โรคเบื่อการเมือง (ของผม)
อีก 20 กว่าวัน พวกเราก็ต้องไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งอีกครั้งหนึ่ง โดยส่วนตัวหลังจากคิดมาหลายวันแล้ว ผมตัดสินใจแน่นอนว่าจะไม่เข้าคูหาไปใช้สิทธิ์ออกเสียง นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผมตัดสินใจล่วงหน้าว่าจะไม่ไปออกเสียง ทำไมผมให้ข้อสรุปเช่นนี้กับตัวเอง แน่นอนว่าส่วนสำคัญเกิดจากการเป็น “โรค” เบื่อหน่ายการเมือง ที่ผมเดาเอาเองว่ากำลังระบาดอย่างหนัก โดยเฉพาะในหมู่ชน ชั้นกลางของกรุงเทพฯ
ระบาดวิทยาของโรคนี้ ผมสังเกตเอาจากวรรณกรรมการเมืองในหน้าหนังสือพิมพ์ต่างๆ ตัวอย่างเช่นในฉบับวันพุธที่ 28 พ.ย.2550 หน้า 6 ของมติชนรายวัน ชิ้นแรกคือช่อง “การ์ตูนศล” ที่มีข้อความว่า “อยากเห็นนักการเมืองที่ชอบกลิ้ง กะล่อนพูดกลับไปกลับมา เล่นการเมืองอยู่แต่ในนี้” ... พร้อมภาพการ์ตูนประกอบที่เป็นรูปลายเส้นของคุณบรรหารโผล่เฉพาะส่วนหัวขึ้นมาจากถังขยะ ชัดเจนว่างานชิ้นนี้เป็นปฏิกิริยาตอบสนองต่อหัวหน้าพรรคชาติไทยที่พูดกลับไปกลับมา จากที่เคยให้สัมภาษณ์ว่า “การทำงานของพรรคชาติไทยจะไม่ทำให้ผู้ใหญ่ที่เคารพนับถือมา 30 ปี ต้องผิดหวังเป็นอันขาด” ซึ่งมีความหมายว่า พรรคชาติไทยจะจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง โดยจะไม่ยอมเข้าร่วมรัฐบาลที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำ แต่เมื่อ 23 พ.ย.นี้ คุณบรรหารก็ออกมาประกาศสลายขั้วกับพรรคประชาธิปัตย์ โดยกล่าวว่า “เราเป็นมิตรกับทุกพรรค...พรรคชาติไทยจะจับมือกับพรรคประชาธิปัตย์ ขอบอกว่าไม่ ไอ้ที่จับจะจับก็ตอนเป็นฝ่ายค้าน ผมเป็นคนมีวาจาสัตย์ เมื่อร่วมเป็นฝ่ายค้านก็เป็นฝ่ายค้าน แต่ตอนนี้พอเลือกตั้งก็ถือว่าหมดขั้วไปแล้ว หมดพันธะ หลังเลือกตั้งเราค่อยมาคุยกันว่า ใครบ้างที่สามารถจัดรัฐบาลได้เท่านั้นเอง จบ นี่คือการเมือง”
ชิ้นที่สองในคอลัมน์ “เดินหน้าชน” โดย สราวุฒิ สิงห์เอี่ยม เริ่มต้นด้วยการคัดลอกนิยามของคำว่า “การเมือง” และ “นักการเมือง” จากพจนานุกรม คำว่าการเมืองมีนิยามส่วนหนึ่งว่า “มีเงื่อนงำ หรือกระทำโดยมีเจตนาอื่นแอบแฝงเช่น ป่วยการเมือง” ในขณะที่นิยามของคำว่า “นักการเมือง” หมายถึงโดยปริยายว่า “ผู้มีความชำนาญในการวางกลอุบายเอาชนะผู้อื่น” ส่วนที่เหลือของข้อเขียนชิ้นนี้ก็เป็นแต่การยกเอาพฤติกรรมของนักการเมืองหลายๆ ท่านในช่วงที่เพิ่งผ่านมาเพื่อสนับสนุนนิยามทั้งสองข้างต้น
จากข้อเขียนทั้ง 2 ชิ้นในหน้าเดียวกันและวันเดียวกัน ทำให้ผมสรุปว่า โรคเบื่อการเมืองคงจะไม่เกิดแก่ผมคนเดียวเป็นแน่แท้ แต่เหตุผลที่ทำให้ผมเบื่อคงจะไม่เหมือนกับผู้เขียนทั้งสอง ความเบื่อของผมไม่ได้เกิดจากการทนพฤติกรรมส่วนตัว กลับกลอก พูดกลับไปกลับมาของนักการเมืองไม่ได้เป็นหลัก แต่เป็นเพราะผมไม่รู้จะไปเลือกใคร หรือพรรคอะไร ด้วยเหตุผลแบบไหน มากกว่าอย่างอื่น
เขตเลือกตั้งบ้านผมเป็นเขตกลางเมืองของกรุงเทพฯ โดยมีตัวแทนของพรรคประชาธิปัตย์และพรรคพลังประชาชนเท่านั้นที่มีโอกาสชนะการเลือกตั้ง ดังนั้นหากผมไม่เลือก 2 พรรคนี้ คะแนนผมก็จะสูญเปล่า แต่เมื่อพิจารณาตัวเลือกทั้งสองแล้ว ผมก็เลือกพรรคประชาธิปัตย์ไม่ลง สาเหตุที่เลือกไม่ลงเป็นเพราะผมทนพฤติกรรมของพรรคนี้ตั้งแต่หลังรัฐประหาร 19 กันยาเป็นต้นมาไม่ได้ ผมเห็นว่าพรรคนี้เป็นพวกฉวยโอกาสทางการเมือง ที่ไม่มีจุดยืนสนับสนุนระบอบประชาธิปไตยแบบเคารพเสียงข้างมากของ ผู้ลงคะแนนเลือกตั้ง และไม่ปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองแบบผิดหลักการ เช่น การรัฐประหาร เราไม่เคยเห็นว่าพรรคนี้จะออกมาต่อต้าน ประณาม หรือไม่ร่วมมือกับคณะรัฐประหารเลย
ตรงกันข้าม พรรคนี้เรียกร้องมาตรา 7 และนายกฯพระราชทานมาตั้งแต่ก่อนรัฐประหาร และนี่ยังไม่รวมท่าทีล่าสุดของพรรคผ่านเลขาธิการ “เทพเทือก” ที่ประกาศชัดเจนแล้วว่า หากพลังประชาชนชนะประชาธิปัตย์แบบ “สูสี” เขาก็พร้อมที่จะจัดตั้งรัฐบาลแข่ง โดยไม่ปล่อยให้พรรคพลังประชาชนมีโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาลก่อน ซึ่งแตกต่างกับประเพณีการเมืองของเราที่เป็นมา อย่างน้อยก็ตั้งแต่หลังรัฐบาลนายกฯชาติชาย ที่แม้แต่คุณชวน หลีกภัยก็ยึดถือ ด้วยเหตุผลแค่นี้ ผมก็เลือกพรรคประชาธิปัตย์ไม่ลงแล้ว
เมื่อหันมาดูตัวเลือกที่สองของผม ซึ่งก็คือพรรคพลังประชาชน ผมก็ทำใจเลือกไม่ลงอีกเช่นกัน สาเหตุหลักที่เลือกไม่ลงก็เป็นเพราะผลงานในอดีตของพรรคนี้ ถ้าถามผมว่า ผมรับผลงานใดของพรรคไทยรักไทยไม่ได้มากที่สุด ก็คงต้องตอบว่า เป็นเรื่องฆ่าตัดตอน 2,500 ศพ ในสงครามยาเสพย์ติดของรัฐบาลทักษิณ ไม่มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบไหนที่อนุญาตให้รัฐใช้อำนาจนอกกฎหมายในการฆ่าพลเมืองของตัวเองได้
ดังนั้นเมื่อวัดจากไม้บรรทัดประชาธิปไตย ผมก็เลือกพรรคพลังประชาชนไม่ลง เช่นเดียวกับที่เลือกพรรคประชาธิปัตย์ไม่ลง นี่ยังไม่นับว่าพรรคนี้มีขวาตกขอบแบบคุณสมัครเป็นหัวหน้าพรรค ซึ่งผมยังจำได้ถึงความเป็นขวาและบทบาทของแกในช่วงเวลาก่อนและหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 และการผสมข้ามพันธุ์ระหว่างอดีตฝ่ายซ้ายกับฝ่ายขวาของพรรคนี้
แต่เอาเข้าจริงแล้ว เหตุผลหลักที่ผมจะไม่ไปเลือกตั้งครั้งนี้นั้นก็ไม่ใช่ประเด็นข้างต้น อาการเบื่อการเมืองของผมเกิดจากการมองไม่เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ในระยะหลายปีข้างหน้า ตรงข้าม ผมเห็นแต่สิ่งเลวร้ายต่างๆ ที่มีโอกาสเกิดขึ้น
ประเด็นแรกแห่งความสิ้นหวังของผมก็คือ ทันทีที่ผลการเลือกตั้งปรากฏขึ้น พรรคทั้งสองก็จะแย่งสิทธิ์แข่งกันจัดตั้งรัฐบาล ปรากฏการณ์ “งูเห่า” ก็อาจเกิดขึ้นอีก นี่ยังไม่นับถึงข้อครหาตามหน้าหนังสือพิมพ์ ที่ว่ากันว่า รัฐ (บาล) เข้าข้างพรรคประชาธิปัตย์ และพยายามกำหนด ผลการเลือกตั้งก่อนมีการลงคะแนนเสียง
แต่ไม่ว่าพรรคใดในสองพรรคข้างต้นเป็นแกนกลางในการจัดตั้งรัฐบาลก็ตาม รัฐบาลหลังวันที่ 23 ม.ค. 2551 ก็ไม่น่าจะมีอายุยืน แต่จะเป็นรัฐบาลที่ “ทำอะไรไม่ได้” (ineffective government) เพราะจะเป็นรัฐบาลผสมหลายพรรคที่นายกฯมีอำนาจต่อรองกับรัฐมนตรีและหัวหน้ามุ้งต่ำ ทำให้นายกฯขับเคลื่อนนโยบายที่สัญญาไว้ตอนหาเสียงไม่ได้ ในขณะเดียวกันก็จะถูกคานอำนาจจากพลังอนุรักษนิยม เช่น ข้าราชการประจำ ผู้มีบารมีเหนือ/นอก รัฐธรรมนูญมากขึ้นด้วย ซึ่งเป็นผลจากกฎ กติกาการเมืองภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ในขณะที่เราจะมีรัฐบาลที่ทำอะไรไม่ได้นี้นั้น สถานการณ์เศรษฐกิจข้างหน้ากลับเรียกร้องต้องการรัฐบาล “ที่ทำอะไรได้” ภายใต้ภาวะที่ค่าเงินบาทจะแข็งขึ้นอีก น้ำมันจะแพงขึ้นหรือไม่ถูกลง การขยายตัวของการลงทุนเอกชนที่ติดลบ การสูญเสียความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออก ทำให้ธนาคารโลกออกมาเตือนแล้วว่าเศรษฐกิจไทยจะขยายตัวต่ำที่สุดของภูมิภาคนี้เป็นปีที่สองติดต่อกันในปีหน้า ภาวะเช่นนี้ยิ่งทำให้เราต้องการรัฐบาลที่ทำอะไรได้มากขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่จะเป็นไปได้ยากมากภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550
เมื่อรัฐบาล “ทำอะไรไม่ได้” เพราะเอาแต่มีพฤติกรรมตามข้อเขียนสองชิ้นข้างต้น (อย่าลืมว่าพฤติกรรมข้างต้น เช่น การย้าย หรือขู่ที่จะย้ายพรรคเพื่อต่อรองผลประโยชน์นั้น ทำได้ง่ายขึ้นมากภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550) ในขณะที่ภาวะข้างหน้าเศรษฐกิจไม่สดใส ความอดทนทางการเมือง (ของชนชั้นกลางเป็นหลัก) โดยเฉพาะต่อพฤติกรรมของนักการเมือง ก็น่าจะน้อยลงเรื่อยๆ จนอาจจะนำไปสู่วิกฤตการเมืองอีกครั้งหนึ่ง (หากเราไม่ถือว่าสิ่งที่ดำรงอยู่ในเวลานี้เป็น วิกฤตการเมืองอยู่แล้ว)
เป็นไปได้ว่าเมื่อถึงตอนนั้น กระแสสูงของการเรียกร้องให้มีการแก้รัฐธรรมนูญไปในทิศทางที่เพิ่มอำนาจของฝ่ายบริหารแบบฉบับปี 2540 ก็อาจจะเกิดขึ้นได้ แต่โอกาสที่จะแก้สำเร็จด้วยการรวมพลังของนักการเมืองพรรคต่างๆ จนมีเสียงมากพอนั้นก็เป็นไปได้ยาก ภายใต้การแตกตัวเป็นพรรคเล็กพรรคน้อยหลายพรรคในปัจจุบัน หรือความพยายามแก้รัฐธรรมนูญนี้ก็อาจจะถูกต่อต้านจากพลังอนุรักษนิยม/อภิสิทธิ์ชน ซึ่งรวมถึงฝ่ายทหารด้วย
หากเป็นไปตามนี้จริงแล้ว สิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้ตามมาก็มีสองทาง คือ หนึ่ง เกิดการเคลื่อนไหวประท้วงในท้องถนนครั้งใหญ่ เพื่อเรียกร้องการแก้รัฐธรรมนูญ ซึ่งอาจนำไปสู่เหตุการณ์อะไรๆ ต่อไปก็ได้ และเราไม่สมควรลืมคำเตือนของพระพุทธองค์ด้วยว่า สังขารของคนเรานั้นไม่เที่ยง อันการเกิด แก่ เจ็บ ตาย นั้นเป็นเรื่องธรรมดาโลก สอง เกิดรัฐประหารขึ้นอีกครั้งหนึ่ง ซึ่ง ผลร้ายที่ตามมานั้นคงไม่ต้องพูดถึงในที่นี้
เมื่อผมมองโลกในแง่ร้ายเช่นนี้แล้ว ผมจึงไม่รู้ว่าการไปลงคะแนนเลือกตั้งของผมเองในวันที่ 23 ธ.ค.นี้ จะมีประโยชน์อะไร จะไปฉีกบัตรเลือกตั้งประท้วงก็กลัวติดคุก
แต่ไหนๆ ครม.ก็กำหนดให้วันที่ 24 ธ.ค. เป็นวันหยุดแล้ว ผมว่า ผมจะใช้เวลาช่วงนั้นไปเที่ยวทางเหนือรับลมหนาว เพื่อลดการมองโลกในแง่ร้ายลงดีกว่า!
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 3 ธันวาคม 2550



