ระบบจ่ายตรง..ทางเลือกการอนุรักษ์ในระบบทุนนิยม
ต้องยอมรับว่าโมเดลการอนุรักษ์ในปัจจุบันนั้นซับซ้อนไปกว่ายุคเริ่มต้นมาก สมัยก่อนการรณรงค์ให้มีการจัดตั้งพื้นที่อนุรักษ์ถือเป็นเป้าหมายหลักของการเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม แต่ต่อมาพอระบบเศรษฐกิจและสังคมเปลี่ยนไปก็ทำให้นโยบายการพัฒนาของภาครัฐกลับกลายมาเป็นแรงกดดันสำคัญต่อทรัพยากรธรรมชาติที่เหลืออยู่ ขบวนการอนุรักษ์ธรรมชาติจึงเริ่มเปลี่ยนเป็นเรื่องของการตรวจสอบนโยบายสาธารณะ พอผ่านมาอีกระยะหนึ่งหลายฝ่ายถึงได้ค้นพบสัจธรรมว่าพื้นที่อนุรักษ์หลายแห่งที่ได้รับการจัดตั้งขึ้นโดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนามักจะเป็นเขตอนุรักษ์เพียงบนกระดาษหรือที่เรียกกันว่า Paper Park คือมีอยู่แต่บนแผนที่แต่ไม่มีการจัดการอะไรอย่างเป็นเรื่องเป็นราวในเชิงปฏิบัติ ถึงจุดนี้แนวทางการอนุรักษ์เริ่มแตกออกเป็นสองเสี่ยง
เสี่ยงหนึ่งคือการเข้าไปเสริมประสิทธิภาพการจัดการพื้นที่อนุรักษ์ของภาครัฐทั้งในเรื่องของการบังคับใช้กฎหมาย การเสริมสร้างศักยภาพด้านงานวิจัยและการพัฒนาบุคลากรในพื้นที่อนุรักษ์ โดยเชื่อว่าแนวทางนี้คือทางออกที่ยั่งยืนที่สุดเพราะประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติในระยะยาวย่อมขึ้นอยู่กับคุณภาพของ “เจ้าหน้าที่” ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรง แนวทางนี้แต่ก่อนมักถูกมองว่าโบราณในการที่องค์กรอนุรักษ์จะเข้าไปสอนเจ้าหน้าที่จับปืนรักษากฎหมาย พัฒนาระบบงานป้องกัน แต่ปัจจุบันกลับเริ่มได้รับการยอมรับมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเริ่มมีตัวอย่างความสำเร็จจากหลายพื้นที่ว่าต้องทุ่มเทถวายชีวิตกันจริงๆ เท่านั้น สัตว์ป่าและความหลากหลายทางชีวภาพจึงจะยังพอมีความหวัง
ส่วนอีกเสี่ยงหนึ่งเป็นการค้นหาแนวทางที่พยายามตอบโจทย์ที่เชื่อว่าเป็นรากของปัญหาที่แท้จริง นั่นก็คือการพยายามจัดการ “คน” ที่อยู่ในและรอบๆ พื้นที่อนุรักษ์ แนวทางนี้เน้นการทำงานร่วมกับชุมชนท้องถิ่น เสริมสร้างการมีส่วนร่วมและพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ ตามความเชื่อที่ว่าเมื่อคนกินดีอยู่ดี มีจิตสำนึกที่ดีด้านการอนุรักษ์แล้ว ย่อมไม่เข้าไปบุกรุกทำลายทรัพยากรธรรมชาติ แนวทางนี้ได้รับการตอบรับอย่างกว้างขวางโดยเฉพาะกับแหล่งทุนขนาดใหญ่เช่น World Bank หรือ UNDP เพราะเหมือนเป็นการตอบโจทย์ได้ทั้งในเรื่องของสิ่งแวดล้อมและสังคมเศรษฐกิจในคราวเดียวกัน คำเก๋ๆ อย่าง การพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable development) การแก้ปัญหาความยากจน (Poverty alleviation) จึงกลายมาเป็นคีย์เวิร์ดของการอนุรักษ์ยุคใหม่
โมเดลการอนุรักษ์ที่มุ่งเน้นการจัดการชุมชนท้องถิ่นจึงเกิดขึ้นมากมายและแทบจะกลายมาเป็นการอนุรักษ์กระแสหลักในระยะหลัง โดยเฉพาะในประเทศที่เพิ่งมีการจัดตั้งพื้นที่อนุรักษ์ได้ไม่นาน และมีการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์ในพื้นที่อนุรักษ์ เพราะเมื่อมี “คน” เข้ามาเกี่ยวข้องในสมการ การจัดการก็เริ่มมีความซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ การอพยพโยกย้ายชุมชนออกนอกเขตอนุรักษ์เคยเป็นทางเลือกหนึ่งในยุคแรกๆ แต่ในปัจจุบันเป็นเรื่องที่ดำเนินการได้ยากในเชิงสังคม และยังต้องลงทุนมหาศาลหากจะดำเนินการอย่างเหมาะสม ชุมชนที่อยู่ในป่าและอยู่รอบป่าเหล่านี้ล้วนมีวิถีชีวิตที่พึ่งพาการใช้ทรัพยากรไม่ทางใดก็ทางหนึ่งรวมทั้งการใช้ประโยชน์ทางตรงอย่างการขยายพื้นที่เพื่อทำเกษตร การล่าสัตว์ และการเก็บหาของป่า โจทย์สำคัญจึงอยู่ที่การดึงชุมชนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และเปลี่ยนพฤติกรรมในการใช้ประโยชน์ทรัพยากรธรรมชาติ

ช่วงประมาณ 20 ปีที่ผ่านมาวงการอนุรักษ์ทั่วโลกจึงเกิดแนวคิดอย่าง การบูรณาการการอนุรักษ์เข้ากับการพัฒนา (ICDP – Integrated Conservation and Development Project) และ การจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยชุมชนท้องถิ่น (CBNRM – Community-based Natural Resource Management) ยกตัวอย่างให้ง่ายที่สุดก็คือแนวคิดเรื่องการทำป่าชุมชนนั่นเอง หมายความว่าชุมชนเป็นผู้ดูแลจัดการทรัพยากรและมีสิทธิในการใช้ประโยชน์ (อย่างยั่งยืน??) ต้องยอมรับว่าแนวคิดดังกล่าวน่าสนใจและฟังดูมีความหวังเป็นอย่างยิ่ง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นหัวใจสำคัญยังคงอยู่ที่จิตสำนึกและความพร้อมของชุมชนแต่ละชุมชน ซึ่งมักจะต้องใช้เวลาในการบ่มเพาะผ่านระบบการให้ศึกษาและปรับเปลี่ยนสายพานชีวิตให้กลับคืนสู่วิถีพอเพียงเสียก่อน
สิ่งนี้เองที่ทำให้หลายคนที่ติดตามการอนุรักษ์ธรรมชาติรู้สึกอึดอัดเพราะมาตรการหลายๆ อย่างที่ดำเนินการกับ “คน” ไล่ตั้งแต่การอบรมเยาวชน การอบรมผู้นำหมู่บ้าน การรณรงค์สร้างจิตสำนึกให้คนเมือง จัดประชุมเพื่อรวบรวมข้อมูล ประชุมวางแผน ประชุมรับฟังความคิดเห็น ประชุมแล้วประชุมเล่า คือทั้งหลายทั้งปวงที่ทุ่มเททรัพยากรบุคคลและงบประมาณลงไป สุดท้ายล้วนแล้วแต่ต้องไปหวังต่อว่ามัน (อาจจะ) ส่งผลดีต่อธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในท้ายที่สุดสมการการอนุรักษ์ไม่ใช่ เจ้าหน้าที่ 5 คน + งบประมาณ 300,000 บาท = กระทิง 30 ตัว หรือป่าดิบ 30 ไร่ บ่อยครั้งที่งานอนุรักษ์ที่เข้าไปจัดการกับชุมชนเปรียบเสมือนลิงแก้แห คือยิ่งแก้ก็ยิ่งยุ่ง การประสานงานกลายเป็นการประสานงา การสร้างความเข้าใจเปลี่ยนเป็นการเผชิญหน้า และบางครั้งกลายเป็นความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานอนุรักษ์ด้วยกันเอง
งานศึกษาหลายชิ้นในช่วงปี 1998-2001 ที่ได้ทบทวนโครงการส่งเสริมการจัดการทรัพยากรธรรมชาติโดยชุมชนท้องถิ่นถึงกับตั้งข้อสังเกตว่าแนวทางนี้กำลังล้มเหลว เพราะไม่อาจต้านทานกับกระแสทุนนิยมได้ คือแม้ว่าชุมชนท้องถิ่นจะตอบรับกิจกรรมการอนุรักษ์เป็นอย่างดีแต่ก็ไม่อาจยับยั้งความเสื่อมโทรมของธรรมชาติได้ ตัวอย่างง่ายๆเช่น การเข้าไปส่งเสริมอาชีพทางเลือกเพื่อลดการใช้ประโยชน์โดยตรงจากป่า ชาวบ้านต่างก็ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีแต่หลายๆ กรณีพบว่ารายได้ที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมดังกล่าวมักเป็นรายได้ “เสริม” มากกว่าที่จะไป “แทนที่” รายได้จากกิจกรรมเดิมๆ ที่ชุมชนเคยทำอยู่ ดังนั้นแทนที่ชาวบ้านจะปลูกหม่อน เลี้ยงหมู แทนการเข้าไปล่าสัตว์ ตัดไม้ กลับกลายเป็นว่า ชาวบ้านปลูกหม่อน เลี้ยงหมูและยังคงใช้เวลาว่างเข้าไปล่าสัตว์ ตัดไม้ ขยายที่ปลูกกะหล่ำ เหมือนเดิม นอกจากนี้ยิ่งโครงการมีขนาดใหญ่ มีองค์กรเกี่ยวข้องจำนวนมาก มีวัตถุประสงค์มากมายและซับซ้อน ความเชื่อมโยงระหว่างผลประโยชน์ที่ได้รับกับเป้าหมายการอนุรักษ์ก็ยิ่งคลุมเครือ สุดท้ายงบประมาณมากมายมหาศาลที่ทุ่มลงไปจึงคล้ายจะเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ คือเมื่อจบโครงการทุกอย่างก็กลับคืนสู่ภาวะปกติ อาจมีบางส่วนที่ดีขึ้นบ้าง แต่ในภาพรวมดูจะไม่สามารถแก้ปัญหาการจัดการทรัพยากรธรรมชาติที่ซับซ้อนได้
องค์กรอนุรักษ์บางแห่งและนักอนุรักษ์บางคนจึงเริ่มหันกลับมาหาการอนุรักษ์สูตรโบราณนั่นคือการใช้ระบบจ่ายตรง (Direct payment) เพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมกับการอนุรักษ์แทนที่จะต้องไปผ่านกระบวนการสร้างจิตสำนึกหรือเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของชุมชนท้องถิ่น ซึ่งนับวันจะต่อกรกับระบบทุนนิยมอันเชี่ยวกรากได้ยากเต็มที แน่นอนว่าการสร้างแรงจูงใจในรูปของผลตอบแทนทางเศรษฐกิจไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่หากพิจารณาในรายละเอียดก็จะพบว่ามาตรการต่างๆ มีความเชื่อมโยงกับการอนุรักษ์มากน้อยต่างกันไป
ตัวอย่างระบบจ่ายตรงที่สั้นที่สุดและตรงที่สุดก็คือการเปลี่ยนรูปแบบกิจกรรมที่เคยเป็นปัจจัยคุกคามให้กลายมาเป็นการอนุรักษ์โดยการว่าจ้าง เช่นการจ้างชาวบ้านที่เคยขโมยลูกนกจากรังมาเป็นคนเฝ้ารังนกโดยจะได้รับผลตอบแทนก็เมื่อนกในรังนั้นๆ ประสบความสำเร็จในการขยายพันธุ์ ตัวอย่างในบ้านเราคือโครงการอุปถัมป์นกเงือกของอาจารย์พิไล พูลสวัสดิ์ ที่ขอรับความสนับสนุนทางการเงินจากคนในเมืองมาเป็นค่าจ้างให้กับชาวบ้านที่ผันตัวเองจากพรานล่านกมาเป็นคนเฝ้ารังนกเงือก
อีกรูปแบบหนึ่งของการจ่ายตรงที่มีผลชัดเจนคือการครอบครองกรรมสิทธิ์ในการจัดการพื้นที่นั้นๆ เช่นการระดมทุนเพื่อซื้อพื้นที่ธรรมชาติและนำมาจัดตั้งเป็นเขตอนุรักษ์หรือศูนย์ศึกษาธรรมชาติเอกชน การดำเนินการในลักษณะนี้ใช้งบประมาณค่อนข้างสูงแต่หลายคนเชื่อว่านี่อาจเป็นทางออกของการแก้ปัญหาระยะยาวโดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีปัญหายืดเยื้อคาราคาซัง เช่น พื้นที่ป่าที่ราบต่ำเขานอจู้จี้ซึ่งเป็นที่อยู่ของนกแต้วแล้วท้องดำ หรือพื้นที่บางแห่งที่มีความสำคัญต่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพสูงแต่ยังไม่มีสถานภาพการอนุรักษ์เช่นพื้นที่นาเกลือติดชายทะเลในบริเวณอ่าวไทยตอนในที่เป็นแหล่งแวะพักที่สำคัญของนกน้ำและนกชายเลน
รูปแบบการจ่ายตรงเพื่อเป็นการสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจให้ชุมชนท้องถิ่นหันมาอนุรักษ์ธรรมชาติแทนการทำลายยังมีอีกมากมายหลายรูปแบบและมีผลโดยตรงกับการอนุรักษ์ลดหลั่นกันไป อาทิ การจ่ายค่าตอบแทนให้ชุมชนที่ช่วยอนุรักษ์ป่าต้นน้ำ การสนับสนุนงบประมาณให้หน่วยงานที่ดูแลรักษาป่าธรรมชาติในฐานะที่ช่วยดูดซับคาร์บอนไดอ๊อกไซด์แก้ปัญหาโลกร้อน การสร้างรายได้ให้กับชุมชนผ่านรูปแบบของการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์
ตอนต่อไปผมจะพาไปดูตัวอย่างโครงการที่นำเอาระบบจ่ายตรงนี้ไปประยุกต์ใช้ได้อย่างประสบความสำเร็จ เราจะได้ไปดูกันว่าอะไรคือองค์ประกอบที่มีความจำเป็นของแนวทางการอนุรักษ์แบบนี้ และจริงหรือไม่ที่ว่า บางทีนี่อาจเป็นทางเลือกของการอนุรักษ์ที่ทรงประสิทธิภาพที่สุดแบบหนึ่งในโลกทุนนิยม



