด้วยภาพที่ถูกปรับเปลี่ยน speed ทั้งเร่งทั้งหน่วง ซึ่งก็มีตั้งแต่การเคลื่อนไหวกล้องอย่างเชื่องช้าแช่มช้อยไปจนถึงภาพ extreme high-speed ที่แทบจะแข่งกับความเร็วแสงกันเลยทีเดียว นอกจากนี้หนังยังได้คีตกวีร่วมสมัยชื่อดังอย่าง Philip Glass มาประพันธ์ดนตรีประกอบให้ ซึ่งผู้กำกับ Godfrey Reggio ก็ต้องถึงกับยกเครื่องตัดต่อหนังใหม่ทั้งหมดเพื่อให้เข้ากับดนตรีที่ Philip Glass ได้ตั้งใจแต่งให้กับหนังเรื่องนี้โดยเฉพาะ ผลที่ได้ก็คือความกลมกลืนเป็นเนื้อเดียวกันระหว่างภาพและเสียงอย่างที่ไม่มีอาการสะดุดหลุดจังหวะให้เห็นเลยแม้แต่เฟรมเดียว หลังจาก Koyaanisqatsi แล้ว ผู้กำกับ Godfrey Reggio ก็ได้สร้างภาคต่อของหนังชุดนี้อีกสองเรื่องคือ Powaqqatsi และ Naqoyqatsi ในปี 1988 และ 2002 ตามลำดับ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จนัก
เชื่อหรือไม่ว่า Koyaanisqatsi นี่แหละที่เป็นแรงบันดาลใจให้กับงาน music video เพลง Ray of Light ของนักร้องชื่อดังอย่าง Madonna!
Baraka ( ปี 1992, สหรัฐอเมริกา ) กำกับโดย Ron Fricke
หลังจากที่ได้ไปช่วยผู้กำกับ Godfrey Reggio ถ่ายภาพและตัดต่อในหนังเรื่อง Koyaanisqatsi แล้ว ผู้กำกับ Ron Fricke คงจะนึกร้อนวิชา จึงคิดจะทำหนังสารคดีแนว visual ตามรอยเท้าของ Koyaanisqatsi ดูบ้าง โดยขยายขอบเขตของการสังเกตการณ์จากสหรัฐอเมริกาประเทศเดียว มาเป็นการสำรวจวิถีชีวิต สภาพความเป็นอยู่ และวัฒนธรรมของผู้คนจากทั่วทุกมุมโลกถึง 24 ประเทศ ใน 6 ทวีป จนสำเร็จออกมาเป็นหนังเรื่อง Baraka ซึ่งก็มีโอกาสจับพลัดจับผลูเข้าโรงฉายในเมืองไทยไปเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว หนังเริ่มต้นด้วยการสำรวจพิธีกรรมทางศาสนาอันแตกต่างหลากหลายของผู้คนหลากเชื้อชาติต่างภาษา ตั้งแต่ภาพวัดพุทธอันสงบเงียบในเนปาล การสวดมนต์ของชาวยิว และพิธีกรรมของชาวคริสต์ จากนั้นจึงพาคนดูไปร่วมสำรวจวิถีชีวิตและวัฒนธรรมประเพณีอันหลากหลาย ตั้งแต่ พิธีกรรมอันดุดันของชาวบ้านในเขมร การดีดตัวเต้นระบำของชาวอัฟริกา และการเอาสีทาหน้าละเลงลำตัวของเผ่าพื้นเมืองในออสเตรเลีย ในช่วงกลางของหนังขณะเริ่มตระเวนดูชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนในฮ่องกงนั้น หนังก็แอบใช้เทคนิควิธีการของ Koyaanisqatsi ราวกับขโมยซีนกันมาเลยทีเดียว ซึ่งก็มีตั้งแต่ฉากนักเรียนหญิงยืนนิ่งหน้ารถไฟที่กำลังแล่นผ่านไปอย่างรวดเร็ว และการแสดงการทำงานอันซ้ำ ๆ ในโรงงานอุตสาหกรรมด้วยภาพแบบ extreme high-speed ก่อนที่จะต่อด้วยภาพอันชวนสลดหดหู่ของสงคราม ทั้งภาพผู้เสียชีวิตไปในค่ายกักกันของนาซี และกองพะเนินเทินทึกของกะโหลกศีรษะมนุษย์ผู้ตกเป็นเหยื่อของกลุ่มเขมรแดง และปิดท้ายด้วยร่องรอยอารยธรรมโบราณจากหลากยุคหลายสมัยของมวลหมู่มนุษยชาติ
ถึงแม้ภาพต่าง ๆ และดนตรีประกอบใน Baraka อาจจะยังไม่น่าตื่นตาตื่นใจได้เท่ากับหนังต้นแบบอย่าง Koyaanisqatsi แต่ สารคดีชิ้นนี้ก็ยังคงเป็นบทบันทึกชิ้นสำคัญที่บอกเล่าถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรมของมนุษย์โดยไม่จำเป็นต้องอิงแอบกับสำเนียงภาษาของชนชาติใด ๆ ให้เกิดความลำเอียง!
Microcosmos (ปี 1996, ฝรั่งเศส) กำกับโดย Claude Nuridsany และ Marie Pérennou
สารคดีแนว National Geographic ที่สร้างความตื่นตะลึงให้กับผู้ชมในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ประจำปี 1996 ด้วยความหมดจดงดงามของชีวิตเล็ก ๆ ของเหล่าแมลงและสัตว์ตัวเล็กที่อาศัยอยู่ในทุ่งหญ้าและหนองบึง ในเมือง Aveyron ประเทศฝรั่งเศส สองผู้กำกับ Claude Nuridsany และ Marie Pérennou นำเสนอมุมมองแปลกใหม่อย่างที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อนด้วยการประดิษฐ์เลนส์กล้องแบบพิเศษที่สามารถบันทึกภาพชีวิตและอิริยาบถต่าง ๆ ของเหล่าแมลงแล้วถ่ายทอดออกมาเป็นงานสารคดีเชิงพฤติกรรมศาสตร์ของสิ่งมีชีวิตตัวเล็ก ๆ ในเวิ้งจักรวาลที่กินอาณาบริเวณเพียงไม่กี่ช่วงวา ที่ซึ่งแมลงเต่าทองขึ้นขี่กันโดยไม่มีอาการเอียงอาย หอยทากจับคู่กระชับลำตัวแล้วใช้หนวดจูบกันอย่างดูดดื่ม แมงมุมยักษ์ใช้ใยพิฆาตพันรอบลำตัวตั๊กแตนผู้เคราะห์ร้ายอย่างปราดเปรียวดุดัน ตัวหนอนเดินสวนสนามต่อกันโดยไม่แตกแถว มดงานที่ขนเสบียงกันอย่างขันแข็งไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย การประลองพละกำลังของด้วงหนุ่มเขางาม แมงกุ๊ดจี่วิ่งหลบน้ำฝน ตั๊กแตนตำข้าวที่ออกมาชื่นชมแสงจันทร์ยามค่ำคืนอย่างโรแมนติก รวมทั้งรายละเอียดชีวิตเล็ก ๆ อื่น ๆ อีกมากมายที่คงจะไม่สามารถสาธยายกันให้ครบถ้วน นอกจากภาพที่ชวนตื่นตาตื่นใจกับมุมมองที่ผู้คนส่วนใหญ่ไม่เคยพบเคยเห็นแล้ว หนังยังใช้ดนตรีขับร้องที่ไพเราะอย่างโหยหวนและหลอกหลอนมาใช้ประกอบได้อย่างโดดเด่นและกลมกลืนอีกด้วย Microcosmos จึงเป็นหนังสารคดีกีฏวิทยาแสนบริสุทธิ์ที่สามารถชมกันได้ทุกเพศทุกวัย โดยไม่ต้องมีความรู้พื้นฐานไม่ว่าจะด้านภาษาหรือวิทยาศาสตร์กันเลย เชื่อหรือไม่ว่าภาพยนตร์เรื่องนี้ได้รับรางวัลเทคนิคพิเศษยอดเยี่ยมจากคณะกรรมการตัดสินรางวัลเมืองคานส์ ทั้ง ๆ ที่หนังเข้าฉายนอกสายประกวด!
หมายเหตุ Microcosmos ฉบับที่นำไปฉายในสหรัฐอเมริกา จะมีการเพิ่มคำบรรยายสั้น ๆ โดย Kristin Scott Thomas ในช่วงต้นและช่วงท้ายของหนัง
กลุ่มที่ 6 – Animation
ขนบโดยทั่วไปของหนัง animation ก็คือการทำให้ตัวละครที่สร้างขึ้นนั้นดู “มีชีวิต” มากที่สุด ซึ่งวิธีการหนึ่งที่นิยมใช้กันบ่อยครั้งก็คือการให้เสียงพูดกับตัวละครนั่นเอง แต่ก็มีบางกรณีที่คนทำหนังอนิเมชันไม่จำเป็นต้องใช้การพูดจาในการสร้างชีวิตชีวาหรือบอกเล่าเรื่องราวของตัวละคร ซึ่งก็ยังสามารถแสดงอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดและถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นไปต่าง ๆ ได้อย่างมีชั้นเชิง
Les triplettes de Belleville ( ปี 2003, ฝรั่งเศส ) กำกับโดย Sylvain Chomet
แทบจะไม่ต้องแนะนำอะไรกันเลย สำหรับหนังเรื่องนี้ เพราะมีโอกาสเข้าโรงในเมืองไทย และสามารถหาชมได้ง่ายทั้งในรูปแบบ VCD และ DVD หนัง animation จากประเทศฝรั่งเศส ผลงานการกำกับของ Sylvain Chomet ว่าด้วยเรื่องของคุณย่าหน้าเป็นที่ต้องออกตามหา Champion หลานชายเพียงคนเดียวที่ถูกองครักษ์มาเฟียหลังเหลี่ยมลักพาตัวไปจากการแข่งขันจักรยาน Tour de France อันเลื่องชื่อ เมื่อหลานสุดที่รักถูกจับโยนขึ้นเรือเดินสมุทรข้ามฝั่งไปยังเมือง New York คุณย่าหน้านิ่งของเราพร้อมด้วยเจ้า Bruno สุนัขตัวโปรดจึงต้องข้ามน้ำข้ามทะเลติดตามเรือยักษ์ลำนั้นไปไม่ว่าพายุฝนฟ้าคะนองจะแผดร้องปั่นป่วนขนาดไหนก็ตามที และเมื่อถึงฝั่งเมือง Belleville เธอก็ได้พบกับ คุณยายสามใบเถาอดีตนักร้องนักเต้นเท้าไฟที่จะช่วยนำทางเธอไปสืบหาตัวหลานชายที่เธออุตส่าห์ดั้นด้นเดินทางมาตามหาตัว
สิ่งที่โดดเด่นที่สุดของ animation เรื่องนี้ก็คงหนีไม่พ้นสไตล์การวาดลายเส้นที่ดูจะบูดเบี้ยวผิดสัณฐานไปอย่างน่าขบขัน ไม่ว่าจะเป็นเรือเดินสมุทรที่สูงชะลูดราวกับรองเท้าส้นสูง บริกรหนุ่มที่ลำตัวโค้งงออย่างไร้กระดูก ไปจนถึงเทพีเสรีภาพที่ไม่รู้ว่าไปหม่ำอะไรมานักหนาถึงได้ปูดบวมเป็นธิดาช้างออกอย่างนั้น นอกจากนี้ในส่วนบรรยากาศของตัวเรื่องก็ดูจะเงื่องหงอยซึมกะทือเหมือนพยายามจะแสดงถึงโลกของความแก่ชราที่ความสดใสทั้งหลายได้มลายหายสูญไปจนหมดสิ้นแล้ว ลีลาแบบแปร่ง ๆ บวกกับภาพในแบบเหนือจริงอันนี้เองที่ชวนให้นึกเปรียบเทียบไปถึงงาน animation เรื่องดัง ๆ อย่าง Yellow Submarine (1968) ของ George Dunning และ The Fantastic Planet (1973) ของ René Laloux กันเลยทีเดียว
Interstella 5555: The 5tory of the 5ecret 5tar 5ystem
(ปี 2003, ญี่ปุ่น) กำกับโดย Leiji Matsumoto และ Kazuhisa Takenôchi
ถ้าจะว่ากันถึงหนัง animation แล้ว วงการ Japan Anime ของญี่ปุ่นนี่ก็เรียกได้ว่ามีความหลากหลายและโดดเด่นไม่แพ้งาน animation จากชาติไหน ๆ เลยเหมือนกัน และสำหรับหนังชื่อแปลกอย่าง Interstella 5555: The 5tory of the 5ecret 5tar 5ystem ก็เป็นงาน animation ประกอบเพลงจากอัลบั้ม ‘Discovery’ ของ Daft Punk โดยเล่าเรื่องราวของ rock band จากต่าง galaxy ที่ถูกเจ้าของบริษัทค่ายเพลงหน้าเลือดจากโลกมนุษย์ลักพาตัวมาเพื่อให้เป็นศิลปินในสังกัด พวกเขาถูกเปลี่ยนความทรงจำให้มีความรู้สึกว่าตัวเองเป็นมนุษย์ ถูกจับเปลื้องผ้า ปรับสีผิวและเปลี่ยนเครื่องแต่งกายเสียใหม่ให้ดูทันสมัยวัยรุ่น จากนั้นก็ถูกส่งตัวไปยัง studio เพื่อบันทึกบทเพลงที่บริษัทจัดเตรียมเอาไว้ให้เรียบร้อยแล้วโดยได้ชื่อวงใหม่ว่า The Crescendolls ต่อด้วยการถ่ายปกและการเล่นคอนเสิร์ตเปิดอัลบั้ม ครบสูตรกระบวนการของการสร้างศิลปินของค่ายเทปทั้งหลายเลยทีเดียว แต่ด้วยวิญญาณของความเป็นศิลปินที่ยังเข้มข้นอยู่ในสายเลือด นักดนตรีจากต่าง galaxy เหล่านี้คงไม่ได้ happy ดีใจไปกับความสำเร็จทางโลกที่พวกเขาได้รับ เมื่อโอกาสเป็นใจพวกเขาจึงคิดหลบหนีไปจากวังวนอันจอมปลอมของวงการธุรกิจเพื่อขับขานเสียงดนตรีที่พวกเขากลั่นออกมาจากหัวจิตหัวใจอันแท้จริง
สองนักสร้าง animation Leiji Matsumoto และ Kazuhisa Takenôchi เล่าเรื่องทั้งหมดของหนังโดยไม่ใช้คำพูดเลยแม้แต่คำเดียว แต่พวกเขาก็ยังสามารถถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดของตัวละครทั้งหมดได้อย่างแจ่มชัดด้วยความจัดเจนของลายเส้นที่สามารถบ่งบอกอารมณ์ของตัวละครออกมาทางสายตาได้อย่างน่าทึ่ง หนังใช้บทเพลงและดนตรีประกอบของ Daft Punk ตลอดทั้งเรื่องซึ่งถึงแม้จะมีเนื้อร้อง แต่ก็ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการดำเนินเรื่องราวแต่อย่างใด Interstella 5555: The 5tory of the 5ecret 5tar 5ystem จึงเป็นหนังไร้ไดอะล็อกที่เล่าเรื่องราวด้วยภาพกันเกือบจะ 100% เลยทีเดียว
Conspirators of Pleasure ( ปี 1996, เชคโกสโลวาเกีย) กำกับโดย Jan Svankmajer
สาเหตุที่จะต้องจับหนังเรื่องนี้เอาไว้หลังสุดก็เพราะ Conspirators of Pleasure คงไม่สามารถถือได้ว่าเป็นงาน animation แบบเต็มตัว แต่ยังมีสภาพเป็นหนังลูกครึ่งที่ก้ำกึ่งระหว่างงาน animation แนว stop motion กับหนังที่ใช้คนแสดง ซึ่งก็ถือเป็นแนวทางถนัดของผู้กำกับชาวเชค Jan Svankmajer คนนี้เลยทีเดียว
ผลงานเด่น ๆ ของ Jan Svankmajer ก็มีตั้งแต่ งานในยุคแรก ๆ อย่าง Dimensions of Dialogue (1982) ที่มีการใช้พืชผักผลไม้และหม้อไหตะวักกระบวยมาประกอบกันเป็นใบหน้าชายสองคนที่กลืนกินและสำรอกกันอย่างอลเวง จนถึงงานในยุคต่อมาอย่าง Alice (1988) และ Faust (1994) ซึ่งก็มีการผสานกันระหว่างเทคนิคการใช้หุ่นเชิดและ clay animation ร่วมกับนักแสดง ส่วน Conspirators of Pleasure นั้นก็จัดว่าอยู่ในกลุ่มหลังนี้เช่นเดียวกัน หนังเล่าเรื่องราวของชายหญิง 3 คู่ ที่มีความต้องการประหลาดลึกลับแตกต่างกันออกไป ชายหนุ่มคนแรกต้องแอบดอดไปซื้อหนังสือโป๊มาตัดแปะทำเป็นหัวไก่จะได้ไล่บินจิกศีรษะเพื่อนบ้านสาวร่างยักษ์ให้เลือดสาด ส่วนเพื่อนบ้านสาวร่างยักษ์คนนั้นก็แอบทำตุ๊กตารูปชายหนุ่มคนเดียวกันเพื่อเล่นบทบาท S&M ไปรษณีย์สาวอีกคนก็มีวิธีกินขนมปังที่สุดแสนจะประหลาดและเพี้ยนพิสดารน่าพะอืดพะอม ชายคนขายหนังสือก็ใช้เวลาว่างหมกมุ่นอยู่กับเครื่องสำเร็จความใคร่ที่ใช้จอโทรทัศน์ไว้คอยเก็บภาพนักข่าวสาวที่เขาหลงใหล ในขณะที่นักข่าวสาวก็ความสุขกับการให้ปลามาโล้มไล้นิ้วเท้าทั้งสองของเธอให้จั๊กจี้เล่น ส่วนสามีของเธอก็ช่างประดิษฐ์คิดค้นเครื่องนวดอันทันสมัยที่ให้สัมผัสใหม่อันสุดแสนจะสยิวกิ้ว
ด้วยความที่หนังมุ่งนำเสนอความต้องการเร้นลึกภายในจิตใจของตัวละครนี่เองทำให้ Conspirators of Pleasureสามารถถ่ายทอดเรื่องราวทั้งหมดได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้บทสนทนาเลย ทุกเหตุการณ์ถูกฉายออกมาผ่านการแอบมองพฤติกรรมซ่อนเร้น ชวนให้เห็นเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่มนุษย์ทุกคนจะต้องมีกิจกรรมแผลง ๆ ส่วนตัวเก็บไว้ทำในเวลาว่างเพื่อระบายอารมณ์อัดอั้น ถึงแม้หนังเรื่องนี้จะเป็นงาน animation ที่ไม่ควรจะมีพิษมีภัย แต่ด้วยความแรงแบบสุดขั้วและความวิปริตวิปลาสอย่างเต็มดีกรีของมัน ทำให้ Conspirators of Pleasure ต้องกลายเป็น animation สำหรับผู้ใหญ่อีกเรื่อง ที่จะต้องเก็บไว้ให้ไกลมือเด็กมากที่สุด!!!
กลุ่มที่ 7 – Avant-Garde
ส่วนหนังกลุ่มสุดท้ายที่จะแนะนำ ขอเรียกแบบไทย ๆ ว่าเป็นกลุ่ม ‘หลุดโลก’ เพราะทั้งสามเรื่องนี้ถือได้ว่าเป็นหนังแนว Avant-Garde ล้ำยุคล้ำสมัยไม่เคยมีใครเคยคิดเคยทำ แต่กล้าหาญที่จะถ่ายทอดเรื่องราวด้วยวิธีที่แตกต่างโดยไม่ต้องยี่หระต่อบทสนทนาหรือคำพูดคำจากันเลย
Man with the Movie Camera ( ปี 1929, สหภาพโซเวียต) กำกับโดย Dziga Vertov
หนัง Avant-Garde Classic อีกเรื่องหนึ่งที่คอหนังส่วนใหญ่รู้จักกันดี สำหรับ Man with the Movie Camera นี่สามารถถือได้ว่าเป็น Battleship Potemkin ของวงการหนังทดลองเลยทีเดียว หนังเริ่มต้นด้วยการประกาศกล้า (ด้วยคำบรรยายซึ่งจับเวลาแล้วว่าไม่เกิน 5%)ว่า “ภาพยนตร์ที่คุณกำลังจะได้ชมต่อไปนี้ เป็นการทดลองวิธีการสื่อสารด้วยแผ่นฟิล์ม ที่ไม่มีการใช้คำบรรยาย บทภาพยนตร์ ฉากและอุปกรณ์ ตลอดจนนักแสดง เพื่อค้นหาภาษาภาพยนตร์ที่เป็นสากล ที่แตกต่างไปจากการใช้ภาษาในรูปแบบของวรรณกรรม!” และก็เป็นจริงดังที่กล่าวอ้าง เมื่อ Man with the Movie Camera เป็นหนังที่มุ่งถ่ายทอดสภาพเมืองและวิถีชีวิตของผู้คนหลากหลายด้วยงานด้านภาพที่สุดจะแปลกใหม่ล้ำสมัย (ในยุค 78 ปีที่แล้ว) อย่างที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน โดยมีการเลือกใช้มุมกล้องที่สะดุดตา ประดิษฐ์จังหวะจะโคนในการตัดต่อเสียใหม่ให้กระชับฉับไวในแบบ MTV (ล้ำสมัยขนาดนั้น!!!) แถมยังแสดงความขี้เล่น ด้วยการถ่ายให้เห็นผู้ชมกำลังเดินเข้าโรงภาพยนตร์เพื่อดูหนัง ตากล้องที่กำลังจะตั้งกล้องถ่ายภาพเมือง รวมถึงขั้นตอนการตัดต่อฟิล์มให้ออกมาเป็นหนังเรื่องนี้อีกด้วย นอกจากนี้หนังยังมีการตัดผ่าแบ่งจอภาพแล้วฉีกออกจากกันราวแผ่นกระดาษ สร้างความตกตะลึงให้แก่คนดูราวกับว่าโลกกำลังจะปริตัวออกเป็นสองเสี่ยง หนังใช้ดนตรีประกอบที่ทั้งสนุกสนานและหนักแน่นด้วยจังหวะแบบ military march ซึ่งก็ช่วยสร้างสีสันให้กับหนังกันอย่างขาดไม่ได้เลยทีเดียว Man with the Movie Camera จึงนับเป็นบรรพบุรุษของหนังไร้ไดอะล็อกที่คอหนังทุก ๆ รุ่นควรจะหาโอกาสชม
Naked Island ( ปี 1960, ญี่ปุ่น) กำกับโดย Kaneto Shindô
ด้วยผลงานชิ้นนี้เพียงเรื่องเดียว ก็สามารถพิสูจน์ได้แล้วว่า Kaneto Shindô เป็นผู้กำกับญี่ปุ่นที่มีฝีมือฉกาจฉกรรจ์ไม่แพ้ผู้กำกับร่วมรุ่นอย่าง Akira Kurosawa, Kenji Mitzoguchi, Kon Ichikawa, Shohei Imamura หรือ Nagisa Oshima เลย เพราะถึงแม้จะไม่มีบทพูดใด ๆ เลยสักประโยคเดียว แต่ The Naked Island ก็ยังสามารถเป็นงาน masterpiece เรื่องสำคัญของวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่น ด้วยพลังหนังที่ไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่าผลงานชิ้นสำคัญของผู้กำกับ Japanese New Wave แถวหน้าเหล่านี้กันแต่อย่างใด
The Naked Island เล่าเรื่องราวกึ่งสารคดีถ่ายทอดชีวิตของครอบครัวญี่ปุ่นครอบครัวหนึ่งที่อาศัยอยู่บนเกาะเล็ก ๆ กลางทะเล และมีอาชีพปลูกผักขาย สมาชิกในครอบครัวประกอบไปด้วย พ่อ แม่ และลูกชายอีกสองหน่อซึ่งกำลังอยู่ในวัยเรียน การอาศัยอยู่บนเกาะห่างไกลสร้างความยากลำบากในการดำรงชีวิตของครอบครัวนี้ไปโดยปริยาย ทุก ๆ วัน คู่สามี-ภรรยา จะต้องช่วยกันขนน้ำจืดจากแผ่นดินใหญ่ลงเรือเล็กเพื่อนำมารดน้ำผักกันอย่างทุลักทุเล เมื่อได้ใบได้ผลพอเพียงแล้วก็ต้องขนใส่เรือกลับไปขายในตัวเมืองอีกครั้ง
Kaneto Shindo แสดงฝีไม้ลายมือในการกำกับหนังเรื่องนี้ได้อย่างเต็มที่ แม้จะไม่มีบทสนทนาใด ๆ ระหว่างตัวละคร แต่คนดูก็สามารถสัมผัสและเข้าอกเข้าใจความรู้สึกของพวกเขาได้อย่างน่าทึ่ง หนังให้รายละเอียดการทำงานของสมาชิกในครอบครัวอย่างเป็นธรรมชาติ เล่าเรื่องราวที่แสนธรรมดาได้อย่างมีพลังน่าติดตาม แถมท้ายด้วยโศกนาฏกรรมอันสุดสะเทือนใจที่กระทบความรู้สึกคนดูได้อย่างเหลือเชื่อ แม้จะยังไม่มีใครพูดอะไรเลยแม้แต่คำเดียว! The Naked Island จึงนับเป็นหนังไร้ไดอะล็อกที่ทำออกมาได้อย่างเข้มข้นทรงพลัง ชวนให้เรียนรู้ว่า บางครั้งการพูดการจา ก็มิใช่สิ่งจำเป็นสำหรับหนังทุก ๆ เรื่องเสมอไป . . .
Five (ปี 2003, อิหร่าน) กำกับโดย Abbas Kiarostami
หนังแนว Avant-garde ที่ผู้กำกับยอดฝีมือจากอิหร่าน Abbas Kiarostami สร้างอุทิศให้กับปรมาจารย์แห่งวงการภาพยนตร์ญี่ปุ่นรวมทั้งวงการภาพยนตร์โลก Yasujiro Ozu ด้วยการตั้งกล้อง digital ถ่ายสิ่งต่าง ๆ อย่างสงบนิ่งตามแบบฉบับของผู้กำกับที่เขาซูฮก แล้วนำมาเรียงต่อกันเป็นห้าซีนโดยไม่มีการตัดต่อเลยแม้แต่ครั้งเดียว ซีนทั้งห้านั้นก็ประกอบไปด้วย ภาพของท่อนไม้ที่กำลังถูกคลื่นโซซัดโซเซอยู่บนชายหาด ภาพของผู้คนที่เดินผ่านไปมาพร้อมจับกลุ่มสนทนากันหน้าชายทะเล (แบบไม่ได้ยินเสียง) ภาพกลุ่มสุนัขที่กำลังสะท้านสั่นอยู่บนผืนทรายเปียกหมาดในฤดูแห่งความเหน็บหนาว ภาพฝูงเป็ดที่สวนสนามผ่านหน้ากล้องกันราวกำลังข้ามถนน ปิดท้ายด้วยภาพสะท้อนของดวงไฟในความมืดมนอนธกาลพร้อมด้วยเสียงดังระงมของสิงสาราสัตว์
ด้วย concept ที่เรียบง่ายเพียงเท่านี้ เชื่อหรือไม่ Abbas Kiarostami ยังสามารถหาวิธีแสดงความเก๋าในด้านการกำกับได้อย่างไว้ฝีมือคนทำหนังระดับแถวหน้าได้อย่างน่าทึ่งยิ่งนัก จากความสงบนิ่งไร้สิ่งน่าสนใจในซีนแรก Abbas Kiarostami ก็ค่อย ๆ แทรกลีลาที่น่าติดตามมากขึ้นเรื่อย ๆ ในซีนต่อ ๆ มา ก่อนจะตอกย้ำความจัดเจนในเชิงภาษาหนังด้วยลีลาตลกขบขันของฝูงเป็ด ที่ใครเห็นก็คงจะอดอมยิ้มตามไปด้วยไม่ได้กับความน่ารักน่าชังของพวกมัน หนังสรุปอย่างงดงามด้วยภาพของแสงสะท้อนบนผืนน้ำในความมืดมิดที่สามารถสร้างบรรยากาศที่ชวนให้อึดอัดวังเวงได้อย่างทรงพลังแม้จะเป็นเพียงการตั้งกล้องทิ้งไว้โดยไม่ได้ขยับเขยื้อนอะไรเลยก็ตาม!
นับเป็นงานทดลองไร้ไดอะล็อกที่ให้ทั้งความสดใหม่ แต่ยังเจือไว้ด้วยความขรึมขลังตามแบบฉบับของคนทำหนังที่ถึงพร้อมไปด้วยวุฒิภาวะและประสบการณ์อย่างน่าหาชม!
หนังไร้ไดอะล็อกเรื่องอื่น ๆ ที่ผู้เขียนยังไม่มีโอกาสได้ชม
Eat (1963), Sleep (1963) และ Empire (1964) ของ Andy Warhol (ถ่ายคนกินเห็ด คนนอน และตึก Empire State กันแบบลุ่น ๆ โดยไม่มีเรื่องไม่มีราว)
Few of Us (1996) และ Freedom ของ Sharunas Bartas (หนังเรื่อง The Corridor ฟิล์มไวรัสเคยฉายที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เรื่องนี้ก็ไม่มีไดอะล็อกเช่นกัน)
Dollar Mambo (1993) ของ Paul Leduc
Once (1974) ของ Mort Heilig
Human Animals (1983) ของ Eligio Herrero
The Cabinet of Dr. Ramirez (1991) ของ Peter Sellars
Libera Me (1993) ของ Alain Cavalier
House of Pain (1995) ของ Mike Hoolboom
Eve (2002) ของ Neil St. Clair
Suite Habana (2003) ของ Fernando Perez
Dogora – Ouvrons les yeax (2004) ของ Patrice Leconte

ขอขอบคุณ คุณ Madeleine de Scudery สำหรับ VDO ภาพยนตร์เรื่อง Le bal (1983)




