แสงศตวรรษ: การไหลเวียนของเรื่องเล่า

บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาของภาพยนตร์ หากยังไม่ได้ชม โปรดหยุดอ่านเมื่อเห็นแถบไข่ปลาครับ

หนังฉายวันที่ 19 เมษายน นี้ ที่ PARAGON ESPLANAD


หากจะว่าไปแล้ว มันเริ่มต้นจากเรื่องเล่าอีกเรื่องหนึ่ง

อาจเป็นเรื่องที่ผุดพรายอยู่ในความทรงจำเก่าแก่ เรื่องของหมอสองคนที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง หมอที่เป็นพ่อและแม่ของผู้กำกับหนังเรื่องนี้

จากนั้นมันจึงค่อยๆ กลายเป็นเรื่องเล่าอีกเรื่องหนึ่ง

เรื่องเล่าที่พอจะเล่าคร่าวๆ ได้ว่า เป็นเรื่องของคุณหมอสาวคนหนึ่ง ในโรงพยาบาลชุมชนแห่งหนึ่ง ที่กำลังสัมภาษณ์คุณหมอคนใหม่ที่เข้ามาทำงานเป็นวันแรก เธอกำลังถูกจีบจากเพื่อนร่วมงานอีกคนหนึ่ง เสร็จจากสัมภาษณ์ เธอเข้าไปตรวจรักษาพระรูปหนึ่ง ซึ่งมีเรื่องเล่าของตัวเองเกี่ยวกับวิญญาณไก่ พระหนุ่มที่มาด้วยกันไปทำฟัน และเล่าเรื่องสมัยยังไม่บวชให้หมอฟันฟัง และหมอฟันก็เล่าเรื่องตัวเองด้วยเช่นกัน ย้อนกลับมาที่คุณหมอสาว เธอเองก็มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเกษตรกรหนุ่มและกล้วยไม้เรืองแสงของเขา ก่อนที่เรื่องทั้งหมดจะไปผุดบังเกิดอีกครั้งในอีกสถานที่หนึ่ง อีกมุมมองหนึ่ง ไหลเวียน ย้อนทวน ถอยหลัง และเดินไปข้างหน้า เรื่องเล่าบางเรื่องเปลี่ยนมุมมอง บางเรื่องบังเกิดซ้ำ บางเรื่องก็เกิดขึ้นใหม่

และนี่คือเรื่องเล่าล่าสุดของ อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล ผู้กำกับนักเล่าเรื่องที่มักเล่าเรื่องเล่าอันแสนซื่อ ด้วยวิธีการอันน่าสนใจ ใน ดอกฟ้าในมือมาร หนังยาวเรื่องแรก เขาพาคนดูไปฟังเรื่องเล่าโดยผู้คนจากเหนือจรดใต้ที่ช่วยกันเล่าเรื่องอันมีโครงสร้างเพียงคุณครูดอกฟ้าและเด็กนักเรียนคนหนึ่ง เรื่องที่เล่าต่อเนื่องกันไป ทอดถ่ายและไหลกลายไปเป็นเรื่องเล่าใหม่ๆ ครั้นใน สุดเสน่หา เขาเล่าเรื่องอันแทบไม่มีเรื่องเล่า หนังว่าด้วยวันชื่นคืนสุขของสาวโรงงานและหนุ่มพม่าหนีเข้าเมือง หากที่สำคัญกลับอวลลอยอยู่ในเรื่องที่ไม่ได้เล่า ในบรรยากาศของร่มไม้ชายน้ำ ในการปูเสื่อนอนเล่น ค่อยๆ เคลิ้มไหลไป หรือเรื่องเล่าที่ไม่ได้เล่าเกี่ยวกับหญิงวัยกลางคนและชู้รักของเธอ ใน สัตว์ประหลาด! เรื่องเล่ากลับกลายเป็นประเด็นหลักที่เขานำมาย้อนแย้งกันเอง เมื่อเขาแบ่งหนังออกเป็นสองช่วง และเล่นสนุกด้วยการสร้างความขัดแย้งระหว่างความจริงกับเรื่องเล่า เมื่อโลกจริงๆ ของสองหนุ่มชาวเกย์ ที่แท้แล้วกลับอุดมไปด้วยช่องโหว่ของเรื่องเล่า ในขณะที่เรื่องเล่าของเสือสมิงกลับเจือด้วยความมืดและบรรยากาศป่าอันเป็นจริง

และในหนังเรื่องล่าสุด อันเป็น project ชื่อ New Crowned Hope ซึ่งเป็น Project ที่ทำเพื่อร่วมรำลึกในวาระครบรอบ 250 ปีของ โมสาร์ต คีตกวีชื่อดังชาวออสเตรีย โดยโจทย์ของหนังไม่ใช่การสร้างภาพยนตร์ที่มีดนตรีของโมสาร์ตประกอบ หรือสร้างภาพยนตร์อัตชีวประวัติของโมสาร์ต แต่เป็นการสร้างภาพยนตร์ที่ได้แรงบันดาลใจจากดนตรีของโมสาร์ต โดยอภิชาติพงศ์เป็นหนึ่งในผู้กำกับที่ได้รับเลือกร่วมกับผู้กำกับจากปารากวัย อิหร่าน ชาด ไต้หวัน และอินโดนีเซีย

และจากเรื่องเล่าของพ่อและแม่ (ในชื่อเดิม intimacy) จากแรงบันดาลใจของงานในช่วงท้ายของโมสาร์ต แสงศตวรรษ สำเร็จออกมาเป็นหนังอันประจุเต็มด้วยเรื่องเล่า ซึ่งในที่สุด ไหลวนเวียนอยู่ในเรื่อง ทั้งความทรงจำข้างใน ตำนานเก่าแก่ เรื่องรักอันหวานเศร้า เรื่องราวลึกลับเหนือจริง ความฝันยามค่ำคืน กระทั่งเรื่องสะท้อนสังคม เรื่องเล่าอาจแยกกันเป็นเอกเทศ หากกลับกลืนกินและคลี่คลายกันและกันไม่ต่างจากรูท่อที่ดูดเอาทุกสรรพสิ่งเข้าไป และการคลี่คลายของสุริยุปราคาในยามเที่ยงวัน

เอาเข้าจริงแล้ว สิ่งที่ยากที่สุดคือการพยายามเล่า -เรื่องย่อ- ของหนังเรื่องนี้ เพราะท่ามกลางเรื่องเล่าย่อยๆ มากมาย เรากลับพบว่าหนังเรื่องนี้เป็นเสมือนการทยอยนำตัวละครแต่ละตัวออกมา เพื่อบอกเล่าเรื่องเล่าของตน ทุกคนถูกวางลำดับความสัมพันธ์กันอย่างหลวมๆ จนเป็นการยากที่จะหาบทเริ่มต้น การดำเนินไป และบทสรุปของความสัมพันธ์ ดังเช่นที่เรากระทำเมื่อลงมือเล่า -เรื่องย่อของเรื่องเล่า- ในหนังสักเรื่องหนึ่ง หากที่น่าสนใจมากกว่า ไม่ใช่ความสัมพันธ์ของตัวละคร หากคือความสัมพันธ์ของเรื่องเล่าของตัวละครต่างหาก เรื่องเล่าเหล่านั้น เมื่อปรากฏวูบผ่านอาจดูไร้ความหมาย แต่มันกลับเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยง และวิธีที่เหมาะสมที่สุดในการเล่าเรื่องของหนังเรื่องนี้ อาจต้องเล่าเรื่อง -การเชื่อมโยงของเรื่องเล่า- มากกว่า -เรื่องย่อของเรื่องเล่า- และการเชื่อมโยงเหล่านั้นไม่อาจทำเพียงแค่ใช้ตรรกะทางวิทยาศาสตร์ เหตุและผล เข้ามาจับต้อง หากกลับต้องใช้การสัมผัส รู้สึก จากภายใน ไม่ต่างกับการซาบซึ้งในรสของบทกวี

..............................

ภายในตัวหนังที่เต็มไปด้วยเรื่องเล่าเรื่องนี้นั้น เรื่องเล่าแต่ละเรื่องค่อยๆ ส่งผลถึงกันในทางใดทางหนึ่ง เมื่อเรื่องแตกตัวออกเป็นสอง โดยกำหนดให้ปรากฏซ้ำผ่านทางการเปลี่ยนแปลงของสถานที่ (บางครั้งชวนให้นึกถึงโลกของ David Lynch ที่พร้อมจะแตกตัวออกเป็นสอง หรือสาม หรือสี่ โดยอาจไม่เกี่ยวเนื่องกัน และไม่อาจจับวัดด้วยตรรกะใดๆ ได้ทั้งสิ้น) บทสัมภาษณ์ของคุณหมอเหน่ง อันเป็นเพียงคำถามทางจิตวิทยาสำหรับทดสอบทางจิตของแพทย์ ปรากฏซ้ำในสองสถานที่ ที่ดูจะเกี่ยวเนื่องทางเวลาซึ่งกัน (หนังทำให้เราเห็นว่า หมอมาจากโรงพยาบาลค่ายเล็กๆ ย้ายมายังโรงพยาบาลใหญ่) หากปรากฏซ้ำในเหตุการณ์ (เมื่อเปลี่ยนเพียงสถานที่ แต่เหตุการณ์ ตัวละคร ไล่ไปจนถึงบทสนทนา ยังแทบจะไม่เปลี่ยนแปลง) หรือในฉากความฝันของหลวงพ่อที่ปรากฏซ้ำสองครั้งสองครา หากในตอนแรก กล้องเล่าผ่านมุมมองของหลวงพ่อ (โดยหันกล้องมาทางหมอ) และตอนที่สอง เล่าผ่านมุมมองของหมอ (โดยหันกล้องมาทางหลวงพ่อ) หรือในฉากของพระหนุ่มกับหมอฟันที่เกิดขึ้นซ้ำแต่กลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง

ในนัยยะหนึ่ง นี่คือการเสียดสีสังคมสาธารณสุขไทยได้เจ็บและตรงเป้ามากที่สุดครั้งหนึ่ง เลยพ้นไปจากแง่มุมทางศิลปะหรือเทคนิคในการเล่า นี่คือภาพสะท้อนความแตกต่างระหว่างโรงพยาบาลใหญ่กับเล็ก หนังกำหนดให้สองเหตุการณ์ปรากฏซ้ำในสองสถานที่ หนึ่งคือในโรงพยาบาลชุมชนเล็กๆ ที่ทุกห้องเปิดโล่ง ผู้คนสัมพันธ์ต่อกัน หมอกับคนไข้ไม่ได้เป็นหมอกับคนไข้เพียงอย่างเดียว หากพร้อมจะกลับบทบาทกันทันที (เมื่อหลวงพ่อเอายาให้หมอต้มกิน) หรือความสัมพันธ์ของหมอกับผู้คนรายรอบ ภารโรงก็อาจติดเงินหมอได้ และคนไข้อาจชอบพอกับหมอฟันได้เช่นกัน ความสัมพันธ์นั้นจืดจาง แข็งกระด้าง และเย็นชา ทันทีเมื่อปรากฏซ้ำในโรงพยาบาลใหญ่ ทุกเหตุการณ์เกิดขึ้นในห้องปรับอากาศอันอวลไปด้วยแสงนีออนและอุณหภูมิต่ำ ความสัมพันธ์ระหว่างหมอกับคนไข้ยืนอยู่บนพื้นของอำนาจ (ในฉากพระ หมอกลับเห็นเรื่องของพระเป็นเรื่องขำขันไร้เหตุผล) และห่างเหินราวกับคนละโลก (ในฉากถอนฟัน หมอฟันพยายามซ้ำแล้วซ้ำเล่าที่จะปิดตาพระหนุ่ม และทั้งคู่ไม่ปฏิสัมพันธ์ใดๆ ต่อกัน ) การซ้อนทับสองเหตุการณ์ มองอย่างง่ายที่สุด นี่คือการเปรียบเทียบโรงพยาบาลสองแบบให้เห็นเป็นรูปธรรม และเป็นการเล่นแรงที่อาจทำให้คนในวงการ(เช่นผม ) สะอึกไปในทันที

กลับไปในหนัง การปรากฏซ้ำของฉากสัมภาษณ์ ห้องตรวจ และห้องฟัน เป็นการมองเรื่องเล่าเดิมด้วยจากอีกมุมมองหนึ่ง เมื่อในมุมมองแรกมองผ่านมุมของหมอเตย (หมอสาว) และเรื่องที่สองเป็นมุมมองของหมอเหน่ง ในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหนึ่งครั้ง ใช่หรือไม่ว่าผู้คนล้วนจดจำมันต่างกัน โลกการสัมภาษณ์ในมุมของหมอเหน่งกับหมอเตยจึงออกมาต่างกัน เช่นเดียวกับความฝันของหลวงพ่อในฉากห้องตรวจและฉากการทำฟัน การย้อนแย้งเรื่องเล่าเดิมจากคนละมุมมอง ตั้งคำถามน่าสนใจว่า ในเรื่องเล่าเรื่องหนึ่ง ข้อเท็จจริงจากคนแต่ละคนไม่อาจเรียกขานในนามความจริงได้ เพราะมันล้วนถูกกรองผ่านมุมมองของผู้เล่าไปเสียทั้งสิ้น และเมื่อเลยพ้นไปจากสามฉากนั้น หนังในครึ่งแรกเลื่อนไหลตัวเองเข้ากับเรื่องรักของหมอเตยกับเจ้าของเรือนกล้วยไม้ที่เรืองแสงได้ ขณะที่ครึ่งหลัง หนังไหลไปหาเรื่องราวของหมอเหน่งกับแฟนสาวที่เอาภาพของนิคมอุตสาหกรรมมาให้เขาดู และชวนเขาไปอยู่ที่นั่น และฉากของพระหนุ่มกับหมอฟันในครึ่งแรก กลืนกลายไปสู่ฉากคุณป้าหมอในห้องใต้ดิน ที่พยายามรักษาเด็กหนุ่ม AUTISTIC ด้วยพลังจักรา

เรื่องเล่าทั้งหลายในช่วงนี้ไม่สัมพันธ์ซึ่งกันและกัน หากหนังกลับปล่อยให้ตัวละครจากเรื่องหนึ่งไหลวนมาอยู่ในอีกเรื่องหนึ่ง เราจึงเห็นคุณป้าของหนุ่ม(เกษตรกร) เดินในตอนท้าย และเห็นการรำพึงถึงชาติหน้าของเด็กหนุ่ม AUTISTIC ขณะที่พระหนุ่มกลับพูดถึงชาติที่แล้ว หรือการที่เราได้เห็นการเผชิญหน้าระหว่างพระพุทธรูป (ที่เลื่อนไหลอยู่ในทั้งสองฝั่งของเรื่อง) กับรูปปั้นของพระบิดา เรื่องเล่าทั้งหลาย ในที่สุดย้อนแย้งและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ความเชื่อเก่าแก่ (โรงพยาบาลชุมชน กล้วยไม้เรืองแสง ชาติที่แล้ว พลังจักรา หรือพระพุทธรูป) กับค่านิยมในโลกใหม่ (โรงพยาบาลใหญ่ นิคมอุตสาหกรรม ขาเทียม หรือพระบิดา) ไม่ได้เป็นเพียงขั้วตรงข้าม หากยังกลืนกลายอยู่เป็นส่วนหนึ่งของกันและกันอีกด้วย

อย่างไรก็ดี หากเราพิจารณาร่วมกับหนังเรื่องก่อนหน้าของอภิชาติพงศ์ เราจะค่อยๆ ค้นพบถึงการเลื่อนไหลไปมาอย่างรุนแรงของเรื่องเล่าในแต่ละเรื่อง ราวกับว่า แสงศตวรรษ คือบทสรุป การเชื่อมโยงทุกเรื่องเล่าที่มาก่อน เรื่องเล่าที่ในที่สุดถูกส่งต่อซึ่งกันและกลายเป็นเรื่องเดียวกัน

หากพิจารณาจากวิธีการของหนัง ที่ให้ตัวละครค่อยๆ เล่าเรื่องเล่าของตัวเอง (เรื่องเล่าที่อาจไม่ได้หมายถึงเรื่องของตัวเอง เพราะตัวละครในเรื่องแทบไม่ได้เล่าเรื่องของตัว แต่เล่าเรื่องเล่าอื่นๆ เช่น ตำนานเก่าแก่หรือเรื่องลึกลับแทน) มันเป็นการที่ไม่ต่างจากวิธีการก่อร่างสร้าง ดอกฟ้าในมือมาร ขึ้นมา การส่งเรื่องเล่าหนึ่งเรื่องให้เล่าต่อเนื่องกันไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นเรื่องเล่าเรื่องใหม่ขึ้นมา

ในช่วงหนึ่ง หมอสาวเล่าเรื่องของเธอกับเกษตรกรหนุ่ม หนังเล่าไปถึงการไปเที่ยวน้ำตกของเธอกับหนุ่มและคุณป้าของเขา ฉากนี้พาเราย้อนกลับไปใน สุดเสน่หา หนังเรื่องที่สองของเขา โดยอาจเริ่มตั้งแต่ในฉากที่เธอเห็นคุณป้าของหนุ่มนั่งพอกโคลน (เช่นเดียวกับการทาโลชั่นของป้าเจนกับรุ่งใน สุดเสน่หา) ไล่ไปจนถึงฉากการไปน้ำตกของทั้งสาม และที่สำคัญเหนืออื่นใด ป้าของหนุ่มรับบทโดยป้าเจน ตัวละครเดียวกันกับป้าเจนใน สุดเสน่หา นั่นเอง หากในเรื่องเล่าของป้าเจน เรื่องของเณรที่บอกชาวนาว่ามีทองที่หนองน้ำ ที่แท้เคยปรากฏมาแล้วในเรื่องเล่าของป้าสำเริงใน สัตว์ประหลาด! นิสัยเอื้ออารี เป็นมิตรกับผู้คน โดยป้าเจน เข้ากับป้าสำเริงได้ไม่ยาก หากเรื่องเล่าป้าเจนกับป้าสำเริงกลับแตกต่างกันในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ซึ่งก็เป็นเช่นนั้น เพราะ -ผู้เล่า- ที่แท้กลายเป็นเจ้าของ -เรื่องเล่า- ที่เขาเล่าออกมา ไม่อาจรู้ว่าเรื่องเล่าใดที่ถูกต้อง ไม่ต่างจากการเลื่อนไหลของเรื่องเล่าเรื่องอื่นๆ ในหนังเรื่องนี้

และในเรื่องเล่าของพระหนุ่มกับหมอฟัน กลับน่าสนใจมากขึ้นเมื่อพระหนุ่ม (แสดงโดยโต้งจาก สัตว์ประหลาด!) เคยอยากเป็นดีเจ และหมอฟันอยากเป็นนักร้อง นำมาซึ่งฉากร้องเพลงที่เคยปรากฏมาแล้วใน สัตว์ประหลาด! เหนืออื่นใด ความสัมพันธ์อันคลุมเครือของทั้งคู่ ชวนให้ตีความถึงความสัมพันธ์ของโต้งกับเก่งใน สัตว์ประหลาด! (ที่ในตอนหนึ่งเชื่อมความสัมพันธ์ด้วยเทปเพลงวงแคลช) และยิ่งในฉากสุดท้ายของคนคู่นี้ เมื่อหมอฟันสารภาพความจริงว่า พระหนุ่มอาจเป็นน้องชายของเขาที่ตายไปแล้ว และยื่นตุ๊กตาม้าให้กับพระหนุ่ม พระหนุ่มกลับตอบปฏิเสธรุนแรงว่าชาติที่แล้วท่านไม่ได้เกิดเป็นคน ท่านเกิดเป็น..... ( ถึงตรงนี้ เราพากันคิดในใจว่า เสือ) ก่อนที่พระหนุ่มจะเดินหายไปในความมืด เหมือนกับการหายไปของโต้งในครึ่งแรกของ สัตว์ประหลาด!

เมื่อเราเริ่มต้นเล่าเรื่อง เรื่องที่เราเล่าไม่ได้เป็นของคนที่เล่าให้เราฟังอีกแล้ว เรื่องเล่าของพ่อและแม่ของอภิชาติพงศ์ เปลี่ยนแปลงและเลื่อนไหลกลายเป็นเรื่องเล่าของอภิชาติพงศ์ และกระทั่งบทความนี้ก็เช่นกัน เรื่องเล่าเรื่องหนึ่งดูดซับตัวตนของผู้เล่าติดไปเสมอ ไม่ต่างกับท่อที่ดูดกลืนทุกสิ่งในท้ายเรื่อง หากในขณะเดียวกัน เรื่องเล่าก็กลับคลี่คลายตัวเองไปสู่เรื่องเล่าใหม่ๆ คลี่คลายไปสู่การตระหนักรู้ความหมายอันจริงแท้ของตัวเรื่อง ไม่ต่างจากการคืนตัวของสุริยุปราคา

หากพิจารณาเทียบกับหนังเรื่องก่อนหน้า แสงศตวรรษ เป็นหนังที่สนุกที่สุดของอภิชาติพงศ์ ผู้ซึ่งยังคงคว้าจับไทยปัจจุบันได้ชัดเจนมากที่สุดและปราศจากการปรุงแต่งมากที่สุด (เป็นที่น่าสนใจว่าหนังที่คว้าจับความเป็นไทยในปัจจุบันโดยไม่ปรุงแต่งให้เป็นเมืองไทยเท่ๆ หรือพยายามจะเป็นเมืองไทยจริงๆ ที่ไม่จริง มักไม่พบในหนังไทยเก๋ๆ แต่กลับพบในหนังไทยที่ใครๆ ร้องยี้อย่าง โกยเถอะโยม หรือ หลวงพี่เท่ง ความเป็นไทยที่ผ่านการจัดวาง ประดิษฐ์ให้ดูดีขึ้น อาจช่วยในแง่ของความพิถีพิถัน แต่บางครั้งมันเคลือบแฝงอาการไม่ยอมรับความจริงประการหนึ่งของผู้สร้างอยู่ด้วย) หนังของอภิชาติพงศ์ยังคงเล่าเรื่องเล่าง่ายๆ ที่เรามักได้ยินในชีวิตประจำวัน แต่นำมันมาจัดวาง ตีความ เล่นสนุก ย้อนแย้ง และเล่าใหม่ได้อย่างน่าสนใจ หาก สุดเสน่หา คือเป็นความสามัญอันหนืดเนือยแต่ทรงพลัง สัตว์ประหลาด! คือประสบการณ์ลึกลับของตำนานโบราณที่ทรงพลัง แสงศตวรรษ ก็เป็นเสมือนเรื่องเล่าสนุกๆ ที่แสนสามัญหากทรงพลังแห่งการเล่าอย่างยิ่ง

เมื่อลงมือเขียนบทความชิ้นนี้ ผมอาจตั้งใจจะเล่าเรื่องหนังเรื่องหนึ่ง แต่บทความชิ้นนี้ในที่สุดกลายเป็นเรื่องเล่าของผม ในทางหนึ่ง มันคือรูท่อที่ดูดซับตัวตนของผมในตอนจบ แต่ในทางหนึ่ง มันคือสุริยุปราคา มันอาจคลี่คลายความเข้าใจของผมที่มีต่อหนังเรื่องนี้ แต่มันอาจมืดบอดและผิดทั้งหมดก็เป็นได้ แต่อย่างไรเสียผมก็ได้เล่าออกมาแล้ว


อ่านเกี่ยวกับ Project New Crowned Hope ได้ที่นี่ครับ

http://www.newcrownedhope.org/index.php?id=73&L=2

MYSPACE ของหนัง

http://www.myspace.com/syndromes_and_a_century

BLOG ของหนัง

http://a-century.exteen.com/