“ในฐานะนักทำหนังคนหนึ่ง ผมปฏิบัติกับหนังของผมประดุจลูกชายและลูกสาว เมื่อผมให้กำเนิดเขา พวกเขาก็มีชีวิตเป็นของตนเอง ผมไม่ใส่ใจว่าผู้คนจะรักหรือเกลียดลูกของผม ตราบใดที่ผมสร้างเขาขึ้นมาด้วยความตั้งใจและความพยายามอย่างสูงสุด ถ้าลูกๆ ของผมไม่สามารถอาศัยอยู่ในประเทศของเขาเองไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอันใดก็ตาม ก็ปล่อยเขาเป็นอิสระเถิด เพราะมันยังมีพื้นที่อื่นๆ ที่ต้อนรับเขาอย่างอบอุ่นในแบบอย่างที่เขาเป็น มันไม่มีเหตุผลเลยที่ต้องทำให้พวกเขาพิกลพิการจากระบบแห่งความกลัวหรือความละโมบ มิฉะนั้นแล้วมันก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่คนสักคนหนึ่งจะสร้างงานศิลปะต่อไป”
ตามกำหนดเดิม หลังจากนี้หนึ่งสัปดาห์พอดิบพอดี ภาพยนตร์ -แสงศตวรรษ- หนังเรื่องล่าสุดของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล จะลงโรงฉายอย่างเงียบๆและเจียมตัว บนแผ่นดินแม่ของตัวเอง ด้วยการฉายแบบจำกัดโรงสองโรง เป็นเวลา 2 สัปดาห์ และเป็นการจัดฉายร่วมกับ หนังสือ BIOSCOPE โดยไม่ผ่านค่ายหนังค่ายใด
มีนักดูหนังหลายคนที่อาศัยในต่างจังหวัด ตระเตรียมลางาน หาช่วงว่าง เพื่อเดินทางไกลไปดูหนัง เรื่องนี้ เพราะเข้าใจกันเป็นอย่างดีว่า ด้วยศักยภาพของหนัง ไม่มีทางจะสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำในฐานะ -อุตสาหกรรมภาพยนตร์- ได้อย่างเป็นแน่แท้
แต่แล้วข่าวร้ายก็เดินทางมาถึงทุกคนว่า แสงศตวรรษ ที่หลายคนเฝ้ารอคอย นั้น ไม่ได้ฉายแสงบนแผ่นดินแม่อีกต่อไป และหากจะฉายหนังเรื่องนี้ จำต้องตัดหนังออก 4 ฉาก และย่อหน้าแรกของบทความชิ้นนี้คือปากคำของอภิชาติพงศ์หลังรู้ผลการตัดสิน
เพื่อนรัก เราทุกคนล้วนเป็นส่วนหนึ่งของ -ระบบแห่งความกลัว- ดังที่ คุณ อภิชาติพงศ์ ได้พูดไว้ เราเกิด เติบโต ภายใต้วิธีคิดอำนาจนิยมในระบบการศึกษา ครูสามารถสั่งให้เราเชื่อในสิ่งที่ครูต้องการให้เชื่อ และกำจัดสิ่งอื่นนอกเหนือความเชื่อด้วยวิธีคิดอันผูกติดกับอำนาจ (เราจึงถูกเฆี่ยนตีอยู่ไม่รู้จบ) ตลอดระยะเวลานับสิบปี เราถูกสั่งให้สอบ เพื่อวัดผลการเรียนรู้ ทั้งๆที่การสอบไม่ได้นำมาซึ่งการเรียนรู้แต่อย่างใด นอกจากเป็นใบรับรองต่อความกลัวของครู ว่าเราจะไม่รู้ และความกลัวของเรา ที่จะแสดงว่าเราสามารถเลื่อนชั้นได้ การเรียนรู้ถูกดูดกลืนหายไปในอาณาจักรแห่งความกลัวนั้น เพราะเราพากัน -ท่อง- -เก็ง- และ -หาทางลัด- ทุกวิธีในการทำข้อสอบ ในโลกที่เราเรียนรู้เฉพาะวิธีที่จะทำข้อสอบให้ผ่าน ไม่ใช่สิ่งที่เราได้เรียนรู้ ไม่น่าแปลกใจเลยที่เราในที่สุดได้กลายมาเป็นคนแบบที่เราเป็น คนที่มีชีวิตอยู่ด้วยความกลัว ในอาณาจักรของความกลัวที่กว้างใหญ่ไพศาล
การเซ็นเซอร์ถูกสร้างขึ้นเพื่ออะไรกันเพื่อนรัก โดยแทบไม่ต้องใคร่ครวญ มันถูกสร้างขึ้นเพื่อตอบรับอาณาจักรแห่งความกลัวของเรานั่นเอง มันทำหน้าที่ในการปิดบัง บิดเบือน ทำลาย ปิดกั้น การรับรู้ทั้งหมดทั้งมวลของเรา แล้วสิ่งใดเล่าที่เรากลัว สิ่งไดเล่าที่เราไม่สมควรเห็น ไม่น่าจะเห็น ไม่ควรรับรู้ว่ามีอยู่
จากกรณีของแสงศตวรรษ มันทำให้เราตระหนักว่า สิ่งที่สังคมนี้ต้องการปิดบังจากเรามีเพียงสิ่งเดียว สิ่งนั้นมีชื่อว่า -ความจริง-
ความจริงทำให้เราคิด เมื่อเราคิด เราก็ไม่กลายเป็นพลเมือง ผู้เซื่องเซ่อโง่ซึมอีกต่อไป ความจริงมีรูปร่างหน้าตาไม่น่าดูนัก บ่อยครั้งมันขัดกับศีลธรรมอันดีงาม และการขัดกันนี้ ในทางหนึ่งมันสะท้อนความเสื่อมของมนุษย์ แต่ในทางหนึ่งมันสะท้อนความล้าสมัยของวิธีคิดความดีงามมีหนึ่งเดียวนี้ด้วย
เพื่อนรักเราไม่สามารถบอกได้เลยว่า ศีลธรรมอันดีนี้มีหน้าตาเป็นเช่นไร บัญญัติโดยใคร ตั้งแต่เมื่อไร มันเป็นเพียงความคลุมเครือเลื่อนลอย ที่สามารถถูกนำมาใช้เพื่อให้สอดรับกับความเชื่อเฉพาะบุคคล แต่นั่นไม่น่ากลัวเท่ากับคุณสมบัติหลักของมัน นั่นคือ มันได้ยึดกุมความดีงามไว้เป็นหนึ่งเดียว แตะต้องไม่ได้ ไม่บังควรวิพากษ์วิจารณ์ และคือสุดสายปลายทางแห่งความคิดเห็นทั้งมวล
หากมันทั้งยืดหยุ่นยิ่ง และแข็งเกร็งยิ่ง ยืดหยุ่นจนพอที่จะนำไปรับใช้ความมืดบอดใดๆก็ได้ และแข็งเกร็งพอจะโบยตีทุกคนที่แข็งขืนต่อต้าน โดยไม่ปราณีปราศรับ และๆไม่ได้รับการอภัยจากสังคม
แต่ความดีในมุมมองเดียวนั้นคือความดีแท้แน่ล่ะหรือ หรือมันเป็นเพียงความพยายามอันมืดบอด ที่จะทำให้คนทุกคนมืดบอดเสมอกันเพื่อให้ง่ายต่อการปกครอง
พระห้ามเล่นกีตาร์ พระห้ามเล่นจานร่อน แพทย์ห้ามดื่มเหล้า แพทย์ห้ามมีการแข็งตัวของอวัยวะเพศ พิจารณาเพียงถ้อยคำอันขาดไร้บริบท บางข้อเหล่านี้ฟังดูรุนแรง (โดยมาตรวัดทางศีลธรรมอันคลุมครือของเรา) แต่แน่นอน ทั้งหมดนี้ -เกิดขึ้นจริง-
ความจริงที่เราไม่อยากยอมรับนั้น ไม่ว่าจะอย่างไรก็ยังเป็นความจริง และความจริงไม่ได้นำมาเพียงการปฏิบัติตามกันอย่างไร้ความคิด ความจริงไม่ได้นำมาซึ่งความเสื่อมทรามของผู้คนแต่เพียงถ่ายเดียว หากความจริงยังกระตุ้นให้เราเรียนรู้ทำความเข้าใจอีกด้วย และบางทีเป็นการเรียนรู้ทำความเข้าใจนี้ต่างหาก ที่บางคนมุ่งหวังจะกำจัดมันออกไป
การเซ็นเซอร์ฉกฉวยความจริงไปจากมือเรา เพื่อให้สงบเซื่องกับภาพลักษณ์ลวง ฟังดูแล้วชวนประหลาดที่จะเห็นว่า สี่ฉาก มาจากสองกลุ่มคน หนึ่งคือ พระ สองคือ หมอ แน่นอน ทั้งสองสถานะดำรงอยู่ในสถานะพิเศษของสังคมไทย ได้รับความเคารพ ให้เกียรติ ถูกใช้เป็นแบบอย่างที่ดี หากแต่นั่นคือนามของวิชาชีพ (กรณีพระสงฆ์อาจเรียกเป็นคำอื่น) แต่ในฐานะมนุษย์ผู้เป็นปัจเจก การสวมหัวโขนในวิชาชีพนั้นๆไม่ได้ให้ศักดิ์และสิทธิ์ในการทำลายความเป็นมนุษย์ของตนลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งของผู้อื่น ซึ่งอาจไม่เชื่อ ในศักดิ์และสิทธิ์เช่นเดียวกับที่เราเชื่อ
พระสงฆ์ควรมีกิริยาสำรวม แพทย์ควรเคร่งขรึมน่าเชื่อถือ นั่นพูดกันในนาม แต่มันช่างแตกต่างกันนักระหว่างสิ่งที่ควรเป็น กับสิ่งที่เป็นจริงๆ น่าขันที่หลายคน บอกว่า ในชีวิตจริงจะเป็นอย่างไรก็ได้ แต่เมื่อนำเสนออกไปในสื่อ ต้องเป็นด้านดีเท่านั้น
ภาพยนตร์ไม่ได้มีหน้าที่ -โฆษณาชวนเชื่อให้วิชาชีพใด องค์กรใด- ในฐานะงานศิลปะ มันควรกระตุ้นเตือน ทำหน้าที่เป็นวัคซีน ที่จะระคายเคืองให้คันในเนื้อสมองมากพอที่จะคิดทะลุไปไกลเกินกว่าที่ผูกตาไว้
เลยพ้นไปจากนั้น ในฐานะของคนในแวดวงสาธารณสุข (แม้จะไม่ได้เป็นหมอ และไม่หน้าบางขนาดนั้น) และในฐานะของคนที่ได้ดูหนังเรื่องนี้แล้ว ค้นพบว่า ไม่เคยมีหนังเรื่องไหนที่นำเสนอ วิชาชีพนี้ได้อย่างละมุนละไม ชวนหมกมุ่นครุ่นคิดเท่านี้มาก่อน หนังทั้งตั้งคำถาม ย้อนแย้ง และแสดงความเป็นมนุษย์ของหมอ อย่างน่าทึ่ง จนอดคิดไม่ได้ว่านี่คือหนังที่คนในสายสาธารณสุข น่าจะได้ดูและคิดใคร่ครวญอย่างลึกซึ้งจริงจัง น่าเสียดายที่ -การรักษาภาพลักษณ์- ฆ่าตัดตอนความจริงและความตื่นรู้ที่เราควรจะมีลงไปจนหมด
เรากำลังถูกบังคับให้จ้องมองเฉพาะในสิ่งที่เขาอยากให้จ้องมอง และถูกจับจ้องมองจากคนที่อำนาจอยู่ในเมืออีชั้นหนึ่ง ที่สุด เรากลายเป็นสัตว์เชื่อง และไม่ใช่เรื่องประหลาดที่เราจะคิดไม่ได้ไปไม่เป็น ยินยอมเป็นสัตว์เชื่องในคณะละครสัตว์แห่งศีลธรรม
เพื่อนรัก หากจะมีสิ่งใด ที่ทำร้ายทำลาย ศีลธรรมอันดีงาม ดังที่กล่าวอ้าง สิ่งนั้นคือการทำให้มนุษย์โง่งม จนไม่สามารถทำความเข้าใจความดีงามได้หลากหลายแง่มุม และเป็นการเซ็นเซอร์นั้นเองที่ทำลายตัวมันเอง
เพื่อนรัก ในนามของ คนดูหนัง ในนามของคนทำงานศิลปะ (แม้จะไม่เกี่ยวข้องโดยตรง) ขอเรียกร้องให้เรา -ไม่สมยอม- กับการกระทำจากรัฐในครั้งนี้ ภาพยนตร์ไม่ได้มีมิติเป็นเพียงสินค้าอุตสาหกรรม ที่สามารถตัดส่วนที่ไม่ชอบใจออกไป หรือดัดแปลงพันธุกรรมมาหลอกขายได้อย่างง่ายๆ ยังมีคนทำหนังมากมายบนโลกนี้ ที่กรีดเลือดมาทำหนัง คนที่ต้องต่อสู้อย่างยากลำบาก เพื่อแสดงมิติทางจิตวิญญาณ ทางศิลปะ ลงบนแผ่นฟิล์ม เราไม่ยินยอมต่อการเหมารวมเช่นนั้น เราไม่เชื่อว่าจะมีมาตรวัดใดๆมาตัดสินความดีงามอันเป็นปัจเจกได้อีกต่อไป
เราจักทำทุกวิถีทางเพื่อต่อต้านเรื่องนี้ และเพื่อผู้เป็นศิลปินที่รัก หากเราเพิกเฉยต่อการกระทำต่อภาพยนตร์ อันคือวงศ์วานว่านเครือทางศิลปะของทุกคน เราก็ควรใคร่ครวญ ความเป็นศิลปินของเราเสียใหม่ และหากเป็นไปได้ จงสร้างงานขึ้น เพื่อต่อต้าน การกระทำในครั้งนี้ เพื่อให้รู้ว่า ศิลปะ มีที่ยืนในประเทศนี้ อย่าเต็มภาคภูมิ

