Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
จุดไฟในนาคร
ชัชรินทร์ ไชยวัฒน์


พระเจ้าของชาวยิว และพระเจ้าของชาวอิสลาม

จะเป็นเพราะ “พระประสงค์ของพระผู้เป็นเจ้า” หรือจะเป็นด้วยเหตุอันใดก็แล้วแต่… ที่ทำให้ศาสดาโมฮัมหมัดและศาสนาอิสลามอุบัติขึ้นมาในดินแดนตะวันออกกลางในช่วงปี ค.ศ. ๖๒๒ และภายใต้ความเชื่อ-ความศรัทธาที่พัฒนาเติบโต แผ่ขยายกลายมาเป็น “จักรวรรดิอิสลาม” ตั้งมั่นอยู่ในดินแดนแถบนี้เมื่อประมาณ ๑,๔๐๐ ปีที่แล้ว มันทำให้แผ่นดินและผู้คนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เหล่านี้… ได้กลายมาเป็นเสมือนตัวละครตัวหลักที่ถูกมอบบทบาทและหน้าที่ที่สำคัญๆ ไม่น้อย ในหน้าประวัติศาสตร์โลกและประวัติศาสตร์มนุษยชาตินับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา….

แม้นว่าการขยายตัวของจักรวรรดิอิสลามนั้น มักจะถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการแพร่กระจายความเชื่อทางศาสนาไปพร้อมๆ กับดาบและเลือดของคนต่างศาสนา ซึ่งก็มีส่วนจริงอยู่บ้างไม่มากก็น้อย… แต่หลายต่อหลายครั้งในหน้าประวัติศาสตร์ บทบาทของจักรวรรดิอิสลามในดินแดนตะวันออกกลาง ก็เคยมีสภาพเป็นเสมือนที่พักพิง ที่หลบภัย และเป็นโล่ป้องกันให้กับใครต่อใครทั้งในแง่การเมือง เศรษฐกิจ รวมทั้งผู้ที่ประสบความทุกข์ยากอันเนื่องมาจากความแตกต่างทางความเชื่อหรือความแตกต่างทางศาสนามาไม่น้อยเช่นกัน…

ในยุคที่ “จักรวรรดิโรมัน” ได้กลายเป็นอาณาจักรของชาวคริสต์ และผู้มีอำนาจในศาสนจักรคริสเตียนระยะนั้นแสดงความรังเกียจ ชิงชัง ต่อชาวคริสต์ด้วยกันเอง ที่เพียงแต่มีความคิด-ความเชื่อแตกต่างไปจากรายละเอียดที่ตัวเองยึดมั่น-ถือมั่นกันมาแต่เดิม จนถึงกับมีการกดดัน ไล่ล่า ทำลายชาวคริสต์บางกลุ่ม อย่างเช่นชาวคริสต์ที่ถูกเรียกขานกันว่าคริสเตียนนิกาย “แอเรียน” และคริสเตียนนิกาย “เนสเทอเรียน” อย่างหนักหนาสาหัส บรรดาชาวคริสต์เหล่านี้ก็ได้อาศัยจักรวรรดิอิสลามนั่นเอง เป็นพื้นที่พักพิงหลบภัย…

ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ ๖ บรรดาคริสเตียนนิกายต่างๆ เหล่านี้ที่ส่วนใหญ่เป็นชาวกรีกมาตั้งแต่ดั้งเดิม ได้อพยพหลบหนีจากการไล่ล่าจากชาวคริสต์ด้วยกันเอง หลั่งไหลเข้าไปพักพิงอาศัยอยู่ในดินแดนทางตะวันตกเฉียงใต้ของจักวรรดิอิสลามในแถบเปอร์เซียโดยเฉพาะที่เมือง “กานดิซาเปอร์” กันเป็นจำนวนไม่น้อย และบรรดาชาวคริสต์นิกายเหล่านี้นี่เองที่ได้นำความรู้ทางวิทยาการของชาวกรีก ไม่ว่าจะเป็นตำรับตำราของเพลโต อริสโตเติล ยูคลิด อาร์คิมีดิส ฮิปโปเครติส ฯลฯ เข้าไปแพร่กระจายอยู่ในจักรวรรดิอิสลามจนทำให้ดินแดนแห่งนี้กลายเป็นแหล่งเพาะความรู้ทางวิทยาศาสตร์นับจากนั้นเป็นต้นมา….

ในช่วงประมาณ ๒๐๐ ปีของ “สงครามครูเสด” หรือสงครามที่ “พระผู้เป็นเจ้า” ถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการทำสงครามโดยบรรดาชาวคริสต์ในยุโรป ซึ่งเริ่มต้นขึ้นมาตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ ๑๑ ต่อเนื่องมาจนถึงกลางคริสต์ศตวรรษที่ ๑๓ ไม่ว่าบรรดากษัตริย์ อัศวิน ขุนนาง ชาวไร่-ชาวนาในยุโรปที่หลั่งไหลเข้ามาทำสงครามกันในดินแดนของพระเจ้า จะมีความเชื่อ-ความศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้าในลักษณะไหนก็แล้วแต่ แต่การตั้งมั่นของจักรวรรดิอิสลาม ที่สามารถยืนหยัดรับมือและตอบโต้กองทัพของชาวยุโรปกลับไปได้ครั้งแล้วครั้งเล่า ในตลอดระยะ ๒๐๐ ปี ทำให้จักรวรรดิแห่งนี้มีสภาพไม่ต่างอะไรไปจาก “โล่” ที่ช่วยป้องกันความโหดเหี้ยม อำมหิตของชาวยุโรปไม่ให้ไหลทะลักไปสู่ส่วนอื่นๆ ของโลกได้อย่างต่อเนื่องยาวนานนับเป็นศตวรรษๆ จนกระทั่งเมื่อชาวยุโรปได้ค้นพบเส้นทางอื่นๆ ที่ไม่มีจักรวรรดิอิสลามตั้งมั่นกีดขวางตัวเอง หรือค้นพบเส้นทางเดินเรือที่สามารถเชื่อมโยงกับโลกโดยไม่ต่างผ่านดินแดนตะวันออกกลางนั่นเอง… โลกทั้งโลกถึงต้องตกตะลึงพรึงเพริดกับความเหี้ยม ความโลภอันไม่มีวันสิ้นสุดของชาวยุโรปที่ออกล่าอาณานิคมในซีกโลกต่างๆ กันอย่างกระเหี้ยนกระหือรือ

แม้กระทั่งชาวยิวก็ตาม…ดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่า ในช่วงศตวรรษที่ ๑๕ หรือช่วงที่ชาวยุโรปได้กระทำย่ำยีกับชาวยิวในประเทศเสปน อังกฤษ อิตาลี ฝรั่งเศส ฯลฯ กันอย่างหนักหนาสาหัส ถึงกับมีการเนรเทศชาวยิวออกจากประเทศต่างๆ นับเป็นแสนๆ คน จักรวรรดิอิสลามในแอฟริกา ตุรกี หรือในตะวันออกกลาง ก็กลายเป็นพื้นที่พักพิงหลบภัยให้กับบรรดาชาวยิวเหล่านี้ไม่ต่างอะไรไปจากชาวคริสต์นิกายแอเรียนและเนสเทอเรียนในยุคจักวรรดิโรมันเคยได้ใช้เป็นที่พักพิงมาก่อนนั่นเอง…

นอกจากบทบาทในการเป็นแหล่งพักพิง และโล่ป้องกันให้กับใครต่างๆ แล้ว…จักรวรรดิอิสลามยังมีบทบาทสำคัญอีกบทบาทหนึ่ง ที่เป็นคุณูปการอันยิ่งยวดต่อแม้กระทั่งผู้ที่เป็นศัตรูกับจักรวรรดิของตัวเองอย่างชาวยุโรปทั้งหลาย นั่นก็คือบทบาทในการส่งมอบความรู้ และวิทยาการจำนวนมหาศาล ให้กับชาวยุโรป ตำรับตำราของนักคิด นักปรัชญา นักวิทยาศาสตร์ชาวกรีก หรือชาวอินเดียที่ไหลเทมารวมศูนย์อยู่ในจักรวรรดิอิสลาม ได้ถูกถ่ายทอดแปลความจากภาษากรีก ภาษาอาหรับ โดยชาวกรีก ชาวยิว ออกมาเป็นภาษาเสปน อังกฤษ ฝรั่งเศส ฯลฯจากเมืองคอร์โดวา ทอเลโด เซวิลล์ ฯลฯ หรือจากตอนใต้ของอาณาจักรเสปนที่เชื่อมต่อกับจักรวรรดิอิสลาม แพร่เข้าไปสู่ชาวยุโรปทั่วทั้งทวีปยุโรป

นอกจากนั้นในช่วง ๒๐๐ ปีของสงครามครูเสด ความเจริญรุ่งเรืองของจักรวรรดิอิสลามที่นักรบครูเสดได้มาพบเห็นกับสายตา ไม่เพียงแต่จะก่อให้เกิดแรงบันดาลใจอันมหาศาลต่อชาวยุโรปในอันที่จะพัฒนาสังคมของตัวเองให้ทัดเทียมกับผู้คนในจักรวรรดิอิสลามแล้ว วิทยาการจำนวนไม่น้อยที่ชาวยุโรปจดจำหรือลอกแบบเอามาจากจักรวรรดิอิสลามไม่ว่าความรู้ในการทำดินปืน วิชาเคมี การใช้เข็มทิศในการเดินเรือ การผลิตเลนส์ การพิมพ์ ฯลฯก็ยังมีส่วนเปลี่ยนแปลงสภาพสังคมยุโรปให้พลิกไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือภายในระยะเวลาอันรวดเร็ว…

จักรวรรดิอิสลามที่โผล่ขึ้นมาคั่นกลางระหว่างยุโรปกับเอเชีย ตั้งแต่เมื่อ ๑,๔๐๐ ปีที่แล้ว…จึงเป็นเสมือน “จุดเปลี่ยน” หรือ “จุดชี้ขาด” ทิศทางความเป็นไปของโลกมาโดยตลอดก็ว่าได้…ยิ่งไปกว่านั้น…แม้นว่าความรุ่งโรจน์ที่เคยมีอยู่ในจักรวรรดิอิสลามจะถูกทำลายลงไปอย่างยับเยิน หลังจากที่ชาวยุโรปสามารถแผ่ขยายอำนาจจนยึดครองโลกทั้งโลกได้แล้ว แต่จะด้วยพระประสงค์ของพระเจ้าหรือโดยอะไรก็แล้วแต่ ดินแดนแห่งนี้กลับกลายเป็นพื้นที่ที่สามารถสร้างจุดเปลี่ยน หรือจุดชี้ขาดทิศทางของโลกในอนาคตข้างหน้าได้อีกต่างหาก ไม่ว่าจะด้วยปริมาณทรัพยากร “น้ำมัน” จำนวนมากมายมหาศาลที่ไหลมารวมอยู่ในพื้นที่บริเวณนี้ จนกลายเป็นแหล่งสำรองน้ำมันเกือบครึ่งหนึ่งของปริมาณน้ำมันเท่าที่มีอยู่ในโลก หรือจะด้วยลักษณะความเชื่อ-ความศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้าของชาวอิสลามในดินแดนเหล่านี้ที่มีความเข้มข้นเป็นพิเศษ หรือมีลักษณะอาการอย่างที่พวกฝรั่งเรียกกันว่าพวก “ฟันดาเมนทอลลิสต์” (fundamentalism) อันเป็นลักษณะที่ขัดแย้งอย่างรุนแรงกับแนวคิดในการ “จัดระเบียบโลกใหม่” ภายใต้อำนาจของรัฐบาลโลกที่อาศัยประชาธิปไตยแบบโลกียะ และระบบเศรษฐกิจแบบทุน-นิยมเสรีเป็นเครื่องมือ

ในบรรดานักคิดที่สนับสนุนแนวคิดในการจัดระเบียบโลกใหม่หลายต่อหลายราย ไม่ว่าจะเป็น “อัลวิน ทอฟเลอร์” ผู้เร่งเร้าให้มีการปฏิวัติยุคสมัยไปสู่อารยธรรมแห่งคลื่นลูกที่สาม “ซามูเอล ฮันติงตัน” ที่ออกมาส่งสัญญาณถึง “การปะทะทางอารยธรรม” ที่จะกลายเป็นความขัดแย้งของโลกในศตวรรษใหม่ “วอลเตอร์ ไอแซคสัน” ที่แจกแจงให้เห็นถึงศัตรูตัวร้ายของลัทธิทุนนิยมเสรี อันได้แก่ กลุ่มคนที่ถูกเรียกขานกันว่าพวก “จิตวิญญาณยุคใหม่” (New Age Spirituality) ฯลฯ ต่างก็แสดงทัศนะออกมาในลักษณะคล้ายๆ กันถึงความน่าหนักใจในพลังของ “โลกอิสลาม” ที่มีชาวอิสลามในตะวันออกกลางมีฐานะเป็นแนวหน้าอยู่ในทุกวันนี้…

ซึ่งอันที่จริงแล้ว…ในแง่เนื้อหาของ “ความเป็นศาสนา” ศาสนาอิสลามก็คงไม่ได้ต่างอะไรไปจากศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ หรือบรรดาศาสนาต่างๆ ที่ถูกยกระดับถูกพัฒนาให้มี “ความเป็นสากล” โดยศาสดาของแต่ละศาสนานั่นเอง…แต่แม้นว่าภายใต้ “แก่นสาระ” ของศาสนาที่ต่างก็มีความเป็นสากลอยู่ในตัวของศาสนานั้นๆ สิ่งที่ไม่อาจปฏิเสธได้ก็คือว่า…ลักษณะความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ ของแต่ละเผ่าพันธุ์ แต่ละชนชาติ…มันก็มีส่วนไม่น้อยในการสร้างความเข้มข้น หรือไม่เข้มข้น และก่อให้เกิดรายละเอียดที่แตกต่างกันไปในความเชื่อ-ความศรัทธาของผู้ที่นับถือศาสนาต่างๆ ในแต่ละพื้นที่…

บทโคลงโบราณที่เคยขับขานกันในหมู่ชาวอาหรับหรือชาว “เบดูอิน” ในตะวันออกกลาง ก่อนหน้าที่ศาสนาอิสลามจะปรากฏตัวขึ้นมาซึ่งมีเนื้อหาระบุเอาไว้ว่า…

“เป็นหน้าที่ของเราในการปล้นสะดมศัตรู…
หรือมิฉะนั้นก็ปล้นสะดมเพื่อนบ้าน
หรือแม้แต่พี่น้องของเราเอง…
ในกรณีที่ไม่มีผู้อื่นให้เราปล้น…”

ทำให้ไม่น่าแปลกใจนักว่า…เหตุใดศาสนาอิสลามในตะวันออกกลางจึงเต็มไปด้วยลักษณะของความเข้มข้นกันมาตั้งแต่แรก และอันที่จริงแล้ว…ความเข้มข้นที่แฝงฝังอยู่ภายในความเป็นชาวอาหรับหรือชาวเบดูอินเช่นนี้ ก็แทบไม่ต่างอะไรไปจากความเข้มข้นในสายเลือดเผ่าพันธุ์ของชาวยิว ที่มีส่วนทำให้ “พระเจ้าของชาวยิว” มีความแตกต่างไปจาก “พระเจ้าของพระเยซูคริสต์” นั่นเอง…และสิ่งที่น่าสนใจเอามากๆ ก็คือว่า…จะด้วยพระประสงค์ของพระเจ้าหรือด้วยอะไรก็แล้วแต่ (อีกนั่นแหละ)…ที่ดลบันดาลให้ชาวยิวและชาวอาหรับต้องมาเผชิญหน้ากันในแนวรบชั้นแรกสุดของ “สงครามเพื่อจัดระเบียบโลกขึ้นมาใหม่”…!!!

ในยุคที่ชาวยิวต้องเผชิญหน้ากับชาวยุโรปนับตั้งแต่จักวรรดิโรมันล่มสลาย…ไม่ว่าจะถูกกดขี่ บังคับ ถูกเนรเทศออกจากประเทศต่างๆ ในยุโรปกันครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ท้ายที่สุดแล้ว “พระเจ้าของชาวยิว” ก็สามารถเอาชนะ “พระเจ้าของชาวยุโรป” ได้เป็นผลสำเร็จ หรือในขณะที่ชาวยุโรปจำนวนไม่น้อยได้ประกาศว่า “พระเจ้า…ตายแล้ว” แต่พระเจ้าของชาวยิวก็ยังคงสิงสถิตอยู่ในความเชื่อ-ความศรัทธาของชาวยิวทั้งหลายอย่างไม่เคยคลอนแคลน และเมื่อชาวยุโรปได้แผ่อิทธิพลครอบงำโลกทั้งโลกทั้งในแง่การเมือง เศรษฐกิจ และทัศนะคติทางสังคม จนทำให้พระเจ้าของชนชาติอื่นๆ อีกมากมายก็ได้…ตาย…ลงไป หรือเสื่อมโทรมชราภาพลงไปไม่ต่างไปจากพระเจ้าของชาวยุโรป ก็เหลือแต่เพียงพระเจ้าของชาวอาหรับหรือพระเจ้าของชาวอิสลามนั่นเอง…ที่ยังคงเป็นพระเจ้าที่มีความแข็งแกร่ง มีฤทธิ์มีเดชพอที่จะรับมือกับพระเจ้าของชาวยิวกันได้แบบถึงเลือด-ถึงเนื้อ…

ในพระคัมภีร์ไบเบิลบท “อิสยาห์” ได้เล่าขานถึง “พระสิริในอนาคตของศิโยน (ไซออน)” หรือโฉมหน้าของอิสราเอลในอนาคตเอาไว้ว่า…. “จงลุกขึ้น ฉายแสง เพราะว่าความสว่างของเจ้ามาถึงแล้ว และพระสิริของพระเจ้าขึ้นมาเหนือเจ้า เพราะว่าดูเถิด ความมืดจะคลุมแผ่นดินโลก และความมืดทึบคลุมชนชาติทั้งหลาย แต่พระเจ้าจะทรงขึ้นมาเหนือเจ้า และเขาจะเห็นพระสิริของพระองค์เหนือเจ้า และบรรดาประชาชาติจะมายังความสว่างของเจ้า และพระราชาทั้งหลาย จะยังความสุกใสเพราะการขึ้นมาของเจ้า…ความมั่งคั่งของทะเลจะหันมาหาเจ้า ทรัพย์สมบัติของบรรดาประชาชาติจะมายังเจ้า อูฐหนุ่มจากมีเดียนและเอฟาร์ จากเชบาจะมา เขาจะนำทองคำและกำยานและจะบอกข่าวดีถึงกิจการอันน่าสรรเสริญของพระเจ้า… ประตูเมืองของเจ้าจะเปิดอยู่เสมอทั้งกลางวันและกลางคืน มันจะไม่ปิด เพื่อคนจะนำความมั่งคั่งของประชาชาติมาให้เจ้า พร้อมด้วยพระราชาทั้งหลาย เพราะว่า…ประชาชาติและอาณาจักรใดที่ไม่ปรนนิบัติเจ้า…จะพินาศ….ฯลฯ”

บทโคลงของ “อิสยาห์” ชิ้นนี้ จะเป็นเพียงความพยายามปลุกปลอบขวัญกำลังใจใจชาวยิวที่กำลังทนทุกข์ทรมานอยู่ในช่วงระยะนั้น หรือจะเป็นคำพยากรณ์ถึงอนาคตหรือไม่? เพียงใด? ก็คงขึ้นอยู่กับการ “ตีความ” กันไปตามความคิดความอ่านหรือตามเชื่อ-ความศรัทธาของแต่ละบุคคล แต่ถ้าหากมองถึงข้อความที่ปรากฏอยู่ในเอกสาร “ข้อสนธิสัญญาของปราชญ์อาวุโสแห่งไซออน” ที่ไม่ว่าใครจะเป็นผู้เขียนขึ้นมาก็แล้วแต่…แต่ก็ได้แสดงออกถึงความหวังในลักษณะที่ไม่ต่างไปจากข้อความที่ปรากฏอยู่ในบทโคลง “อิสยาห์” กันซักเท่าไหร่นัก โดยเฉพาะข้อความที่ระบุถึงสถานะของ “กษัตริย์แห่งอิสราเอล” ในอนาคต หลังจากที่ได้เข้าไปสู่อาณาจักรของพระองค์ หรือ “เข้าสู่วิหารของพระเจ้า” เป็นที่เรียบร้อยแล้วว่า… “กษัตริย์ของชาวยิวก็จะกลายเป็นพระสันตะปาปาแห่งโลก เป็นบิดาของศาสนาสากล” ??? ??? ???

แต่สิ่งที่ว่านี้…จะมีความเป็นไปได้หรือเป็นไปไม่ได้??? ก็ขึ้นอยู่กับว่า “วิหารของพระเจ้า” อันเป็นสถานที่ที่จะใช้ต้อนรับการเสด็จมาของกษัตริย์แห่งอิสราเอล ซึ่งได้ถูกทำลายจนกลายเป็นซากปรักหักพังมานานนับเป็นพันๆ ปี จะถูกสร้างขึ้นมาใหม่ได้เมื่อไหร่? หรือไม่?? เพียงใด??? โดยเฉพาะอย่างยิ่ง…ในเมื่อสถานที่แห่งนี้ ได้ถูกสร้างซ้อนทับเอาไว้ด้วย “สุเหร่าอันศักดิ์สิทธิ์” ของชาวอิสลามที่เรียกขานกันว่า “โดมแห่งศิลา” (The Dome Of The Rock) มานับเป็นพันๆ ปีแล้วเช่นกัน…??? ??? ???



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter