พระเจ้าของชาวยิว และพระเจ้าของชาวอิสลาม
จะเป็นเพราะ “พระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า” หรือจะเป็นด้วยเหตุอันใดก็แล้วแต่… ที่ทำให้ศาสดาโมฮัมหมัดและศาสนาอิสลามอุบัติขึ้นมาในดินแดนตะวันออกกลางในช่วงปี ค.ศ. ๖๒๒ และภายใต้ความเชื่อ-ความศรัทธาที่พัฒนาเติบโต แผ่ขยายกลายมาเป็น “จักรวรรดิอิสลาม” ตั้งมั่นอยู่ในดินแดนแถบนี้เมื่อประมาณ ๑,๔๐๐ ปีที่แล้ว มันทำให้แผ่นดินและผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เหล่านี้… ได้กลายมาเป็นเสมือนตัวละครตัวหลักที่ถูกมอบบทบาทและหน้าที่ที่สำคัญๆ ไม่น้อย ในหน้าประวัติศาสตร์โลกและประวัติศาสตร์มนุษยชาตินับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา….
แม้นว่าการขยายตัวของจักรวรรดิอิสลามนั้น มักจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการแพร่กระจายความเชื่อทางศาสนาไปพร้อมๆ กับดาบและเลือดของคนต่างศาสนา ซึ่งก็มีส่วนจริงอยู่บ้างไม่มากก็น้อย… แต่หลายต่อหลายครั้งในหน้าประวัติศาสตร์ บทบาทของจักรวรรดิอิสลามในดินแดนตะวันออกกลาง ก็เคยมีสภาพเป็นเสมือนที่พักพิง ที่หลบภัย และเป็นโล่ป้องกันให้กับใครต่อใครทั้งในแง่การเมือง เศรษฐกิจ รวมทั้งผู้ที่ประสบความทุกข์ยากอันเนื่องมาจากความแตกต่างทางความเชื่อหรือความแตกต่างทางศาสนามาไม่น้อยเช่นกัน…
ในยุคที่ “จักรวรรดิโรมัน” ได้กลายเป็นอาณาจักรของชาวคริสต์ และผู้มีอำนาจในศาสนจักรคริสเตียนระยะนั้นแสดงความรังเกียจ ชิงชัง ต่อชาวคริสต์ด้วยกันเอง ที่เพียงแต่มีความคิด-ความเชื่อแตกต่างไปจากรายละเอียดที่ตัวเองยึดมั่น-ถือมั่นกันมาแต่เดิม จนถึงกับมีการกดดัน ไล่ล่า ทำลายชาวคริสต์บางกลุ่ม อย่างเช่นชาวคริสต์ที่ถูกเรียกขานกันว่าคริสเตียนนิกาย “แอเรียน” และคริสเตียนนิกาย “เนสเทอเรียน” อย่างหนักหนาสาหัส บรรดาชาวคริสต์เหล่านี้ก็ได้อาศัยจักรวรรดิอิสลามนั่นเอง เป็นพื้นที่พักพิงหลบภัย…
ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๖ บรรดาคริสเตียนนิกายต่างๆ เหล่านี้ที่ส่วนใหญ่เป็นชาวกรีกมาตั้งแต่ดั้งเดิม ได้อพยพหลบหนีจากการไล่ล่าจากชาวคริสต์ด้วยกันเอง หลั่งไหลเข้าไปพักพิงอาศัยอยู่ในดินแดนทางตะวันตกเฉียงใต้ของจักวรรดิอิสลามในแถบเปอร์เซียโดยเฉพาะที่เมือง “กานดิซาเปอร์” กันเป็นจำนวนไม่น้อย และบรรดาชาวคริสต์นิกายเหล่านี้นี่เองที่ได้นำความรู้ทางวิทยาการของชาวกรีก ไม่ว่าจะเป็นตำรับตำราของเพลโต อริสโตเติล ยูคลิด อาร์คิมีดิส ฮิปโปเครติส ฯลฯ เข้าไปแพร่กระจายอยู่ในจักรวรรดิอิสลามจนทำให้ดินแดนแห่งนี้กลายเป็นแหล่งเพาะความรู้ทางวิทยาศาสตร์นับจากนั้นเป็นต้นมา….
ในช่วงประมาณ ๒๐๐ ปีของ “สงครามครูเสด” หรือสงครามที่ “พระผู้เป็นเจ้า” ถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการทำสงครามโดยบรรดาชาวคริสต์ในยุโรป ซึ่งเริ่มต้นขึ้นมาตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๑ ต่อเนื่องมาจนถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๓ ไม่ว่าบรรดากษัตริย์ อัศวิน ขุนนาง ชาวไร่-ชาวนาในยุโรปที่หลั่งไหลเข้ามาทำสงครามกันในดินแดนของพระเจ้า จะมีความเชื่อ-ความศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้าในลักษณะไหนก็แล้วแต่ แต่การตั้งมั่นของจักรวรรดิอิสลาม ที่สามารถยืนหยัดรับมือและตอบโต้กองทัพของชาวยุโรปกลับไปได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ในตลอดระยะ ๒๐๐ ปี ทำให้จักรวรรดิแห่งนี้มีสภาพไม่ต่างอะไรไปจาก “โล่” ที่ช่วยป้องกันความโหดเหี้ยม อำมหิตของชาวยุโรปไม่ให้ไหลทะลักไปสู่ส่วนอื่นๆ ของโลกได้อย่างต่อเนื่องยาวนานนับเป็นศตวรรษๆ จนกระทั่งเมื่อชาวยุโรปได้ค้นพบเส้นทางอื่นๆ ที่ไม่มีจักรวรรดิอิสลามตั้งมั่นกีดขวางตัวเอง หรือค้นพบเส้นทางเดินเรือที่สามารถเชื่อมโยงกับโลกโดยไม่ต่างผ่านดินแดนตะวันออกกลางนั่นเอง… โลกทั้งโลกถึงต้องตกตะลึงพรึงเพริดกับความเหี้ยม ความโลภอันไม่มีวันสิ้นสุดของชาวยุโรปที่ออกล่าอาณานิคมในซีกโลกต่างๆ กันอย่างกระเหี้ยนกระหือรือ
แม้กระทั่งชาวยิวก็ตาม…ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า ในช่วงศตวรรษที่ ๑๕ หรือช่วงที่ชาวยุโรปได้กระทำย่ำยีกับชาวยิวในประเทศเสปน อังกฤษ อิตาลี ฝรั่งเศส ฯลฯ กันอย่างหนักหนาสาหัส ถึงกับมีการเนรเทศชาวยิวออกจากประเทศต่างๆ นับเป็นแสนๆ คน จักรวรรดิอิสลามในแอฟริกา ตุรกี หรือในตะวันออกกลาง ก็กลายเป็นพื้นที่พักพิงหลบภัยให้กับบรรดาชาวยิวเหล่านี้ไม่ต่างอะไรไปจากชาวคริสต์นิกายแอเรียนและเนสเทอเรียนในยุคจักวรรดิโรมันเคยได้ใช้เป็นที่พักพิงมาก่อนนั่นเอง…
นอกจากบทบาทในการเป็นแหล่งพักพิง และโล่ป้องกันให้กับใครต่างๆ แล้ว…จักรวรรดิอิสลามยังมีบทบาทสำคัญอีกบทบาทหนึ่ง ที่เป็นคุณูปการอันยิ่งยวดต่อแม้กระทั่งผู้ที่เป็นศัตรูกับจักรวรรดิของตัวเองอย่างชาวยุโรปทั้งหลาย นั่นก็คือบทบาทในการส่งมอบความรู้ และวิทยาการจำนวนมหาศาล ให้กับชาวยุโรป ตำรับตำราของนักคิด นักปรัชญา นักวิทยาศาสตร์ชาวกรีก หรือชาวอินเดียที่ไหลเทมารวมศูนย์อยู่ในจักรวรรดิอิสลาม ได้ถูกถ่ายทอดแปลความจากภาษากรีก ภาษาอาหรับ โดยชาวกรีก ชาวยิว ออกมาเป็นภาษาเสปน อังกฤษ ฝรั่งเศส ฯลฯจากเมืองคอร์โดวา ทอเลโด เซวิลล์ ฯลฯ หรือจากตอนใต้ของอาณาจักรเสปนที่เชื่อมต่อกับจักรวรรดิอิสลาม แพร่เข้าไปสู่ชาวยุโรปทั่วทั้งทวีปยุโรป
นอกจากนั้นในช่วง ๒๐๐ ปีของสงครามครูเสด ความเจริญรุ่งเรืองของจักรวรรดิอิสลามที่นักรบครูเสดได้มาพบเห็นกับสายตา ไม่เพียงแต่จะก่อให้เกิดแรงบันดาลใจอันมหาศาลต่อชาวยุโรปในอันที่จะพัฒนาสังคมของตัวเองให้ทัดเทียมกับผู้คนในจักรวรรดิอิสลามแล้ว วิทยาการจำนวนไม่น้อยที่ชาวยุโรปจดจำหรือลอกแบบเอามาจากจักรวรรดิอิสลามไม่ว่าความรู้ในการทำดินปืน วิชาเคมี การใช้เข็มทิศในการเดินเรือ การผลิตเลนส์ การพิมพ์ ฯลฯก็ยังมีส่วนเปลี่ยนแปลงสภาพสังคมยุโรปให้พลิกไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว…
จักรวรรดิอิสลามที่โผล่ขึ้นมาคั่นกลางระหว่างยุโรปกับเอเชีย ตั้งแต่เมื่อ ๑,๔๐๐ ปีที่แล้ว…จึงเป็นเสมือน “จุดเปลี่ยน” หรือ “จุดชี้ขาด” ทิศทางความเป็นไปของโลกมาโดยตลอดก็ว่าได้…ยิ่งไปกว่านั้น…แม้นว่าความรุ่งโรจน์ที่เคยมีอยู่ในจักรวรรดิอิสลามจะถูกทำลายลงไปอย่างยับเยิน หลังจากที่ชาวยุโรปสามารถแผ่ขยายอำนาจจนยึดครองโลกทั้งโลกได้แล้ว แต่จะด้วยพระประสงค์ของพระเจ้าหรือโดยอะไรก็แล้วแต่ ดินแดนแห่งนี้กลับกลายเป็นพื้นที่ที่สามารถสร้างจุดเปลี่ยน หรือจุดชี้ขาดทิศทางของโลกในอนาคตข้างหน้าได้อีกต่างหาก ไม่ว่าจะด้วยปริมาณทรัพยากร “น้ำมัน” จำนวนมากมายมหาศาลที่ไหลมารวมอยู่ในพื้นที่บริเวณนี้ จนกลายเป็นแหล่งสำรองน้ำมันเกือบครึ่งหนึ่งของปริมาณน้ำมันเท่าที่มีอยู่ในโลก หรือจะด้วยลักษณะความเชื่อ-ความศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้าของชาวอิสลามในดินแดนเหล่านี้ที่มีความเข้มข้นเป็นพิเศษ หรือมีลักษณะอาการอย่างที่พวกฝรั่งเรียกกันว่าพวก “ฟันดาเมนทอลลิสต์” (fundamentalism) อันเป็นลักษณะที่ขัดแย้งอย่างรุนแรงกับแนวคิดในการ “จัดระเบียบโลกใหม่” ภายใต้อำนาจของรัฐบาลโลกที่อาศัยประชาธิปไตยแบบโลกียะ และระบบเศรษฐกิจแบบทุน-นิยมเสรีเป็นเครื่องมือ
ในบรรดานักคิดที่สนับสนุนแนวคิดในการจัดระเบียบโลกใหม่หลายต่อหลายราย ไม่ว่าจะเป็น “อัลวิน ทอฟเลอร์” ผู้เร่งเร้าให้มีการปฏิวัติยุคสมัยไปสู่อารยธรรมแห่งคลื่นลูกที่สาม “ซามูเอล ฮันติงตัน” ที่ออกมาส่งสัญญาณถึง “การปะทะทางอารยธรรม” ที่จะกลายเป็นความขัดแย้งของโลกในศตวรรษใหม่ “วอลเตอร์ ไอแซคสัน” ที่แจกแจงให้เห็นถึงศัตรูตัวร้ายของลัทธิทุนนิยมเสรี อันได้แก่ กลุ่มคนที่ถูกเรียกขานกันว่าพวก “จิตวิญญาณยุคใหม่” (New Age Spirituality) ฯลฯ ต่างก็แสดงทัศนะออกมาในลักษณะคล้ายๆ กันถึงความน่าหนักใจในพลังของ “โลกอิสลาม” ที่มีชาวอิสลามในตะวันออกกลางมีฐานะเป็นแนวหน้าอยู่ในทุกวันนี้…
ซึ่งอันที่จริงแล้ว…ในแง่เนื้อหาของ “ความเป็นศาสนา” ศาสนาอิสลามก็คงไม่ได้ต่างอะไรไปจากศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ หรือบรรดาศาสนาต่างๆ ที่ถูกยกระดับถูกพัฒนาให้มี “ความเป็นสากล” โดยศาสดาของแต่ละศาสนานั่นเอง…แต่แม้นว่าภายใต้ “แก่นสาระ” ของศาสนาที่ต่างก็มีความเป็นสากลอยู่ในตัวของศาสนานั้นๆ สิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ก็คือว่า…ลักษณะความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ ของแต่ละเผ่าพันธุ์ แต่ละชนชาติ…มันก็มีส่วนไม่น้อยในการสร้างความเข้มข้น หรือไม่เข้มข้น และก่อให้เกิดรายละเอียดที่แตกต่างกันไปในความเชื่อ-ความศรัทธาของผู้ที่นับถือศาสนาต่างๆ ในแต่ละพื้นที่…
บทโคลงโบราณที่เคยขับขานกันในหมู่ชาวอาหรับหรือชาว “เบดูอิน” ในตะวันออกกลาง ก่อนหน้าที่ศาสนาอิสลามจะปรากฏตัวขึ้นมาซึ่งมีเนื้อหาระบุเอาไว้ว่า…
“เป็นหน้าที่ของเราในการปล้นสะดมศัตรู…
หรือมิฉะนั้นก็ปล้นสะดมเพื่อนบ้าน
หรือแม้แต่พี่น้องของเราเอง…
ในกรณีที่ไม่มีผู้อื่นให้เราปล้น…”
ทำให้ไม่น่าแปลกใจนักว่า…เหตุใดศาสนาอิสลามในตะวันออกกลางจึงเต็มไปด้วยลักษณะของความเข้มข้นกันมาตั้งแต่แรก และอันที่จริงแล้ว…ความเข้มข้นที่แฝงฝังอยู่ภายในความเป็นชาวอาหรับหรือชาวเบดูอินเช่นนี้ ก็แทบไม่ต่างอะไรไปจากความเข้มข้นในสายเลือดเผ่าพันธุ์ของชาวยิว ที่มีส่วนทำให้ “พระเจ้าของชาวยิว” มีความแตกต่างไปจาก “พระเจ้าของพระเยซูคริสต์” นั่นเอง…และสิ่งที่น่าสนใจเอามากๆ ก็คือว่า…จะด้วยพระประสงค์ของพระเจ้าหรือด้วยอะไรก็แล้วแต่ (อีกนั่นแหละ)…ที่ดลบันดาลให้ชาวยิวและชาวอาหรับต้องมาเผชิญหน้ากันในแนวรบชั้นแรกสุดของ “สงครามเพื่อจัดระเบียบโลกขึ้นมาใหม่”…!!!
ในยุคที่ชาวยิวต้องเผชิญหน้ากับชาวยุโรปนับตั้งแต่จักวรรดิโรมันล่มสลาย…ไม่ว่าจะถูกกดขี่ บังคับ ถูกเนรเทศออกจากประเทศต่างๆ ในยุโรปกันครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ท้ายที่สุดแล้ว “พระเจ้าของชาวยิว” ก็สามารถเอาชนะ “พระเจ้าของชาวยุโรป” ได้เป็นผลสำเร็จ หรือในขณะที่ชาวยุโรปจำนวนไม่น้อยได้ประกาศว่า “พระเจ้า…ตายแล้ว” แต่พระเจ้าของชาวยิวก็ยังคงสิงสถิตอยู่ในความเชื่อ-ความศรัทธาของชาวยิวทั้งหลายอย่างไม่เคยคลอนแคลน และเมื่อชาวยุโรปได้แผ่อิทธิพลครอบงำโลกทั้งโลกทั้งในแง่การเมือง เศรษฐกิจ และทัศนะคติทางสังคม จนทำให้พระเจ้าของชนชาติอื่นๆ อีกมากมายก็ได้…ตาย…ลงไป หรือเสื่อมโทรมชราภาพลงไปไม่ต่างไปจากพระเจ้าของชาวยุโรป ก็เหลือแต่เพียงพระเจ้าของชาวอาหรับหรือพระเจ้าของชาวอิสลามนั่นเอง…ที่ยังคงเป็นพระเจ้าที่มีความแข็งแกร่ง มีฤทธิ์มีเดชพอที่จะรับมือกับพระเจ้าของชาวยิวกันได้แบบถึงเลือด-ถึงเนื้อ…
ในพระคัมภีร์ไบเบิลบท “อิสยาห์” ได้เล่าขานถึง “พระสิริในอนาคตของศิโยน (ไซออน)” หรือโฉมหน้าของอิสราเอลในอนาคตเอาไว้ว่า…. “จงลุกขึ้น ฉายแสง เพราะว่าความสว่างของเจ้ามาถึงแล้ว และพระสิริของพระเจ้าขึ้นมาเหนือเจ้า เพราะว่าดูเถิด ความมืดจะคลุมแผ่นดินโลก และความมืดทึบคลุมชนชาติทั้งหลาย แต่พระเจ้าจะทรงขึ้นมาเหนือเจ้า และเขาจะเห็นพระสิริของพระองค์เหนือเจ้า และบรรดาประชาชาติจะมายังความสว่างของเจ้า และพระราชาทั้งหลาย จะยังความสุกใสเพราะการขึ้นมาของเจ้า…ความมั่งคั่งของทะเลจะหันมาหาเจ้า ทรัพย์สมบัติของบรรดาประชาชาติจะมายังเจ้า อูฐหนุ่มจากมีเดียนและเอฟาร์ จากเชบาจะมา เขาจะนำทองคำและกำยานและจะบอกข่าวดีถึงกิจการอันน่าสรรเสริญของพระเจ้า… ประตูเมืองของเจ้าจะเปิดอยู่เสมอทั้งกลางวันและกลางคืน มันจะไม่ปิด เพื่อคนจะนำความมั่งคั่งของประชาชาติมาให้เจ้า พร้อมด้วยพระราชาทั้งหลาย เพราะว่า…ประชาชาติและอาณาจักรใดที่ไม่ปรนนิบัติเจ้า…จะพินาศ….ฯลฯ”
บทโคลงของ “อิสยาห์” ชิ้นนี้ จะเป็นเพียงความพยายามปลุกปลอบขวัญกำลังใจใจชาวยิวที่กำลังทนทุกข์ทรมานอยู่ในช่วงระยะนั้น หรือจะเป็นคำพยากรณ์ถึงอนาคตหรือไม่? เพียงใด? ก็คงขึ้นอยู่กับการ “ตีความ” กันไปตามความคิดความอ่านหรือตามเชื่อ-ความศรัทธาของแต่ละบุคคล แต่ถ้าหากมองถึงข้อความที่ปรากฏอยู่ในเอกสาร “ข้อสนธิสัญญาของปราชญ์อาวุโสแห่งไซออน” ที่ไม่ว่าใครจะเป็นผู้เขียนขึ้นมาก็แล้วแต่…แต่ก็ได้แสดงออกถึงความหวังในลักษณะที่ไม่ต่างไปจากข้อความที่ปรากฏอยู่ในบทโคลง “อิสยาห์” กันซักเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะข้อความที่ระบุถึงสถานะของ “กษัตริย์แห่งอิสราเอล” ในอนาคต หลังจากที่ได้เข้าไปสู่อาณาจักรของพระองค์ หรือ “เข้าสู่วิหารของพระเจ้า” เป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า… “กษัตริย์ของชาวยิวก็จะกลายเป็นพระสันตะปาปาแห่งโลก เป็นบิดาของศาสนาสากล” ??? ??? ???
แต่สิ่งที่ว่านี้…จะมีความเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้??? ก็ขึ้นอยู่กับว่า “วิหารของพระเจ้า” อันเป็นสถานที่ที่จะใช้ต้อนรับการเสด็จมาของกษัตริย์แห่งอิสราเอล ซึ่งได้ถูกทำลายจนกลายเป็นซากปรักหักพังมานานนับเป็นพันๆ ปี จะถูกสร้างขึ้นมาใหม่ได้เมื่อไหร่? หรือไม่?? เพียงใด??? โดยเฉพาะอย่างยิ่ง…ในเมื่อสถานที่แห่งนี้ ได้ถูกสร้างซ้อนทับเอาไว้ด้วย “สุเหร่าอันศักดิ์สิทธิ์” ของชาวอิสลามที่เรียกขานกันว่า “โดมแห่งศิลา” (The Dome Of The Rock) มานับเป็นพันๆ ปีแล้วเช่นกัน…??? ??? ???



