สูตรสำเร็จของอภิชน
ช่วงที่ครอบครัวชินวัตรขายหุ้นชินคอร์ป มูลค่ากว่า 73,000 ล้านบาทให้แก่บริษัท เทมาเส็กโฮลดิ้ง จำกัด ของสิงคโปร์เมื่อเดือนมกราคม 2549 โดยใช้เทคนิคการขายหุ้นอย่างซับซ้อนเพื่อเป็นข้ออ้างที่จะไม่เสียภาษีแม้แต่บาทเดียวนั้น
นอกจากจะทำให้สาธารณชนตระหนักถึงธาตุแท้ของผู้นำประเทศในขณะนั้นแล้ว ดูเหมือนว่า ผู้คนต่างตระหนักถึงภัยอันตรายที่เกิดขึ้นจากผู้นำ นักการเมือง และอภิชนที่ไร้จริยธรรม
ความห่วงใยดังกล่าวทำให้สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) พยายามผลักดันหมวดว่าด้วยจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้าไปในร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550
ครั้งแรกที่ได้ยินข่าวว่าจะมีการบรรจุหมวดว่าด้วยจริยธรรมฯเข้าไปในร่างรัฐธรรมนูญนั้น ผมคัดค้านเต็มที่ นอกจากจะเห็นว่าจะทำให้รัฐธรรมนูญยาวอย่างไม่จำเป็นแล้ว ยังเห็นว่าการบังคับใช้คงล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงเพราะเรื่องจริยธรรมเป็นเรื่องภายในจิตใจที่มีสำนึกในเรื่องศีลและคุณธรรม
การออกกฎเกณฑ์มาบังคับใช้โดยมิได้มีสำนึกในการยอมรับหรือปฏิญาณที่จะยอมรับกฎจริยธรรมดังกล่าว จะทำให้ผู้คนพยายามหลีกเลี่ยงด้วยวิธีต่างๆ หรือมีข้ออ้างต่างๆ นานาเพื่อเอาตัวรอด
แต่ในที่สุดก็สามารถยัดหมวดว่าด้วยจริยธรรมฯเข้าไปในรัฐธรรมนูญสำเร็จ หมวดดังกล่าวให้ต้องกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมและกลไกสำหรับบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ
ถ้าเจ้าหน้าที่รัฐฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมให้ถือว่ามีความผิดทางวินัย แต่ถ้าเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกรณีเป็นการกระทำผิดร้ายแรงให้ส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไต่สวนเพื่อถอดถอนออกจากตำแหน่ง (รัฐธรรมนูญมาตรา 279)
อย่างไรก็ตาม ปัญหามีอยู่ว่าจะให้หน่วยงานใดทำหน้าที่สอดส่องกำกับดูแลให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองและเจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติตาม ไม่ฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม
จะตั้งองค์กรใหม่ก็กระไรอยู่ เลยหันไปคว้าผู้ตรวจการแผ่นดิน (เดิมชื่อผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา) มาทำหน้าที่โดยให้ผู้ตรวจการแผ่นดินมีอำนาจหน้าที่ในการให้คำแนะนำ เสนอแนะให้หน่วยงานต่างๆ ในการจัดทำประมวลจริยธรรม
ที่สำคัญคือมีอำนาจหน้าที่ในการส่งเสริมให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีจิตสำนึกในด้านจริยธรรม (มาตรา 280)
เมื่อรู้ว่า ส.ส.ร.เลือกให้ผู้ตรวจการแผ่นดินมีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบจริยธรรม ผมได้แต่ส่ายหน้าเพราะผู้ที่จะทำหน้าที่ดังกล่าวได้ต้องเป็นผู้มีจริยธรรมสูงในทางส่วนตัว เป็นที่ยอมรับของสังคม และไม่หน้าด้าน
แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในสำนักผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นอย่างไรรู้ๆ กันอยู่ ยังไม่ต้องพูดถึงผลงานเป็นชิ้นเป็นอันที่หาแทบไม่ได้
แต่แล้วผมเริ่มมีความหวังนิดๆ ว่า มาตรฐานจริยธรรมอาจซึมซาบเข้าไปในสำนึกของกลุ่มอภิชนบ้าง เมื่อ ป.ป.ช.ออกมาระบุว่า การที่มีรัฐมนตรีรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์จำนวนหนึ่งถือหุ้นในบริษัทเกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้ 5% แม้บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญได้เขียนยกเว้นการบังคับใช้ไว้ แต่ก็มีรัฐมนตรีลาออกไปหลายคน
ดังนั้น เมื่อคณะกรรมการป้องกันแและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีมติเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม ว่า กรรมการและอดีตกรรมการในองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ได้แก่ ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา 3 คน อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ 14 คน และอดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) 4 คน มีความผิดทางอาญาในการขึ้นค่าตอบแทนให้แก่ตนเองโดยมิชอบ มีมูลความผิดทางอาญาฐานเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157
จึงฝันหวานว่า จะเห็นอภิชนที่ยังมีตำแหน่งในองค์กรเหล่านี้ ซึมซาบสำนึกจริยธรรมเข้าไปในรูขุมขนแล้ว เพราะมติ ป.ป.ช.ที่ออกมามิได้เป็นการกล่าวหาลอยๆ แต่ผ่านกระบวนการไต่สวนมาอย่างครบถ้วนตามกฎหมาย และเคยมีคดีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษาว่า อดีต ป.ป.ช. 9 คนในเรื่องเดียวกันว่ามีความผิดมาแล้ว
แต่แล้วก็ฝันค้าง อภิชนเหล่านั้น นอกจากจะไม่ลาออกแล้ว ยังอ้างเป็นสูตรสำเร็จเหมือนกับอดีตอภิชนคนอื่นๆ เคยอ้างเป็นประจำจนแทบจะท่องได้ อาทิ ศาลยังไม่ตัดสิน (ถึงที่สุด) ยังถือว่า เป็นผู้บริสุทธิ์อยู่, ตนเองบริสุทธิ์พร้อมพิสูจน์ได้ ถ้าลาออกก็แสดงว่ายอมรับผิด จะต่อสู้คดีถึงที่สุด, ห่วงว่างานที่ดูแลอยู่จะได้รับผลกระทบ, เงินแค่นี้ไม่โกงหรอก
รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 เพิ่งประกาศใช้ได้ไม่กี่เดือน หมวดจริยธรรมฯก็ถูกลบด้วยอภิชนกลุ่มนี้แล้ว
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 15 ธันวาคม 2550



