Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
ล่องโลกาภิวัตน์
สฤณี อาชวานันทกุล


การวัดผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (Social Return on Investment)

คอลัมน์นี้ตอนที่แล้วนำเสนอเรื่องราวของ “ตลาดการลงทุนเพื่อสังคม” (social investment market) ว่าเป็นตลาดที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของนักลงทุนพันธุ์ใหม่ที่สนใจใน “ผลตอบแทนทางสังคม” จากการลงทุน ซึ่งเป็นตัววัดประโยชน์ที่สังคมได้รับจากการลงทุน นอกเหนือจากตัววัดปกติคือ “ผลตอบแทนทางการเงิน” ซึ่งวัดประโยชน์ส่วนตัวที่นักลงทุนได้รับ

นักลงทุนจิตสาธารณะแต่ละคนย่อมมีระดับผลตอบแทนทางสังคมและผลตอบแทนทางการเงินที่ “พอใจ” จะลงทุนไม่เท่ากัน นักลงทุน “ใจป้ำ” บางคนอาจต้องการลงทุนในกิจการที่มีผลตอบแทนทางสังคมสูงมากแต่ไม่มีผลตอบแทนทางการเงินใดๆ ซึ่งมักหมายถึงองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) ที่ไม่แสวงหากำไร ในขณะที่นักลงทุนบางคนอาจสนใจจะลงทุนใน “ธุรกิจเพื่อสังคม” (social business หรือ social entrepreneurship) ที่หาจุดสมดุลระหว่างผลตอบแทนทางการเงินและผลตอบแทนทางสังคม และนักลงทุนอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะกองทุนที่บริหารแบบ “ลงทุนอย่างรับผิดชอบต่อสังคม” (socially responsible investing) คงสนใจลงทุนในธุรกิจปกติ (“ธุรกิจเพื่อธุรกิจ”) ที่แสดงให้เห็นว่ามี “ความรับผิดชอบต่อสังคม” (corporate social responsibility หรือ CSR) สูง เท่านั้นนักลงทุนก็พอใจแล้ว

ไม่ว่าจะลงทุนตรงไหนบนไม้บรรทัดอุดมการณ์ทางสังคม นักลงทุนย่อมต้องการเห็นผลตอบแทนทางสังคมที่เป็นรูปธรรมชัดเจน วัดได้ และติดตามผลได้ เพื่อให้ตอบตัวเอง (หรือเจ้าของเงิน ในกรณีผู้จัดการกองทุน) ได้ว่า เงินที่ลงทุนไปนั้นก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมมากน้อยเพียงใด

นอกจากผลตอบแทนทางสังคมที่เป็นรูปธรรมจะช่วยให้ธุรกิจเพื่อธุรกิจ และธุรกิจเพื่อสังคมหาเงินทุนมาประกอบกิจการด้านสังคมได้ดีกว่าเดิม มันก็มีประโยชน์ทางอ้อมต่อกิจการประเภทเอ็นจีโอ (ไม่แสวงหากำไร) อีกด้วย เพราะที่ผ่านมา ปัญหาใหญ่ประการหนึ่งในแวดวงเอ็นจีโอคือ เอ็นจีโอจำนวนมากไม่มีการวัดผลและวิเคราะห์ผลการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพและในแง่ “ต้นทุน-กำไร” (cost-benefit) เพราะมองว่าเงินที่ใช้ในการดำเนินงานเป็นเงิน “ให้เปล่า” ที่ผู้ให้บริจาคหรือภาครัฐก็ไม่เรียกร้องผลตอบแทนใดๆ ทั้งๆ ที่ถึงแม้ว่าผู้ให้เงินจะไม่อยากได้ผลตอบแทนทางการเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง ก็ควรเรียกร้องให้เอ็นจีโอนำเงินนั้นไปสร้างผลตอบแทนทางสังคมที่สังคมหรือชุมชนได้ประโยชน์ ไม่อย่างนั้นเอ็นจีโออาจนำเงินนั้นไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือผิดพลาด จนทำให้เงินให้เปล่ากลายเป็นเงิน “สูญเปล่า”

การวัด กำหนดเกณฑ์ และติดตาม “ผลตอบแทนทางสังคม” ที่เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะเมื่อกระบวนการเหล่านี้สามารถแปลงเป็น “โครงสร้างเชิงสถาบัน” ได้ จึงเป็นกระบวนการสำคัญที่จะเอื้ออำนวยให้เงินทุกรูปแบบ จากเงินให้เปล่าไปจนถึงเงินกู้ หุ้น และ “ทุนอดทน” (patient capital) ที่เกริ่นไว้คราวที่แล้ว สามารถก่อดอกออกผลเพื่อสังคมได้อย่างแท้จริง นักลงทุนจะได้มั่นใจมากขึ้นว่าเงินที่ลงทุนจะไม่สูญเปล่า และยินดีลงทุนในกิจการเพื่อสังคมมากกว่าในอดีต

ยิ่งผลตอบแทนทางสังคมมีเกณฑ์วัดที่ยอมรับได้ในระดับสากล และมีโครงสร้างเชิงสถาบันรองรับหนาแน่นเท่าไร ตลาดการลงทุนเพื่อสังคม (social investment market) ก็จะยิ่งเติบโตได้อย่างมั่นคงเท่านั้น และตลาดการลงทุนเพื่อสังคมก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ มารุ โคจิโร่ หนุ่มนักการเงินชาวญี่ปุ่นที่ใช้ชีวิตฟู่ฟ่าอยู่ใน “โลกแบน” แห่งมหานครนิวยอร์ก แต่สนใจความเป็นไปใน “โลกกลม” ของผู้ยากไร้หลายพันล้านคนที่ไม่รู้จักอินเทอร์เน็ต จะยื่นมือมาช่วยเหลือลุงยอด ชาวนาผู้แร้นแค้นแห่งจังหวัดอุบลราชธานี นอกเหนือจากการซื้อข้าว Fairtrade ที่ลุงยอดปลูก

การที่ผลตอบแทนทางสังคมจะมีประโยชน์จริง นำไปวัดผล ติดตามผล และเปรียบเทียบระหว่างโครงการต่างๆ ได้ ก็แปลว่าเราต้องหาทางวัดผลตอบแทนชนิดนี้ออกมาเป็นตัวเลขให้ได้ ถ้าวัดไม่ได้ตรงๆ ก็ต้องหาตัวเลขตัวอื่นมาใช้เป็น “ตัวแทน” (proxy) คุณค่าทางสังคมต่างๆ ที่เราเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นคุณค่า (เช่น อัตราการติดเชื้อของผู้ป่วยโรคเอดส์ และอัตราการตายจากโรคเอดส์ อาจใช้เป็นตัววัด “สถานการณ์โรคเอดส์” ในแต่ละปี ว่าดีขึ้นหรือแย่ลงเพียงใด) และเมื่อหาตัวเลขเหล่านั้นได้แล้ว ก็ต้องหาวิธีแปลงตัวเลขออกมาเป็น “เม็ดเงิน” ที่จะเกิดขึ้น (เช่น ผู้ป่วยโรคเอดส์ที่รอดชีวิตหนึ่งคนจากยาที่ผลิตโดยกิจการนี้ โดยเฉลี่ยจะสามารถหารายได้ได้เท่ากับ X เหรียญสหรัฐ ตลอดอายุขัยที่เหลืออยู่) แล้วนำเม็ดเงินที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมทั้งหมด มาหารด้วยตัวเลขเงินลงทุนเพื่อสังคมที่ใช้ไป ออกมาเป็นตัวเลข “ผลตอบแทนทางสังคม” (social return on investment หรือย่อว่า SROI)

การวัด SROI เริ่มต้นตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 โดยสถาบันวิจัยหลากหลาย แต่กระบวนการที่พัฒนาโดยเอ็นจีโอแห่งหนึ่งคือ The Roberts Enterprise Development Fund (REDF) เพื่อใช้ในการประเมินผลการดำเนินงานของตัวเองในแต่ละปี เปรียบเทียบกับเป้าหมายทางสังคมโดยรวมขององค์กร ได้กลายเป็นแม่แบบของการคำนวณ SROI ขององค์กรส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ถึงแม้เราต้องยอมรับว่าประโยชน์ทางสังคมบางประการจะเป็นสิ่งที่วัดเป็นตัวเงินไม่ได้ (เช่น “คุณภาพ” ของการศึกษา) ประโยชน์ทางสังคมอีกหลายประการก็สามารถแปลงหรือแทนค่าด้วยตัวเงินได้ ทำให้การคำนวณ SROI สามารถแสดงมูลค่าทางสังคมให้นักลงทุนทุกประเภทได้เข้าใจ เพราะนักลงทุนคุยกันด้วยภาษาเลขเป็นหลัก ถ้าแปลง “คุณค่า” ออกมาเป็น “มูลค่า” ไม่ได้ ตลาดการลงทุนเพื่อสังคมก็จะเติบโตได้ยาก

วิธีวัด SROI ที่ REDF พัฒนา มีองค์ประกอบสี่ตัว ซึ่งอาจเรียกว่าสี่ “ขั้นตอน” ก็ได้ เพราะเกี่ยวโยงกันอย่างเป็นเหตุเป็นผลและต้องวัดทีละตัว ได้แก่ อินพุต (input), เอ้าท์พุต (output), ผลลัพธ์ (outcome) และผลกระทบ (impact)

เนื่องจากศัพท์ทั้งสี่คำนี้มีความหมายไม่เหมือนกันสำหรับคนแต่ละคน และความหมายก็เปลี่ยนไปตามบริบท ผู้เขียนจึงขออธิบายความหมายขององค์ประกอบแต่ละตัวในบริบทของการวัด SROI โดยละเอียดเล็กน้อย เพื่อให้ท่านผู้อ่านเห็นภาพชัดเจนขึ้น

องค์ประกอบหรือขั้นตอนแรกคือ อินพุต (input) หมายถึงทรัพยากรที่เราต้องใช้ในการทำให้โครงการของเราเดินได้ ถือเป็น “ต้นทุน” ในการดำเนินกิจการ หรือที่ภาษาการเงินเรียกว่า capital costs เช่น สมมุติว่าเราดำเนินธุรกิจเพื่อสังคมที่มีเป้าหมายเพื่อสอนทักษะทางคอมพิวเตอร์ให้กับผู้ด้อยโอกาสในชุมชนห่างไกล อินพุตของเราก็คือราคาของคอมพิวเตอร์ที่ต้องซื้อมาใช้สอน

องค์ประกอบที่สองคือ เอ้าท์พุต (output) หมายถึงสิ่งที่อินพุตทำให้เกิดได้ ซึ่งต้องสอดคล้องกับเป้าหมายทางสังคมของกิจการ และวัดได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น ในตัวอย่างกิจการสอนทักษะคอมพิวเตอร์ให้ผู้ด้อยโอกาส เราอาจบอกว่า เอ้าท์พุตของเราคือ ผู้ด้อยโอกาส 25 คนในแต่ละปีที่เราสอนทักษะคอมพิวเตอร์ให้

องค์ประกอบที่สามคือ ผลลัพธ์ (outcome) หมายถึงประโยชน์ที่เกิดขึ้นในระยะยาว ในตัวอย่างของเรา ผลลัพธ์ของโครงการอาจเป็นจำนวนผู้ด้อยโอกาสที่สามารถนำทักษะคอมพิวเตอร์ที่ได้รับในโครงการ ไปหางานทำได้ ประเด็นที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการวัดผลลัพธ์คือ ความเข้าใจว่าผลลัพธ์ของกิจการย่อมมีความหมายแตกต่างกันไปตามผู้มีส่วนได้เสียแต่ละฝ่ายที่เราพยายามช่วยเหลือ เช่น ผลลัพธ์ของโครงการนี้ต่อผู้ด้อยโอกาสเอง อาจเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากงานประจำใหม่ที่ใช้ทักษะคอมพิวเตอร์ ในขณะที่ผลลัพธ์ต่อรัฐบาลอาจเป็นจำนวนเงินประกันสังคมที่รัฐเสียน้อยลง (เพราะผู้ด้อยโอกาสที่เคยต้องพึ่งพิงเงินประกันสังคมแต่ตอนนี้มีงานทำแล้ว) หรือรายได้จากภาษีเงินได้ที่เก็บได้มากขึ้น (จากผู้ด้อยโอกาสที่มีรายได้พอเสียภาษีแล้ว)

องค์ประกอบสุดท้ายในขั้นตอนการคำนวณ SROI คือ ผลกระทบ (impact) หมายถึงการนำเอาผลลัพธ์ในขั้นตอนก่อนหน้านี้ มาหักลบด้วยผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นอยู่ดีถึงแม้เราไม่ดำเนินกิจการ ยกตัวอย่างเช่น สมมุติว่าผู้ด้อยโอกาส 5 คน จาก 25 คนที่เราสอนทักษะคอมพิวเตอร์ให้ในโครงการนี้ มีความสามารถพอที่จะไปหางานทำได้อยู่ดีถึงแม้ไม่เข้ารับการอบรม เราก็ควรคำนวณผลกระทบของโครงการโดยใช้ตัวเลข 25-5 = 20 คน เป็นฐาน ไม่ใช่ทั้ง 25 คนที่เข้ารับการอบรม นอกจากนี้ เราก็สามารถพยายามหามูลค่าของผลกระทบทางอ้อมจากโครงการด้วย เช่น อัตราการก่ออาชญากรรมที่ลดลง (ถ้ากลุ่มผู้ด้อยโอกาสที่เข้ารับการอบรมเคยมีบางคนก่ออาชญากรรมมาก่อน)

เมื่อนำผลรวมของรายได้จากงานประจำที่เราคิดว่าผู้ด้อยโอกาสทั้ง 20 คน จะทำได้ในช่วง 5-10 ปี จากทักษะคอมพิวเตอร์ที่ได้รับ คิดลด (discount) ด้วยอัตรา discount rate เพื่อปรับรายได้ในอนาคตให้เป็นมูลค่าปัจจุบัน (present value) มาหารด้วยมูลค่าอินพุต (input) ที่เราต้องใช้ในการดำเนินโครงการตั้งแต่แรก (ในกรณีนี้คือ ราคาของคอมพิวเตอร์ที่ต้องซื้อ) อัตราส่วนที่ได้ก็คือ ผลตอบแทนทางสังคม หรือ SROI จากโครงการนี้

ตัวอย่างข้างต้นน่าจะสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เราสามารถนำแนวคิดเรื่อง SROI ไปใช้คำนวณผลตอบแทนทางสังคมของกิจการหลายรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องเป็นธุรกิจเพื่อสังคมหรือเอ็นจีโอเพียงอย่างเดียว เพราะถ้ากิจการแบบ “ธุรกิจเพื่อธุรกิจ” มีประโยชน์ทางสังคมด้านใดด้านหนึ่ง (เช่น รายได้ส่วนหนึ่งของกาแฟสตาร์บัคส์ผ่านโครงการ Fairtrade Label ทำให้ชาวไร่กาแฟรายได้น้อยในประเทศยากจนมีฐานะดีขึ้น หรือโครงการ CSR ของหลายๆ บริษัทที่เกิดผลอย่างแท้จริง) เราก็สามารถพยายามคำนวณ SROI ได้

เพื่อให้ท่านผู้อ่านเห็นภาพประโยชน์และการใช้ SROI ในตลาดการลงทุนเพื่อสังคมได้ดีขึ้น ผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริงในประเทศอังกฤษ คือโครงการที่เรียกว่า “Get Out to Work” ในจังหวัดเมอร์ซีไซด์ (Merseyside) ของอังกฤษ ดำเนินการโดยองค์กรชื่อ Tomorrow’s People

จังหวัดเมอร์ซีไซด์มีปัญหาอัตราคนว่างงานสูงเป็นอันดับต้นๆ ของอังกฤษ ซึ่งหมายความว่าคนหนุ่มสาวจำนวนมากในจังหวัดนั้น โดยเฉพาะคนที่มีประวัติการก่ออาชญากรรม ประสบปัญหาการหางานทำ โครงการ Get Out to Work ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อแก้ปัญหานี้ โดยผ่านการประสานงานระหว่าง Tomorrow’s People กับองค์กรพันธมิตรหลายฝ่ายในจังหวัดนั้น

โครงการ Get Out to Work ต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน £51,000 ต่อปี และตั้งเป้าหมาย “ความสำเร็จ” จากตัววัดสามตัว คือ 1) ช่วยหางานให้กับหนุ่มสาวผู้มีประวัติการก่ออาชญากรรม 163 ราย ในช่วง 2 ปีแรกของโครงการ, 2) ช่วยให้หนุ่มสาว 12 รายในจำนวนนั้น ได้งานทำจริงๆ ภายในเวลา 2 ปีดังกล่าว และ 3) ลดอัตราการก่ออาชญากรรมซ้ำสองในกลุ่ม “ลูกค้า” เหล่านั้น

ผลที่เกิดขึ้นจริงคือ ภายในสิ้นปีแรกของโครงการ Get Out to Work สามารถให้คำแนะนำกับหนุ่มสาว 110 คน ภายในจำนวนนั้น จำนวน 19 คนหางานทำได้ และยังไม่ถูกไล่ออกเมื่อเวลาผ่านไป 10 เดือน นอกจากนี้ อัตราการก่ออาชญากรรมซ้ำสองของหนุ่มสาวที่เป็นลูกค้าของโครงการก็มีระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศถึง 15% ดังนั้นในกรณีนี้ อินพุตของเราคือเงินทุน £51,000 ที่ใช้ในการดำเนินโครงการ เอ้าท์พุตคือหนุ่มสาวจำนวน 110 คนที่ได้รับการช่วยเหลือในหนึ่งปี ผลลัพธ์คือหนุ่มสาวจำนวน 19 คน ที่หางานทำได้และไม่ต้องพึ่งพาเงินประกันสังคมจากรัฐอีกต่อไป ผลกระทบทางอ้อมคืออัตราการก่ออาชญากรรมซ้ำสองที่ลดลง

องค์กรที่ดำเนินโครงการนี้คือ Tomorrow’s People สามารถใช้สถิติของภาครัฐและผลการสำรวจของพวกเขาเองในการประเมินมูลค่าของรายได้เสริมสำหรับหนุ่มสาวที่มีงานทำ, มูลค่าเงินประกันสังคมที่รัฐเสียน้อยลง, และมูลค่าค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาชญากรรม (เช่น ค่าใช้จ่ายในการดูแลนักโทษ) ที่ลดลง นอกจากนี้ พวกเขายังใช้ข้อมูลจากผลการสำรวจสถานะแรงงานของรัฐในการวิเคราะห์ โดยสรุปได้ว่า โดยเฉลี่ย หนุ่มสาว 2 คนจากจำนวน 19 คนที่มีงานทำเมื่อสิ้นสุดโครงการปีแรก จะหางานทำได้เองโดยไม่ต้องอาศัยความช่วยเหลือ ดังนั้น Tomorrow’s People จึงคำนวณ SROI จากรายได้ของ 19-2 = 17 คน ไม่ใช่ 19 คน เมื่อคำนวณรายได้รวมของคนเหล่านี้ที่น่าจะทำได้ตลอดระยะเวลา 5 ปี และปรับลดด้วย discount rate เพื่อหามูลค่าปัจจุบันของรายได้ ก็ได้มูลค่าปัจจุบันเท่ากับ £543,000 ซึ่งเท่ากับว่าโครงการ Get Out to Work สามารถทำ SROI ในปีแรกสูงถึง £543,000 / £51,000 = 1,065% หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ ทุกๆ £1 ที่ลงทุนในโครงการ สามารถสร้างผลตอบแทนทางสังคมได้ถึง £10.65.


ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 27 ธันวาคม 2550



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter