จาก หอแต๋วแตก ถึง อสุจ๊าก: THAI CULT FILMS

เป็นการยากที่จะนิยามความหมายของ -หนังคัลท์- โดยสรุป มันมักใช้หมายความถึงหนังบางจำพวกที่ไม่ได้รับการนิยามในความหมายของหนังดี บ่อยครั้งเข้าข่ายหนังเลวอย่างจงใจ หากแต่ได้รับการเชิดชูบูชาจากกลุ่มคนเล็กๆ ซึ่งถวายตัวเป็นแฟนเดนตาย หลายครั้งหนังเหล่านี้มักมีความรุนแรง ความดิบหยาบ ความลามก อยู่ในลักษณะเกินกว่าเส้นศีลธรรมของสังคมกระแสหลักจะรับได้ (แต่หลายครั้งความเกินพอดีนี้ใช้จิกกัดสังคมสองหน้าได้อย่างชะงัด) นำเสนอเหตุการณ์สุดโต่งไร้เหตุผลรองรับ บางครั้งหนังอาจไม่ตั้งใจเลว แต่ออกมาเลวมากจนกลายเป็นความน่าสนใจไปเลยก็มี หนังคัลท์มักไม่ได้เงินมากมายมหาศาล ไม่ฮิตในกระแสหลัก แต่ยืนหยัดเป็นวัฒนธรรมย่อยชายขอบ ที่ -ฮิตเงียบๆ- โดยไม่ต้องโอ่ประโคม

ในบ้านเรานั้นมีหนังที่พอจะเรียกได้เต็มปากว่าหนังคัลท์ไม่มากนัก ยิ่งในยุคหลังที่หนังไทยเน้นงานสร้างและบทในรูปแบบที่ทัดเทียมฮอลลีวูด หนังคัลท์ก็แทบจะสาบสูญไป (อย่างไรก็ดี ในอดีต โดยเฉพาะในช่วงยุคทองของหนังไทยนั้น มีหนังหลายเรื่องที่เรียกได้เต็มปากว่าหนังคัลท์ ไม่ว่าจะเป็นหนังทำนองหนุมานพบเจ็ดยอดมนุษย์ หรือหนังชุดบ้านผีปอบ (แต่ทั้งสองชุดนี้ก็ฮิตเกินกว่าจะเรียกหนังคัลท์ได้เต็มปาก)

และภายในเดือนมีนาคม 2550 นี้เอง มีหนังไทยออกฉายในเวลาไล่เลี่ยกันสองเรื่อง และทั้งสองเรื่องนี้พอจะเรียกได้เต็มปากว่าเป็น -หนังคัลท์-

หอแต๋วแตก ว่าด้วยกะเทยสามนาง อดีตเจ้าของค่ายมวยที่โดนโกง จนต้องมาเปิดหอพักชายร่วมกัน แต่กลับต้องมาผจญเวรผจญกรรมกับผีสาวสองนางที่อาละวาดป่วนหอ ตั้งแต่น้องแพนเค้ก ผีสาวนักศึกษา ที่ลื่นล้มตาย และน้ำนิ่ง ผีสาวพยาบาทที่แค้นเคืองอะไรบางอย่างอย่างรุนแรง โดยทั้งหมดต้องไปเกี่ยวข้องกับเจ้าของค่ายมวยจอมขมังเวทย์ และบรรดาเจ๊ๆ มีเพียงปลัดขิกเป็นอาวุธ

ในขณะที่ อสุจ๊าก เล่าเรื่องของสุทิน หนุ่มใต้ใจเต็มที่เดินทางมาล่าความฝันในกรุงเทพ สุทินหวังว่าตัวเองจะโด่งดังจากการเป็นนักดนตรีที่เข้าประกวด OTOB (one tambon one band) และมีความฝันวาบหวิวถึงตัวเองกับน้องแลมมี่ นางแบบสาวคนดัง จนวันหนึ่งนายสุทินเกิดสำเร็จความใคร่ผิดที่ผิดเวลา เชื่ออสุจิของเขากลายพันธุ์ไปเข้าท้องหญิงสาวทั่วกรุงเทพฯให้ท้องกันถ้วนทั่ว คลอดเด็กหน้าตาเหมือนเขาออกมาในชั่วข้ามคืน เด็กๆ ทั้งหมดล้วนโตไวผิดมนุษย์ และลามกอย่างร้ายกาจ จนสุทินต้องทั้งหลบหนีตำรวจ หาทางช่วยน้องแลมมี่จากเด็กนรก และต้องกู้โลกไปด้วย!

ลำพังเพียงเรื่องย่อของหนังอาจทำให้หลายคนส่ายหัวปฏิเสธหนังกันไปเสียตั้งแต่ต้น ยิ่งพอได้เห็นภาพตัวอย่างที่ไม่มีอะไรใกล้เคียงกับหนังดี รวมไปถึงชื่อชั้นของผู้กำกับที่อาจทำให้หลายคนไม่ยอมดูหนังเรื่องนี้โดยเด็ดขาด

จากการเป็นแมวมอง พจน์ อานนท์ ผู้กำกับ หอแต๋วแตก กลายเป็นผู้กำกับที่เป็นเจ้าของหนังอย่าง สติแตก สุดขั้วโลก, โกซิกส์ โกหก กะล่อน ปลิ้นปล้อน ตอแหล, ว้ายบึ้มเชียร์กระหึ่มโลก, ไฉไล, ปล้นนะยะ และ เอ๋อเหรอ

นอกจาก เอ๋อเหรอ หนังที่เหลือของพจน์ อานนท์ มักถูกมองในฐานะหนังเลวที่กะขายด้วยหน้าหนัง ดารานำ บทอ่อนกลวงโบ๋ เต็มไปด้วยความเหลวไหลไร้สาระ และการตัดต่อที่ไม่ต่อเนื่อง และเต็มไปด้วยบทสนทนาลามกดิบเถื่อน

ในขณะที่ทวีวัฒน์ วันทา เติบโตจากการประกวดหนังสั้น ขุนกระบี่ ภาค 1 หนังสั้นทำเองแบบลูกบ้าสุดตีน จนไปคว้ารางวัล FAT AWARDS ก่อนที่ภาค 4 จะได้รางวัลซ้ำ จนขยับไปทำหนังใหญ่เรื่องแรกอย่าง ขุนกระบี่ผีระบาด และ อสุจ๊าก คือหนังยาวเรื่องที่สองของเขา

นอกจากการมีสมเล็ก ศักดิกุล ในหนังสองเรื่องนี้ จะว่าไป หนังทั้งคู่ก็แทบไม่เกี่ยวข้องกันอีก เว้นเสียแต่ ความ -CULT- ของหนังทั้งคู่

ปลัดขิก ชายเปลือย

สองสิ่งข้างต้นพบได้อย่างเต็มอิ่มตลอดระยะเวลาการฉายของ หอแต๋วแตก ปลัดขิกที่นำมาใช้เป็นอาวุธ และชายหนุ่มในชุดรัดรูปบ้างถอดเสื้อโดยไม่มีสาเหตุ บ้างเดินไปเดินมาเต็มจอ

หนังโป๊ สาวเซ็กซี่

เช่นกัน สองสิ่งข้างต้นนี้ก็เกลื่อนกลาดไปในหนังไซไฟสุดพิลึกเรื่องนี้ ทั้งการหมกมุ่นในเรื่องเพศของตัวเอก นางเอกของหนังคือสาว sexy ในหน้านิตยสาร

ทั้ง 4 หัวข้อจากหนังทั้งสองเรื่องชวนให้ตีความได้เพียงประการเดียวว่า นี่คือโลกแฟนตาซีของคนทำ ในขณะที่พจน์ อานนท์ ที่ประกาศความเป็นเกย์ชัดแจ้ง ปล่อยให้หนุ่มๆ ออกมาโชว์เนื้อหนังมังสา (ซึ่งจะว่าไปมีในแทบทุกเรื่องของเขา) โดยไม่มีเหตุผล ในขณะเดียวกัน สาวๆ ในหนังของทวีวัฒน์ วันทา ก็เลือกจากสาว sexy ขี้เล่น เป็นกันเองแห่งยุค บริบทของพวกเธอในหนังตั้งแต่ เครื่องแต่งกายไปจนถึงกริยาท่าทาง ก็ล้วนส่อนัยเย้ายวนเต็มที่ทั้งสิ้น

ในขณะที่ปลัดขิก ที่สำหรับบางคนเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ถูกนำมาสื่อความหมายลามกเต็มที่ในหนัง ในฐานะของอวัยวะเพศชายที่ กะเทยปรารถนา (ฉากรวมปลัดขิกหรือขี่ปลัดขิกยักษ์ ไม่ได้เน้นความขลังของตัวปลัดขิก แต่เน้นความขำ ซึ่งเชื่อมโยงไปสู่การรับรู้ปลัดขิกในฐานะอวัยวะเพศชาย) เช่นเดียวกับหนังสือโป๊หรือหนังโป๊ของสุทิน ที่เป็นตัวแทนความหมกมุ่นทางเพศของเขา

แต่ปลัดขิก (หรือความลามกเมื่อคิดถึงปลัดขิก) และหนังสือโป๊ในหนังสองเรื่องนี้ยังมีความหมายมากกว่าที่ตาเห็น เพราะทั้งสองสิ่ง คือภาพสะท้อนความเป็นไปอันจริงแท้ในสังคม (ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจก็ตาม)

หนังทั้งสองเรื่องอาจถือเป็นตัวแทนความพาฝันเพ้อคลั่ง แต่ความพาฝันเพ้อคลั่งนี้มิใช่หรือที่คือการตอบสนองต่อแรงกดของศีลธรรมจากภายนอก และคือสิ่งซึ่งเป็นจริง (แต่แสดงออกไม่ได้) ในวงสนทนาของเพื่อนสนิท เราไม่กระดากปากกับเรื่องลามกเหล่านี้ แต่เราไม่อาจยอมรับให้มันขึ้นจอได้ เราอาจมีคำพูดสวยหรูเพื่อคนอื่น เช่นเรื่องของศีลธรรม เรื่องของเยาวชน แต่ในทางหนึ่ง มันคือการตีสองหน้าทั้งสิ้น เราอาจสำเร็จความใคร่จากรูปชายเปลือย หญิงเปลือย จากหนังสือโป๊ใต้เตียง แต่เราพร้อมจะประนามชายหรือหญิงที่ลุกขึ้นมาถ่ายรูปเปลือยได้ (แม้ว่ามือเราจะยังเปื้อนน้ำกามอยู่แท้ๆ) รวมไปถึงตำแหน่งแห่งที่ของความโป๊เปลือย ที่ไม่ได้อยู่แค่ในหนังสือโป๊ มันกลับอยู่ในทุกที่ ในคัตเอาท์ ในหน้าหนังสือ นิตยสาร หรือกระทั่งโฆษณาน้ำยาดับกลิ่นเต่า

ในแง่มุมนี้ หนังทั้งสองจึงตีแผ่ความลามกที่แฝงฝังในสังคมออกมาอย่างน่าสนใจ (ฉากการปฏิเสธฝรั่งคลั่งญี่ปุ่นของสุทิน เป็นหมุดหมายน่าสนใจถึงความโป๊ในวัฒนธรรมของคนสองรุ่นที่แตกต่างกันได้น่าสนใจ -รุ่นผมต้องญี่ปุ่น- สุทินตอบด็อกเตอร์ไว้เช่นนั้น ในขณะที่ความคลั่งไคล้ -ผู้ชาย- ของตัวละครในหอแต๋วแตก ก็สะท้อน ความจริงของชาวเกย์ในบ้านเราได้อย่างน่าสนใจ

เช่นเดียวกับคำหยาบเป็นไฟในหนังทั้งสองเรื่องนี้ ที่จริงก็เกือบทุกคนพูดคำเหล่านี้ แต่เราไม่อาจฟังมันได้ ความรู้สึกหงุดหงิด อึดอัดขัดข้องต่อสิ่งซึ่งปรากฏในเรื่องทั้งสอง ไม่ได้บ่งชี้ความต่ำทรามทางศีลธรรมของคนทำ (เพราะเขาเพียงดึงเอาสิ่งซึ่งมีอยู่จริงในสังคม และสิ่งซึ่งเป็น -ฝันเปียก- ของสังคมมาเล่าอย่างซื่อตรงเท่านั้น)

และในทางนี้ คือวิธีการที่หนังคัลท์ทั้งหลายมีคุณค่าความหมาย ความสุดโต่งไม่ได้คงอยู่เพื่อตัวมันเอง แต่มีอยู่เพื่อสะท้อนคู่ขั้วตรงข้าม และสิ่งนั้นก็คือสังคมเคร่งครัดที่เราอยู่อาศัยกันนี้

เลยพ้นจากนัยยะนั้น หนังทั้งสองยังคงความ CULT ในรูปแบบที่แตกต่างกันด้วย ครึ่งหลังของ หอแต๋วแตก หนังแทบหาความต่อเนื่องไม่เจออีก หนังกลายเป็นการยิงมุกฉากต่อฉาก เครื่องแต่งกายวิจิตรพิสดารถูกขุดมาสร้างความฮา ที่ได้เห็นนักแสดงสวมชุดประหลาดๆ ในทางหนึ่งมันคือความไม่ประสาของคนทำหนัง ที่ละเลยความสมจริง แต่ก็เช่นกัน ในทางหนึ่งมันคือการทำหนังตามใจแบบสุดขั้ว ความ -หลุดโลก- ของหนังจึงคล้ายสะท้อนความอยากภายในของผู้กำกับโดยไม่แคร์คนดูอีก ในทางหนึ่งมันทำให้หนัง กล้า บ้าบิ่น จนไม่อาจละเลย (แม้หลายคนอยากลืม)

ในขณะที่ อสุจ๊าก นอกจากจะบ้าบิ่นไม่กลัวใคร ในครึ่งหลังของหนัง (ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของเด็กสุทินหรือสุทินยักษ์ ไปจนถึงมนุษย์ต่างดาวและน้ำกามช่วยชาติ) หนังยังทำการคารวะหนังคัลท์รุ่นใหญ่ของชิดไชยภาพยนตร์ของสมโภช แสงเดือนฉาย ด้วยการออกแบบอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ของด็อกเตอร์สติเฟื่อง โดยอาศัยถ้วย ถัง กาละมัง หม้อ มาใช้แทนการสร้างเครื่องมือหรู สร้างบรรยากาศกึ่งการ์ตูนกึ่งจริง และทำให้ลูกบ้าของหนังเพิ่มขึ้นอีกด้วย รวมไปถึงการคารวะหนังคัลท์รุ่นใหม่อย่าง ผู้หญิง 5 บาป หนังที่คล้ายกับการสร้างหนังจากเรื่องในหนังสือโป๊ (หนังที่สร้างได้โป๊พอๆ กับการอ่านหนังสือโป๊ซอฟท์คอร์ หนำซ้ำยังให้จินตนาการบรรเจิดแบบลามกของจริง) ทำให้หนัง -คัลท์- มากขึ้นไปอีก

และอีกอย่างหนึ่งที่ทำให้หนัง -คัลท์- เป็นทบทวี คือ -บทเรียนสอนใจ- ที่ไปไม่ถึงจากหนังทั้งคู่ ใน หอแต๋วแตก หนังอาจจะไม่ได้ทำอะไรมากเท่า อสุจ๊าก เมื่อตัวหนังคลี่คลายตัวเองด้วยการลงโทษคนเลวทำร้ายผู้หญิงเพียงเท่านั้น แต่ใน อสุจ๊าก ท่าทีอิหลักอิเหลื่อในการสอนศีลธรรมเกี่ยวกับเซ็กส์กับความรักของหนัง เป็นเพียงข้อย้อนแย้งที่ขัดเขิน จงใจจิกกัด มากกว่าจะบอกเชื่อ เพราะตลอดทั้งเรื่อง เราถูกทำให้รู้สึก -ลามก- อยู่กลายๆ มาตลอด จนยากจะเชื่อได้ลง ในเรื่องที่หนังสั่งสอนเรา (นอกจะรู้สึกฮาๆ)

หนังคัลท์อาจเป็นเพียงวัฒนธรรมย่อยหนึ่งในหลากหลายวัฒนธรรมที่เรามีอยู่ แต่ในโลกนี้ วัฒนธรรมกระแสหลักไม่เคยเปลี่ยนแปลงโลกได้ เพราะวัฒนธรรมกระแสหลักมักนิยมให้โลกหยุดนิ่งเป็นอัมพาต แช่แข็งตัวเองในความดีงามที่คิดขึ้นมา หากแต่วัฒนธรรมย่อยต่างหากที่พาเราข้ามพ้นพรมแดนเดิมๆ กลับหัวกลับหาง ใคร่ครวญคิดวิเคราะห์ และพัฒนาไปได้

อย่างไรก็ดี จากทั้งหมดข้างต้นที่กล่าวมา เราก็ยังไม่อาจค้นหานิยามให้ความ -คัลท์- ได้อย่างแท้จริง (โดยส่วนตัว ผมคิดว่ามันเป็นเรื่องของอารมณ์และปรากฏการณ์ที่หนังสร้างขึ้นมากกว่าตัวหนัง) แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้เราเห็นภาพว่า หนังคัลท์ไม่ใช่หนังห่วย และหนังห่วยไม่ใช่หนังไร้คุณค่า เพราะบางที ยาพิษไม่ได้อยู่ในหนังหมิ่นเหม่ศีลธรรมเหล่านี้ (ซึ่งมักทำให้คันจนได้คิด) แต่อยู่ในหนังเชื่องเซื่องหงอย ที่เดินตามรูปรอบกรอบศีลธรรม แล้วมอมเมาคนดูจนไม่ได้คิดต่างหาก

หมายเหตุ: โดยส่วนตัว อสุจ๊าก ถือเป็นหนังไทยที่ผมชอบที่สุดนับตั้งแต่ต้นปีมาจนถึงตอนนี้