โอซามา บินลาเดน และการเปิดฉากสงครามก่อการร้าย
ในบรรดาสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของชาวอิสลาม…นอกเหนือไปจากสุเหร่าศักดิ์สิทธิ์หรือ “โดมแห่งศิลา” อันเป็นที่ฝังร่างของบุคคลสำคัญๆ ในศาสนาอิสลามจำนวนมากมาย และถูกสร้างขึ้นมาซ้อนทับ “วิหารพระเจ้า” ของชาวยิวมานานนับเป็นพันๆ ปีในพื้นที่ที่เรียกกันว่า “เวลลิ่ง วอลล์” ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางกรุงเยรูซาเล็มแล้ว ก็ยังมีศาสนสถานที่สำคัญอีก ๒ แห่งที่ถือเป็นจุดศูนย์กลางทางจิตวิญญาณของชาวอิสลามนั่นก็คือ มหานคร “เมกกะ” (มักกะฮ์) ซึ่งเป็นที่ตั้งของวิหารอันเป็นที่ประดิษฐานของหินศักดิ์สิทธิ์ที่เรียกกันว่า “อัล-กะอ์บะห์” หรือเป็นสถานที่ที่มุสลิมทั่วโลกต่างก็ต้องพยายามหาทางไปแสวงบุญยังสถานที่แห่งนี้ให้ได้ซักครั้งในชีวิต ในฐานะผู้ที่ยอมรับความเป็นอิสลามกันในแต่ละราย อีกสถานที่หนึ่งก็คือนคร “เมดินา” อันเป็นสถานที่ที่พระศาสดาโมฮัมหมัดได้อพยพหลบหนีผู้ปองร้ายจากนครเมกกะไปปักหลักตั้งมั่นวางรากฐานศาสนาอิสลามขึ้นมาได้อย่างมั่นคง จนถือเป็นจุดเริ่มต้นของ “ศักราชฮิจเราะห์” นับตั้งแต่นั้นมา….
พื้นที่อันเป็นที่ตั้งของศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์ ๒ แห่งที่ว่านี้…เผอิญได้ตกอยู่ภายใต้การครอบครองผู้นำชาวอาหรับเผ่า ”อานิซาห์” รายหนึ่งซึ่งมีชื่อว่า ”อับดุล อาซิซ อิบน์ อับดุล ราห์มาน อัล-ซาอุด” ตั้งแต่ในช่วงปี ค.ศ.๑๙๐๒ ผู้ซึ่งในเวลาต่อมาได้สถาปนาตัวเองขึ้นเป็นกษัตริย์ และแปรสภาพพื้นที่เหล่านี้ให้กลายเป็น ”ราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย” ภายใต้การปกครองของราชวงศ์ ”อัล-ซาอุด” มาจนตราบเท่าทุกวันนี้….
ในช่วงประมาณสงครามโลกครั้งที่ ๑ ขณะที่กษัตริย์อับดุล อาซิซ มีพระราชประสงค์ที่จะปรับปรุงบูรณะพระราชวัง รวมทั้งทำการปฏิสังขรณ์วิหารศักดิ์สิทธิ์ในมหานครเมกกะ ว่ากันว่า…พระองค์ได้พบกับช่างก่อสร้างชาวมุสลิมนิกายซุนหนี่ ผู้ยากจนรายหนึ่ง ที่อพยพมาจากตอนใต้ของเมืองเยเมน เข้ามาอาศัยอยู่ในซาอุดิอาระเบีย แต่มีฝีไม้ลายมือในการก่อสร้างเป็นที่เลื่องลือ… ช่างก่อสร้างรายนี้มีชื่อเรียกกันว่า ”ชีค โมฮัมหมัด บิน ลาเดน”
และจะด้วยเหตุผลอื่นใดนอกเหนือไปจากความโปรดปราน หรือความไว้วางพระราชหฤทัยในฝีมือการก่อสร้างก็ยังเป็นสิ่งที่ใครต่อใครยังไม่สามารถหาคำตอบได้ชัดเจนอยู่จนทุกวันนี้ แต่ทำให้หลังจากนั้นเป็นต้นมา ความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวกษัตริย์แห่งราชวงศ์ ”อัล-ซาอุด” กับครอบครัว ”บิน ลาเดน” ก็เจริญเติบโตงอกงาม ไปพร้อมๆ กับการเปลี่ยนแปลงฐานะของตระกูลช่างก่อสร้างตระกูลนี้ ให้กลายมาเป็นอภิมหาเศรษฐีในประเทศซาอุดิอาระเบียในเวลาอันรวดเร็ว เนื่องจาก ”โมฮัมหมัด บิน ลาเดน” ได้กลายเป็นผู้ผูกขาดสัมปทานงานก่อสร้างสำคัญๆ จากราชวงศ์อัล-ซาอุดอย่างไม่ขาดสาย ไม่เพียงแต่งานก่อสร้างในประเทศซาอุดิอาระเบียเท่านั้น…แต่แม้กระทั่งงานฟื้นฟูบูรณะวิหารอิสลามในนครเยรูซาเล็ม ก็ถูกมอบหมายให้อยู่ภายใต้การจัดการของบริษัทก่อสร้างของ ”โมฮัมหมัด บิน ลาเดน” ด้วยเช่นกัน…
นอกเหนือไปจากธุรกิจก่อสร้างของ ”โมฮัมหมัด บิน ลาเดน” จะเติบโตขยายตัวจนมีปริมาณทรัพย์สินนับเป็นพันๆ หมื่นๆ ล้านดอลลาร์ มีเครือข่ายการลงทุนในธุรกิจก่อสร้างและธุรกิจอื่นๆ อยู่ในทั่วทั้งตะวันออกกลางไปจนถึงยุโรปและอเมริกาแล้ว บุตรหลานของ ”โมฮัมหมัด บิน ลาเดน” ในแต่ละรุ่นแต่ละวัยจำนวนไม่น้อยกว่า ๕๐ คน ที่เกิดจากภรรยาหลายต่อหลายเชื้อชาติจำนวนกว่า ๒๐ราย ไม่ว่าภรรยาที่เป็นชาวเยเมน ชาวซาอุดิอาระเบีย ชาวซีเรีย ชาวเลบานอน หรือชาวอียิปต์ ฯลฯ ต่างก็ได้กลายเป็นลูกหลานของชนชั้นสูงที่เติบโตคลุกคลีมากับสมาชิกราชวงศ์ซาอุดิอาระเบียอย่างใกล้ชิดมาโดยตลอด…
บทพิสูจน์ความสัมพันธ์ที่แน่นเหนียวใกล้ชิดเช่นนี้ได้ถูกแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนในหลายครั้งหลายครา อาทิ ในกรณีหนึ่งที่…สมาชิกในตระกูล ”บิน ลาดิน”บางรายอย่าง ”มาห์รัส บิน ลาเดน” เคยถูกกล่าวหาในข้อหาที่ร้ายแรงฉกาจฉกรรจ์ ว่าได้ร่วมมือกับลูกชายสุลต่านแห่งเยเมนสนับสนุนกลุ่มอิสลามฝ่ายนิยมอิหร่าน ให้ก่อการยึดวิหารเมกกะ ในปี ค.ศ. ๑๙๗๙ โดยใช้รถบรรทุกของบริษัทก่อสร้างของตระกูล ลอบขนอาวุธให้กับกลุ่มผู้ก่อการ แต่หลังจากรัฐบาลซาอุฯ ได้ทำกวาดล้างจับกุมกลุ่มผู้ก่อการได้ทั้งหมด และนำไปประหารชีวิตอย่างเปิดเผยเป็นจำนวนถึง ๖๐ กว่าคน แต่สำหรับ ”มาห์รัส บิน ลาเดน” กลับได้รับการปล่อยตัว และกลับมาใช้ชีวิตเป็นนักธุรกิจดูแลบริษัทสาขาของครอบครัวในนครริยาดห์ได้ตามปกติ…
อย่างไรก็ตาม…นอกเหนือไปจากเรื่องราวของ ”มาห์รัส บิน ลาเดน” ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงบารมีของตระกูล
”บิน ลาเดน” อันเนื่องมาจากสายสัมพันธ์ที่แน่นเหนียวกับราชวงศ์อัล-ซาอุดดังที่กล่าวไปแล้ว บารมีของผู้คนในตระกูล ”บิน ลาเดน” ก็ยังไม่ได้จำกัดอยู่แต่ในขอบเขตราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบียแต่เพียงเท่านั้น ยังมีเรื่องราวของทายาทอีก ๒ รายที่ถูกนำไปโจษจันกันในระดับโลกจนแม้กระทั่งทุกวันนี้ รายหนึ่งนั้นมีชื่อว่า ”ซาเล็ม บิน ลาเดน” ลูกชายที่ได้รับตำแหน่งเป็นผู้ดูแลกิจการของตระกูลหลังจากที่ ”โมฮัมหมัด บิน ลาเดน” เสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุทางเครื่องบินในปี ค.ศ. ๑๙๖๗ ส่วนอีกรายก็คือลูกชายที่เกิดจากภรรยาคนที่ ๑๐ ซึ่งเป็นชาวซีเรีย ผู้มีชื่อเรียกขานกันว่า ”โอซามา บิน ลาเดน”…นั่นเอง!!!
สำหรับ ”ซาเล็ม บิน ลาเดน” นั้น…ถึงแม้นชื่อของเขาจะไม่ได้ถูกพูดถึงกันอย่างกว้างขวางมากนัก แต่ในแง่บทบาทและความเชื่อมโยงระหว่างตัวของเขากับน้องชายต่างมารดาอย่าง ”โอซามา บิน ลาเดน”…ก็กลายเป็นเรื่องราวที่ก่อให้เกิดปมปริศนากับใครต่อใครอยู่ไม่น้อย จากอดีตนักกีตาร์วงร็อคในยุคซิกซ์ตี้ เมื่อผู้เป็นบิดาเสียชีวิตเพราะอุบัติเหตุทางเครื่องบิน ”ซาเล็ม” ก็ได้เข้ามาดูแลกิจการธุรกิจของครอบครัวแทนพ่อ และหนึ่งในจำนวนนั้นก็คือการดูแลเงินลงทุนของครอบครัวในสหรัฐอเมริกา ซึ่งคาดกันว่าน่าจะมีมูลค่าไม่น้อยกว่า ๑๖,๐๐๐ล้านเหรียญสหรัฐ
ในปี ค.ศ. ๑๙๗๖ “ซาเล็ม บิน ลาเดน” และ ”คาลิบ บิน มาห์ฟูซ” นายธนาคารชาวอาหรับผู้ดูแลกิจการธนาคารในเครือของราชวงศ์ซาอุดิอาระเบีย ได้ตัดสินใจที่จะจ้างอดีตนักบินในกองทัพอากาศอเมริกันรายหนึ่งที่ออกมาทำธุรกิจก่อสร้างให้เป็นตัวแทนดูแลผลประโยชน์และการลงทุนของตระกูลบิน ลาเดน และของราชวงศ์ซาอุฯ ในสหรัฐ อดีตนักบินรายนั้นมีชื่อว่า ”จิม บาธ” ซึ่งเป็นเพื่อนสนิทกับลูกชายนักการเมืองผู้ทรงอิทธิพลรายหนึ่งในสหรัฐอเมริกา ในระหว่างที่ลูกชายนักการเมืองรายนั้นถูกเกณฑ์เป็นให้เป็นอาสาสมัครในหน่วย ”Texas Air National Guard” แทนการถูกส่งไปรบในสมรภูมิเวียดนาม ซึ่งลูกชายนักการเมืองรายนั้นก็คือ ”จอร์จ ดับเบิลยู บุช” ผู้ซึ่งกลายมาเป็นประธานาธิบดีสหรัฐในปัจจุบันนั่นเอง….
จะเป็นอย่างที่ ”จิม บาธ” ได้อ้างเอาไว้ว่า พ่อของเพื่อนคือ ”บุชผู้พ่อ” ซึ่งได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการซีไอเอ.ในระยะนั้น ต้องการให้เขาซึ่งเป็นเพื่อนของลูกชายเข้าไปตีสนิทกับนักธุรกิจชาวอาหรับ หรือจะเป็นเพราะนักธุรกิจอย่าง ”ซาเล็ม” และ ”คาลิบ” มองเห็นช่องทางที่จะอาศัย ”บาธ” เข้าไปตีสนิทกับผู้มีอำนาจในวงการเมืองอเมริกันก็แล้วแต่…แต่ก็ได้ทำให้สายสัมพันธ์ระหว่าง ”ตระกูลบิน ลาเดน” กับ ”ตระกูลบุช” เริ่มมีความผูกพันกันและกันนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา หน่วยงานซีไอเอ. ในระยะนั้นได้กลายเป็นผู้รับจ้างฝึกหน่วยทหารองครักษ์ให้กับราชวงศ์ซาอุดิอาระเบีย พร้อมกับร่วมทำธุรกิจการบินกับนักธุรกิจอาหรับ ในขณะที่หลังจาก ”จอร์จ ดับเบิลยู บุช” พ้นกำหนดการเป็นอาสาสมัครรับใช้ชาติและเริ่มเข้าสู่วงการธุรกิจของครอบครัวด้วยการจัดตั้งบริษัทขุดเจาะน้ำมันชื่อว่า ”อาร์บัสโธ” ในปี ค.ศ. ๑๙๗๘ เงินลงทุนก้อนใหญ่ของบริษัทนับล้านดอลลาร์ ก็ได้มาจากครอบครัว ”บิน ลาเดน” ที่ลงทุนผ่าน ”จิม บาธ” นั่นเอง…
ในปี ค.ศ. ๑๙๗๙เมื่อรัฐบาลอเมริกันตั้งแต่ยุคประธานาธิบดี ”จิมมี่ คาร์เตอร์” วางโครงการที่จะให้เงินสนับสนุนแก่กลุ่มนักรบอิสลามที่เรียกกันว่า ”มูจาฮิดีน” ในอัฟกานิสถาน เพื่อให้ต่อต้านกองกำลังของโซเวียตรัสเซียที่บุกเข้ายึดประเทศอัฟกานิสถานในขณะนั้น ด้วยเม็ดเงินในระดับ ”ไม่อั้น” หรือมากกว่าครั้งใดๆ ในประวัติศาสตร์การช่วยเหลือกองกำลังติดอาวุธนอกประเทศของอเมริกา เพื่อต้องการให้อัฟกานิสถานกลายเป็น ”เวียดนามของรัสเซีย” และนโยบายดังกล่าวก็ดำเนินต่อเนื่องมาจนถึงปี ค.ศ. ๑๙๘๐ ในช่วงของรัฐบาลประธานาธิบดี ”โรนัลด์ เรแกน” ซึ่งมี ”บุชผู้พ่อ” ดำรงตำแหน่งรองประธานาธิบดี ในช่วงใกล้เคียงกันนั้น ”โอซามา บิน ลาเดน” น้องชายคนโปรดของ ”ซาเล็ม” ก็เกิดแรงบันดาลใจที่จะไปร่วมทำสงครามญิฮาดเพื่อขับไล่รัสเซียร่วมกับพวกมูจาฮิดีนในอัฟกานิสถานขึ้นมาทันที…
ในขณะที่ซีไอเอ. ราชวงศ์ซาอุฯ และปากีสถาน ผนึกกำลังกันช่วยเหลือนักรบมูจาฮิดีนในอัฟกานิสถาน โดยมีลูกชายอภิมหาเศรษฐีของตระกูลบิน ลาเดน อย่าง ”โอซามา” ร่วมถือปืนเคียงบ่า-เคียงไหล่กับนักรบมูจาฮิดีนในแนวหน้าและก้าวขึ้นมามีบทบาทระดับนำในหมู่นักรบอิสลามนับตั้งแต่นั้นมา “ซาเล็ม” ก็ได้ขยายบทบาทของตัวเองใกล้ชิดกับรัฐบาลอเมริกันยิ่งขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นกำลังสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการสนับสนุนทางการเงินให้กับแผนการลับของรัฐบาลประธานาธิบดี ”เรแกน” เพื่อจัดตั้งกลุ่มกบฏต่อต้านรัฐบาลฝ่ายซ้ายของนิคารากัวที่รู้จักกันในนาม ”กบฎคอนทรา” เป็นจำนวนเงินไม่น้อยกว่า ๓-๔ ล้านดอลลาร์ (ตามรายงานของหน่วยข่าวกรองฝรั่งเศส)…
ไม่เพียงเท่านั้น…ในช่วงปี ค.ศ. ๑๙๘๗ เมื่อบริษัทน้ำมันของ ”บุชจูเนียร์” เกิดปัญหาทางการเงินขึ้นมา “ซาเล็ม”และ ”คาลิด”ก็กลายเป็นผู้ยื่นมือเข้าประคับประคองพลิกฟื้นฐานะของกิจการน้ำมันแห่งนี้ ด้วยการทุ่มเงินลงทุนผ่าน ”บาธ” จำนวนถึง ๒๕ ล้านดอลลาร์ซื้อกิจการบริษัทโดยไม่ได้คำนึงถึงความย่ำแย่ในทางธุรกิจกันเลยแม้แต่น้อย… แต่ในอีกไม่นานนัก…เขาก็ต้องเสียชีวิตอย่างกะทันหันในลักษณะเกือบจะไม่ต่างไปจากผู้เป็นบิดาซักเท่าไหร่นัก นั่นก็คืออุบัติเหตุทางการบิน เนื่องจากเครื่องบินเล็กที่เขาและเพื่อน ได้ขับออกมาจากสนามบินในเมืองซานอันโตนิโอ รัฐเท็กซัส ตกลงมาอย่างไม่มีการระบุสาเหตุที่แน่ชัด ในปี ค.ศ. ๑๙๘๘
ในปี ค.ศ. ๑๙๘๙ เมื่อโซเวียตรัสเซีย จำต้องถอนกำลังออกจากอัฟกานิสถาน หลังจากที่ซีไอเอ.ได้ทุ่มเงินจำนวนมากถึง ๓ พันล้านดอลลาร์ให้กับกลุ่มมูจาฮิดีนเพื่อสร้างปัญหาให้กับกองทัพรัสเซีย “โอซามา บิน ลาเดน” ในฐานะผู้นำของบรรดานักรบอิสลามที่ได้รับการฝึกปรือโดยหน่วยงานซีไอเอ. มาอย่างช่ำชองแล้ว ก็ได้เดินทางกลับมายังซาอุดิอาระเบีย และจะด้วยความเสียใจจากข่าวคราวการเสียชีวิตของพี่ชายในสหรัฐ หรือจะเป็นเพราะความหงุดหงิดต่อท่าทีของรัฐบาลสหรัฐที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับชาวอัฟกานิสถานอย่างเท่าที่ควรจะเป็นหลังจากที่กองกำลังโซเวียตได้ถอนตัวออกไปก็แล้วแต่ แต่ท่าทีของ ”โอซามา” ในระยะนั้นก็เริ่มสะท้อนให้เห็นถึงความไม่พอใจต่อรัฐบาลสหรัฐขึ้นมาบ้างแล้ว…
ในปี ค.ศ. ๑๙๙๑ เมื่อกองทัพอิรักของ ”ซัดดัม ฮุสเซ็น” ที่เคยได้รับการหนุนช่วยจากรัฐบาลสหรัฐมาโดยตลอด โดยเฉพาะในการสนับสนุนให้เปิดศึกกับรัฐบาลอิสลามในอิหร่าน ที่โค่นล้มรัฐบาลหุ่นของสหรัฐ หรือรัฐบาล ”ชาห์ ปาเลวี” ลงไปได้สำเร็จ…เกิดยุติศึกกับอิหร่านแล้วหันมายึดประเทศคูเวตกันแทนที่ การแผ่ขยายอำนาจของ ”ซัดดัม ฮุสเซ็น” ในครั้งนั้นได้กลายเป็นการสร้างแรงกดดันลามไปถึงราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบียควบคู่ไปด้วย…ว่ากันว่านักรบอิสลามอย่าง ”โอซามา บิน ลาเดน” ในขณะนั้นได้เสนอต่อสมาชิกราชวงศ์ซาอุฯ อาสาจะรวบรวมบรรดานักรบอิสลามต่อสู้กับกองทัพซัดดัม แทนที่จะเปิดโอกาสให้กองกำลังสหรัฐใช้ซาอุดิอาระเบียเป็นฐานทัพในการขับไล่ ”ซัดดัม” ให้ออกจากคูเวต…แต่ข้อเสนอนี้ได้รับการปฏิเสธ
กำลังทหารของสหรัฐที่ถูกส่งเข้ามาประจำการอยู่ในดินแดนซาอุดิอาระเบีย อันเป็นที่ตั้งของศาสนสถานอันศักดิ์สิทธิ์ถึง ๒ แห่งหรือถูกถือเป็น ”แผ่นดินอันศักดิ์สิทธิ์” ของชาวอิสลาม มีจำนวนนับเป็นแสนๆ คนในระหว่างสงคราม และยังคงกำลังทหารจำนวนถึง ๒๐,๐๐๐ คนเอาไว้หลังสงครามสิ้นสุดลง ได้สร้างความไม่พอใจให้กับ ”โอซามา บิน ลาเดน” ยิ่งขึ้นไปอีก แต่จากการโจษจันกันในระยะนั้น…ว่ากันว่า ”โอซามา” ได้ยอมรับข้อเสนอของราชวงศ์ซาอุฯ ว่าจะไม่ต่อต้านกองทัพสหรัฐในซาอุดิอาระเบีย แลกกับการให้การสนับสนุนทางการเงินจากธนาคารซาอุดิอาระเบียเพื่อจัดตั้งกองกำลังนักรบอิสลามขึ้นในประเทศซูดาน…
ในปี ค.ศ.๑๙๙๒ ประธานาธิบดี ”บุชผู้พ่อ” ลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอีกครั้ง แต่ก็ได้พ่ายแพ้ต่อ ”บิล คลินตัน” กลุ่มอภิมหาเศรษฐีอเมริกันในนามของ ”กลุ่มคาร์ไลย์”(Carlye Group) ซึ่งมีบทบาทในธุรกิจอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ก็ได้ยื่นมือเข้ามาเสนอตำแหน่งที่ปรึกษากลุ่มธุรกิจบริษัทให้กับ ”บุชผู้พ่อ” ซึ่งอดีตประธานาธิบดีผู้นี้ ก็ได้มอบสายสัมพันธ์ที่เขาเคยมีต่อบรรดานักธุรกิจชาวอาหรับให้กับกลุ่มคาร์ไลย์โดยทันที นอกจากจะดึงกลุ่มคาร์ไลย์ให้เข้าไปเทคโอเวอร์ซื้อกิจการบริษัท ”วินเนล คอร์โปเรชั่น” อันเป็นบริษัทที่ทำการฝึกอบรมหน่วยองครักษ์ของราชวงศ์ซาอุฯ โดยตรงแล้ว เขายังชักชวนสมาชิกราชวงศ์ซาอุฯ นักธุรกิจอาหรับรวมไปถึงครอบครัว ”บิน ลาเดน” ให้เข้ามาเป็นหุ้นส่วนใน “คาร์ไลย์ กรุ๊ป” อีกต่างหาก….
ในปี ค.ศ. ๑๙๙๓ ได้เกิดการวางระเบิดตึกเวิลด์ เทรด เซ็นเตอร์เป็นครั้งแรก แต่ก็ไม่ถึงกับสร้างความเสียหายอะไรมากมายนัก หน่วยข่าวกรองสหรัฐเริ่มรายงานแสดงความสงสัยว่าการก่อวินาศกรรมครั้งนี้อาจจะเกี่ยวโยงกับกลุ่มก่อการร้ายชาวอิสลามที่มีชื่อเรียกกันว่า ”อัล-กออิดะห์” ที่เชื่อกันว่าอยู่ภายใต้การนำของ ”โอซามา บิน ลาเดน”!!!
และหลังจากที่ ”จอร์จ ดับเบิลยู บุช” ที่เคยได้รับการอุ้มชูจากครอบครัวบิน ลาเดนมาโดยตลอดได้ออกจากเส้นทางธุรกิจไปสมัครรับเลือกตั้งได้เป็นผู้ว่าการรัฐเท็กซัสไปเรียบร้อยแล้วประมาณ ๑ ปี หรือในปี ค.ศ. ๑๙๙๕ ทหารสหรัฐในซาอุฯ ๕ราย ก็เสียชีวิตจากการถูกลอบวางระเบิดโดยกลุ่มก่อการร้าย ที่เชื่อว่ามีสายสัมพันธ์โยงใยกับ ”อัล-กออิดะห์” อีกครั้ง…. แต่ผู้ต้องสงสัยที่ถูกทางการซาอุฯ จับกุมตัวไว้ได้ ก็ถูกประหารชีวิตทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้หน่วยงานข่าวกรองของสหรัฐร่วมทำการสอบสวน…
ปีค.ศ.๑๙๙๖ กลุ่มก่อการร้ายได้วางระเบิดในรถบรรทุกที่ค่ายทหารสหรัฐในซาอุดิอาระเบียที่มีชื่อว่า ”อัล-โคบาร์” ทำให้ทหารสหรัฐตายไป ๑๙ ราย ในช่วงฤดูร้อนของปีเดียวกันหน่วยงานข่าวกรองของฝรั่งเศสรายงานว่าได้มีการจัดการพบปะระหว่างนาย ”เทอร์กิ บิน ไฟซาล” หัวหน้าหน่วยข่าวกรองซาอุฯ กับตัวแทนระดับสูงของ ”อัล-กออิดะห์” ที่ปารีส โฮเต็ล เนื้อหาการพบปะเจรจาก็เพื่อตกลงไม่ให้กลุ่มก่อการร้ายปฏิบัติการโจมตีทหารสหรัฐในซาอุฯ แลกกับการให้เงินสนับสนุนผ่านเครือข่ายองค์การการกุศลของซาอุดิอาระเบีย…
อีก ๒ ปีต่อมา…สถานทูตสหรัฐในเคนยา และแทนซาเนียก็ถูกก่อวินาศกรรม ในปี ค.ศ. ๑๙๙๘ จำนวนผู้เสียชีวิตสูงถึง ๒๒๔ คน และต่อมาในปี ค.ศ. ๒๐๐๐ หน่วยตำรวจสากลของมาเลเซียก็ได้รายงานถึงการพบปะระหว่างผู้ต้องสงสัยว่าจะเป็นสมาชิกกลุ่มก่อการร้ายในอพาร์ตเมนท์แห่งหนึ่งในกรุงกัวลาลัมเปอร์ ในบรรดาผู้เข้าร่วมพบปะกันในครั้งนี้ประกอบไปด้วย ”คาลิด ชีค โมฮัมหมัด” ผู้เชื่อกันว่าเป็น ๑ ใน ๓ ของผู้อยู่เบื้องหลังแผนการวางระเบิดโจมตีสถานทูตสหรัฐในเคนยา แทนซาเนีย และโจมตีเรือยูเอสเอส โคล ในเวลาต่อมา และยังมี ”คาลิด อัล มิห์ดาร์” กับ ”นาวาฟ อัล ฮาซมี” ผู้ซึ่งในเวลาต่อมาเชื่อกันว่าเป็นผู้ที่ควบคุมเครื่องบินไฟลท์ที่ ๗๗ พุ่งชนอาคารเพนตากอน ในเหตุการณ์ ๑๑ กันยายน ๒๐๐๑ !!!
ร่องรอยความเคลื่อนไหวของกลุ่มคนกลุ่มดังกล่าว คาดกันว่าน่าจะได้รับการจับตาต่อเนื่องกันมาโดยตลอด…นับตั้งแต่หน่วยงานซีไอเอ.ได้รับรายงานข่าวกรองจากมาเลเซีย แต่ถึงกระนั้นก็ตาม…ทั้ง ”อัล มิห์ดาร์” และ ”อัล ฮาซมี” ก็สามารถเดินทางเข้ามายังสนามบิน ลอสแอนเจลิสและไปพำนักอาศัยกับ ”โอมาร์ อัล บายูมี” ชาวซาอุดิอาระเบียที่เป็นพนักงานสายการบินพลเรือนของซาอุฯ ในสหรัฐได้ไม่ยากนัก และในระหว่างที่พักอาศัยอยู่ในสหรัฐเพื่อเข้าเรียนในโรงเรียนการบิน ค่าใช้จ่ายและค่าเล่าเรียนของคนทั้งสองก็ว่ากันว่าได้รับการช่วยเหลือโดยเจ้าหญิง ”ไฮฟา” ภรรยาของเจ้าชาย ”บันดาร์” เอกอัครราชทูตซาอุดิอาระเบียประจำสหรัฐ ที่มีความสนิทสนมกับครอบครัวอดีตประธานาธิบดี ”บุช” ในชนิดแทบจะเป็นสมาชิกครอบครัวเดียวกันก็ว่าได้…
ในเดือนพฤศจิกายน ค.ศ. ๒๐๐๐ “บุชผู้ลูก” หรือ ”จอร์จ ดับเบิลยู บุช” ก็ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีด้วยการสนับสนุนของกลุ่มธุรกิจคาร์ไลย์ และกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมน้ำมันอย่างเต็มที่ ว่ากันว่าในเดือนมกราคม ปี ค.ศ.๒๐๐๑ หรือหลังจากเพิ่งดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีได้ไม่เท่าไหร่ เขาก็ได้รับรายงานจากทั้งหน่วยงานซีไอเอ.และเอฟบีไอ. ถึงความเคลื่อนไหวที่ไม่ชอบมาพากลของบรรดาผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้ก่อการร้าย ซึ่งอาจจะดำเนินการโจมตีสหรัฐในวันใดวันหนึ่ง…
ในเดือนพฤษภาคม…ซีไอเอ. ได้รับรายงานชิ้นหนึ่งที่ทำให้เชื่อได้ว่า ”คาลิด ชีค โมฮัมหมัด” จอมวางแผนวินาศกรรมครั้งสำคัญๆ ได้ลอบเข้ามาในสหรัฐเรียบร้อยแล้ว ด้วยเหตุนี้ เมื่อถึงเดือนสิงหาคมทั้งซีไอเอ. และเอฟบีไอ. ต่างยืนยันต่อประธานาธิบดีอเมริกันถึงความเป็นไปได้ว่า การโจมตีสหรัฐด้วยการวินาศกรรมอาจจะเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ และมีการระบุเอาไว้ชัดเจนว่ากลุ่มก่อการร้ายกลุ่มนี้น่าจะมีความเกี่ยวพันกับ ”โอซามาบิน ลาเดน”ผู้นำองค์กร ”อัล-กออิดะห์”!!!
แต่นอกเหนือไปจากที่มีการสรุปถึงท่าทีของประธานาธิบดี ”จอร์จ ดับเบิลยู บุช” ในระยะนั้นว่าไม่ได้แสดงปฏิกิริยากระตือรือร้นใดๆ กับรายงานและคำยืนยันเหล่านี้แล้ว…ในวันที่ ๑๑ กันยายน ค.ศ. ๒๐๐๑ ระหว่างที่เครื่องบิน ๒ ลำกำลังพุ่งหัวดิ่งเข้าชนตึกเวิลด์ เทรด เซ็นเตอร์ มีการรายงานสดผ่านทางสถานีโทรทัศน์สหรัฐแบบนาทีต่อนาทีในช่วงเวลาเดียวกันนั้นนั่นแหละ…ที่โรงแรมริตช์-คาร์ลตัน ในกรุงวอชิงตัน อดีตประธานาธิบดี ”บุชผู้พ่อ” และผู้บริหารกลุ่มบริษัทคาร์ไลย์ ก็กำลังยืนดูที.วี. ร่วมกับ ”ชาฟิก บิน ลาเดน” พี่ชายต่างมารดาอีกรายของโอซามา และบรรดาสมาชิกราชวงศ์ซาอุดิอาระเบีย…เนื่องในโอกาสการพบปะประชุมของบรรดาผู้บริหารกลุ่มธุรกิจคาร์ไลย์ที่ดันมาตรงกับวันนั้น…และวินาทีนั้นพอดิบพอดี….??? ??? ???



