อีกมุมของการแก้ปัญหาโลกร้อน
- ณ พัฒน์ -
napatization@gmail.com
วันนี้ผมขออนุญาตพักเรื่องร้อนๆ ของตลาดการเงินโลกไว้สักหน่อย ขอมาคุยเรื่องโลกร้อนดีกว่า
วันก่อนผมมีโอกาสไปฟังคุณ Bjorn Lomborg พูดเกี่ยวกับหนังสือเล่มใหม่ของเขา ซึ่งมีชื่อว่า Cool It : The Skeptical Environmentalist”s Guide to Global Warming มีประเด็นน่าสนใจหลายอย่าง เลยเอามาเล่าสู่กันฟัง ผมว่าน่าจะ จุดประกายให้คนคิดเรื่องนี้มากขึ้นนะครับ
คนที่ติดตามการถกเถียงเกี่ยวกับภาวะโลกร้อน คงรู้จักคุณ Lomborg อยู่พอสมควร คุณ Lomborg เป็นคนเดนมาร์ก มีชื่อเสียงในฐานะ คนที่มักมีความเห็นต่างจากชาวบ้าน โดยเฉพาะ ในประเด็นปัญหาสิ่งแวดล้อม Lomborg โด่งดัง มาจากหนังสือขายดี ที่มีชื่อว่า The Skeptical Environmentalist : Measuring the Real State of the World ที่กลายเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง ถึงกับมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบสวนเขาเลยทีเดียว ในข้อหาว่าสร้างข้อมูลเท็จ และบิดเบือนผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์
ที่ผ่านมา หลายๆ คนคงได้ยินเกี่ยวกับปัญหาเรื่องโลกร้อนผ่านทางหลายๆ สื่อ รวมถึงจาก หนังยอดฮิตอย่าง An Inconvenient Truth ของท่าน Al Gore เจ้าของรางวัลโนเบลคนล่าสุด ซึ่งปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ข่าวสารผ่านสื่อเหล่านี้ มีส่วนสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการกระตุ้นให้คนทั่วโลกหันมาสนใจกับปัญหาโลกร้อนกันมากขึ้น
Lomborg เน้นว่าเขาเชื่อว่าปัญหาโลกร้อน เป็นปัญหาจริง เกิดขึ้นจากฝีมือมนุษย์จริง และต้องการการแก้ไขก่อนจะสายเกินแก้ แต่เขาเถียงว่า การประโคมข่าวเรื่องโลกร้อน โดยแสดงให้เห็นถึงอันตรายของภาวะโลกร้อนแบบเกินจริง แม้ว่าอาจจะช่วยเพิ่มความสนใจเกี่ยวกับตัวปัญหา แต่อาจจะกำลังทำให้การแก้ไขปัญหาโลกร้อน และปัญหาอื่นๆ ไม่ตรงจุด และเราอาจจะไม่ได้กำลังหาทางออกที่ “ดีที่สุด” ให้แก่ปัญหาทั้งหลาย ภายใต้ทรัพยากรที่เรามีอย่างจำกัด
เขาเปรียบเทียบว่า การทำให้คน “กลัว” ผลกระทบจากปัญหาโลกร้อน และการให้ข้อมูลแบบไม่ครบถ้วน ก็เหมือนกับการที่คนโดนโจรเอาปืนมาจ่อหัว ระหว่างที่โดนปืนจ่อหัวนั้น คนคนนั้นคงลืมไปชั่วขณะว่าเขาจะใช้เงินอย่างไรให้เกิดประโยชน์มากที่สุดแก่ตัวเขาเอง แต่คงยื่นเงินให้แก่โจรคนนั้นไป โดยไม่รู้ว่าปืนกระบอกนั้นมีลูกหรือไม่ (!)
ประเด็นที่ Lomborg ดูจะไม่เห็นด้วยอย่างมาก คือ การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนภายใต้สนธิสัญญา Kyoto ที่หลายๆ ฝ่ายกำลังให้ความหวังว่าจะเป็นทางออก (ทางเดียว) ให้แก่ภาวะโลกร้อน
เขาบอกว่า การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอน ตาม Kyoto Protocol อาจจะมีต้นทุนสูงถึง 150 พันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี และยังมีผลต่อการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจของโลก ทั้งๆ ที่ เราไม่สามารถหยุดภาวะโลกร้อนได้ อย่างดีก็คงจะชะลอไปได้แค่ 6 ปีภายในปี 2100 เท่านั้น ซึ่งถ้ามองในแง่ของการวิเคราะห์ต้นทุนกับผลประโยชน์แล้ว ยังไงๆ ก็ไม่คุ้ม
นอกจากนี้แล้วเขายังชี้ให้เห็นว่าการรณรงค์เรื่องปัญหาโลกร้อนในขณะนี้ ที่เน้นการโฆษณา ชวนเชื่อ โดยประโคมข่าวผลกระทบของภาวะ โลกร้อนแบบเกินจริง และไม่ให้ข้อมูลที่ครบถ้วนแก่ผู้ฟัง
ยกตัวอย่างเช่น ผลกระทบของภาวะโลกร้อน ที่คนพูดถึงกันมากก็เช่น มีตั้งแต่คนจะตาย เพราะอากาศร้อนจะสูงขึ้น น้ำจะท่วมประเทศ จนคนไม่มีที่อยู่ โลกระบาดอย่างมาลาเรียจะมี มากขึ้น สภาพอากาศจะเปลี่ยนไปและมี ภัยธรรมชาติที่รุนแรงมากขึ้น (เหมือนในหนังเรื่อง The Day after Tomorrow) จนไปถึงเรื่องเล็กๆอย่างจำนวนหมีขั้วโลกที่จะต้องตายเพราะน้ำแข็งขั้วโลกที่จะละลายไป
แต่ Lomborg ก็เถียงว่า เรามีทางออกที่จะแก้ปัญหาเหล่านี้ที่มีต้นทุนต่ำกว่าการลดปริมาณ การปล่อยก๊าซคาร์บอน และปัญหาเหล่านี้ก็อาจจะไม่ได้รุนแรงอย่างที่โฆษณาชวนเชื่อกัน เพราะมีคนที่ได้ประโยชน์จากภาวะโลกร้อนด้วย
ตัวอย่างเช่น ประเด็นที่ว่าจะมีคนตายเพราะโลกร้อนเพิ่มขึ้น (เช่นในยุโรป) Lomborg เถียงว่า ถ้ามีคนตายเพราะโลกร้อนขึ้นจริง ก็ต้องมีคนรอดตายเพราะโลกอุ่นขึ้นในฤดูหนาวด้วยสิ เขายัง ยกสถิติขึ้นมาเปรียบเทียบด้วยว่า ในแต่ละปี มีคนหนาวตาย มากกว่าคนร้อนตายมาก ถ้าคิดถึงการเพิ่มสุทธิจากภาวะโลกร้อนแล้ว ภายในหนึ่งร้อยปีข้างหน้าน่าจะมีคนตายลดลงเพราะภาวะโลกร้อนด้วยซ้ำ (น่าคิดแหะ) นอกจากนี้เขายังบอกอีกว่า ถ้าเราห่วงคนที่จะตายเพราะอากาศร้อนมากจริงๆ เรามีวิธีที่มีต้นทุนต่ำกว่าในการแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด เช่น การปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้นในเมือง หรือแม้กระทั่งติดแอร์ให้คนที่มีความเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุหรือผู้ป่วย
ในประเด็นน้ำท่วมโลก ซึ่ง IPCC ซึ่งจัดตั้ง โดยสหประชาชาติประมาณการไว้ว่า ระดับน้ำทะเลน่าจะสูงขึ้น 18-38 ซ.ม. ในอีก 100 ปี ข้างหน้าในกรณีสมมติที่ “ดี” และไม่เกิน 59 ซ.ม. ในอีก 100 ปีข้างหน้าในกรณี “เลวร้าย”
Lomborg พูดถึงแค่กรณีสมมติที่ “ดี” และบอกว่า ไม่น่าห่วงอะไร เพราะ 100 ปีที่ผ่านมา ระดับน้ำทะเลก็สูงขึ้นมาแล้วเกือบ 30 ซ.ม. แต่ก็ไม่มีใครพูดถึงว่าเป็นเหตุการณ์สำคัญของศตวรรษ และด้วยความเร็วที่น้ำทะเลจะสูงขึ้น แต่ละประเทศสามารถลงทุนเพื่อป้องกันผลกระทบของระดับน้ำทะเลที่จะสูงขึ้นได้ ในต้นทุน ที่ต่ำกว่า ต้นทุนในการลดการปล่อยก๊าซมาก
ส่วนประเด็นที่บอกว่า ความเสียหายจากพายุและภัยธรรมชาติสูงขึ้นมากในช่วงระยะหลังๆ และน่าจะสูงขึ้นอีกเพราะภาวะโลกร้อน เขาเถียงว่า ความเสียหายที่สูงขึ้น ไม่ได้เกิดจากจำนวนพายุและความรุนแรงของพายุที่เพิ่มสูงขึ้น แต่เกิดจากคนเราไปสร้างสิ่งก่อสร้างขวางทางพายุมากกว่า (เช่น บ้านหรูๆ ทั้งหลายบนชายฝั่งฟลอริดา) มีคนเคยคำนวณว่า ถ้าเรามีสิ่งก่อสร้างที่เรามีอย่างทุกวันนี้เมื่อร้อยปีก่อน ความเสียหายที่เกิดจากพายุในรอบร้อยปีที่ผ่านมา ไม่ได้ดูสูงขึ้นเลย
หรือประเด็นที่ว่า ถ้าโลกร้อนจะทำให้หมีขั้วโลกตายปีละหลายตัว Lomborg ก็เถียงว่า จำนวนหมีขั้วโลกที่ตายจากฝีมือการล่าของมนุษย์ นั้นเยอะกว่าหมีขั้วโลกที่จะตายเพราะโลกร้อนหลายเท่านัก ถ้าเราห่วงหมีขั้วโลกจริงๆ ไปห้าม ไม่ให้คนไปล่าหมีไม่ดีกว่าเหรอ ?
แล้วอย่างนี้ทางออกคือการไม่ต้องทำอะไรเลยเหรอ ? เขาบอกว่าไม่ใช่ แต่เราควรหาวิธีที่มีต้นทุนต่ำที่สุด และเกิดประโยชน์สูงสุดมาใช้ เช่นถ้าเราต้องการลดการใช้น้ำมัน และการเผาไหม้เชื้อเพลิงอื่นๆ เราน่าจะลงทุนในการวิจัยและพัฒนาเพื่อหาแหล่งพลังงานทดแทนที่มีต้นทุนต่ำกว่าน้ำมัน และมีผลกระทบน้อยกว่า เช่น การลงทุนในการวิจัยแผงพลังงานแสงอาทิตย์ ที่ปัจจุบันมีราคาสูงมากจนไม่ค่อยมีคนอยากเอามาใช้ เขาเชื่อว่าถ้าเราลงทุนในการวิจัยมากกว่านี้ เราน่าจะสามารถนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ได้ในต้นทุนต่ำในอนาคตอันใกล้ ซึ่งเขาเชื่อว่า การลงทุนในการวิจัยนี้น่าจะถูกกว่าตัวเลข 150 พันล้านเหรียญต่อปี
เขาเลยตั้งคำถามว่า ในเมื่อเราสามารถแก้ไขผลกระทบจากภาวะโลกร้อนได้ด้วยวิธีที่มีต้นทุน ต่ำกว่ามาก ทำไมเราถึงจะต้องเลือกทางออกที่มีต้นทุนสูงในปัจจุบัน แต่เราจะไม่เห็นผลประโยชน์จนกระทั่งอีกเกือบร้อยปีข้างหน้า และประโยชน์ ก็อาจจะน้อยนิด (ชะลออุณหภูมิที่สูงขึ้นไปได้ แค่ หกปี) เมื่อเทียบกับต้นทุน แบบนี้ถ้าวิเคราะห์ ผ่านกรอบของ cost-benefit analysis ยังไงๆ ก็เป็นการลงทุนที่ไม่ดีแน่ๆ
เขาเลยตั้งคำถามต่อไปอีกว่า เพราะว่าเรามีทรัพยากรที่จำกัด และโลกเรามีปัญหาที่ต้องแก้ไขมากกว่าแค่ภาวะโลกร้อน แต่เราไม่สามารถจะทำอะไรพร้อมกันทุกอย่างได้ (แม้ว่าเราอยากจะทำก็ตาม) ถ้าเราต้องเลือกและจัดอันดับความสำคัญของปัญหาและต้นทุนในการแก้ไขปัญหา ปัญหาไหนควรจะได้รับการแก้ไขเป็นอันดับแรกๆ
ในการจัดอันดับของหลายๆ สถาบัน (รวมทั้ง Copenhagen consensus center ของ Lomborg) การลงทุนเรื่องโลกร้อน ได้รับความสำคัญในอันดับท้ายๆ เมื่อเทียบกับ การแก้ไขปัญหา เรื่องโรคเอดส์ โรคมาลาเรีย การเข้าถึงแหล่งน้ำสะอาด การศึกษา และปัญหาการขาดอาหาร
แม้ว่าผมจะไม่ได้เชื่อในสิ่งที่ Lomborg พูดทั้งหมด และหลายๆ อย่างที่เขาพูดยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าตัวเลขไหนน่าเชื่อถือกว่ากัน มีความเป็นไปได้ขนาดไหน และที่เล่ามานี้ไม่ได้จะบอกว่าเราไม่ควรทำอะไรเลยเกี่ยวกับปัญหาภาวะโลกร้อนนะครับ แต่ผมเห็นว่าประเด็นที่เขาตั้งขึ้นน่าสนใจดี และเป็นตั้งคำถามให้ผู้กำหนดนโยบายและคนทั่วไปได้คิด และเป็นการกระตุ้นให้สังคมมีการตั้งคำถามและวิเคราะห์ปัญหาอย่างมีเหตุมีผล
แต่ยังไงผมว่า ระหว่างที่คนเขาเถียงกันไปว่าจะทำยังไงกับ Kyoto Protocol และการเก็บภาษีการปล่อยก๊าซคาร์บอน เราทั้งหลายก็มีส่วนร่วมช่วยแก้ปัญหาโลกร้อนได้ด้วยการลดการใช้พลังงานที่ไม่จำเป็นไปพลางๆ ก่อนนะครับ ประหยัดเงินเรา แล้วยังช่วยโลกของเราได้อีก นิดหน่อย อย่างนี้คุ้มแน่นอนครับ
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 17 ธันวาคม 2550



