Fat & Pride
ใครๆ ก็บอกว่า ความอ้วนเป็นเรื่องแย่ ไหนจะหุ่นไม่ดี ไม่เป็นที่ดึงดูดใจคนตามมาตรฐานของสังคม แต่ที่ร้ายกาจที่สุดก็คือ ความอ้วนถูก ‘ชี้นิ้ว’ บอกว่า เป็นเรื่องทำลายสุขภาพ อ้วนแล้วไม่ดี ไม่เป็นที่พึงใจ เพราะมันทำให้เราเกิดโรคต่างๆได้ง่าย และอายุจะสั้นลง
แต่ความอ้วนเป็นอย่างนั้นจริงหรือเปล่า ?
บางคนบอกว่า คนอ้วนเป็นคนยิ้มง่าย อารมณ์ดี แต่บางคนก็บอกว่า คนอ้วนสิอารมณ์เสียง่าย หงุดหงิดง่าย เจ้าอารมณ์ และแปรปรวน
ตกลง ‘ความอ้วน’ เป็นอย่างไรกันแน่ ?
เราอาจจะเคยคิดว่า ‘ความอ้วน’ ก็คือภาวะอย่างหนึ่งของร่างกายที่หยิบเอาตัวเลขมาวัดค่าได้ว่าต้องรอบเอวเท่านี้ ต้องมีค่าดัชนีความอ้วน (Body Mass Index) เท่านี้ ถึงจะเรียกว่าอ้วน และเมื่ออ้วนแล้วก็ต้องลดความอ้วน
แต่ความอ้วนเป็น ‘ภาวะ’ ที่สถิตย์แน่วนิ่งมาตลอดประวัติศาสตร์ หรือว่าคำว่า ‘ความอ้วน’ มีความหมายที่เปลี่ยนแปลงไปมาไม่แน่นอนกันแน่ คือเดี๋ยวคนก็บอกว่าแค่นี้อ้วน แค่นี้ยังไม่อ้วน อ้วนแล้วดีต่อสุขภาพ อ้วนแล้วไม่ดีต้องลดน้ำหนัก อ้วนแล้วดูมีบารมี อ้วนแล้วไม่หล่อ อ้วนแล้วเท่ อ้วนแล้วอารมณ์ดี อ้วนแล้วแปรปรวน ฯลฯ
ถ้าดูให้ดีๆ การให้ความหมายต่อ ‘ความอ้วน’ ล้วนเปลี่ยนแปลงไปมาตลอดประวัติศาสตร์ แม้กระทั่ง ณ เวลานี้ ถ้าคุณติดตามข่าวสาร คุณก็จะพบว่ามีการ ‘ต่อสู้’ ในเรื่องของ ‘ความอ้วน’ อยู่ตลอดเวลา ไม่ใช่แค่การให้ความหมายว่า หล่อ-ไม่หล่อ สวย-ไม่สวย ทว่าแม้แต่ในเรื่องทางการแพทย์ (ซึ่งเรามักจะคิดว่าเป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ที่จริงแท้แน่นอนวัดกันได้ด้วยตัวเลขสถิติ) การให้ ‘ความหมาย’ ต่อ ‘ความอ้วน’ ก็ยังเปลี่ยนแปลงไปมาไม่คงที่เลย
เราลองมา ‘สำรวจ’ ความคิดความเห็นที่ผู้คนมีต่อ ‘ความอ้วน’ กันหน่อยดีไหมครับ เพราะเชื่อขนมกินได้ว่า ตัวคุณเอง (ใช่-คุณนั่นแหละ) ต้องกำลังคิดว่าตัวเองมี ‘ปัญหา’ กับรูปร่างหน้าตาของตัวเองแน่ๆ
โธ่! ก็มาตรฐานความหล่อความสวยของนายแบบนางแบบในโลกนี้น่ะ มันเป็นแค่มาตรฐานของคนส่วนน้อยในสังคมเท่านั้นนี่ครับ!
1 ความอ้วน : ผลผลิตของสังคม
ในหนังสือเรื่อง ‘มาจากแดนผีดิบ’ อันเป็นชีวประวัติของปาสกัล ขู เชว หนุ่มกะเหรี่ยงคนหนึ่งที่ลี้ภัยการเมืองไปอยู่ในอังกฤษ เขาเล่าว่าประหลาดใจเป็นอันมากที่ได้เห็นคนอังกฤษพากันออกกำลังกาย เขาบอกว่าสำหรับชาวกะเหรี่ยงแล้ว ถ้ามีเวลาว่าง ทุกคนก็อยากแต่จะนั่งเฉยๆ เพราะ ‘ทำงาน’ หนักมาแล้วทั้งวัน
ที่จริง คนอังกฤษก็ทำงานหนักมาแล้วทั้งวัน แต่แน่นอน-คำว่า ‘งาน’ ของคนกะเหรี่ยง กับ ‘งาน’ ของคนอังกฤษ นั้นไม่เหมือนกัน
โลกแห่งทุนและโลกาภิวัตน์ทำให้ ‘งาน’ ของมนุษย์ เปลี่ยนโฉมหน้าไป และการเปลี่ยนโฉมหน้าของงานนี้เอง ที่ส่งผลสะเทือนต่อรูปร่างหน้าตาและแม้แต่ ‘น้ำหนัก’ ของมนุษย์
คุณเชื่อไหมว่า ก่อนการปฏิวัติอุตสาหกรรม มนุษย์แทบไม่มีใครสนใจปัญหาเรื่องอ้วนผอมสักเท่าไหร่ ในสมัยโบราณ ความอ้วนนั้นมองได้สองมิติ คือในเรื่องของวัยกับชนชั้น คือถ้าเป็นคนในชนชั้นธรรมดาหรือไพร่ฟ้าทั่วไป ตอนหนุ่มสาวก็ล้วนแต่ต้องทำงานใช้แรงงาน ทำให้ไม่มีใครมีปัญหาเรื่องน้ำหนักเกิน ยกเว้นคนที่มีปัญหาทางสุขภาพจริงๆเท่านั้น (อาทิเช่นเป็นโรคบางอย่างที่ทำให้อ้วน หรือเป็นพันธุกรรม) จนเมื่ออายุมากขึ้น ฮอร์โมนในร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงแล้วเท่านั้น ร่างกายจึงจะสะสมไขมันมากขึ้นจนอ้วน
ความอ้วนในยุคโบราณ ไม่ว่าจะเป็นตะวันตกหรือตะวันออก ล้วนถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของความสมบูรณ์พูนสุข แม้แต่มนุษย์ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ยังมีการสร้างรูปปั้นเล็กๆที่เรียกว่า เทพีวีนัส (Venus Figurine) ซึ่งเป็นรูปผู้หญิงอ้วน ขึ้นมาเป็นสัญลักษณ์แห่งการสร้างสรรค์ก่อกำเนิดสรรพชีวิต และเป็นเครื่องหมายของความอุดมสมบูรณ์เลยครับ ความอ้วนโดยนัยนี้จึงเกี่ยวพันกับชนชั้นอย่างยากจะแยก เรื่องนี้อธิบายกันได้ง่ายๆครับ ว่าคนในชนชั้นสูง ไม่ว่าจะเป็นกษัตริย์หรือขุนนาง ย่อมไม่ต้องทำงานใช้แรงงาน เมื่อไม่ได้ใช้แรงงาน ความอ้วนก็มาเยือน และเมื่อความอ้วนมักปรากฏอยู่กับคนในชนชั้นสูง คนทั่วไปจึงผูกโยงความหมายของความอ้วนเข้ากับความสมบูรณ์พูนสุขได้ไม่ยากนัก
ความอ้วนในยุคโบราณยังถูกผูกโยงเข้ากับความรู้อีกต่างหาก ก็อย่างที่บอกไงครับ ว่าความอ้วนมักจะมากับวัย เมื่อมากับวัยก็แปลว่ามากับประสบการณ์แห่งชีวิต ทำให้หนุ่มสาวที่ไม่อ้วนมองความอ้วนกันด้วยความคารวะ คนจีนโบราณนั้นถือกันว่า ใครอ้วนหน้าแดงแปลว่ามีเลือดฝาด มีบารมี มีความอุดมสมบูรณ์ดี (หารู้ไม่ว่าคนอ้วนที่หน้าแดงเพราะเลือดสูบฉีดนั่น อาจกำลังป่วยด้วยโรคความดันโลหิตสูงอยู่ก็ได้!)
อย่างไรก็ตาม แม้ ‘ความอ้วน’ ในยุคโบราณจะได้รับการยกย่องเชิดชูว่าเป็นภาวะของคนมีบุญญาบารมี มีอำนาจวาสนา แต่ก็จัดเป็นเรื่องทางโลกย์ล้วนๆ เพราะจริงๆแล้ว ในสมัยโบราณก็มีการอดอาหารอยู่เหมือนกัน ทว่าการ ‘อดอาหาร’ ของคนในสมัยโบราณนั้นไม่ได้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ‘ลดความอ้วน’ นะครับ
ถ้าความอ้วนเป็นภาวะสมบูรณ์พูนสุขทางโลกย์ การอดอาหารในยุคโบราณ ก็เป็นไปเพื่อเป้าหมายทางโลกุตระ
ชาวกรีกโบราณควบคุมอาหารเพื่อควบคุมความต้องการของตัวเอง ชาวมุสลิมมีพิธีถือศีลอดเพื่อชำระร่างกาย เช่นเดียวกับชาวยิวและชาวคริสต์ อย่างเช่นเหล่าพระในคริสต์ศาสนายุคกลางก็มีการอดอาหารเพื่อพลีกรรมใช้โทษบาป และแม้แต่พระพุทธเจ้าเอง ก็ยังเคยทรงบำเพ็ญทุกรกิริยา ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ได้มีเป้าหมายทางโลกย์เลยสักนิด คำว่า ‘อดอาหาร’ (fasting) ของพิธีกรรมเหล่านี้จึงไม่เท่ากับความหมายของการ ‘ลดความอ้วน’ (dieting)
มนุษย์เรามาเริ่ม ‘ลดความอ้วน’ ด้วยเป้าหมายทางโลกย์กันเป็นครั้งแรก ก็ในยุคปลายวิคตอเรียน โดยเริ่มกันที่พวกฝรั่งตะวันตกก่อน แน่นอน ระยะแรกก็ผูกโยงเข้ากับ ‘ความสูงส่ง’ ของการอดอาหาร คือเห็นว่าอดอาหารแล้วผอม ทำให้กลายเป็นค่านิยมในหมู่ชนชั้นสูงก่อน แล้วที่สุดในปลายศตวรรษที่ 19 ‘ความผอม’ (slenderness) ก็ได้กลายเป็นมาตรฐานความงามไป และแล้ว ความหมายของ ‘การอดอาหาร’ ก็เปลี่ยนไป จากเป้าหมายทางวิญญาณ เหลือแค่เรื่องของร่างกายล้วนๆ
คำถามถัดมาก็คือ เมื่อคนคลั่งความผอม แล้วเพราะเหตุใด จู่ๆสังคมโลกก็เกิดความกลัวต่อโรคอ้วนขึ้นมาอีก ทำไมถึงมีคนอ้วนเพิ่มจำนวนขึ้นในโลกมากมาย
คำตอบอยู่ที่วิถีชีวิตสมัยใหม่ครับ!
2 ทำไมเราถึงอ้วน
คำถามที่ว่า Why are we so fat? ถูกตั้งเป็นชื่อบทความในโดยนิตยสาร National Geographic ฉบับสิงหาคม ปี 2004 บทความนั้นระบุว่า ในหมู่คนอังกฤษ มีประชากรจำนวนมากถึง 65% ที่น้ำหนักเกิน (overweight) และอีก 20% ที่ทางการแพทย์ระบุว่าเป็นโรคอ้วน (obesity) ขณะที่ในอเมริกา มีคนที่เป็นโรคอ้วนมากถึง 30% และเชื่อกันว่า ในจำนวนผู้เสียชีวิตในแต่ละปีนั้น มีมากถึง 30,000 ราย ที่เสียชีวิตด้วยสาเหตุเพราะโรคอ้วน หรือไม่ก็เกี่ยวข้องกับโรคอ้วน
ด้วยเหตุผลทางการแพทย์เหล่านี้ ‘โรคอ้วน’ จึงกลายเป็นมหันตภัย มีการใช้ถ้อยคำพูดถึงความอ้วนอย่างน่ากลัวและน่ารังเกียจหลายคำ อาทิเช่นการระบุว่า ‘โรคอ้วนคือโรคเรื้อรังที่ไม่มีทางรักษา และต้องเยียวยากันไปจนตลอดชีวิต’ มีการใช้คำว่า obesity epidemic อย่างเป็นทางการ เป็นการยกระดับโรคอ้วนให้กลายเป็น ‘โรคระบาด’ ที่แพร่ไปในหมู่คน และที่สุด วงการแพทย์ตะวันตกก็ก้าวไกลไปถึงขั้นสรุปว่า โรคอ้วน (ในฐานะ ‘โรคระบาด’) นั้น น่ากลัวกว่าโรคเอดส์ เพราะมันทำให้เกิดความสูญเสียทางเศรษฐกิจมากกว่า
อย่างไรก็ตาม บทความในนิตยสาร National Geographic ฉบับนั้น (รวมถึงอีกหลายบทความในระยะเดียวกัน เช่นบทความของ Newsweek) ระบุว่า ภาวะโรคอ้วน (ที่ถูก ‘ยกระดับ’ ให้เป็นโรคระบาด) นั้น ส่วนใหญ่ไม่ใช่ภาวะที่เกิดจากการบริโภคที่ล้นเกิน แต่เกิดจากพันธุกรรมต่างหาก ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะไปสอดคล้องกับบทความในวารสาร Journal of the American Medical Association ฉบับปี 1924 โน้น ที่ระบุว่าโรคอ้วนเกิดจาก ‘กระบวนการเมตาโบลิซึมที่ทำงานผิดปกติ’
แต่แล้ววงการแพทย์ (ยุคใหม่) ก็ออกมาตอบโต้ โดยมีรายงานจาก Institute of Medicine ในอเมริกา ระบุว่า ‘ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงในพันธุกรรมอะไรมากมายนัก แต่ความอ้วนเพิ่มมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เพราะฉะนั้น โรคอ้วนในปัจจุบันจึงไม่น่าจะเป็นผลมาจากพันธุกรรม รากของปัญหาน่าจะอยู่ที่แรงขับเคลื่อนทางสังคมและวัฒนธรรมมากกว่า’
งานวิจัยทางสังคมว่าด้วย ‘ความอ้วน’ ก็ดูจะบ่งชี้คล้ายๆกัน เพราะพบว่า กลุ่มประเทศที่มีคนอ้วนมากที่สุดในโลก คือประเทศที่พัฒนาและมีเศรษฐกิจเสรีกันแบบสุดๆ อย่างเช่น อังกฤษ อเมริกา หรือออสเตรเลีย ขณะที่ประเทศพัฒนาแล้ว แต่ไม่เปิดโอกาสให้เศรษฐกิจเสรีมากนัก (เช่นมีการควบคุมสื่อโฆษณาในรายการโทรทัศน์ของเด็ก ฯลฯ) อย่างประเทศในแถบสแกนดิเนเวีย ปรากฏว่ามีสัดส่วนของคนที่เป็นโรคอ้วนน้อยกว่า
ในมุมมองนี้ ความอ้วนที่เพิ่มขึ้นจึงเป็น ‘ผลผลิต’ ของสังคมทุนนิยมเสรีนิยม โดยมีการระบุว่า ‘งาน’ ที่คนในสังคมสมัยใหม่ทำส่วนใหญ่เป็นงานภาคบริการหรืองานข้อมูลข่าวสารที่ไม่ใช่งานในภาคการผลิต ทำให้ใช้พลังงานน้อย ขณะเดียวกันก็ต้องรีบเร่งทำงาน จึงมีการบริโภคอาหารประเภทฟาสต์ฟู้ดหรืออาหารนอกบ้านมากกว่าในอดีต
ด้วยเหตุนี้ ‘ความอ้วน’ จึงเป็นเรื่องที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง เพราะทั้งๆที่ความอ้วนเป็นผลผลิตของสังคมยุคใหม่โดยแท้ แต่สังคมยุคใหม่เอง กลับต้องการจะ ‘กำจัด’ ความอ้วนออกไป ด้วยเห็นว่าเป็นมาตรฐานรูปร่างหน้าตาอันไม่พึงปรารถนา เราจึงพบเห็นคนที่ทำงานๆๆ แล้วก็ไปปั่นจักรยานๆๆ อยู่ในฟิตเนสกันเป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ก็เพื่อพยายามประทังชีพให้อยู่ในกรอบสองกรอบ คือกรอบของวิถีชีวิตและการทำงานยุคใหม่ที่ทำให้อ้วน กับกรอบของความไม่ยอมอ้วนจนต้องพยายามทรมานตัวเอง ซึ่งทั้งสองกรอบนี้ ถูกกำกับด้วยกรอบทางการแพทย์อีกชั้นหนึ่งซึ่งบอกว่าความอ้วนทำให้สุขภาพไม่ดี
คำถามก็คือ คุณอยากกระโดดออกมาจากกรอบพวกนี้กันบ้างไหม?
เราจะอ้วนและภูมิใจในความอ้วนของเราได้ไหม?
3 อ้วนและอายุยืน : มุมมองใหม่ทางการแพทย์
กรอบทางการแพทย์ดูเหมือนจะมีอิทธิพลสูงสุด เพราะมันหมายถึงความเป็นความตาย ทำให้หลายคนต้องพยายามกำจัดความอ้วนกันอย่างแข็งขัน
แต่คุณรู้ไหมครับ ว่าเอาเข้าจริง กรอบทางการแพทย์เองก็ไม่ได้อยู่นิ่งๆหรอก แต่มันเลื่อนไปเลื่อนมาประเดี๋ยวก็บอกว่ากินไข่มากๆไม่ดี คอเลสเตอรอลสูง แต่อีกเดี๋ยวก็ออกมาสนับสนุนให้กินไข่ เรื่องอ้วนก็เช่นเดียวกัน
เราอาจจะเคยคิดว่าความอ้วนเป็นเรื่องเลวร้ายต่อสุขภาพจนต้องพยายามลดน้ำหนัก แต่ตอนนี้เห็นทีจะต้องระมัดระวังเรื่องการลดน้ำหนักกันหน่อยแล้วครับ
เหตุผลก็คือ-มีงานวิจัยใหม่ที่ระบุออกมาว่า คนที่น้ำหนักเกินโดยทั่วไป (คือไม่เกี่ยวกับคนที่อ้วนมากจนถึงขั้นเรียกว่าเป็นโรคอ้วนหรือ obesity รวมทั้งคนน้ำหนักเกินที่มีโรคต่างๆที่เกี่ยวกับความอ้วน อย่างเช่นโรคเบาหวาน) นั้น ถ้าพยายามจะลดน้ำหนักด้วยความหวังว่าสุขภาพจะดีขึ้น ปรากฏว่ในระยะยาวกลับมีอายุสั้นกว่าคนที่คงความอ้วนของตัวเองอยู่อย่างนั้น
งานวิจัยนี้ทำกันที่ฟินแลนด์ โดยติดตามคู่แฝดมากถึงเกือบ 20,000 คน เป็นเวลานานกว่า 24 ปี ที่ต้องใช้คู่แฝดก็เพราะพันธุกรรมจะเหมือนกัน ทำให้สามารถแยกผลของสิ่งแวดล้อมออกมาได้ง่ายกว่า โดยมีการสำรวจถึงน้ำหนักและความต้องการจะลดน้ำหนักในปี 1975 แล้วก็คอยเก็บข้อมูลต่างๆมาเรื่อยๆจนถึงในปี 1981 ก็มีการสำรวจอีกรอบ เพื่อดูว่ามีใครเสียชีวิตจากสาเหตุใดกันบ้าง
ศาสตราจารย์แจ๊คโค คาปริโอ จากมหาวิทยาลัยเฮลซิงกิ กล่าวว่าผลการวิจัยระบุว่า การลดน้ำหนักในคนที่น้ำหนักเกินแต่ว่าสุขภาพโดยทั่วไปไม่มีปัญหานั้น ในระยะยาวจะส่งผลร้ายมากกว่าผลดี เขาบอกว่า การลดน้ำหนักมีความสัมพันธ์กับการเสียชีวิตเร็วขึ้น โดยเหตุผลหนึ่งก็คือ การลดน้ำหนักทำให้คนเราสูญเสียเนื้อเยื่อทั้งที่มีไขมันและไม่มีไขมันไปพร้อมๆกัน ในกลุ่มตัวอย่างสุดท้าย 2,957 คนนั้น พบว่า มีคนที่เสียชีวิตไปแล้ว 268 คน และที่ทำให้นักวิจัยต้องประหลาดใจก็คือ คนที่เสียชีวิตไปก่อน ส่วนใหญ่เป็นคนที่พยายามลดน้ำหนักทั้งสิ้น
ผลการวิจัยในอเมริกาก็ยืนยันคล้ายๆกัน กล่าวคือ มีการสำรวจในกลุ่มตัวอย่างวัยกลางคน 6,391 คน ในระยะเวลา 9 ปี พบว่าอัตราการเสียชีวิตนั้น เกิดขึ้นในกลุ่มคนที่มีการลดน้ำหนัก ขณะที่คนที่รักษาน้ำหนักไว้คงเดิม (แม้จะอ้วน-ซึ่งในกรณีนี้มีทั้งคนที่น้ำหนักเกิน และคนที่เป็นโรคอ้วนด้วย) กลับมีอัตราการมีชีวิตอยู่ที่มากกว่า
เรื่องนี้ ทอม แซนเดอร์ส ศาสตราจารย์ด้านสารอาหารจากคิงส์คอลเลจ ในลอนดอน กล่าวว่ายังเป็นข้อมูลที่ยากจะตีความ เพราะข้อขัดแย้งอันหนึ่งก็คือ คนตะวันตกนั้น ได้รับไขมันมากกว่าคนจากซีกโลกอื่น แต่ว่าก็มีอายุยืนกว่าด้วย
ได้ฟังเรื่องนี้แล้ว อย่าเพิ่งรีบด่วนตัดสินใจว่าจะเลิกลดน้ำหนักหรือพยายามรักษาความอ้วนกันต่อไป เพราะสิ่งที่อยากชี้ให้คุณเห็น ไม่ใช่การด่วนตัดสินว่าใครถูกใครผิด แต่อยากให้คุณเห็นว่า แม้แต่ในวงการแพทย์ ซึ่งเราถือว่าเป็นวิทยาศาสตร์ และมักยึดถือเป็นสรณะคิดว่าถูกต้อง ก็ยังมีการ ‘ต่อสู้’ ถกเถียงใน ‘วาทกรรม’ ต่างๆกันอยู่เสมอ โดยเฉพาะในเรื่องของความอ้วน
แม้แต่ในทางการแพทย์ ‘ความหมาย’ ของความอ้วนก็ยังแปรเปลี่ยนไปมาอยู่ตลอดเวลา เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้าย จึงยิ่งไม่ต้องพูดถึงกรอบทางสังคม ว่าการให้ความหมายของความอ้วนจะเปลี่ยนแปลงมากมายแค่ไหน
ถึงที่สุดแล้ว คุณจะอ้วนหรือผอมมันก็ไม่สำคัญหรอกครับ สำคัญที่ว่า คุณภูมิใจในร่างกายของคุณเองมากแค่ไหน
ก็ใครจะไปวิ่งตามการให้ความหมายของร่างกายที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาได้ทันกันเล่า!



