บทความชิ้นนี้เปิดเผยเนื้อหาส่วนสำคัญของภาพยนตร์
เหตุการณ์เกิดในสมัยปลายราชวงศ์ถัง ท่ามกลางปราสาทราชวังอลังการเรืองรอง กลับซุกซ่อนเรื่องราวไว้มากหลาย
องค์ฮ่องเต้ยินดีที่ครอบครัวพร้อมหน้า องค์ฮองเฮาเสวยยาตามกำหนดปักดอกเบญจมาศ องค์รัชทายาทต้องการไปฝึกฝนประสบการณ์ยังชายแดน องค์ชายรองกลับจากชายแดนเยี่ยมเยียนเสด็จแม่ องค์ชายสามกำลังเติบโตแตกเนื้อหนุ่ม ทั้งหมดดูคล้ายเป็นเพียงกิจวัตรแห่งชนชั้นปกครอง หากที่จริงแล้วนั้น...
องค์ฮองเฮามีสัมพันธ์ลึกล้ำกับองค์รัชทายาทที่เป็นลูกนอกไส้ องค์ฮ่องเต้ประสงค์ให้ฮองเฮาตายช้าๆ ด้วยยาพิษ องค์ชายรองถูกฮ่องเต้จับตาทุกฝีก้าว ขณะที่องค์ชายสามเฝ้ามองเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างชิงชังคลั่งแค้น
เหตุการณ์ทั้งหมดดำเนินไปอย่างเขม็งเกลียวในช่วงก่อนหน้าเทศกาลฉงหยาง ท่ามกลางการประกาศโมงยามนับเวลากินยาขององค์ฮองเฮา วินัยของฮ่องเต้ สี่เหลี่ยมในวงกลม ขอบเขตของฟ้าดิน เข้มข้นนับแต่นาทีแรกของหนัง บีบคั้นคนดูไปตลอดเวลาที่เหลือ
นี่คือหนังเรื่องที่ 16 ของจางอี้โหมว ดัดแปลงจากบทประพันธ์เก่าปี 1934 ของ CAU YU เรื่อง THUNDERSTROM (ซึ่งผู้เขียนได้มาร่วมดัดแปลงบทประพันธ์ให้เป็นบทภาพยนตร์ด้วย) โดยเปลี่ยนช่วงเวลาจาก ปี 1934 มาเป็นยุคราชวงศ์ถัง กลายเป็นหนังเรื่องที่สามในชุดหนังกำลังภายในย้อนยุค (ที่โปรดักชั่นอลังการ) และกลายเป็นหนังที่มีราคาแพงที่สุดของจางอี้โหมว หรือจะว่าไป ของประเทศจีน
ภายใต้เรื่องเล่าแบบโศกนาฏกรรมโบราณ ที่เต็มไปด้วยการเร้าอารมณ์แบบรุนแรง การหักเหลี่ยมเฉือนคมอันเข้มข้น และการแสดงระดับเทพของนักแสดงนำ นี่กลายเป็นหนังที่ฉูดฉาดที่สุด ทั้งงานด้านภาพ วิธีเล่า และตัวเรื่อง เท่าที่จางอี้โหมวเคยสร้างมา และนั่นทำให้หนังสนุกมาก เข้าถึงได้ง่ายมาก จนหลายคนอดสงสัยไม่ได้ว่า ในที่สุด ผู้กำกับที่เคยวิพากษ์รัฐบาลจีนอย่างเข้มข้น (จนถึงขั้นโดนสั่งห้ามทำหนังไปหลายปี) หรือผู้กำกับที่เคยทำหนังเล็กๆ ที่งดงามมากมาย หรือกระทั่งผู้กำกับที่เคยทำหนังเปี่ยมไปด้วยปรัชญา ในที่สุดละวางมาจูบปากกับรัฐบาล และทำหนังตลาดๆ ที่เน้นงานสร้างมากกว่าศิลปะทางภาพยนตร์แล้วกระนั้นหรือ
จะกล่าวเช่นนั้นก็คงได้ แต่หากใครเคยติดตามงานของจางอี้โหมวมาตลอด และมองเห็น -ร่องรอย- มากหลายในหนังเรื่องนี้ ทั้งวิธีการเล่าและนัยยะซ่อนเร้นผ่านองค์ประกอบภาพ (แน่นอน รวมไปถึงการเลือกใช้สี) ก็อาจกล่าวได้เช่นกันว่านี่อาจกลายเป็นงาน มาสเตอร์พีซชิ้นหนึ่งของเขา
หากพิจารณาแยกส่วนเฉพาะตัวหนัง โดยไม่อ้างอิงผลงานเก่าตามทฤษฎีประพันธกร เราอาจกล่าวได้ว่า นี่คือหนังตีแผ่ความเหลวแหลกของชนชั้นสูง (ซึ่งมักเป็นวาทกรรมหลักในหนังหรือหนังสือจำพวกที่เล่าเรื่อง -วงใน- ของชนชั้นสูง) จางอี้โหมวเคยให้สัมภาษณ์ว่าเขาต้องการให้ฉากในหนังเรื่องนี้ยิ่งใหญ่ที่สุด สวยงามที่สุด เพื่อแสดงถึงความกลวงเปล่าภายใน ภายใต้สีเหลืองสุกสว่างของเบญจมาศ และสีทองมลังเมลืองของปราสาทราชวัง ความวิจิตรของเครื่องแต่งกาย หากภายในหนังกลับเลือกใช้หยกเหลื่อมสี ม่วงอมเหลือง อมเขียว (กระทั่งการแต่งหน้าของกงลี่ ในหนังก็ใช้สีทองฉาบลองบนสีแดงอีกชั้น) การซ้อนทับเลื่อมสี ทำให้ฉากภายในพระราชวังดูแปลกประหลาด ชวนกระอักกระอ่วน ราวกับสีสันของเนื้อเน่า ราวกับมีสรรพสิ่งเน่าเสียระอุอยู่ภายใต้ลวดลายงามวิจิตรและสีทองสุกปลั่งที่เคลือบฉาบ
นอกจากนี้ เหล่าหยกเหลื่อมสี่ยังให้คุณสมบัติโปร่งแสง ผนวกรวมกับฉากกั้นที่เป็นมู่ลี่ไม้ไผ่เบาบาง วังทั้งวังจึงดูโปร่งแสง ราวกับว่ากำแพงมีหูประตูมีช่อง และผู้คนในวังต่างพากันมีความลับและล่วงรู้ความลับของกันและกันจนหมดสิ้น หลายฉากในหนัง ที่เราเห็นองค์ชายสามเดินอยู่ในโถงทางเดินเลื่อมสีที่โปร่งแสง และอีกหลายฉากที่กล้องจงใจถ่ายเงาของเหล่าทหารองครักษ์ทะลุผ่านกำแพงหยก การลอบมอง แอบดู จึงดูเหมือนกระจัดกระจายซึมอยู่กระทั่งในเสาหยกเลื่อมสีสลับลายเหล่านั้น
ในฐานะที่จางอี้โหมวคือผู้กำกับที่ -คลั่งสี- มากที่สุดคนหนึ่ง นี่คือหนังที่การเลือกใช้สีฉูดฉาย สลับเลื่อมลวดลาย ทรงประสิทธิภาพสูงยิ่ง ไม่แพ้ที่เขาเคยทำไว้ในฉากโรงย้อมผ้าใน JU DOU หรือตลอดเรื่องใน HERO
นอกเหนือไปจากนั้น เราอาจมองลึกลงไปได้ว่า หนังพูดถึงการต่อสู้ของมนุษย์กับระบบ และความพ่ายแพ้ของเราทุกคน หากแต่ในขณะเดียวกัน เราอาจกล่าวได้ว่าหนังพูดถึงการต่อสู้ของจารีตกับธรรมชาติ (อ่านรายละเอียดได้ในบทวิจารณ์ของคุณ 'คนมองหนัง' ที่นี่ ครับ
ในฉากหนึ่ง ฮ่องเต้กล่าวถึงวงกลมกับสี่เหลี่ยม -มีสี่เหลี่ยมในวงกลม มีวงกลมในสี่เหลี่ยม หากวงกลมคือฟ้าดิน สี่เหลี่ยมบอกว่าฟ้าดินมีขอบเขต ทำงานต้องมีวินัย-
วินัย กรอบกฎที่ฮ่องเต้กล่าวถึง ในทางหนึ่ง นั่นคือการพยายามเอาชนะฟ้าดิน อันเป็นความคิดพื้นฐานของมนุษย์ ยิ่งกล่าวออกจากปากฮ่องเต้ ผู้ซึ่งถือตัวเองเป็นสมมติเทพ มีอำนาจกำหนดดินกำหนดฟ้า จนถึงขั้นกล่าวกับองค์ชายรองว่า สิ่งใดในโลกนี้ หากข้าไม่ให้เจ้า ก็อย่าหวังได้ครอบครอง ดังนั้นฮ่องเต้ไยมิใช่เป็นตัวแทนของธรรมชาติ ไม่ต่างจากวังเวียงหอห้องเป็นสี่เหลี่ยม หากตลอดเวลาเรากลับมองเห็นคนตีเกราะบอกเวลา อันคือสรรพสิ่งที่วิ่งวนเป็นวงกลม อย่างไรก็ดี การกล่าวถ้อยคำสรรเสริญจารีตขนบธรรมเนียม ก็คือการแสดงตัวของสี่เหลี่ยม (จารีต วินัย) ที่ซ้อนทับวงกลม (เวลา) ซึ่งครอบอยู่บนสี่เหลี่ยม (พระราชวัง) อีกครั้งเล่า
หากยึดตามนี้ ใช่หรือไม่ที่องค์ฮองเฮาคือมนุษย์ผู้ลุกขึ้นท้าทายอำนาจแห่งธรรมชาติ นางคือผู้แหกกรอบกฏจารีตในทุกทิศทาง ตั้งแต่ปฏิเสธการกินยา ลักลอบคบชู้ ถึงขั้นก่อการปฏิวัติ
แต่ฮ่องเต้เป็นเพียงสมมติเทพ เป็นเพียงสิ่งจำลองสมมติ การยกตัวเองทัดเทียมฟ้าก็หามิได้ทำให้เขาอยู่เลยพ้นความเป็นมนุษย์ไม่ ดังนั้น กรอบสี่เหลี่ยมที่เขาสร้างขึ้น สุดท้ายจึงไม่อาจดำรงคงอยู่ได้ เมื่อในที่สุดเขาต้องสูญเสียไปเสียทุกสิ่ง ราวกับไม่อาจขัดลิขิตฟ้า (อันคือวงกลมนอกทุกกรอบสี่เหลี่ยม)
ในทางเดียวกัน หากมองว่าจารีตคือสิ่งที่มนุษย์คิดค้นขึ้นเพื่อครอบงำ กดเอาสัญชาตญาณ (ซึ่งถือเป็นธรรมชาติของมนุษย์) สี่เหลี่ยมในวงกลม วงกลมในสี่เหลี่ยม ก็สะท้อนซึ่งแง่มุมหลากหลายยิ่ง (อ่านเรื่องนี้อย่างละเอียดในบล็อกคุณ 'คนมองหนัง' ตามที่กล่าวไว้ข้างต้น และข้อคิดเห็นในย่อหน้าก่อนหน้านี้ ก็มีที่มาจากการคิดต่อจากบทความนั้นครับ)
อย่างไรก็ดี หากเราสอบสวนทวนความหนังเรื่องนี้กลับไปยังหนังในอดีตของจางอี้โหมว เราอาจค้นพบมุมมองที่แตกต่างออกไป
กล่าวโดยรวม เราสามารถแบ่งหนังของจางอี้โหมวออกคร่าวๆ ได้เป็นสามยุค โดยในยุคแรก เป็นยุคที่จางอี้โหมวเริ่มสร้างชื่อเสียงในวงการหนังศิลปะ หนังในยุคแรกของจางอี้โหมว (ช่วงปี 1987- 1995) มักวิพากษ์รัฐบาลจีน รวมไปถึงจารีต ขนบ ประเพณีแบบจีน ที่กดให้มนุษย์ผู้หนึ่งตกเป็นเหยื่ออย่างรุนแรง THE STORY OF QUI JU เล่าเรื่องของหญิงสาวผู้หนึ่งที่เดินทางไกลไปร้องเรียนให้สามีของเธอ ในขณะที่ JU DOU, RAISE IN THE RED LANTERN รวมไปถึง RED SHOGRUM เล่าชะตากรรมของหญิงสาวภายใต้อำนาจของเพศชาย (ที่อาจตีความไปได้ไกลในระดับของการเมืองจีน หนังทุกเรื่องนำแสดงโดยกงลี่ ซึ่งนอกจากจะเป็นนักแสดงคู่บุญของจางอี้โหมว ยังเป็นภรรยาของเขาอีกด้วย จนกระทั่ง SHNAGHAI TRIAD จางอี้โหมวก็เลิกกับกงลี่ ปิดตำนานผู้กำกับ และดาราคู่บุญ ที่ให้การกำกับและการแสดงในระดับเทพ
สิ้นแรงส่งของกงลี่ จางอี้โหมวในยุคที่สอง (1997-2000) หันไปทำหนังเล็กๆ สดๆ ที่บางเรื่องก็อาศัยนักแสดงสมัครเล่นล้วนๆ อย่าง NOT ONE LESS หรือปลุกปั้นนักแสดงหน้าใหม่ อย่างใน THE ROAD HOME (ในตอนนั้นจางซิยี่เป็นนักแสดงหน้าใหม่) หรือ HAPPTY TIMES หนังเล็กๆ ของจางอี้โหมว มักเล่าเรื่องของคนตัวเล็กๆ ท่ามกลางสังคมบีบคั้น บางเรื่องเกิดในชนบทห่างไกล บางเรื่องเกิดในเมืองใหญ่ที่ผู้คนไม่ใส่ใจกันและกัน THE ROAD HOME กลายเป็นหนังรักโรแมนติกฝังใจผู้คนมากมาย ที่แสดงทีท่าคลี่คลายต่อจารีตเก่าแก่ลงไป ในขณะที่ NOT ONE LESS ยังคงวิพากษ์รัฐบาลได้เข้มข้นดี แต่ไม่ได้เป็นไปในฐานะนักทำหนังหัวรุนแรงเหมือนในยุคแรกอีกแล้ว
และในปี 2002 หลังความสำเร็จของ COUCHING TIGER , HIDDEN DARGON ของผู้กำกับชาวไต้หวันอย่างอั้งลี่ จางอี้โหมวก็สร้างหนังกำลังภายในออกมาบ้าง และกลายเป็นหนังมาสเตอร์พีซเรื่องสำคัญอีกเรื่องของเขานั่นคือ HERO ที่มีพลังดาราล้นเหลือ และเรื่องเล่าปรัชญาที่ลึกซึ้ง ต่อมา ปี 2004 เขาทำ HOUSE OF FLYING DAGGERS หนังที่ทำให้หลายคนผิดหวัง จากนั้นปี 2006 ก็กลับไปทำหนังเล็กๆ จี๊ดๆ อย่าง RIDING ALONE FOR THOUSAND MILES หนังสามเรื่องหลังสุด ของเขาแสดงท่าทีที่คลี่คลายต่อประเทศบ้านเกิดมากขึ้น และในที่สุด จากผู้กำกับที่โดนหมายหัว เขากลายเป็นผู้กำกับที่ประเทศจีนภูมิใจนำเสนอต่อสายตาชาวโลก (ในขณะที่หลายคนมองว่า จางอี้โหมว ในที่สุดขายวิญญาณให้พรรคคอมมิวนิสต์จีนไปเสียแล้ว)
กลับมาที่หนังเรื่องนี้ บางทีการกลับมาของกงลี่ในหนังเรื่องนี้ไม่ได้มีผลเพียงแค่ทำให้อารมณ์ของหนังพุ่งถึงขีดสุดเพียงอย่างเดียว เพราะหากมองดูพล็อตของหนังผ่านทางมุมของฮองเฮาแล้ว เราอาจบอกได้เลยว่า นี่คือหนังจากยุคแรกของจางอี้โหมว เพราะนี่คือการต่อสู้ของสตรีผู้หนึ่งภายใต้แรงกดของเพศชาย รวมไปถึงโลกและวิธีคิดแบบชายเป็นใหญ่
หากเราลองแบ่งตัวละครของหนังออกเป็นสองกลุ่ม เราจะพบว่านี่คือหนังที่เต็มไปด้วยการต่อสู้ระหว่างเพศที่น่าสนใจยิ่ง ตัวละครอย่างฮ่องเต้ องค์รัชทายาท และองค์ชายสาม คือตัวแทนอันชัดเจนโจ่งแจ้งถึงความทะเยอทะยาน การคลั่งอำนาจ ความมักมากในกามารมณ์ ครบถ้วนในคุณสมบัติความเป็นชายสุดขอบขั้ว ในขณะที่ตัวละครอย่างฮองเฮา เจี่ยงฮูหยิน และเสี่ยวฉาน กลายเป็นเหล่าตัวละครหญิงที่ไม่ว่าจะอยู่ในตำแหน่งใดล้วนถูกเอารัดเอาเปรียบ กดขี่ข่มเหง จากตัวละครเพศชายทั้งสิ้น โดยเฉพาะตัวละครของเสี่ยวฉาน ที่โดนกดทับซ้ำซ้อนจากจารีตจนบ้าคลั่งไปในที่สุด (ฉากนี้ทรงพลังอย่างยิ่ง) การต่อสู้ของพวกเธอ ทั้งการใช้เรือนร่าง (นี่อาจเป็นเหตุให้สตรีในหนังเรื่องนี้จำเป็นต้องรัดหน้าอกอย่างจงใจทุกคน) กำลัง หรือสมอง สุดท้ายล้วนจบลงอย่างโหดร้าย ภายใต้จารีตที่ว่าด้วยระบบชายเป็นใหญ่
เมื่อมองจากมุมนี้ ตัวละครที่น่าสนใจที่สุดจึงเป็นองค์ชายรอง เพราะเขาไม่มีคุณสมบัติในการเป็นตัวละครฝ่ายชาย แต่เขาเองก็ไม่ใช่ผู้หญิง อย่างไรก็ดี ในหนังเรื่องนี้เขาเป็นตัวละครตัวเดียว (ยกเว้นองค์ชายสามที่เป็นเด็ก) ที่ไม่มีความสัมพันธ์ในเชิงกามารมณ์กับใครเลย หนำซ้ำในฉากหนึ่งเรายังเห็นเขาอาบน้ำในสระที่มีดอกไม้ลอยฟ่อง ประกอบกับการที่ตัวเขาเองก็ถูกกดทับด้วยวินัยและกรอบจารีต (หนำซ้ำในช่วงต้นของเรื่อง หนังตัดสลับฉากฮองเฮากับองค์รัชทายาท เข้ากับฉากของฮ่องเต้กับองค์ชายรองซ้อนทับจนแทบคลางแคลงในจุดประสงค์ขององค์ฮ่องเต้อีกต่างหาก) โน้มเอียงไปทางตัวละครเพศหญิง ยิ่งในฉากสุดท้าย เขากระทำสิ่งซึ่งตรงกันข้ามกับตัวละครฝั่งผู้ชายในเรื่อง ยิ่งทำให้เรื่องนี้ชัดขึ้น
หนังยังคงตอกย้ำประเด็นความพ่ายแพ้ส่วนบุคคลภายใต้กรอบจารีตอันแน่นหนาแบบเดียวกับหนังยุคแรกของจางอี้โหมว การกระทำผิดจารีตจะนำหายนะมาสู่ทุกคน ชะตากรรมของฮองเฮาแทบไม่จากชะตากรรมของ JU DOU ในจูโด้ หรือฮูหยินสี่ใน RAISE IN THE RED LANTERN แต่อย่างใด (อันที่จริง กระทั่งในหนังชุดที่สองของจางอี้โหมว เขาก็ยังคงเล่าเรื่องชะตากรรมของสตรีภายใต้จารีตเช่นกัน)
ในอีกทางหนึ่ง หากมองหนังเรื่องนี้เป็นเสมือนภาคต่อของ HERO และ HOUSE OF FLYING DAGGERS แล้วล่ะก็ ใช่หรือไม่ว่าในที่สุด หนังทั้งสามได้ให้มุมมองทางการเมืองที่น่าสนใจอย่างยิ่งยวด พิจารณาในข้อที่ว่า หนังทั้งสามล้วนเกี่ยวเนื่องเชื่อมโยงอยู่กับชนชั้นปกครอง (โดยทั่วไป หนังกำลังภายในมักนิยมเรื่องในบู๊ลิ้มมากกว่าเรื่องภายในราชวงศ์) ใน HERO การใช้ปัจเจกบุคคลวิพากษ์การเมือง ด้วยมุมมองของจอมยุทธ์ มีนัยยะไม่แตกต่างจากมุมมองของปัญญาชนที่มีต่อผู้ปกครอง การมีผู้ปกครองซึ่งใส่ใจคำว่า -ใต้หล้า- ดังที่นิรนามบอกแก่จิ๋นซีฮ่องเต้ เป็นเสมือนข้อเสนอแนะที่ปัญญาชนมีต่อชนชั้นปกครอง ในขณะที่ HOUSE OF FLYING DAGGERS พลิกไปเล่าเรื่องของปัจเจกบุคคลในระดับล่างที่เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งในสงครามระหว่างทางการกับกบฏบ้านมีดบิน ตัวละครหลักในเรื่องต้องเลือกระหว่างการเป็นสายลมอิสระ กับการเป็นส่วนหนึ่งในสังกัด รักหรือแค้นของตัวละครใน HOUSE OF FLYING DAGGERS ล้วนมีที่มาที่ไปจากการเมืองทั้งสิ้น
และเมื่อมาถึง CURSE OF GOLDEN FLOWERS ก็ได้เวลาที่จะมองจากมุมภายในของชนชั้นปกครองเสียที ฮ่องเต้ในหนังเรื่องนี้ดูเหมือนจะหลงลืม -ใต้หล้า- ไปแล้ว หนำซ้ำยังอหังการถึงขั้นประกาศขอบเขตฟ้าดินอีกต่างหาก ในขณะที่ไพร่ฟ้าข้าแผ่นดินตายลงอย่างมดปลวกตัวหนึ่ง (ในฉากสู้รบสุดอลังการท้ายเรื่อง และอาจนับรวมฉากต้อนรับการเสด็จกลับในช่วงต้นเรื่องด้วย) มีตัวละครมากมายเสียชีวิตลงและถูกลากศพออกไปราวกับเป็นเพียงดอกเบญจมาศกลีบช้ำที่พร้อมจะถูกทดแทนด้วยเบญจมาศชุดใหม่ เป็นแค่เหล่าผู้คนที่ถูกหลงลืมในหล่มหลุมประวัติศาสตร์ ในขณะที่หนังเรื่องนี้หามีปัญญาชนใดๆ มาเตือนสติอีกต่อไปไม่ พวกเขาถูกกำจัดเสียตั้งแต่ในฉากสุดท้ายของ HERO เสียแล้ว
แต่ดูเหมือนสายตาที่เขามองชนชั้นปกครองจะเปลี่ยนไปไม่น้อย จากที่เคยให้คนที่มีตำแหน่งกึ่งเผด็จการในพื้นที่จำกัด (เช่น โรงย้อมผ้า คฤหาสน์เจ้าสัว หรือโรงงานเหล้า) เป็นตัวแทนของชนชั้นปกครอง เขากลับเปลี่ยนเป็นระบอบกษัตริย์ (ที่ถูกพรรคคอมมิวนิสต์ล้มล้างไปในอดีต) ความอู้ฟู่หรูหราอลังการของระบอบกษัตริย์ที่ล่มสลายลง จึงทำให้ดูเหมือนเขาจะหันมายืนอยู่ข้างพรรคคอมมิวนิสต์ จนหลายคนค่อนขอด (มีบทความบางชิ้นเรียกหนังเรื่องนี้ว่าเป็นโฆษณาชวนเชื่อของพรรคคอมมิวนิสต์จีน)
อดคิดต่อไปไม่ได้ถึงองค์ชายทั้งสามของฮ่องเต้ ที่ดูมีบุคลิกแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง จนนึกสงสัยไปว่า องค์รัชทายาทอาจเป็นตัวแทนของคนรุ่นก่อนหน้าที่ยึดติดอยู่กับอำนาจนิยมแบบเดิม อ่อนแอ และไร้ความสามารถ องค์ชายรองคือหนุ่มสาวจีนในยุคปฏิวัติต่อสู้เพื่อล้มล้างจารีตเก่า ในขณะที่องค์ชายสามผู้ทะยานอยาก ไม่ต่างจากวัยรุ่นในยุคจีนใหม่ในกระแสโลกาภิวัตน์
ไม่ว่าจะมองในมุมใด ไม่ว่าบทความนี้จะเป็นการวิเคราะห์ที่ชวนคิดหรือเป็นเพียงความฟุ้งซ่านของไอ้หนุ่มหนังป่วยคนหนึ่ง หนังเรื่องนี้ก็ยังคงเต็มไปด้วยความน่าสนใจอยู่ดี และไม่ว่าจะเป็นแฟนของจางอี้โหมวหรือไม่ ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่านี่เป็นหนังที่ดีที่สุดเรื่องหนึ่งของผู้กำกับท่านนี้
ที่ยังไม่ได้กล่าวถึงคือ ฉากสุดท้ายของหนัง หลังการกระทำอัตวินิบาตกรรมขององค์ชายรองและการขัดขืนครั้งสุดท้ายของฮองเฮา หนังพาเราย้อนกลับไปสู่สิ่งที่สำคัญที่สุดในหนัง นั่นคือวงกลมและสี่เหลี่ยม อันเป็นตัวแทนอาณาเขตของจารีตและธรรมชาติ มนุษย์และฟ้าดิน หากมนุษย์ไม่อาจเอาชนะจารีตได้ หากจารีตไม่อาจชนะธรรมชาติได้ หากมนุษย์เป็นเพียงผู้พ่ายแพ้ ทั้งต่อโลกนี้และต่อกันและกัน วิธีที่จะหลบหนีอาจมิใช่การทำลายกรอบ หรือมุ่งมั่นจะเอาชนะในสิ่งซึ่งไม่อาจเอาชนะได้ เพราะมันอาจเป็นเพียงหลุดจากกรอบหนึ่งไปยังกรอบหนึ่ง บางทีที่ทำได้ก็เป็นเพียงการสร้างรอยบากลงบนสิ่งที่อยู่ตรงหน้า สร้างรอยคำสาปที่จะเบ่งบานเหมือนดอกเบญจมาศ คือการต่อสู้ทั้งที่รู้ว่าผลของมันจะเป็นเช่นไร ดังเช่นประโยคหนึ่งของฮองเฮา
-ดอกไม้ก็ปักแล้ว ให้มันเบ่งบานสักครั้งเถิด-
ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับหนังและรายละเอียดเพิ่มเติมครับ
http://www.imdb.com/name/nm0955443/
http://en.wikipedia.org/wiki/Curse_of_the_golden_flower

