ถึง พปช. เป็นรัฐบาล “ทักษิณ” ก็ไม่กลับไทย ถ้า…
โพลทุกโพล นักวิเคราะห์ทุกสำนักต่างบอกว่า พรรคพลังประชาชนจะได้เก้าอี้ ส.ส.มากที่สุดในการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคม บางสำนักถึงกับคาดว่า พรรคพลังประชาชนอาจชนะแบบถล่มทลายเกิน 200 เสียง ทิ้งห่างคู่แข่งอย่างพรรคประชาธิปัตย์แบบไม่เห็นฝุ่น
แต่ประเด็นที่ยังไม่มีใครกล้าฟันธงคือ นายสมัคร สุนทรเวช หัวหน้าพรรคพลังประชาชน จะได้เป็นนายกรัฐมนตรีหรือไม่
เพราะนอกจากมีคดีทุจริตจัดซื้อรถดับเพลิงซึ่งอาจต้องถูกส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองต้นปี 2551 แล้ว บุคลิกก้าวร้าว ชอบ “ผรุสวาท” รวมถึงปัจจัยทางการเมืองอื่นๆ อาจทำให้นายสมัครต้องหลีกทางให้บุคคลอื่นนั่งเก้าอี้ประมุขฝ่ายบริหารแทน
หัวหน้าพรรคการเมืองขนาดกลาง ขนาดเล็กบางพรรคฝันหวานว่า จะมีโอกาสนั่งเก้าอี้นายกฯแทนนายสมัคร
แต่ถ้านายสมัครไม่ได้นั่งเก้าอี้นายกฯจริง มีหรือที่ “ไอ้แอบหน้าเหลี่ยม” (ให้สอดคล้องกับที่นายสมัครพูดถึง “อีแอบผมขาว”) จะยอมให้คนที่ตนเองควบคุมไม่ได้เป็น “ตาอยู่”
ดังนั้นคนที่มีโอกาสจะนั่งเก้าอี้นายกฯแทนนายสมัคร ย่อมเป็นคนในพรรคซึ่งตัวเต็งคนหนึ่งคือ นพ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาธิการพรรค ที่เคยมีข่าวว่า “นายหญิง” ผลักดันให้นั่งเก้าอี้นายกฯแทนสมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ถูกกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขับไล่ในปี 2549 จึงมีโอกาสลุ้นเก้าอี้นายกฯอีกครั้งหนึ่ง
ยุทธศาสตร์ที่นายสมัครและพลพรรคใช้ในการหาเสียงครั้งนี้คือ ถ้าชนะการเลือกตั้ง จะนำตัว พ.ต.ท.ทักษิณ กลับประเทศไทยอย่างปลอดภัย ยุบคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) และแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ยุทธศาสตร์ดังกล่าวสอดคล้องกับคำปราศรัยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ผ่านวีซีดีที่ยืนยันว่า ถ้าพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้งและได้จัดตั้งรัฐบาลจะเดินทางกลับประเทศไทยทันที
อย่างไรก็ตาม การที่ พ.ต.ท.ทักษิณจะเดินทางกลับเมืองไทยหรือไม่ ต้องมีเงื่อนไขมากกว่าที่พรรคพลังประชาชนได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลเพราะเป้าหมายหลักของ พ.ต.ท.ทักษิณคือ ต่อสู้ให้หลุดจากคดีอาญาและพ้นจากการอายัดทรัพย์ของ คตส.
ดังนั้น สิ่งที่ พ.ต.ท.ทักษิณต้องดำเนินการคือ
หนึ่ง ผลักดันให้รัฐบาลพรรคพลังประชาชนยุบ คตส.ให้เป็นผลสำเร็จ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะต้องเสนอเป็นกฎหมายผ่านรัฐสภา ยิ่งถ้าพรรคพลังประชาชนไม่ได้เสียงเกินกึ่งหนึ่งหรือ 240 เสียงขึ้นไปแล้ว มิได้หมายความว่า พรรคร่วมรัฐบาลจะเห็นด้วย เพราะการปลดปล่อยให้ พ.ต.ท.ทักษิณเป็นอิสระจาก คตส. เท่ากับเพิ่มอำนาจต่อรองให้กับพรรคพลังประชาชน ทำให้พรรคร่วมรัฐบาลอื่นต้องตกเป็นเบี้ยล่างหนักยิ่งขึ้นไปอีก
แม้พรรคพลังประชาชนได้เสียงมากเกินกึ่งหนึ่ง แต่ก็ต้องเจอด่านวุฒิสภา (150 เสียง แบ่งเป็น 74 คน มาจากการสรรหา 76 คน มาจากการเลือกตั้ง) นั่นหมายความว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องคุมเสียงวุฒิสภาให้ได้เกินกึ่งได้ด้วยเช่นกันเพื่อให้เกิดความราบรื่น
นี่ยังไม่นับกระแสต่อต้านจากสาธารณชนที่อาจทำให้การยุบ คตส.มีความยากลำบากมากยิ่งขึ้น
สอง ประมาณเดือนมีนาคม คาดว่า คตส. (ถ้ายังไม่ถูกยุบ) จะสามารถส่งคดีที่ไต่สวนอยู่ 16 คดี ให้อัยการสูงสุดได้ทั้งหมด ในจำนวนนี้เป็นคดีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาจำนวน 7 คดี เช่น คดีการซื้อที่ดินถนนรัชดาภิเษก, คดีหวยบนดิน, คดีเงินกู้ธนาคารกรุงไทย 9,000 ล้านบาท คดีธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าปล่อยกู้พม่า 4,000 ล้านบาท คดีเอื้อประโยชน์แก่ตนเองและพวกพ้อง ฯลฯ
หลังจากนั้นภายใน 30 วัน หรือประมาณปลายเดือนเมษายนจนถึงพฤษภาคม อัยการสูงสุดต้องส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
จากประสบการณ์ ศาลฎีกาฯจะใช้เวลาในการพิจารณาคดีประเภทนี้อย่างต่อเนื่องจนกระทั่งตัดสินใช้เวลาประมาณ 4-5 เดือน แล้วรู้กันว่า จะติดคุกหรือไม่ โดยไม่มีการอุทธรณ์ ฎีกา
หมายความว่า ถ้า พ.ต.ท.ทักษิณเดินทางกลับมาประเทศไทยต้องเดินขึ้นศาลฎีกาฯเป็นว่าเล่น แม้ พ.ต.ท.ทักษิณจะชนะคดีหนึ่ง แต่อาจแพ้อีกคดีหนึ่งซึ่งไม่มีโอกาสแก้ตัว (อุทธรณ์) ต้องติดคุกทันที
คำถามคือ พ.ต.ท.ทักษิณซึ่งมีทรัพย์สินอยู่นับหมื่นนับแสนล้านบาทจะยอมเดินเข้าไปสู่จุดที่เสี่ยงคุกเสี่ยงตะรางเช่นนี้หรือ ถ้าไม่มั่นใจว่า จะล้มคดีหรือควบคุมกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบได้
การสร้างปัจจัยแวดล้อมทั้งทางสังคมและการเมืองให้เหมือนกับการต่อสู้คดีซุกหุ้นเมื่อปี 2543-2544 จนศาลรัฐธรรมนูญตัดสินให้ชนะด้วยเสียง 8 ต่อ 7 คงไม่ใช่เรื่องง่าย
ดังนั้นที่คุยว่า จะเดินทางกลับไทยทันที ถ้าพลังประชาชนได้จัดตั้งรัฐบาล ขอให้เป็นจริงเถอะเพราะไม่อยากเห็นอดีตผู้นำถูกเหยียดหยามว่า โกหกเอาตัวรอดไปวันๆ
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 22 ธันวาคม 2550



