บทบันทึกความทรงจำ ของชายวัยกลางคนก่อนเลือกตั้ง
สำหรับคนหนุ่มอายุ 18 ที่เรียนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีหนึ่ง ณ พ.ศ. 2527 ย่อมหมายว่า เขาเติบโตขึ้นท่ามกลางระบอบ กึ่งเผด็จการ-กึ่งประชาธิปไตย ภายใต้นายกฯ เปรม ที่พลังของระบบราชการนำโดยทหารและชนชั้นนำทางประเพณีครอบงำสังคมการเมืองไทย การขึ้นสู่ตำแหน่งนายกฯจากการเลือกตั้งเป็น ครั้งแรกในรอบ 12 ปี ของนายชาติชาย จึงเป็นหลักหมายทางการเมืองที่ชี้ว่า กระบวนการทำให้เป็นประชาธิปไตย (democratisation) ของไทยเริ่มต้นขึ้นอีกครั้งหนึ่ง กระบวนการนี้แม้ว่าจะสะดุดลงโดยการรัฐประหารของคณะ ร.ส.ช. ในปี 2534 ก็ตาม เหตุการณ์พฤษภาคม 2535 ก็เป็นการชี้ว่า พลังของทหาร ข้าราชการ และชนชั้นนำอนุรักษนิยมที่ครอบงำสังคมการเมืองไทยมาตลอดจะถูกกวาดตกเวทีประวัติศาสตร์ท่ามกลางเส้นทางสู่ประชาธิปไตยในที่สุด
ประสบการณ์เช่นนี้หล่อหลอมให้คนรุ่นผม มองพัฒนาการทางการเมืองในแง่บวก อย่างน้อย ก็ในแง่ระยะยาว จำได้ดีว่าในขณะเรียนปีสี่ ผมถกเถียงกับเพื่อนนักกิจกรรมอย่างมีความหวังลึกๆ ว่า เมื่อไรรัฐประหารจะไม่เกิดขึ้นในเมืองไทยอีกต่อไป ข้อสรุปร่วมของเราในตอนนั้นก็คือ เราคงต้องรอให้เศรษฐกิจเติบโตไปอีกระยะหนึ่ง จนกระทั่ง พลังของนายทุนและชนชั้นกลางกลายเป็นพลังหลักเข้าครอบงำสังคมการเมืองไทย และเมื่อนั้นรัฐประหารก็จะเกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป เนื่องจากเราเชื่อว่าภายใต้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมแบบเปิดที่เชื่อมโยงกับโลกทุนนิยมอย่างแนบแน่นนั้น มันไม่มีที่ทางให้แก่ระบบเผด็จการทหาร รวมทั้งเชื่ออีกด้วยว่าระบอบประชาธิปไตยจะเป็นระบบที่จะเอื้อหรือสอดคล้องกับผลประโยชน์ของชนชั้นกลางและนายทุนมากที่สุด และเพื่อผลประโยชน์แห่งชนชั้นของตัวเอง ทั้งสองชนชั้นก็จะปกป้องและสู้เพื่อระบอบประชาธิปไตย เมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 ขึ้น แม้ว่าจะมีข่าวลือรัฐประหารในช่วงเปลี่ยนรัฐบาลจากพลเอกชวลิต เป็นนายชวน หลีกภัย ในปลายปี 2540 ก็ตาม การที่สังคมไทยผ่านวิกฤต 2540 มาได้โดยไม่เกิดรัฐประหารนั้น ยิ่งตอกย้ำความเชื่อของผมว่า อย่างน้อยระบอบประชาธิปไตยที่การเปลี่ยนผู้ปกครองเกิดขึ้นจากการเลือกตั้งนั้น ลงหลักปักฐานอย่างหนาแน่น ในสังคมแล้ว
คืนวันที่ 19 กันยา 2549 ผมพบว่า ประสบการณ์ทางการเมืองจากวัยหนุ่มเป็นเวลา 20 ปีเศษของผมนั้น จะต้องถูกโยนทิ้งถังขยะประวัติศาสตร์มากกว่าอย่างอื่น การค้นพบนี้ ช่างมีรสชาติไม่ต่างจากประสบการณ์ของชาย ที่ถูกหญิงสาวบอกเลิกความสัมพันธ์อย่างกะทันหันภายหลังคบหากันมาหลายปีนัก
ก่อน 19 กันยา ผมไม่คิดว่าผมจะไร้ประสา (naive) ทางการเมืองได้มากขนาดนี้ เมื่อมองย้อนกลับแบบฉลาดหลังเหตุการณ์ ผมก็พบว่า มันมีสัญญาณเตือนล่วงหน้ามากมาย เริ่มต้นตั้งแต่กระแสการเรียกร้องนายกฯพระราชทานตามมาตรา 7 ซึ่งจุดโดย ชัยอนันต์ สมุทวณิช และปราโมทย์ นาครทรรพ และขานรับอย่างเป็นทางการโดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ตามด้วยปรากฏการณ์ตุลาการภิวัตน์ การโยกย้ายนายทหารระดับกุมกำลังในพื้นที่เขตกรุงเทพฯ การเดินสายบรรยายของ พลเอกเปรมตามโรงเรียนทหารทั้ง 3 เหล่าทัพ ในเรื่องทหารอาชีพกับม้าแข่ง โดยเปรียบเทียบว่ารัฐบาลเป็นแต่เพียงจ็อกกี้ ไม่ใช่เจ้าของม้า จนกระทั่ง 4 วันก่อนรัฐประหารที่นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ หนึ่งในห้าแกนนำของกลุ่มพันธมิตรฯ เขียนลงคอลัมน์ประจำของตัวเองในนิตยสารเนชั่นสุดสัปดาห์ว่า
“หากตุลาการภิวัตน์เอาไม่อยู่ คงเหลือเพียง สิ่งเดียวเท่านั้นที่จะจัดการได้ คือกองทัพภิวัตน์”
เพราะประสบการณ์ในวัยหนุ่มข้างต้น แม้จะผ่านรัฐประหารมา 3 ครั้งก่อน 19 กันยา ผมกลับมองข้ามสัญญาณเหล่านี้หมดสิ้น รวมทั้งคำเตือนของนักวิชาการบางท่านที่พูดชัดเจนว่า การเคลื่อนไหวของชนชั้นกลางที่นำโดยพันธมิตรฯนั้นจะเป็นบัตรเชิญให้ทหารทำรัฐประหาร แม้ผมจะมองเห็นว่าสถานการณ์ส่อไปในทิศทาง ที่รัฐประหารมีโอกาสเกิดสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็ตาม แต่ผมกลับตกอยู่ภายใต้ม่านหมอกของการปฏิเสธความเป็นจริง ผมเลือกที่จะไม่เชื่อเองว่า รัฐประหารจะเกิดขึ้นได้อีกครั้งหนึ่งในสังคมนี้ ใน พ.ศ.นี้ จนกระทั่งคืนนั้น...
อีกเพียงสามวันเท่านั้น การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นอีกครั้งหนึ่ง แต่ผมไม่คิดว่าผมจะสามารถหันกลับไปคืนดีกับการมองโลกในแง่บวกของวัยหนุ่มได้ อีกต่อไป หากความสูงวัยจะมีข้อด้อยแล้ว ผมเห็นว่าข้อด้อยหนึ่งของมันก็คือ การสูญเสียมุมมอง ของวัยเยาว์ต่อโลกรอบตัว
หากผมจะต้องเก็บรับบทเรียนจากการสูญเสียความไร้เดียงสาทางการเมืองในครั้งนี้แล้ว ผมคิดว่าบทเรียนบทแรกของผมคือ การที่สังคมการเมืองไทยยังคงตกอยู่ภายใต้กำกับและชักใยอย่างเหนียวแน่นจากชนชั้นนำอนุรักษนิยม-อภิสิทธิ์ชนที่นักวิชาการไทยศึกษาชาวอังกฤษผู้หนึ่ง ขนานนามว่าเป็น “เครือข่ายข้าราชบริพาร” (Network Monarchy) โดยเฉพาะในยาม “พิเศษ” หรือกล่าวอย่างรวบรัดที่สุด การรัฐประหารครั้งนี้โดยแก่นแท้แล้ว เป็นการ รัฐประหารเพื่อราชบัลลังก์ ดังเช่นที่พลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ให้สัมภาษณ์ในรายการ สภาท่า พระอาทิตย์ ของเอเอสทีวีเมื่อวันที่ 28 มกราคม 2550 ไว้ว่า สาเหตุที่แท้จริงในการยึดอำนาจครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์หลักก็เพื่อต้องการเปลี่ยนแปลงจาก “ระบอบเผด็จการทุนนิยม” [รัฐบาลทักษิณ] ไปเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข อย่างแท้จริง ส่วนเรื่องเหตุผล สี่ข้อ ที่ระบุก่อนหน้านี้ถือเป็นเรื่องรองลงไป แม้ว่า “ปัญญาชน” สาธารณะจำนวนหนึ่ง โดยเฉพาะเมื่อหลังเหตุการณ์ใหม่ๆ จะพยายามออกมา แก้ต่างให้กับการรัฐประหารโดยอ้างเหตุผลต่างๆ นานาก็ตาม พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ ไม่ว่าพื้นที่ทางการเมืองในรอบ 20 กว่าปีที่ผ่านมาจะเปิดกว้างและลึกขึ้นมากน้อยเพียงใดก็ตาม เครือข่ายข้าราชบริพารและระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข อย่างแท้จริง จะยังคงเป็น upper-limit หรือขอบฟ้าทางการเมืองของสังคมเราต่อไปอีกนาน การเคลื่อนไหวของ พลังทางสังคมทุกกลุ่มไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามจะ ไม่สามารถเคลื่อนออกนอกเส้นขอบฟ้านี้ได้
บทเรียนที่สองของผมก็คือ เส้นทางสู่ระบอบประชาธิปไตยยังคงคดเคี้ยวและยาวไกล ตราบใดที่ชนชั้นกลางและคนเมืองผู้มีอันจะกินทั้งหลาย ยังคงไม่ยอมรับการออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง ว่าเป็นกติกาและเกณฑ์สุดท้ายในการยุติและ ตัดสินความขัดแย้งทางการเมือง ตราบใดที่ ชนชั้นกลางอย่างเราๆ ท่านๆ ยังคงมองการออกเสียงเลือกตั้งด้วยทรรศนะที่ดูแคลน “ชาวบ้าน” ชนชั้นล่างว่า โง่ ขาดการศึกษา ไม่รู้ข่าวสารข้อมูล “ที่ถูกต้อง” เขาจึงถูกจูงใจให้ออกเสียงด้วยสินบน ไม่ว่าจะในรูปของการซื้อเสียง หรือนโยบาย ประชานิยม ที่มิใช่เกิดจากเจตจำนงเสรีแบบ ชนชั้นกลาง รวมทั้งการเรียกนักการเมืองว่า “นักเลือกตั้ง” และระบอบประชาธิปไตยที่เป็นอยู่ว่า “ระบอบเลือกตั้ง” ดังนั้นผลการเลือกตั้งจึง ไม่มีความชอบธรรม เพราะเกิดขึ้นจากการติดสินบนของนักการเมืองให้แก่ชาวบ้านผู้โง่เขลา ในขณะเดียวกันชนชั้นกลางก็ละเลย ไม่ปฏิเสธ หรือไม่ใส่ใจต่อการทำความเข้าใจในสิ่งที่ทับซ้อนหรือครอบงำ “ระบอบเลือกตั้ง” นี้อยู่ เช่น เครือข่ายข้าราชบริพารข้างต้น หรืออำนาจนอก/เหนือรัฐธรรมนูญ ตราบนั้นเส้นทางสู่ ระบอบประชาธิปไตยก็ยังคงยาวไกลต่อไป
เมื่อมองกลับไปที่ข้อถกเถียงกับเพื่อนนักกิจกรรมตอนชั้นปีสี่ ด้วยสายตาของคนที่มีอายุ เพิ่มขึ้นอีกยี่สิบปี ผมพบความอ่อนหัดของตรรกะข้างต้นที่ตั้งอยู่บนฐานข้อสมมุติว่า เมื่อพัฒนาการของเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นแล้ว มันจะสร้างชนชั้นกลางและนายทุนที่ผูกพันกับกติกาการเมืองแบบประชาธิปไตยตะวันตกที่ทุกคนมีสิทธิ์เสียง ทางการเมืองที่เท่าเทียมกัน ที่อย่างน้อยสุดก็ เท่าเทียมกัน ณ เบื้องหน้าหีบบัตรเลือกตั้ง แน่นอนว่าตอนนั้น ผมนึกไม่ถึงว่ายี่สิบปีต่อมา แม้กระทั่งความเท่าเทียมกันเป็นเวลาสองวินาที ในการหย่อนบัตรเลือกตั้ง เอาเข้าจริงแล้ว ความเท่าเทียมนี้ก็ยังไม่เกิดขึ้น
ณ ขณะนี้ผมเชื่อแล้วละว่า ราคาที่ต้องจ่าย เพื่อก้าวเข้าสู่วัยกลางคนนั้น ก็คือการสูญเสีย ความไร้เดียงสาของการมองโลกอย่างมีความหวัง ด้วยความเชื่อมั่นว่า ความก้าวหน้าจะเกิดขึ้นได้ ...ในอนาคต
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 27 ธันวาคม 2550



