Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
ถนนสายหนึ่ง
วรพจน์ พันธุ์พงศ์


ในโลกสี่เหลี่ยมใบเล็กราวโลงศพ

โจ้—อมรินทร์ เหลืองบริบูรณ์ นักร้องนำวง pause นอนจมกองเลือดอยู่ในลิฟต์

ผ่านมาหลายปีแล้ว แต่ภาพนี้ยังอยู่ในความทรงจำของผม เหมือนเพิ่งเกิดขึ้นเพียงวันสองวัน อาจจะด้วยความชื่นชมในตัวนักร้องหนุ่มคนนี้เป็นการส่วนตัว ทั้งที่ไม่รู้จัก แต่ก็ผูกพัน และจนป่านนี้บทเพลงของเขาก็ยังจัดอยู่ในระดับ A—List ที่ผมคิดถึงและหยิบขึ้นมาเล่นเสมอ โดยเฉพาะแผ่นสีขาวบริสุทธิ์ แต้มวงกลมสีฟ้าสดใสตรงกลาง และมีภาษาอังกฤษตัวเล็กๆ บอกชื่อนักร้องและอัลบั้มว่า JOE AMARIN SIMPLY ME

บางคืน ยืนรอลิฟต์ดึกๆ ก็นึกไปไกลเหมือนกันว่าเมื่อประตูเปิด จะมีอะไรในนั้น

เปล่า, ไม่ว่าจะอย่างไรผมก็ไม่ได้คิดไปในเชิงผีสางนางพราย ไม่เคยรู้สึกกลัวด้วย รุ่นพี่คนหนึ่งเคยบอกตั้งแต่สมัยเรียนทับแก้วว่า—มึงจะกลัวทำเหี้ยอะไร วันหนึ่งมึงก็เป็นผี สั้นๆ ง่ายๆ และคำเดียวแค่นี้ โรคกลัวความมืดและอาการสั่นสะท้านในจินตนาการของตัวเองละลายไปในพริบตา

ยิ่งกับพี่โจ้ มีเหตุผลใดที่ผมต้องหวาดกลัว ชอบออกหน้าออกตาขนาดนี้

เศร้ามากกว่า หมายถึงถ้าภาพที่ว่าย้อนเข้ามาในความรู้สึก เสียดาย คนอย่างเขาน่าจะมีชีวิตอยู่ไปนานๆ เหนืออื่นใด เหตุการณ์วันนั้นก็น่าสงสัย มันไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ ว่าเขาจะยิงตัวตายในลิฟต์

เป็นไปได้ไหมว่านี่คือฆาตกรรมอันลึกลับซับซ้อน ?

ผมยังไม่มีความคิดจะฆ่าตัวตายในลิฟต์ แต่อุบัติเหตุในบ่ายวันนี้ก็เล่นเอาใจหาย..

คอนโดมีเนียมที่ผมอาศัยน้องชายคนหนึ่งพักพิงมี 14 ชั้น พวกเราอยู่ชั้น 4 ปีกทางทิศตะวันตก ฟากที่ติดสวน (ราคาก็เพิ่มตามอีก 300 บาท) แต่ถ้าให้เลือกใหม่ เราก็เลือกจ่ายแพงกว่าในเงื่อนไขแบบทุกวันนี้ เพราะสวนริมระเบียงนั้นกว้างสัก 2-3 ไร่ ต้นไม้เขียวครึ้ม ทั้งเช้าและเย็น นกกาเหว่า นกเขา นกกางเขน ร้องกันเซ็งแซ่ ยังไม่นับครอบครัวกระรอกหางฟูที่วิ่งไล่กันครึกครื้นทั้งวัน (พระอาทิตย์ตกเหนือห้างเซ็นทรัล ปิ่นเกล้า ก็พอมองได้เพลินๆ) เย็นไหนฝนตกโปรยปราย สายลมหยอกเย้าเล้าโลมยอดไผ่ ถ้าโรคเหงากำลังเข้าแทรกพอดีนี่เรียกว่าปางตาย หรือไม่—อย่างน้อยก็มีโอกาสเสียเงินค่าเบียร์แน่ๆ ขวดสองขวด

วิวดีก็มีสิทธิเมา ถ้าคนเราจะด้นดั้นหาเหตุผล

ในสิ่งที่เรารัก มองเห็นความงดงาม น่าแปลกว่าบางทีนั่งชมสวนอยู่ดีๆ กลับมีถุงขยะลอยลงมาต่อหน้า—ลอยมาจากห้องไหนสักห้อง ชั้นไหนสักชั้น ซึ่งทำไมเขาทำได้ลง ผมก็จนปัญญาอธิบาย จริงๆถ้าไม่รักเหมือนเรา เขาก็ไม่เห็นต้องทำลายหรือใจร้ายกับโลก

เคยมีเหมือนกัน ที่พลันสิ้นเสียงถุงขยะปะทะพื้นผิวน้ำในสวน แล้วมีเสียงด่าตะโกนสวนทางขึ้นมาจากเจ้าของบ้านเบื้องล่าง

มันน่าไหมเล่า

คอนโดฯนี้เงียบสงบดี ไม่ว่ากลางคืน กลางวัน นานๆครั้งหรอกที่จะได้ยินเสียงเด็กร้องไห้โยเย หรือผัวเมียทะเลาะกัน หรือวัยรุ่นรวมตัวกันเปิดเพลงแดนซ์ ดึกดื่นแล้วก็ไม่เลิกรา เจอเรื่องทำนองนี้ผมก็เห็นเป็นขำมากกว่า เพราะถือว่าเป็นปกติของมนุษย์

ทีเขา ทีเรา

อยู่ร่วมกันเป็นจำนวนมากๆ หลากหลายพ่อพันธุ์แม่ ต้องทำใจ ตราบใดที่ทุกอย่างยังไม่หนักหนาเกินไป ก็ควรให้อภัยกัน

ทั้งสภาพห้อง ความสะอาด ความปลอดภัย สาธารณูปโภคต่างๆ ไม่ว่าน้ำ ไฟ โทรศัพท์ (ระบบต่ออัตโนมัติ อนุญาตให้คุยได้ครั้งละ 10 นาที) ระบบการจัดเก็บขยะ เพื่อนบ้าน และค่าเช่า รวมความแล้วก็เป็นที่อยู่อาศัยในเมืองที่น่าพึงพอใจ

ยกเว้นลิฟต์

ความที่เป็นคอนโดฯเก่า ลิฟต์ก็พลอยแก่ตามไปด้วย จะให้ถูก คงต้องพูดว่าเข้าขั้นชรา สภาพน่าเรียกช่างมาบำบัดรักษามากกว่าน่าพาตัวเองเข้าไปใช้จ่ายวันเวลาด้วย เห็นครั้งแรกๆ ผมไม่เคยเชื่อมั่นว่าจะใช้ได้จริง เพราะหน้าตามันเหมือนพร็อบในกองถ่ายหนังผี ทั้งสีสัน ความเชื่องช้า ถ้อยคำฝากรักข้างผนัง ทุกอย่างไม่ต้องแต่งเติมเพิ่มแม้แต่น้อย ถ้าใครคิดจะทำหนังไทยมอมๆ น่ากลัวๆ หรือฟิล์มนัวร์ชีวิตสามัญชนบางกอก

แต่ก็นั่นแหละ ตั้งแต่ใช้บริการมา มันก็ทำหน้าที่สนับสนุนความขี้เกียจเดินขึ้นลงของประชากรคอนโดฯได้ดี ไม่เคยมีงอนงอแงสักครั้ง

จนตายใจ ในที่สุดมันก็เก็บธาตุแท้ตัวตนส่วนลึกไว้ไม่อยู่

มันเป็นวันที่ผมตื่นขึ้นมาสายๆ เปิดเพลงฟัง นอนคุยเล่นกับน้องจนเที่ยงกว่า อาบน้ำ แต่งตัว เสร็จแล้วก็โอ้เอ้อ่านหนังสืออยู่จนบ่ายสอง กระทั่งท้องไส้เริ่มร้องครางครืนเพราะตั้งแต่ตื่นยังไม่ได้กินอะไรเลย พักหลังชักเป็นแบบนี้บ่อยๆ ถ้าไม่หิวถึงที่สุด ก็ไม่ค่อยนึกอยากเคลื่อนย้ายตัวเองลงไปหาอาหาร

เหมือนกันไปหมด น้องชายที่นอนขดอยู่ข้างๆ ขอเวลาอาบน้ำอีกราว 15 นาที

ความหิวเพิ่มขึ้นตามเข็มนาฬิกา และทั้งที่มันก็เดินช้า/เร็วในอัตราปกติ แต่ความหิวออกความเห็นว่า—ทำไมวันนี้มันอาบน้ำนานนักวะ

เสียงน้ำจากฝักบัวดังไม่เท่าเสียงในท้อง

“ไป พี่” แต่งตัว ฉีดโรลออนและหวีผมเสร็จ สุพรรณหันมาทางผมซึ่งจัดการปิดเพลง ดับคอมพ์ฯ และถือกุญแจรออยู่นานแล้ว

ระหว่างเดินจากห้องไปลิฟต์ เราตกลงกันว่าจะไปหาส้มตำเผ็ดๆ กินกับไก่ย่าง (ไม่เกี่ยวกับเพลง ‘เมืองกาญจน์’ ของพี่เสก โลโซ ที่ร้องว่า—การเมืองมันห่วยแตก กินส้มตำใส่ปลาแดกเวิร์กกว่า) นี่เป็นเมนูฮิตในเดือนนี้ ฮิตด้วย อยู่ใกล้ที่สุดด้วย แม่ค้าเร้าใจดีด้วย (สั่งว่าอย่าใส่ผงชูรส แกลืมทุกที จ้วงตักใส่ให้ชนิดไม่มีคำว่างก)

เหมือนอพาร์ทเม้นต์ทุกที่ กลางวันไม่ค่อยมีคนอยู่

กดลูกศรสามเหลี่ยมแสดงความประสงค์ว่าจะลง ยืนรออีกครู่หนึ่ง ลิฟต์ก็มา

เราก้าวเข้าไป กดปิดประตู กดเลขหนึ่ง และรอ

เสียงพัดลมบนเพดานสั่นเบาๆ เป็นปกติ หลอดไฟไร้ที่ครอบส่งแสงสีขาวซีดเซียว เวลาผ่านไปราว 3-5 วินาที ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองจากลิฟต์โบราณ สุพรรณยิ้ม เขาเอื้อมมือกดเลขหนึ่งย้ำอีกครั้ง กดทำไมไม่รู้ ไฟสีแดงก็แจ้งอยู่แล้วว่ามันรับรู้คำสั่ง

ทุกอย่างยังสงบนิ่งเหมือนเดิม ขณะที่เราเริ่มกังวล

“อย่าบอกนะว่าลิฟต์ค้าง” ผมพูดกับน้อง

ไม่มีใครบอก มันค้างจริงๆ ไม่ขึ้น ไม่ลง กดปุ่มเปิด มันก็ไม่เปิดให้ คล้ายคนขาดสติที่เหม่อลอย เฉย ดื้อด้าน ไม่ยอมรับรู้อะไรทั้งสิ้น

กริ่งฉุกเฉินที่โชว์เด่นชัดเจนด้วยสีแดงถูกกดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

แต่เปล่าประโยชน์, มันเฉย ดื้อด้าน ไม่ยอมรับรู้อะไรทั้งนั้น

นาทีแรกผ่านไป นาทีถัดมา นาทีถัดไป ยังไม่มีอะไรขยับเคลื่อนไหว ขณะที่หัวใจแกว่งรุนแรงขึ้น แต่ก็ต้องสงบสำรวม ทำใจดีๆไว้ ค่อยๆคิด และมองโลกแง่ดี ไม่มีใครเคยบอกสอน แต่ผมคิดว่าในสถานการณ์เช่นนี้ การเซฟพลังงานจำเป็นอย่างยิ่ง โหวกเหวกโวยวายไปจะได้อะไรขึ้นมา

ร่วม 10 นาทีผ่านไป ไม่มีซูเปอร์แมนหรือใครมาช่วยเราเลย

“เอาไงดีพี่” สุพรรณยังยิ้มได้ แม้ว่าจะหิวและมองหาหนทางออกไม่เห็น

ยิ่งอึดอัด ผมรู้สึกว่าเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า ยิ่งอยู่นาน ยิ่งคล้ายว่าห้องสี่เหลี่ยมนี้เล็กลงๆ หายใจได้ไม่ทั่วท้อง ความคิดพุ่งพล่าน จินตนาการไปเรื่อยว่าคงมีใครสักคนผิดสังเกต แต่บ่ายๆแบบนี้ความน่าจะเป็นก็มีน้อยกว่าช่วงหัวค่ำที่มีคนขึ้นลงตลอดเวลา

สุพรรณหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดหาเอ—เพื่อนร่วมห้องอีกคน ถามเขาว่ามีเบอร์ออฟฟิศคอนโดฯนี้ไหม เพราะเราไม่มี ไม่มีใครสนใจจดจำหรอก ทั้งที่ก็แปะอยู่หน้าลิฟต์ชั้น 1

โชคดีที่มีคลื่น ปกติสัญญาณในลิฟต์มักขาดๆ หายๆ ไม่ว่าลิฟต์รุ่นคุณยายหรือลิฟต์ในอาคารใหม่ทันสมัย

โชคดีที่เอเคยจดไว้ ได้เบอร์แล้วสุพรรณกดไปหาเจ้าหน้าที่ในออฟฟิศข้างล่าง บอกว่าลิฟต์ค้างอยู่ชั้น 4

ใจคอค่อยดีขึ้นมาบ้าง อย่างน้อยก็มีคนรับรู้ชะตากรรมของเราแล้ว แต่อากาศก็ดูจะน้อยลงๆ ไอ้พัดลมบ้านั่นน่ะ ถอดทิ้งไปเสียดีกว่า ในเมื่อมันมีแต่เสียง ไม่มีลม

ผ่านไปราว 5 นาที ได้ยินคนคุยกันอยู่นอกลิฟต์ ตามด้วยเสียงของแข็งแทรกงัดประตูเหล็ก

อีกชั่วอึดใจ ลิฟต์ก็ถูกง้างเปิดจนได้

ชายหนุ่ม—ผู้คืนอิสรภาพให้เราก้มลงมองหาสาเหตุ เขาใช้เหล็กแหลมกรีดกวาดเศษขยะชิ้นเล็กชิ้นน้อยในซอกลิฟต์ พลางสันนิษฐานว่านี่น่าจะเป็นตัวการ แม่บ้านอีกคนผสมโรงในทำนองว่านี่คือผลกรรมของความมักง่าย และเจ้าหน้าที่คอนโดฯอีกคนหนึ่งสรุปสั้นๆ ด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า—เนี่ย ทุกคนต้องพกมือถือเอาไว้ตลอด

ผมกับสุพรรณเลือกเดินลงบันไดแทนการใช้ลิฟต์ ทั้งที่อีกตัวหนึ่งยังใช้การได้ดี

ไม่เชิงกลัวว่าเหตุการณ์จะซ้ำรอย แต่คล้ายว่าขามันพาไปเอง จะว่าไป แค่ 3-4 ชั้น ก็ไม่ได้ลำบากอะไร ถึงร้านส้มตำเจ้าเก่า เราสั่งเมนูเดิม และไม่ถึง 15 นาที อาหารทุกอย่างก็วางบนโต๊ะ

“รอดตายแล้วว่ะพี่” รอยยิ้มสุพรรณมีชีวิตชีวาขึ้นมาดังเดิม

ทั้งที่หิวจนมือไม้สั่น รสชาติหรือก็ถึงใจ ทว่าผมกลับไม่เอ็นจอยกับส้มตำมื้อนี้เลย ใจมันนึกถึงแต่คำของเจ้าหน้าที่คอนโดฯ คนที่บอกว่าทุกคนต้องพกมือถือ รู้สึกเศร้า เซ็ง..

หลายเดือน หรืออาจเป็นปีมาแล้วที่ผมมักถูกตั้งคำถามเรื่องมือถือ—ทำไมไม่มี

นั่นสินะ บางทีผมก็ไม่รู้จะพูดอย่างไร ไม่ใช่ไม่มีคำตอบ แต่ดูมันน้ำเน่าเกินไปแล้วที่จะอธิบาย และหลายครั้ง ฝ่ายผู้ถามเองก็ไม่ได้อยากฟังเหตุผล เขาแค่รำคาญและยอมรับความแตกต่างของโลกไม่ได้

ถ้าวันนี้สุพรรณไม่พกมือถือลงมาจากห้อง คงแย่เหมือนกัน ผมรู้เท่าที่คนอื่นรู้ว่ามือถือมีประโยชน์ ถ้าต้นไม้ หรือท้องฟ้า หรือทะเล หรือหมูหมาพูดได้ ผมว่ามันก็พูดว่ามือถือมีประโยชน์ วันหนึ่ง หากผมเห็นว่าจำเป็นต้องซื้อ ต้องพกติดตัว ผมก็จะทำ เหมือนที่คนอื่นทำกันเป็นปกติชีวิต และผมจะทำให้เด็กและเยาวชนดูเป็นตัวอย่างด้วยว่าการใช้มือถืออย่างผู้มีอารยะนั้นพึงทำอย่างไร แต่ลิฟต์ค้างแล้วจะมาบอกว่าทุกคนต้องพกมือถือ ผมอาจจำเป็นต้องยืนยันการเป็นบุคคลพิกลพิการทางการสื่อสารต่อไป

ให้ผมแห้งเหี่ยวเป็นผีเฝ้าคอนโดฯก็ได้ ถ้าเจอลิฟต์ค้างคราวหน้า แต่เชื่อผมสักครั้งเถอะว่าเราแก้ปัญหาด้วยวิธีคิดแบบนี้ไม่ได้

มันชุ่ย หยาบคาย และสะท้อนว่าคนเราไม่มีสติปัญญาเอาเสียเลย

นี่คือรากแก้วของสงครามโลก นี่คือต้นตอการคอร์รัปชั่น นี่ไม่ใช่เส้นทางของการสร้างสรรค์หรือ ‘สวรรค์ครรลอง’ มันเป็นมุมมองเยี่ยงปิศาจ และบางทีนี่อาจส่งผลสะท้อนให้ผู้ชายอ่อนไหวคนหนึ่งหยิบปืนขึ้นมาพลิกเพ่งมอง แล้วร้องไห้

ก่อนจะลั่นไกใส่หัวตัวเอง


ตีพิมพ์ครั้งแรก: คอลัมน์ Being There นิตยสาร Image



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter