เผือกร้อน (เอกสารลับ) ในมือ กกต.
หวั่นเกรงกันว่า กรณีเอกสารลับแผนปฏิบัติการข่าวสารตั้งแต่ปัจจุบันถึงวันเลือกตั้งของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และกองทัพบก จะกลายเป็นระเบิดเวลาทางการเมือง
ถ้าคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วินิจฉัยว่า เจ้าหน้าที่รัฐผู้จัดทำแผนปฏิบัติการข่าวสารมีความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ.2550 มาตรา 57 เพราะใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายกระทำการใดๆ เพื่อเป็นคุณหรือเป็นโทษแก่ผู้สมัครและพรรคการเมือง
อ่านพบเบื้องหลังการสอบสวนของคณะกรรมการสืบสวนที่มีนายสุพล ยุติธาดา เป็นประธานใน “มติชนออนไลน์ (matichon.co.th)” จึงนำมาประกอบเล่าถึงข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายบางประการ
ในการสอบสวนคณะกรรมการได้ให้พรรคพลังประชาชนและกองทัพบกนำเอกสารลับมายื่นให้แก่คณะกรรมการ
ปรากฏว่า เอกสารทั้งสองชุดมีรายละเอียดบางจุดไม่ตรงกัน แต่ส่วนใหญ่แล้วตรงกันเกือบหมด รวมทั้งลายเซ็นบันทึกปะหน้าเอกสารลับที่มีการนำเสนอเป็นลำดับชั้นจากผู้ช่วยเสนาธิการทหารบก ผ่าน พล.อ.มนตรี สังขทรัพย์ เสนาธิการทหารบก พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา และ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก (ผู้ช่วย ผบ.ทบ.) จนถึง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผบ.ทบ.และประธาน คมช.ลงนามอนุมัติ
อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการเห็นตรงกันว่า การพิจารณาว่า เอกสารที่ได้ทั้งสองชุดว่า ฉบับไหนเป็นของจริงหรือปลอม เป็นเรื่องยาก เพราะเป็นเพียงสำเนาเอกสาร
นอกจากนั้นเมื่อต้นฉบับอยู่กับฝ่ายหนึ่ง การแก้ไขหรือทำย้อนหลังสามารถทำได้ง่ายเพราะเทคโนโลยีก้าวหน้าและมีผู้เกี่ยวข้องไม่กี่คน
ดังนั้นคณะกรรมการจึงพิจารณาเนื้อหาในเอกสารที่ได้จากกองทัพบกเป็นหลักฐานพบว่า มีเนื้อหาที่เสนอให้มีการวางแผนสกัดพรรคพลังประชาชนมิให้ชนะการเลือกตั้งโดยอ้างเรื่องปัญหาความมั่นคง
จากนั้นคณะกรรมการมีความเห็นในประเด็นสำคัญดังนี้
หนึ่ง คณะกรรมการทั้ง 7 คน มีความเห็นตรงกันว่า เจ้าหน้าที่จัดผู้จัดทำเอกสารดังกล่าวเข้าข่ายวางตัวไม่เป็นกลางทางการเมือง
สอง การกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐที่จัดทำเอกสารเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งฯ มาตรา 57 หรือไม่
เสียงข้างน้อย 3 เสียง เห็นว่า แม้เจ้าหน้าที่รัฐดังกล่าววางตัวไม่เป็นกลาง แต่ไม่เป็นการใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายเพราะการกระทำของ คมช.และกองทัพบกเป็นการทำหน้าที่รักษาความมั่นคงซึ่งเข้าข้อยกเว้น ตามมาตรา 57 วรรคสองที่ระบุว่า การใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมาย มิให้รวมถึงการปฏิบัติหน้าที่ตามปกติที่พึงต้องปฏิบัติในตำแหน่งหน้าที่ของเจ้าหน้าที่รัฐนั้น
เสียงข้างมาก 4 เสียง เห็นว่า ต้องนำรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 มาตรา 74 วรรคสองซึ่งระบุว่า “ในการปฏิบัติหน้าที่และในการปฏิบัติการอื่นที่เกี่ยวข้องกับประชาชน เจ้าหน้าที่รัฐต้องวางตนเป็นกลางทางการเมือง” มาพิจารณาประกอบด้วย
ดังนั้นแม้อ้างว่า เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในการรักษาความมั่นคง แต่ในเอกสารระบุชัดว่า ให้มีการสกัดกั้นพรรคพลังประชาชน ก็เข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรา 57 วรรคหนึ่ง
สาม เมื่อเสียงคณะกรรมการแตกต่างกันมาก แม้ กกต.ให้อำนาจแก่คณะกรรมการแจ้งข้อกล่าวหาแก่ผู้ที่เข้าข่ายกระทำผิด คณะกรรมการมีมติส่งเรื่องให้ กกต.วินิจฉัยว่า จะดำเนินการอย่างไรต่อไป โดยรายงานการสืบสวนเขียนความเห็นของกรรมการเสียงข้างมากและข้างน้อยไว้อย่างชัดเจน
ถ้า กกต.ชี้ขาดตามเสียงข้างน้อย ทุกอย่างก็จบ แต่ต้องมีเหตุผลที่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนและอาจจะพบกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างรุนแรง
ถ้า กกต.ชี้ขาดตามเสียงข้างมาก กกต.ต้องสั่งให้เจ้าหน้าที่รัฐเหล่านั้นยุติการกระทำที่ไม่เป็นกลาง และเสนอนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีกลาโหมสั่งย้ายเจ้าหน้าที่รัฐผู้นั้นพ้นตำแหน่งชั่วคราว (มาตรา 57 วรรคสาม)
นอกจากนั้น มาตรา 137 ยังกำหนดว่า ผู้กระทำฝ่าฝืนมาตรา 57 ต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 1-10 ปี และปรับตั้งแต่ 20,000 บาทถึง 200,000 บาท และให้ศาลสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งมีกำหนด 10 ปี
ผู้ที่จะได้รับผลกระทบเต็มๆ คือ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน รองนายกรัฐมนตรี (อดีตประธาน คมช.และ อดีต ผบ.ทบ.) ทำหน้าที่ประธานประธานคณะกรรมการดำเนินการตามวาระแห่งชาติว่าด้วยการรณรงค์แก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียง (ครส.) ที่อาจต้องถูกโยกพ้นตำแหน่ง
ขณะเดียวกันมีการลุ้นกันว่า พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. จะต้องโดนหางเลขด้วยหรือไม่
แต่ยังไม่ทันไร พล.อ.สมเจตน์ บุญถนอม หัวหน้าสำนักงานเลขาธิการ คมช. ทำหนังสือถึงประธาน กกต. ให้ทบทวนมติคณะกรรมการสืบสวนอ้างว่าการกระทำของ คมช. ได้รับการคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญและพรรคการเมืองพรรคหนึ่งต้องการสืบทอดอำนาจกลับมาคิดบัญชีกลุ่มต่างๆ
เห็นชัดว่า คมช.ต้องดิ้นรนเพื่อให้พ้นความผิดซึ่งไม่อาจคาดเดาได้ว่า การดิ้นรนดังกล่าวจะมีผลกระทบในทางการเมืองมากน้อยขนาดไหน
และอาจเป็นการพิสูจน์คำพูดว่า “การปฏิวัติงี่เง่าที่สุดในโลก” เป็นจริงหรือไม่ด้วย
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 1 ธันวาคม 2550



