เดือนมกราคมของปีใหม่ 2550 กำลังผ่านไปอย่างรวดเร็วแทบไม่ได้ตั้งตัว หลายๆเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาตั้งแต่วันส่งท้ายปีเก่าจนถึงวันนี้ ได้สร้างความสับสนอลหม่านและความแตกแยกทางความคิดให้กับคนไทยอีกครั้ง แม้จะไม่มีการปะทะอย่างรุนแรงเหมือนปีที่ผ่านมาแต่ก็แสดงให้เห็นถึงรอยปริร้าวในสังคมไทยอย่างชัดเจนมากขึ้นว่า ใครอยู่ข้างใคร เชียร์ใคร แช่งใคร ทำลายใครและเพื่ออะไร ทั้งหมดนี้ความเป็นไปของโลกที่เราไม่สามารถคาดเดาได้ว่าจุดจบสุดท้ายจะเป็นอย่างไร เราที่มั่นใจ เชื่อถือและยึดมั่นในหลักธรรมคำสอนของแต่ละศาสนาหรือทฤษฎีต่างๆที่ใช้ในการดำเนินชีวิตกันอยู่ ก็จงยึดมั่นกันอย่างหนักแน่นต่อไป แต่จะเป็นแก่นหรือกระพี้หรือไม่นั้น ผลกรรมในอนาคตจะเป็นคำตอบสุดท้ายให้กับทุกคนแน่นอน
ตราบใดที่ทุกคนยังใส่เสื้อสีเหลืองพร้อมสายรัดข้อมือสีเหลืองเหมือนกัน แต่เข้าใจหรือตีความคำว่า ‘ สมานฉันท์ ’ แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ตราบนั้นคำว่า ‘ Enough is enough ’ ที่หลุดมาจากปากของใครบางคน ก็ยังคงมีหลากหลายความหมายให้ตีความและเชื่อถือไม่ได้อยู่เหมือนเดิม
ในช่วงกลางเดือนแรกของปีใหม่จนถึงกลางเดือนหน้า ผมก็ยังไม่มีบทความอะไรเป็นพิเศษมาเพิ่มเติมให้กับคุณที่ติดตามกันมาตลอด นอกจากการแนะนำอัลบั้มใหม่ๆที่ออกวางขายในช่วงนี้ พร้อมกับความคิดเห็นมากบ้างน้อยบ้างของแต่ละอัลบั้ม โดยรวบรวมมาจากคอลัมน์รีวิวอัลบั้มของนิตราสารหลายๆฉบับที่ผมเขียนส่งให้เป็นประจำ และคัดเลือกมาลงในคอลัมน์นี้เป็นพิเศษเพื่อคุณโดยเฉพาะทุกๆเดือนเช่นกัน
พบกันใหม่กลางเดือนหน้าครับ.
................................................................................
ศิลปิน The Magic Numbers
อัลบั้ม Those The Brokes
สังกัด EMI
2 หนุ่มนักดนตรีโฟล์คตัวอวบอ้วนที่ต่างนำน้องสาวตัวอวบอ้วนของตัวเองมาร่วมวงจนโด่งดังกับอัลบั้มชุดแรก ‘ The Magic Numbers (2005)’ เลยทำให้พวกเขากลายเป็นวงดนตรีหน้าใหม่ที่ถูกจับตามองมากที่สุดของเกาะอังกฤษเมื่อปีกลาย เนื่องจากดนตรีของวง The Magic Numbers ช่างไพเราะมหัศจรรย์และมีท่วงทำนองที่ละม้ายใกล้เคียงกับวงดังในอดีตอย่าง The Mamas & The Papas และ The Flaming Lips เสียนี่กระไร
ความโปร่งใสของดนตรีโฟล์คบวกกับความพ๊อพของเมโลดี้ และเสียงร้องที่อบอุ่นครื้นเครงมองโลกในแง่ดี The Magic Numbers จึงถูกส่งขึ้นไปอยู่แถวหน้าของวงพ๊อพร็อคแห่งเกาะอังกฤษได้ชั่วข้ามคืนด้วยผลงานและฝีมือล้วนๆ แทร็ค ‘ Take A Chance ’ ซิงเกิลแรกจากอัลบั้มล่าสุด ก็ไม่ด้อยกว่าเพลงฮิตต่างๆจากอัลบั้มแรกแม้แต่น้อย ไม่ว่าจะเป็นเมโลดี้ เสียงประสาน เนื้อเพลงรักที่ให้กำลังใจ กับจังหวะปานกลางที่สร้างความครึกครื้นให้เราได้ทุกกาละและเทศะ และอีก 12 แทร็คที่เหลือจะเป็นสิ่งที่ยืนยันว่า 5 คะแนนเต็มจากผมไม่เสียเปล่า ทั้งยังการันตีได้ว่า ไม่ผิดหวังสำหรับคนที่เป็นแฟนเพลงของพวกเขาแน่นอน แม้อัลบั้มชุดนี้สาวตัวอวบทั้งสองคนจะรับหน้าที่ประสานเสียงมากกว่าร้องนำก็ตาม
ตัวเลขอัศจรรย์ที่อุดมไปด้วยความไพเราะและงดงามของท่วงทำนองแห่งดนตรีโฟล์คร็อค.
ศิลปิน Various Artists
อัลบั้ม Jazz Party : The Ultimate Groove
สังกัด Hitman
บรรยากาศของงานเลี้ยงและปาร์ตี้ยังคงดำเนินต่อไป ตราบใดที่เรายังคงอยู่ในเดือนแรกของปีใหม่คือ มกราคม ทุกๆปาร์ตี้ย่อมมีเพลงด๊านซ์ในสไตล์ต่างๆที่เป็นตัวขับเคลื่อนให้แต่ละปาร์ตี้มีความสนุกสนาน สร้างความเบิกบานสำราญใจแก่ผู้คนที่มา บางปาร์ตี้แค่ได้มาพบปะพูดคุยกันก็สนุกแล้ว แต่บางปาร์ตี้ก็ต้องมีดีเจหรือวงดนตรีชั้นนำมาช่วยทำหน้าที่บรรเลงและเปิดเพลงให้ทุกคนได้ลุกขึ้นปลดปล่อยอารมณ์กัน แล้วปาร์ตี้ที่ไม่มีทั้งดีเจและนักดนตรีแต่ทุกคนอยากเต้นรำและนั่งคุยไปด้วยทำอย่างไรดี ?
อัลบั้ม ‘ Jazz Party ’ คือคำตอบสุดท้ายให้แก่คุณ เนื่องจากได้รวมเอาบีทดนตรีเต้นรำทั้งฮิปฮอป,เบรคบีท,ดรัมแอนด์เบส,ดาว์นเท็มโปและ Chilled Out มาให้คุณอย่างครบถ้วน ซึ่งทุกแทร็คถูกควบคุมด้วยดนตรี แจ๊สที่มีทั้งเมโลดี้ เสียงร้องและความซับซ้อน แต่ไม่ต้องปีนบันไดฟังอีกต่อไป เพราะมันคือดนตรีแจ๊สที่ผ่านการกลั่นกรองมาอย่างดีสำหรับทุกงานปาร์ตี้โดยเฉพาะ
ทุกๆแทร็คถูกเลือกมาจากผลงานเยี่ยมของศิลปินแจ๊สชื่อดังจากฝั่งยุโรปของค่าย Hitman ที่คุณคุ้นเคยและรู้จักดีอยู่แล้ว .....ลุกขึ้นเต้นได้เลยไม่ต้องคิดมากอีกแล้ว !
ศิลปิน Moby
อัลบั้ม Go – the very best of Moby
สังกัด EMI
ชายหนุ่มชาวอเมริกันทายาทนักเขียนคนดังเจ้าของวรรณกรรมผจญภัยอมตะ Moby Dick ที่รักในการกินมังสวิรัติคนนี้เริ่มต้นจากการเป็นดีเจ แล้วหันมาทำเพลงแนวเทคโน-พ๊อพจนมีชื่อเสียงโด่งดังมาตั้งแต่ต้นยุค 90s หลังจากนั้นก็หันมาเป็นศิลปินเต็มตัวโดยออกขายอัลบั้มต่างๆมาจนถึงวันนี้รวม 8 อัลบั้ม มีเพลงฮิตมากมายจนต้องออกรวมวางเกือบทุกปี จำได้ว่าผมมีอัลบั้มรวมฮิตเพลงต่างๆจากทุกอัลบั้มของเขาไม่ต่ำกว่า 4-5 อัลบั้มอยู่บนชั้นวางซีดี
มาถึงปลายปีนี้ความไพเราะอมตะของแต่ละซิงเกิลที่ฮิตถล่มทลายมาแล้ว อาทิ ‘ Go ’, ‘ Why Does My Heart Feel So Bad? ’, ‘ Porcelain ’, ‘ Natural Blues’, ‘ Body Rock ’ หรือ ‘ Lift Me Up ’ เป็นต้น ที่บรรดา Party Animals ทั้งหลายดิ้นกระจายเสมอมา เพลงของนาย Moby ไม่ได้เป็นแค่เพลงเทคโนเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมไปจนถึงแนวเพลงเต้นรำอื่นอย่าง House, Breakbeat, Trip Hop และ Chilled Out ด้วย
อัลบั้มรวมเพลงที่ดีที่สุดของเขาชุดนี้มีเพลงใหม่แนว Electro-Tech- House แถมมาให้ด้วย 1 เพลงชื่อ ‘ New York New York ‘ ที่ได้คุณป้าจอมพังค์ Debbie Harry นักร้องนำวงดังในอดีต Blondie มาตะโกนร้องให้ด้วย แฟนพันธุ์แท้ของนาย Moby คงสุขีกับอัลบั้มชุดนี้ของเขาเหมือนเดิม ใช่มั้ยครับ ?
ศิลปิน The Bird and The Bee
อัลบั้ม The Bird and The Bee
สังกัด EMI
ต้อนรับเดือนแห่งความรักกับดนตรีอินดี้พ๊อพใสๆกลิ่นอายแจ๊ส ที่จะทำให้คุณสดใสไม่แตกต่างกับเช้าอันเจิดจ้าของวันวาเลนไทน์ ซึ่งจะเป็นวันที่มีอากาศอบอุ่นและยังถูกห่อหุ้มด้วยกลิ่นอายของลมหนาวที่หลงทางจากเดือนที่ผ่านมา รอบๆตัวคุณและทุกสถานที่ๆพาดผ่านจะถูกประดับประดาไปด้วยสารพันสีสันของดอกไม้นานาพรรณที่โดดเด่นไปด้วยสีแดงของดอกกุหลาบ ที่กำลังจะถูกคู่รักนำไปมอบให้แก่กันและกันเพื่อเป็นการสื่อสารยืนยันว่า ‘ ฉันรักเธอ ’ กันทั้งวัน
ทุกเพลงในอัลบั้มแรกของวงหน้าใหม่ที่มีชื่อว่า ’ The Bird and The Bee ‘ ซึ่งใช้ชื่อวงแทนชื่ออัลบั้ม คือดนตรีซาว์นดแทร็คที่ควรใช้เปิดกล่อมประกอบบรรยากาศวันอันสดชื่นที่สุดของปี(วันวาเลนไทน์ )ให้กับทุกคู่รัก หนึ่งสาวที่มีหน้าตาและน้ำเสียงสวยสดใสดั่งแก้วคริสตอล Inara George เป็นชื่อของเธอโดยมี Lowell George สมาชิกวงบลูส์ชื่อดัง Little Feat เป็นคุณพ่อ เรียนด้านการแสดงละครเช็คส์เปียร์ที่บอสตัน แต่เขียนเพลงเก่งและร้องเพลงได้ไพเราะไม่แพ้ใครในโลก ตั้งวงดนตรีกับเพื่อนๆสมัยเรียนมัธยมชื่อ Lode ผลงานชิ้นแรกเป็นอีพีได้ออกกับยักษ์ใหญ่ Geffen ชื่อ ‘ Legs & Arms ’ ในปี 1996 มีผลงานเดี่ยวสไตล์อินดี้ร็อคอีกหนึ่งอีพีโดยร่วมทำกับ Byron Atkinson ในปี 2002 คือ ‘ All Rise ’ โดยมี Michael Andrews เป็นโปรดิวเซอร์ และได้แนะนำให้รู้จักกับหนุ่ม Greg Kurstin นักสร้างสรรค์เสียงคนเก่งที่เคยเล่นให้กับ Beck และ Robert Moog รวมทั้งเป็นโปรดิวเซอร์ให้กับ Lily Allen, The Flaming Lips และ Peaches มาแล้ว ทั้งสองได้ร่วมกันตั้งวงชื่อ The Bird and The Bee ในเวลาต่อมา
ดนตรีพ๊อพแจ๊สกับเสียงอิเลคโทรนิคโบราณยุค 60s ผสมผสานกับความสดใสคึกคักของดนตรีอินดี้พ๊อพที่เน้นความแปร่งโปร่งของอะคูสติกกีตาร์ และเสียงร้องหวานใสปานระฆังแก้วคริสตัลของ George ได้ถูกหลอมละลายตกผลึกแยกส่วนออกมาได้ 10 เพลง ที่คุณมิอาจให้ความสนใจสิ่งรอบตัวอื่นๆได้อีกต่อไปหลังกดปุ่ม Play เพลงแรก ‘ again & again ’ จนถึงเพลงสุดท้าย ‘ spark ’ แล้วคุณก็ยอมให้มันเล่นย้อนกลับมาที่เพลง ‘ again & again ’………….. จนลืมกดปุ่ม Stop ไปในที่สุด
แทร็ค ‘ f-cking boyfriend ’, ‘ la la la ’, ‘ my fair lady ’, ‘ I hate camera ’ และ ‘ spark ’ ได้ดูดกลืนความทรงจำเพลงโปรดปราณจากงานอัลบั้มที่ไพเราะยอดเยี่ยมของ Ivy, Everything But The Girl, Psapp, Lily Allen, Jem, Frou Frou, Sia และ Zero 7 ไปจากบางรอยหยักสมองของผมเกือบหมดสิ้น เพราะผมไม่เคยได้ยินนักร้องผู้หญิงคนไหนที่ร้องคำว่า ‘ f-ck ’ ได้ไพเราะที่สุดในโลกเท่ากับเธอ
วันวาเลนไทน์ปีนี้คงไม่มีดอกไม้ช่อไหนสวยที่สุด และความรักของใครจะงดงามสดชื่นเท่ากับ 10 เพลงของ The Bird and The Bee อีกแล้ว.
ศิลปิน Babyshambles
อัลบั้ม The Blinding E.P
สังกัด EMI
งานชิ้นใหม่ล่าสุดของร็อคสตาร์ขี้ยาคนดังของประเทศอังกฤษ Pete Doherty อดีตแกนนำวงการาจพังค์ชื่อดัง The Libertines ที่มีอัลบั้มแค่ชุดเดียวก็แยกวง เพราะทนความไม่รับผิดชอบและอาการเมายาของ Pete ไม่ไหว ปี 2004 เขาได้ตั้งวงใหม่ Babyshambles โดยมีอดีตเพื่อนบางคนจากวงเดิมมาเป็นสมาชิก ออกผลงานซิงเกิลแรกก็โด่งดังไม่แพ้วงเก่า แต่ก็ไม่สามาถทำซิงเกิลต่อมาและตระเวนออกทัวร์ได้เพราะ Pete เสพยามากเกินไป ในที่สุดเขาก็กลับมาทำงานต่ออีกจนได้ โดยมี Mick Jones อดีตวง The Clash มาเป็นโปรดิวเซอร์ให้ มีซิงเกิลแรกคือ ‘ Fuck Forever ’ และอัลบั้มเต็ม ‘ Down In Albion ’ ออกวางขายในอังกฤษเมื่อปีที่ผ่านมา
อีพีชุดนี้เพิ่งออกวางตามหลังมาได้ไม่นานก่อนหน้า Pete จะเดินทางมาเมืองไทยพร้อมแฟนสาวนางแบบขี้ยาคนดัง Kate Moss และบินกลับไปแต่งงานกันอีกที ทั้ง 4 เพลง Pete ได้ลดทอนความโครมครามและโกรธเกรี้ยวลงไปเยอะ แถมมีเพลงบัลลาดช้าๆกับจังหวะสกาอารมณ์ The Kink มาให้ฟังกันอีกด้วย
แม้จะเสพยาจนเกือบเสียคนแต่เมื่อเขาตั้งใจทำเพลงจริงๆ Pete กับเพื่อนๆใน Babyshambles ก็ไม่เคยทำให้เราผิดหวัง
ศิลปิน Various
อัลบั้ม Rendezvous Lounge 2 by Dj Mark Gorbulew
สังกัด Hitman
Dj Mark Gorbulew เป็นดีเจที่เปิดสไตล์ Lounge และ Chilled Out โดยในเซ็ทของเขาจะเน้นไปทางแนว Nu Jazz และ Electronic เขาเป็นดีเจประจำอยู่ที่ Au Bar อีกหนึ่งคลับดังของนิวยอร์คถึง 18 ปี ก่อนออกตระเวณเปิดแผ่นตามคลับดังทั่วโลกอย่าง St.Tropez หรือ Café’ Del Mar
อัลบั้มรวมเพลงชิลล์เอ้าท์ที่เราเคยฟังกันส่วนมาก จะเน้นความหลากหลายของดนตรีทั้งพ๊อพ แจ๊ส โซล หรืออิเลคโทรนิกา แต่อัลบั้ม ‘ Rendezvous Lounge 2 ’ จะเน้นไปทาง Nu Jazz ที่ค่อนข้างหาฟังยาก เพราะเป็นดนตรีแจ๊สที่แตกต่างจากคอแจ๊สทั่วๆไปนิยมฟังกัน และคอแจ๊สแท้ๆก็ไม่ชอบสไตล์นี้ด้วยเช่นกัน เพราะมันเจือ ความเป็นพ๊อพและเทรนด์ดี้ที่หรูหราเข้ามามากเกินไป
งานเยี่ยมๆพริ้วๆล่องลอยทั้งอัลบั้มถูกเขาคัดเลือกมาจากศิลปินระดับยอดฝีมือทั่วโลก หลายคนอาจไม่เคยรู้จักนามกรของศิลปินพวกนี้มาก่อน อาทิ Praful, Adani & Wolf, Marc Anthoine, Scott Yahny, Tassel & Natural ที่ได้คนดังอย่าง Dj Cam มาร่วมงานหรือ Camiel เป็นต้น
ไม่เห็นต้องแคร์ เพราะความรู้สึกที่ได้รับหลังฟังอัลบั้มชุดนี้จบ คือความรู้สึกเดียวกันกับที่ได้รับจากการฟังงานเพลงเยี่ยมๆในอัลบั้ม Hotel Costes, Buddha Bar หรือ Café’ Del Mar
บางทีอาจดีกว่าเสียด้วยซ้ำ.....
ศิลปิน Montefiori Cocktail
อัลบั้ม Appetizer Vol. 1
สังกัด EMI
รู้สึกว่าปีนี้ดนตรี Lounge จะมาแรงไม่แพ้ดนตรีแจ๊สเพราะมันมีจิตวิญญานของดนตรีแจ๊สอบอวลอยู่เต็มเปี่ยมนั่นเอง แต่ความหรูหราและความสนุกสนานของดนตรี Lounge นั้นมีให้มากกว่า เราเคยประทับใจกับงานดนตรีเท่ๆหรูๆแนวนี้จากวง De ll Phazz, Flabby, Dimitri From Paris, Pizicato Five หรือ Gabin กันมาแล้ว แต่งานเท่ๆของ Montefiori Cocktail อาจไม่เคย แต่บางคนที่เป็นแฟนเพลงแนวนี้จะรู้จักดูโอคู่นี้จากประเทศอิตาลีดีอยู่แล้ว เพราะผลงานทั้ง 5 ชุดที่ผ่านมาของพวกเขาประสบความสำเร็จในวงกว้างมากพอสมควร
พวกเขากลับมากลับอาหารว่างที่สุดเท่และคึกคัก ด้วยผลงานดนตรีฮิตๆที่เรารู้จักกันดี อาทิ ‘ Love Generation – Bob Sinclair ‘, ‘ Hung Up – Madonna ’, ‘ Odinary People – Duran Duran ’ หรือ ‘ Tripping – Robbie Williams ’ เป็นต้น โดยเขาจับเพลงฮิตเหล่านี้มาเรียบเรียงเสียใหม่ในสไตล์ Lounge Music ที่ไม่สูญเสียความมันส์และความไพเราะไปแม้แต่น้อย
อีกหลายเพลงในอัลบั้มที่คุณได้ยินแล้วจะร้องและเต้นตามได้ในสไตล์เท่ๆของคุณ ด้วยดนตรีเท่ๆของ Montefiori Cocktail
ศิลปิน Various Artists
อัลบั้ม The departure Lounge : Love
สังกัด EMI
ซีรี่ย์ล่าสุด ‘ The Departure Lounge Series ’ ของตราแผ่นเสียง Patrol Records ที่ออกวางขายตามซีรี่ย์ก่อนหน้านี้คือ ‘ Serious Good Music Series ’ ซึ่งจับเอาดนตรีต่างๆจากทั่วโลกมาเรียบเรียงใหม่ แยกออกเป็นอัลบั้มดนตรี 4 แนวคือ Latin, Bossanova, Lounge และ Cocktail ได้กลายเป็นที่กล่าวขวัญถึงของนักฟังเพลงเท่ๆกันอย่างอื้ออึง กับไอเดียของการดีไซน์ปกที่แสนเซ็กซี่และกลมกลืนเข้ากับแต่ละเพลงอย่างที่สุด
‘ The Departure Lounge Series ’ กลับมีความแตกต่างเพราะเท่และหรูหรากว่า 2 เท่าตัว เมื่อการดีไซน์ที่เซ็กซี่เจอกับบทเพลงอันหรูหราและบรรยากาศอันทันสมัยจากทั่วโลก ในสไตล์ต่างๆ ที่นิยมเปิดกันตาม Lounge ( ที่พักของผู้โดยสารวีไอพีแต่ละสายการบิน)ต่างๆของสนามบินชื่อดังทั่วโลก
8 อัลบั้มของซีรี่ย์นี้ได้ถูกแยกออกเป็น Groove ต่างๆอาทิ ‘ Rythms’, ‘ Lounge ’, ‘ Grooves ’ และ ‘ Love ’ เป็นต้น ซึ่งทั้ง 4 อัลบั้มนี้มีวางขายในบ้านเราและหวังว่าอีก 4 อัลบั้มที่เหลือทางต้นสังกัดในบ้านเราคงไม่ใจดำที่จะรีบปั๊มออกวางขายนะครับ
เหนือคำบรรยายและไร้ที่ติของแต่ละเพลงในทุกอัลบั้ม แต่สำหรับอัลบั้ม ‘ Love ’ ชุดนี้ คือของขวัญที่ดีที่สุดอีกชิ้นนอกเหนือจากช่อดอกไม้แสนสวยที่จะมอบให้กับคนที่คุณรักในเทศกาลวาเลนไทน์นี้ เพราะนี่คือซีรี่ย์ดนตรีที่เท่และทันสมัยที่สุดของต้นปี 2007.
ศิลปิน Various Artists
อัลบั้ม Paris : The Sex The City The Music
สังกัด EMI
คอเพลงรสนิยมสูงถ้าไม่มีซีรี่ย์ชุดนี้ของ Patrol Records ไว้ฟังคงลดความเท่ไปเยอะ เพราะซี่รี่ย์ ‘The Sex The City The Music Series’ เซ็ทนี้มีถึง 9 อัลบั้ม ที่รวมเอาไลฟ์สไตล์และเพลงล้ำๆที่กำลังได้รับความนิยมฟังและเต้นรำกันใน 9 เมืองใหญ่ของโลกคือ Paris, New York, Istanbul, Berlin, Shanghai, Las Vegas, St. Tropez, Moscow และ Mexico City มารวมไว้ให้เราได้สัมผัสกันอย่างเต็มอิ่ม
ผมเลือกหยิบอัลบั้ม ‘Paris : The Sex The City The Music ’ มาเขียนแนะนำไม่ใช่ผมชอบเมืองนี้มากกว่าเมืองอื่นๆ แต่เพราะคนไทยมีความคุ้นเคยและนิยมชมชอบในไลฟ์สไตล์ แฟชั่น สถานที่และความทันสมัยของมหานครแห่งนี้มากกว่าเมืองอื่นๆของโลกอยู่แล้ว (ยกเว้นนิวยอร์คและลอนดอน)
ด้วยความหลากหลายเผ่าพันธุ์ของผู้คนและเทรนด์ต่างๆที่ล้ำสมัยในกรุงปารีส ได้ถูกถ่ายทอดผ่านดนตรีสไตล์ต่างๆของแต่ละเพลงจากศิลปินชื่อดังของผรั่งเศสทั้งหน้าใหม่และเก่า แปรเปลี่ยนเป็นจังหวะและท่วงทำนองให้เราได้สูดกลิ่นอายเหล่านั้นได้อย่างชัดเจนประหนึ่งฟังอยู่ท่ามกลางผู้คนแต่งตัวเท่ๆในคลับอันหรูหราย่าน ชองส์ เอลิเซ่ เลยทีเดียว คงไม่ต้องบรรยายว่าแต่ละแทร็คชื่ออะไร ไพเราะและยอดเยี่ยมแค่ไหน
แค่ตามหาซื้อให้ครบทั้ง 9 อัลบั้มก็พอ (บ้านเรามีวางขายแค่ 3 อัลบั้มเท่านั้น).
ศิลปิน Beck
อัลบั้ม The Information
สังกัด Universal
Beck ในความคิดเห็นส่วนตัวของผม เขาเป็นบุรุษหนุ่มหน้าหยกคนที่มีหลายสมญานาม เพราะด้วยความสามารถอันหลากหลายทางดนตรี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของไอเดียการทำดนตรีที่ไพเราะอย่างแปลกประหลาดกว่าศิลปินรุ่นเดียวกัน วิธีคิดและประสบการณ์ที่เขาถ่ายทอดผ่านทางเนื้อหาของเพลงต่างๆในแต่ละอัลบั้ม ความกล้าหาญชาญชัยที่ฉีกแนวและคอนเซปท์การทำงานในแต่ละอัลบั้ม ให้แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงโดยไม่แคร์ทั้งแฟนเพลงและต้นสังกัด ผมจึงคิดฉายาเพื่อใช้เรียกเขาได้มากมายอาทิ ‘ เด็กช่างกลของวงการเพลงร็อคสมัยใหม่ ’, ‘ ตัวป่วนแห่งวงการอัลเตอร์ฯ ’, ‘ ศิลปินร็อคอัจฉริยะหน้าหยก ’ หรือ ‘ จอมฟรีสไตล์แห่งวงการดนตรีร็อค ’ เป็นต้น
นับตั้งแต่อัลบั้มแรก ‘ Mellow Gold ’ ในปี 1994 ที่ทำให้ผู้คนในวงการดนตรีโลกรู้จักเขาอย่างเต็มตัว กับความแปลกแยกแตกต่างอย่างชัดเจนจากอัลบั้มในแนวเพลงอัลเตอร์ของวงอื่นๆ จนถึงอัลบั้มคู่ล่าสุดก่อนหน้านี้คือ ‘ Guero / Guerolito’ ที่เขาโชว์พลังความเจ๋งทั้งเพลงต้นฉบับและรีมิกซ์, รี-อีดิทและรีไพร์ซ เวอร์ชั่น ซึ่งแต่ละเพลงได้มอบสีสันและความรู้สึกที่แตกต่างไปจากเดิมมากมาย เรียกว่าคุ้มค่าคุ้มราคาอย่างแท้จริง ด้วยความจริงใจและจริงจังในการทำงานเพลงแบบนี้มาตลอด เลยทำให้เครดิตของเขาในวงการดนตรีโลกไม่เคยถูกลดลงแต่อย่างใด กลับยิ่งเพิ่มเติมความเชื่อมั่นต่อแฟนเพลงและคนในวงการต่อตัวเขามากขึ้นในทุกๆปี โดยไม่ต้องยึดติดอยู่กับยอดขายหรือมีเพลงฮิตหรือไม่ในแต่ละอัลบั้ม
สไตล์ดนตรีที่เราทั้งคุ้นเคยและไม่คุ้นเคยอย่าง pop, folk, psychedelic, disco, hip-hop, country, blues, R&B, funk, indie rock, noise rock, experimental rock, jazz, lounge และ Brazilian music ได้ถูกเขานำมาเสนอให้เราฟังอย่างมีชั้นเชิง แบบแผนและทฤษฎีที่ถูกต้องชัดเจน ไม่มีความมั่วเล็ดรอดมาให้ได้ยิน อีกทั้งไม่เคยตามแทรนด์เฟชั่นใดๆเลยตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา
‘The Information ’ เขามีอะไรดีมาเสนอกับเรา ? ขอบอกตรงๆในฐานะแฟนพันธุ์แท้ว่า ไม่มี แต่เขากลับสร้างความปั่นป่วนให้กับวงการเพลงเรื่องการขายและการตลาดจนต้นสังกัดปวดหัว เพราะเขามีวิธีคิดแบบใหม่ทางด้านการขายอัลบั้มชุดนี้เพื่อเอาใจแฟนเพลงตัวจริงของเขาโดยเฉพาะ แถมทำให้เอาชนะพวกชอบของฟรีในทุกรูปแบบได้อีกด้วยในระดับหนึ่ง อัลบั้มชุดนี้ของเขาจึงมีวางขายตามร้านซีดีได้ในบางประเทศและไม่สามารถวางขายได้ในแต่ละประเทศ เนื่องจากรูปแบบของอาร์ทเวิร์ค การเรียงแทร็คและการเลือกแทร็คที่ไม่เหมือนกัน ของแฟนเพลงที่สั่งซื้อทางอินเตอร์เน็ท จึงทำให้เกิดปัญหาการวางขายตามร้านทั่วไป ( เรื่องช่องทางการขายแบบใหม่ หรือวิธีการขายแบบเอาใจผู้ซื้อแบบนี้ ยังมีรายละเอียดที่น่าสนใจอีกมากมายที่คนฟังเพลงอย่างเราควรรู้ ผมขอเวลาค้นหารายละเอียดต่างๆให้ครบถ้วนแล้วจะนำมาลงให้อีกครั้ง เพราะนี่คือธุรกิจใหม่ของวงการดนตรีโลกของวันพรุ่งนี้)
คำว่า ‘ ไม่มี ’ ของผมต่ออัลบั้ม ‘ The Information ’ ชุดนี้นั้นไม่ได้หมายความว่า เดิมๆหรือห่วยและไม่น่าสนใจ แต่ถ้าจะให้เจาะจงบอกว่าเขามีอะไรแปลกใหม่ของดนตรีในอัลบั้มนี้บ้าง คำตอบที่ถูกต้องคือไม่มี เพราะหลังจากที่ได้ฟังจบทั้งหมด 15 เพลงแล้วถึง 3 รอบ ก็ทำให้จับมุขของหนุ่ม Beck ได้ทันทีว่า เขาฉลาดที่จะนำเสนอดนตรีจากอัลบั้มต่างที่ผ่านมาทั้งหมดด้วยอัลบั้มชุดนี้ชุดเดียว โดยนำมามันมาแต่งเนื้อใหม่ ปรับแต่งซาว์นดและสีสันดนตรีให้มันเนี๊ยบขึ้น สร้างคอนเซปท์ให้ดนตรีและท่วงทำนองดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน ดนตรี pop, folk, psychedelic, disco, hip-hop, country, blues, R&B, funk, indie rock, noise rock, experimental rock, jazz, lounge และ Brazilian music ที่เขาเคยทำไว้ใน 8 อัลบั้มที่ผ่านมา จึงถูกเขาเลือกเน้นเฉพาะแทร็คที่ฮิตและได้รับความนิยมจากแต่ละอัลบั้ม ยกมาไว้ในอัลบั้มนี้ทั้งหมดแค่เปลี่ยนเนื้อหาใหม่ดังที่บอกไว้ข้างต้น
ใครที่แค่รู้จักชื่อเขาแต่ไม่มีเคยฟังผลงานของเขาหรือมีไม่ครบทุกอัลบั้ม จึงควรมีอัลบั้มชุดนี้ไว้ฟังและศึกษา เพราะวิธีคิดและวิธีการนำเสนอของเขานั้นมันอัจฉริยะและล้ำสมัยเสียเหลือเกิน จนทำให้ผมขนลุกแล้วขนลุกอีก เนื่องจากแต่ละเพลงตั้งแต่แทร็คแรก ‘ Elevator Music ’จนถึงแทร็คสุดท้าย ‘ The Horrible Fanfare/Landslide/Exoskeleton ’ ซึ่งมีความยาวถึง 10.53 นาทีนั้น มันได้กระชากความรู้สึกผมให้ย้อนกลับไปสัมผัสกับเพลงโปรดต่างๆในแต่ละอัลบั้ม ด้วยความรู้สึกที่สดใหม่และย้อนรอยความประทับใจได้อย่างน่าทึ่ง
ลืมเรื่องระเบิดป่วนเมืองของพวกขี้แพ้ขายชาติเมื่อเดือนที่ผ่านเสียให้สนิท แล้วตั้งสมาธิฟังข่าวสารที่สดใหม่และแท้จริงจากหนุ่ม Beck แทน ประเทืองปัญญาและผ่อนคลายกว่าเยอะเลย....เชื่อผมเหอะ !
ศิลปิน Platinumweird
อัลบั้ม Make Believe
สังกัด Universal
นี่คือปรากฏการณ์หนึ่งของต้นปี 2007 แห่งวงการดนตรีโลก เพราะเป็นการค้นพบผลงานดนตรีชิ้นสำคัญในอดีตของศิลปินและโปรดิวเซอร์ชื่อก้องโลก Dave Stewart อดีตหัวหน้าวงร็อคชื่อดังในยุค 80s Eurythmics เพราะวงที่ชื่อ Platinumweird เป็นวงดนตรีของวงแรกของเขาในยุคต้น 70s ที่สร้างชื่อเสียงโด่งดังมากมายให้กับเขาในยุคนั้น โดยมีนักร้องนำสาวแสนสวยเสียงดีชื่อ Erin Grace และเพื่อนๆอีก 3 คือ Brian Parfitt (กลอง), Matthew Sugarman(เบส) และ Noel Chambers( คีย์บอร์ด) โดยตัวเขารับหน้าที่เล่นกีตาร์และเป็นโปรดิวเซอร์ร่วมกับ Dennis Douglas
เขาได้ฟอร์มวงนี้ขึ้นมาหลังจากได้เจอกับ Erin และแสดงสดครั้งแรกในงานวันเกิดของเพื่อนรัก Mick Jagger แห่งวงหินกลิ้ง หลังจากนั้นก็มีชื่อเสียงกระฉ่อนในเรื่องน้ำเสียงอันไพเราะของ Erin จนไปเข้าหูคูณป้า Elton John เธอเลยจับวงนี้มาเซ็นต์สัญญาเข้าสังกัด Rocket Records ของเขา และจับเข้าห้องอัดทำอัลบั้มทันทีซึ่งได้ Stevie Nicks, Ringo Starr และ Mick Jagger มาเป็นนักดนตรีรับเชิญด้วย โดยมีตารางทัวร์และคิวสัมภาษณ์ยาวเหยียดทั้งๆที่อัลบั้มยังไม่เสร็จ แต่ Erin ได้หายตัวอย่างไร้ร่องรอยหลักฐานมาจนถึงวันนี้โดยไม่มีใครรู้สาเหตุหลังอัลบั้มอัดเสร็จได้ไม่นาน ตารางงานทุกอย่างจึงถูกยกเลิกไปอัลบั้มชุดนี้จึงถูกทิ้งตั้งไว้ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
ปี 2004 Dave กำลังทำงานโปรดิวซ์ให้กับวง Pussycat Dolls ร่วมกับนักแต่งเพลงสาวสวยชื่อ Kara Dioguardi จึงทำให้เขานึกถึง Erin ขึ้นมาเพราะ Kara มีความสามารถและอะไรหลายๆอย่างคล้าย Erin อัลบั้ม ‘ Make Believe ’ จึงถูกค้นหาและนำกลับมารีมาสเตอร์ใหม่เพื่อออกวางขายอีกครั้ง
10 เพลงในอัลบั้มคือต้นแบบของดนตรีพ๊อพร็อคของวันนี้ ที่ถูกสร้างและบันทึกเสียงขึ้นมาในปี 1974 ทุกเพลงเป็นความมหัศจรรย์ของคำว่า ‘ ดนตรีพ๊อพ ’ ที่คุณจะตกตะลึงและปลาบปลื้มด้วยความฉงนว่า ‘ ผลงานเพลงระดับมาสเตอร์พีชชุดนี้ถูกลืมทิ้งไว้ถึง 32 ปีเต็มๆได้อย่างไร ‘
แทร็ค ‘ Will You Be Around ’, ‘ Piccadilly Lane ’ และ ‘ Goobye My Love ’ คือความไพเราะงดงาม ที่จะทำให้คุณร่วมมือกับผู้คนทั่วโลกที่ได้ฟังอัลบั้มชุดนี้ เพื่อค้นหาสาเหตุและร่องรอยการหายตัวไปของนักร้องนำสาวแสนสวยซึ่งมีน้ำเสียงไพเราะยิ่งกว่านางฟ้า และมีชื่อว่า Erin Grace ทันที.
ศิลปิน Benni Chawes
อัลบั้ม Up Close
สังกัด Hitman
ผลงานล่าสุดของยอดนักร้องผู้มีพรสวรรค์ทางดนตรีแจ๊สในทุกๆด้าน โดยมีรางวัลการันตีมากมายจากวงการแจ๊สของโลก และปริญญาทางดนตรีจากสถาบันชื่อดังของโลกคือ Berklee College of Music ในเมืองบอสตันประเทศอเมริกา เขาได้ประดิษฐ์คิดค้นสำเนียงของเบสที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง ผสมผสานกับเครื่องดนตรีหลายประเภทภายใต้ชื่อวง Human Bass Trio พร้อมออกตรเวณทัวร์ทั่วอเมริกา แคนาดาและยุโรป ร่วมกับมือเปียโนชื่อก้อง Laszlo Gardony และมือกลองชื่อดัง Bob Moses โดยเขาทำหน้าที่ในส่วนของเบสแทนเสียงเบสจริง ทั้งเคยได้ร่วมร้องกับคณะนักร้องประสานเสียงนาม Vox One ในอัลบั้ม ‘ Chamelon ’ และร่วมงานกับศิลปินระดับโลกอย่าง Ray Charles, Chicago และ Aaron Naville มาแล้ว
ด้วยสไตล์และสำเนียงเสียงร้องที่มีท่วงทำนองของส่วนผสมระหว่าง Al Jarreau กับ Tony Bennett อัลบั้มชุดนี้จึงกลายเป็นอัลบั้มที่นักฟังเพลงแจ๊สทั่วโลกโหยหาและอยากฟังมากที่สุด เพราะเขาได้นำความละเมียดละไมตามแบบฉบับดนตรีแจ๊สมาถ่ายทอดด้วยรูปแบบของดนตรีพ๊อพ ที่สัมผัสและเข้าถึงอย่างง่ายดาย ทั้งได้ Malene Mortensen นักร้องแจ๊สสาวสวยที่คนไทยรู้จักกันดีจากเทศกาลหัวหินแจ๊สเฟสติวัลที่ผ่านมาเป็นนักร้องรับเชิญด้วย
ทุกๆแทร็คโดยเฉพาะ ‘ Beautiful World ’ จะทำให้คุณนึกถึงเพลงพ๊อพแจ๊สชั้นดีที่คุณโปรดปราณมากมายจากศิลปินในดวงใจ จนทำให้ลืมผลงานของศิลปินชื่อดังอย่าง Michael Bubel และ Jamie Cullum ไปในบัดดล. ( พบกับการแสดงสดเต็มรูปแบบกับเขาได้ที่กรุงเทพฯในเดือนนี้แน่นอน)
ศิลปิน U2
อัลบั้ม 18 Singles
สังกัด Universal
นี่คืออัลบั้มที่ไม่อาจมองข้ามผ่านไปได้เหมือนกับหลายๆอัลบั้มรวมฮิตที่ออกวางขายตอนปลายปีที่ผ่านมา เพราะความยิ่งใหญ่ของ U2 ในวงการดนตรีโลกนั้นได้ถูกบันทึกเป็นประวัติศาสตร์ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาอย่างไม่มีวันจบสิ้น ผู้คนทั่วโลกได้รู้จักผลงานเพลงในสไตล์ร็อคของพวกเขามาตั้งแต่ยุค 80s จากอัลบั้มต่างๆจนมาถึงวันนี้ ที่แม้คนรุ่นใหม่ยุคดิจิตอลก็ไม่เคยปฏิเสธงานเพลงยอดเยี่ยมของพวกเขา
เพลงฮิตต่างๆจากทุกอัลบั้มได้เคยถูกนำมารวมเป็นอัลบั้มฮิตแล้วหลายครั้งหลายครา แต่ถ้าให้เน้นเฉพาะซิงเกิลแล้วยังไม่เคยมี อัลบั้มชุดนี้จึงอัดแน่นไปด้วย 17 ซิงเกิลที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงสุดมาแล้วทั่วโลก บวกกับอีก 1 ซิงเกิลใหม่ล่าสุด ‘ The Saints Are Coming ’ ที่ร่วมร้องและเล่นกับวงพังค์ร็อคขวัญใจวัยรุ่นทั่วโลก Green Day เพื่อหารายได้ให้กับผู้ประสบภัยพายุเฮอร์เคนแคทรีน่าที่เมืองนิวออร์ลีนเมื่อปีที่แล้ว
แค่แทร็ค ‘ Beautiful Day ’, ‘ Pride( In The Name Of Love)’, ‘ With Or Without You ’ และ ‘ Sweetest Thing ’ ก็สามารถนำไปใช้บอกรักแทนคำพูดอื่นๆได้อีกหลายล้านคำ.
ศิลปิน Various Artists
อัลบั้ม Cocktail
สังกัด EMI
คอลแลคชั่นเซ็ทจากตราแผ่นเสียงชื่อ Patrol Records ที่ก่อตั้งโดยนาย Chris Murphy ซึ่งเป็นอีกหนึ่งคนในตำนานของวงการเพลงออสเตรเลีย ที่เคยปลุกปั้นให้วงชื่อ INXS โด่งดังไปทั่วโลกมาแล้ว โดยเขาได้มุ่งมั่นออกค้นหาและคัดเลือกเพลงยอดเยี่ยมในทุกสไตล์จากทั่วโลก มารวมขายเป็นซีรี่ย์ต่างๆที่เท่และเก๋จนกลายเป็นที่นิยมฟังกันอย่างกว้างขวางไปแล้วในวันนี้
ซีรี่ย์ก่อนหน้าที่เคยออกวางขายในบ้านเราคือ ซีรี่ย์ที่รวมเพลงชั้นดีจากประเทศแถบละตินคือ คิวบา จาไมก้าและบราซิล ซึ่งทำให้เราได้สัมผัสถึงกลิ่นอายของประเทศนั้นๆเหมือนกับได้ไปเที่ยวด้วยตัวเอง ซีรี่ย์ต่อมาคือ ‘ The Sex, The City, The Music ’ เป็นการคัดสรรเพลงที่สามารถถ่ายทอดให้เราได้เห็น ได้สัมผัสกับไลฟ์สไตล์ เทรนด์และไนท์ไลฟ์ของแต่ละมหานครชื่อก้องโลกอย่าง New York, Paris, Berlin และอีกหลายเมืองรวม 9 เมืองอย่างน่าประทับใจ เพราะแต่ละอัลบั้มนั้นได้บรรจุดนตรีดีๆและล้ำสมัยบรรยายบรรยากาศของเมืองเหล่านั้นได้ชัดเจน
และอีกเซ็ทคือ ‘ Seriously Good Music Series ‘ ที่ผมเลือกชุด ‘ Cocktail ’ มาแนะนำ เพราะเห็นแค่หน้าปกก็ตกหลุมรักเข้าอย่างจัง ด้วยมาดสุดเท่เก๋สง่าของนางแบบที่ถือแก้วค๊อกเทล ได้ทำให้เรานึกถึงบรรยากาศของปาร์ตี้ค็อกเทลในคลับหรู เสียงเพลงเบาๆที่ให้ความคึกคักสนุกสนาน เสียงชนแก้ว เสียงพูดคุย เสียงหัวเราะ ท่ามกลางควันซิการ์บางๆ แทบไม่ต้องพูดถึงอีก 2 ชุดคือ ‘ Bassanova ’, ‘ Lounge ’ ที่มีความแตกต่างกันในแง่ของการเรียบเรียงดนตรี แต่ความเท่และทันสมัยนั้นมีให้คุณเท่ากัน.
ทุกอัลบั้มจากทุกซีรี่ย์ของตราแผ่นเสียง Patrol Records คือดนตรีสุดเท่ที่น่าตื่นเต้นที่สุดของปี 2007.
..........................................................................................................













