เรื่องราคาน้ำมันจะทะลุบาร์เรลละ ๑๐๐-๑๒๐ เหรียญสหรัฐฯ หรือไม่ กับเรื่องขั้วไหนจะได้ขึ้นมากุมอำนาจรัฐในการเลือกตั้ง ๒๓ ธันวา.ดูจะเป็นหัวข้อสนทนาที่ถูกสรุปเป็น "ข้อกังวล" ถึงอนาคตประเทศไทยว่า..แล้วบ้านเมืองเราใครจะนำ และนำไปทางไหน-อย่างไรกัน?
ผมน่ะไม่กังวลหรอก เพราะทำใจด้วยประเมินการเมืองใน ๒-๓ ปีข้างหน้าไว้เบ็ดเสร็จแล้ว เหมือนดูหนังที่พระเอก-นางเอกถ่อค้ำเรือยางฝ่ากระแสน้ำเชี่ยวท่ามกลางโขดหินจากยอดหุบเหว
กว่าจะไหลล่องจากหน้าผาสู่กระแสน้ำนิ่งในลำธารได้ "ใจหาย-ใจคว่ำ" เชียวพระเดชพระคุณ
เมืองไทยจะฝ่ากระแสน้ำกรากท่ามกลางโขดหินไปอีกซักปี-สองปี ผมว่าไม่มีเรือแตกแน่ แล้วทุกอย่างก็จะแหวกโขดหินสู่กระแสน้ำน้ำนิ่งได้เอง ฉะนั้น ตอนนี้น้ำไม่นิ่ง เราทำใจให้นิ่งซะก็หมดเรื่อง
รุ่มร้อนไปก็เท่านั้น เชื่อผมเถอะ!
ที่สำคัญ คนคัดท้ายเรือ คือรัฐบาล แต่ในภาวะนี้ต้องเป็น "ข้าราชการประจำ" ที่ต้องข้อแข็ง ไม่ใช่แข็งข้อนะครับ ล่องแก่งวิบาก ยึดธง คืองานที่เป็นพื้นฐานอนาคตของชาติให้มั่น
บางเรื่องก็รอการเริ่มจากนโยบายรัฐบาลใหม่ได้
บางเรื่องก็เป็นงานต่อเนื่องที่ต้องทำไปเรื่อยๆ
แต่บางเรื่อง ถ้าฝ่ายข้าราชการประจำไม่ริเริ่มจุดประเด็น-ปูแนวทางไว้ก่อนด้วยวิสัยทัศน์ ประเทศชาติ-ประชาชนก็จะเสียโอกาส และถึงวันนั้นก็อาจ "สายไป" ก็ได้
งานต่อเนื่องที่เป็น "ปัจจัยรากฐาน" สังคมชาติ ฝ่ายข้าราชการการเมืองไม่มีข้อมูลภายในที่ต่อเนื่องอันควรรู้เท่าฝ่ายข้าราชการประจำหรอกครับ
อย่างเช่นเรื่องกระบวนการบริหาร-จัดการด้าน "พลังงานเพื่ออนาคต" ของประเทศชาติ ด้วยข้อจำกัดเฉพาะตัวของมัน มันสร้างกรอบบังคับให้ต้องเดินอยู่ในไม่กี่เส้นทางนักหรอก
ที่เป็นหัวข้อใหม่ในการพูดคุยกันวันนี้ก็คือเรื่อง "โรงไฟฟ้านิวเคลียร์" แต่ก่อนจะไปถึงจุดนั้น ต้องเข้าใจให้ตรงกันก่อนว่า "โรงไฟฟ้านิวเคลียร์" ไม่ใช่ภาคบังคับ หรือข้อเสนอยัดเยียดจากกระทรวงพลังงาน หรือ กฟผ.ว่า
"ต้องสร้าง..ต้องสร้าง..ต้องสร้าง"!?
เป็นแต่เพียง ๑ ใน ๔-๕ ทางเลือกบนการบริหาร-จัดการวัตถุดิบที่จะนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงเพื่อสร้างพลังงานไฟฟ้าสนองตอบการเติบโตทางธุรกิจ อุตสาหกรรม และการเป็นอยู่ในชีวิตประจำวันของประชาชนในอีก ๑๐-๑๕ ปีข้างหน้าบนฐานของความรับผิดชอบว่า
ไฟต้องพอเพียง เชื้อเพลิงต้องไม่ขาดแคลน ความเสี่ยงต้องไม่กระจุกตัวอยู่กับเชื้อเพลิงชนิดใดมากไป ต้องไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ต้องเป็นพลังงานสะอาดให้มากที่สุด ต้องไม่เป็นตัวเพิ่มมลภาวะ ต้องเป็นมิตร-เกื้อกูลชุมชนในพื้นที่ตั้งโรงไฟฟ้า และต้องช่วยลดภาวะโลกร้อน
กระทรวงพลังงาน และ กฟผ.เขา "คิดเผื่อ" เป็นทางเลือก-ทางเสริมไว้ให้ ตามหน้าที่บนวิสัยทัศน์ของเขาเพื่ออนาคตของเราๆ ท่านๆ เท่านั้น
"ทางเลือก" ที่ผมว่าหมายถึงอะไร?
หมายถึง "โรงไฟ้านิวเคลียร์" เป็นเพียง ๑ ใน ๔-๕ ทางเลือกผสม ไม่ใช่ทางสายเดียวที่ต้องเดิน คืออย่าเข้าใจผิดกันว่า ถ้าสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แล้ว จะเลิกการผลิตกระแสไฟฟ้าด้วยระบบอื่นๆ
เช่น จากพลังน้ำจากเขื่อน จากถ่านหิน จากน้ำมันเตา จากก๊าซ จากชีวมวล จากพลังงานหมุนเวียน แล้วผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์อย่างเดียว!
ขอย้ำ..ไม่ใช่อย่างนั้นครับ ต้องเข้าใจกันก่อนว่า ขณะนี้ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติของเรา ได้บรรจุแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าด้วยโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไว้แล้วในปี พ.ศ.๒๕๖๓-๖๔ กำลังผลิต ๔,๐๐๐ เมกะวัตต์ หรือเท่ากับโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ๔ โรง
ซึ่ง ครม.ก็เห็นชอบในแผนนี้ไปแล้ว!
หมายความว่านับจากนี้ไปอีก ๑๓-๑๔ ปีข้างหน้า ถ้าเราต้องการให้มีไฟฟ้าใช้เพียงพอ ก็ต้องมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เกิดขึ้นตอนนั้นแล้ว ๒ โรงก่อน!
การก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ต้องใช้เวลามาก แต่ละโรงอย่างต่ำก็ต้อง ๖ ปีขึ้น ในส่วนของการติดตั้งเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์และระบบ ก็ต้องใช้เวลาอย่างต่ำ ๓ ปี!
ฉะนั้น ตอนนี้ปี ๒๕๕๐ ถ้าจะให้ลุล่วงตามแผน ในอีก ๓ ปีข้างหน้า คือราวๆ ปี ๒๕๕๓-๕๔ เราก็ต้องลงมือสร้างแล้ว
แต่อย่างว่า สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ไม่ใช่สร้างเตาขนมครก เป็นทั้งเรื่องใหญ่ และเรื่องใหม่สำหรับคนไทย ยังมีข้อมูลอีกมากมายที่ฝ่ายรัฐและฝ่ายประชาชนต้อง "ทำความเข้าใจร่วมกัน" และขจัดความกลัวตามเสียงลือเสียงเล่าอ้างถึงเรื่องกัมมันตรังสีจากเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ด้วย "ข้อมูลชัดๆ" ร่วมกัน
ที่สำคัญคือ...
ต้องตัดสินใจ "สร้าง-ไม่สร้าง" ร่วมกัน!
จากนี้ไป ๓ ปี เป็น ๓ ปีแห่งการแสวงหาข้อมูลร่วมกัน เป็น ๓ ปีแห่งการถกเถียงด้วยข้อมูลร่วมกัน เป็น ๓ ปีแห่งการศึกษาข้อดี-ข้อเสียร่วมกัน เป็น ๓ ปีแห่งการวางฐานรากความเข้าใจเรื่อง "พลังงานนิวเคลียร์" ที่ตรงทิศทางร่วมกัน
ไม่ใช่ ๓ ปีแห่งการ "รวบหัว-รวบหาง" หรือ ๓ ปีแห่งการบิดเบือนข้อมูลจากฝ่ายใด-ฝ่ายหนึ่ง แล้วยัดเยียดให้ประชาชนได้รับข้อมูลนั้น เพื่อการตัดสินใจที่เบี่ยงเบน-คลาดเคลื่อนจากสิ่งอันควรจะเป็น
ขณะนี้ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อศึกษาความเหมาะสมการผลิตไฟฟ้าด้วย "พลังงานนิวเคลียร์" ดังเจตนาอย่างที่ผมว่านั่นขึ้นแล้ว
สรุปชัดๆ ก็คือ ช่วง ๓ ปีนี้เป็นช่วง "ทดลองอยู่ก่อนแต่ง" เพื่อศึกษา-เรียนรู้ ข้อดี ข้อเสีย นิสัย สันดาน รสนิยม ของกันและกันว่า พอจะรับกันได้ พอจะไปด้วยกันในชีวิตคู่ได้ตลอดรอดฝั่งมั้ย?
ถ้ารับได้ พอใจว่าไปกันได้ โอ.เค.ครบ ๓ ปี..แต่งเลย!
ถ้าไม่ได้ ครบ ๓ ปี เก็บกระเป๋า บ้านใคร-บ้านมัน!?
แต่ก็ไม่แน่นะครับ ครบ ๓ ปีแล้วอาจตกล่องปล่องชิ้น ใช้ชีวิตร่วมกันต่อไป โดยไม่ต้องจัดพิธีแต่งงานก็ได้
เพราะขึ้นชื่อว่ารัก มันก็เสี่ยงมาแต่แรกสบตานั่นแล้ว ไม่เชื่อก็ลองเถียงวี?!
จากที่ผมไปดูในยุโรป และศึกษาจากการแสวงหาแหล่งพลังงานของประเทศต่างๆ ในโลก แม้กระทั่งในบ้านเรา ผมก็ได้ข้อสรุปว่า ๑.ต้องให้ข้อมูลละลายความกลัวนอกเหตุผลกับชาวบ้าน ๒.ต้องกระจายความเสี่ยง ๓.นั่นคือไม่ใช้เชื้อเพลิงหนักไปทางใดทางหนึ่ง ๔.ต้องลดมลพิษภาวะให้ได้มากที่สุด ๕.ต้องเคร่งครัดในระเบียบ-วินัยและมีความรับผิดชอบสูงสุด และ ๖.ต้องดูแลเอาใจใส่ชุมชน
ไม่ว่าที่ฟินแลนด์ อันได้ชื่อว่าเป็นประเทศที่บริหารการใช้เชื้อเพลิงได้ดีที่สุด รักษาสิ่งแวดล้อม ลดมลภาวะได้ดีที่สุด ไม่ว่าที่เยอรมนีอันเป็นประเทศที่ผลิตพลังงานนิวเคลียร์ใหญ่เป็นอันดับ ๒ ของสหภาพยุโรป หรือที่ฝรั่งเศสซึ่งผลิตพลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์ใหญ่เป็นอันดับ ๒ ของโลก คือรองจากสหรัฐอเมริกา
เขาล้วนบริหาร "ภาพรวมพลังงาน" เป็นไปในทิศทางนั้น เพียงแต่ว่ามันยังมี "เหตุผลจำกัด" เฉพาะตัวในบางประเทศยังทำได้ไม่เต็มที่ในเรื่อง "กระจุกตัว" ของชนิดเชื้อเพลิงที่ใช้
เช่นที่เยอรมัน ซวยหน่อยที่อยู่ใกล้รัสเซีย ชาวบ้านเลยเป็นโรค "เชอร์โนบิล" ฝังใจ จึงต่อต้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ตอนแรกๆ รัฐบาลจำต้องสร้างแต่โรงไฟฟ้าถ่านหินซะตั้งกว่า ๖๐% ค่อยมายอมให้สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ภายหลัง ตอนนี้มีแค่ ๓๐% ฝรั่งเศสก็คล้ายกัน ร้อยละ ๗๙ ของพลังงานไฟฟ้าทั้งหมด มาจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
นี่ผมคุยหยาบๆ ล่วงหน้าเท่านั้นนะครับ ว่างๆ แล้วค่อยมาลงในรายละเอียดกัน เพราะมีแง่มุมน่าสนใจ-น่าศึกษาเพื่อรู้ร่วมกันอยู่อีกมาก
การกระจายความเสี่ยงในด้านพลังงานเชื้อเพลิงนี้สำคัญมาก เป็นเรื่องความปลอดภัยในอนาคตที่ต้องวางแผนแต่แรก นั่นคือ ไม่ควร "ผูกขาด" การผลิตกระแสไฟฟ้าไว้กับเชื้อเพลิง "ชนิดหนึ่ง-ชนิดใด" มากเกินไป
เพราะจะเป็น "จุดเปราะ" ของอนาคตประเทศ เนื่องจากต้องตกอยู่ภายใต้เงื่อนไขบริษัท หรือประเทศใดประเทศหนึ่งที่เขาจะ "บีบก็ตาย-คายก็รอด" ในภาวะโลกผันผวน ทั้งเศรษฐกิจ ทั้งการเมือง อันหาความแน่นอนไม่ได้
อย่างประเทศเราตอนนี้ เท่าที่ฟัง จะเอาน้ำหนักอนาคตด้านพลังงานทั้งหมดไปฝังอยู่กับเชื้อเพลิงก๊าซในการผลิตกระแสไฟฟ้าตั้งร่วม ๘๐% ที่เหลืออีก ๒๐% มาจากพลังงงานน้ำ คือเขื่อน จากน้ำมันเตาซึ่งต้นทุนสูงมาก จากลิกไนต์ที่เหมืองแม่เมาะ และจากชีวมวลนิดหน่อย
คิดเล่นๆ ก็แล้วกัน ไม่ต้องพูดถึงว่าอีกไม่เกิน ๓๐ ปี ก๊าซในอ่าวไทยก็คงหมด ทุกวันนี้ซื้อก๊าซจากพม่า นับวันก๊าซจะแพงขึ้น..แพงขึ้น..แต่นั่นก็ไม่ใช่ประเด็นต้องคิดหนักเท่าประเด็น "พลิกผันทางการเมือง" ระหว่างพม่ากับเรา
แล้ววันนั้น...ไทยเราจะทำอย่างไร ในเมื่อการผลิตกระแสไฟฟ้าตอนนี้เราใช้ก๊าซอย่างเดียวเป็นเชื้อเพลิงตั้ง ๗๐-๘๐% ของการผลิตทั้งหมด เพราะเขื่อนก็ไม่ให้สร้าง โรงไฟฟ้าถ่านหินก็ไม่เอา?
อนาคตเรื่องพลังงานจะฝากไว้กับคำว่า "ถ้า" ไม่ได้เด็ดขาด เช่น ถ้าเราพบน้ำมัน ถ้าเราพบก๊าซ มนุษย์เราต้องช้ำใจตายเพราะคำสมมุติมานักต่อนักแล้ว!
ถึงพบในบ้านเราจริงๆ ก็เถอะ ใช่ว่าเราได้เป็นเจ้าของ ก็ต้องซื้อราคาตลาดโลก และตกอยู่กับปัจจัยเสี่ยงรอบด้านอยู่ดี เพราะฝรั่งต่างชาติตะหากคือเจ้าของ ก็เราขายแปลงสัมปทานให้เขาขุดเจาะไปก่อนแล้ว!
นั่นคือ การบริหารแหล่งเชื้อเพลิงผลิตกระแสไฟฟ้า ควรสร้าง "ดุลอำนาจ" ด้วยการกระจายความเสี่ยงไปอยู่กับเชื้อเพลิงหลายๆ อย่าง เช่น ที่ฟินแลนด์ เป็นตัวอย่างบริหารการใช้เชื้อเพลิงที่ดีที่สุด
เอาไว้คุยกันต่อวันหน้า ผมยอมรับว่าการไปศึกษาด้านพลังงานใน ๒-๓ ประเทศครั้งนี้ทำให้ผมมองเห็นโลกในความเป็นจริง "กว้างขึ้น" ช่วยขจัดความคิดบนสมมุติฐานผิดๆ ถูกๆ ไปได้มาก แต่ขอบอกรายการนี้ "รากเลือด" สะใจจริงๆ คือดูก็ได้ดูกันตั้งแต่ ๗ โมงเช้า กว่าจะจบก็ ๓-๔ ทุ่ม "ทุกวัน" ที่เหลือเป็นการนอนละเมอเรื่องโรงไฟฟ้า แทบม่อยกะรอก..แต่เข็ดซะที่ไหนล่ะ.
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 19 พฤศจิกายน 2550


