จากนิวเคลียร์เพลียกลับมาแล้วครับ
ผมกลับมาแล้วครับ ได้ไปดู ไปฟัง ไปเห็น และไปรู้บ้าง-ไม่รู้บ้าง ในหลายเรื่อง หลายด้าน โดยเฉพาะด้าน “พลังงาน” จากฟินแลนด์ เยอรมนี และฝรั่งเศส
ก็คิดว่าสิ่งที่ไปรู้-ไปเห็นมานั้น น่าจะนำมาเป็น “ข้อมูลดิบ” เพื่อเปิดมิติในการ “คิดร่วมกัน” กับท่านผู้อ่านได้ตามสมควร
ผมก็จะคุยไปเรื่อยๆ ตามประสาของผมแหละครับ คือไม่เป็นชิ้น-เป็นอัน ไม่เป็นตำราวิชาการ ไม่ทำตัวเป็นไอน์สไตน์กลับชาติ แต่จะเป็น “แมลงหวี่” ตอมติ่งช้าง
ได้กลิ่นแบบไหน และเห็นอะไร ก็จะคุยไปภายใต้กรอบกระบังตา เพราะแค่ไปเดินดมส้วมตามโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของเขา ๕ วัน ๑๐ วัน ด้วยภูมิปัญญาของผม บอกได้คำเดียวว่า
คุยในมุม “ผู้บริโภคพลังงาน” น่าจะเหมาะกว่าไปโม้ในมุมนักวิทยาศาสตร์ นักฟิสิกส์ นักวิศวกร หรือนักเคมี
ก็จะ “เล่าสู่กันฟัง” ไปเรื่อยๆ กี่วัน-กี่เดือนจบก็ยังไม่รู้เลย คงไม่ “ม้วนเดียวจบ” ชนิดยาวพรืดติดต่อไปทุกวัน แต่จะผสมปนเป เรียกว่า “คุยแทรก-คุยผสม” ไปกับเรื่องราวที่น่าสนใจประจำวัน
แต่สิ่งสำคัญที่ต้องขอบอกก่อน คือ ที่ไปกันครั้งนี้ มีทั้งสื่อด้านพลังงาน ทั้งวิศวกรด้านพลังงาน ด้านนิวเคลียร์ ทั้งของกระทรวงและของ กฟผ. มีทั้งข้าราชการระดับสูงของกระทรวง รวมทั้ง “รัฐมนตรีปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์” ที่บินไปสมทบภายหลัง
ทั้งหลาย-ทั้งปวง ไม่ใช่ขั้นตอนไปดูงานเพื่อนำมาพูดจาสนับสนุนให้สร้างโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ในเมืองไทยแต่ประการใดทั้งสิ้น!
หากแต่เป็นขั้นตอน ไปดู ไปรู้ ไปเห็น ไปฟัง ไปลูบ ไปคลำ ด้วยตัวอย่างจากของจริง แทนการพูดและคิดด้านพลังงานนิวเคลียร์ ผ่านจินตนาการไปคนละเรื่องละราวอย่างตะก่อน
ซึ่งเหมือน “ตาบอดคลำช้าง” แล้วอธิบายถึงลักษณะช้าง!
เจตนาหลักในการไปครั้งนี้ ไปศึกษาร่วมกันจากตัวอย่างพลังงานในรูปแบบต่างๆ โดยเฉพาะพลังงานถ่านหิน และพลังงานไฟฟ้านิวเคลียร์ เรียกว่าไป “เบิกเนตรคลำช้าง” จาก “ตัวเป็นๆ” กันเลยทีเดียว
สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น สิบตาเห็นไม่เท่ามือคลำ ก็ประมาณนั้นแหละครับ และเมื่อเห็นแล้ว คลำแล้ว จะพัฒนาจากสิ่งที่เห็น-ที่คลำไปสู่คำที่ว่า “ร้อยมือคลำก็ยังไม่เท่าลงมือทำเอง” เมื่อไหร่นั้น
ก็ค่อยๆ คุยกันไป จะรีบสรุปอะไรกันแต่หัวค่ำเล่า เพราะบางปัญหาจะให้คนอื่นตอบแทนหาได้ไม่ ตัวเราเองนั่นแหละจะต้องเป็นผู้ตอบให้กับตัวเอง แต่การจะตอบคำถาม “สังคมรวม” ให้กับตัวเองนั้น ปัจจัยหลักที่ต้องมีก่อน คือ “ข้อมูล” เพื่อใช้เป็นพลังงานปัญญาแปลงข้อมูลนั้นไปสู่ ความรู้-ความเข้าใจในเรื่องพลังงานชนิดต่างๆ ก่อนอันดับแรก
รู้อะไร เข้าใจอะไร?
รู้ในคุณ รู้ในโทษ รู้ในประโยชน์ ไม่เป็นประโยชน์
รู้ว่า ไม่มีอะไรที่มีคุณด้านเดียว โดยไม่มีโทษรวมอยู่ด้วย
รู้ว่า ไม่มีอะไรที่มีโทษด้านเดียว โดยไม่มีคุณอยู่ด้วย
รู้ว่า ไม่มีอะไรที่ “คนไทย” ด้อยสามารถกว่าคนต่างชาติ
และนั่นก็จะนำไปสู่ความเข้าใจเพื่อการตัดสินใจได้บนฐานว่า อย่าสรุปทุกอย่างด้วยความกลัว อย่าสรุปทุกอย่างด้วยการคิดเอา-นึกเอา อย่าสรุปด้วยการดูถูก-เหยียบย่ำภูมิปัญญา และความสามารถคนไทยด้วยกันเอง ควรต้องสรุปทุกอย่างด้วยเหตุและผล บนความเชื่อและศรัทธาในพลังปัญญามนุษย์ด้วยกันว่า
ตราบอดีต ถึงปัจจุบัน ยันอนาคต มนุษย์สามารถบริหารด้วยการดึงเอา “คุณในโทษ-โทษในคุณ” มาใช้ให้เป็นประโยชน์ไพศาลต่อมวลมนุษยชาติได้ “ปลอดภัย” ต่อเนื่องมาเป็นหมื่น เป็นแสน เป็นล้านปี ดังประจักษ์ด้วย “ชีวิตจริง” ในทุกวันนี้แล้ว!
แต่ลำพังความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี วิศวกรรม แค่นั้นยังไม่พอ ถ้าจะให้พบความสำเร็จในการ “กลั่นประโยชน์” มาใช้เฉพาะให้เกิดประสิทธิภาพถาวรละก็
ละเลย “พุทธศาสตร์” ผสมไม่ได้เด็ดขาด นั่นคือ ต้องใช้และบริหารการใช้ด้วย “ความไม่ประมาท”
เมื่อรู้ในคุณ ในโทษ แยกแยะแล้ว และบริหาร-จัดการ “ด้วยความไม่ประมาท” แล้ว ปัญหาเรื่องโรงไฟฟ้านิวเคลียร์
ไม่มีอะไรที่ “ต้องกลัว” หรือ “น่ากลัว” เลย!
ผมจะบอกให้ อาหาร ผัก ผลไม้ ที่เห็น สด-สวย ซื้อมากินตามตลาดนั้น ทุกวันนี้เขาชะลอความเหี่ยว ความเน่าเปื่อยด้วยการอาบสารกัมมันตภาพรังสีเป็นส่วนใหญ่
เรียกว่ากระบวนการถนอมอาหารภายใต้ระบบเศรษฐกิจ-การค้าทุกวันนี้ ไม่ว่า ปลาเค็ม แหนม หมูยอ ปลาร้า ปลาเจ่า กระทั่งอากาศที่ใช้หายใจ โดยเฉพาะเวลาไปตามโรงพยาบาล เป็นต้น
โปรดทราบไว้เถอะครับ มนุษย์ดึงเอา “คุณในโทษ” มาใช้ให้เกิดประโยชน์ ในระดับที่ร่างกายมนุษย์รับได้และรับอยู่แล้วเป็นปกติ และเราก็อยู่กับสิ่งเหล่านั้น บริโภคสิ่งเหล่านั้นในชีวิตประจำวัน โดยไม่รู้ตัวมาตลอดทุกเวลา-นาทีอยู่แล้ว
เดี๋ยวนี้ ผัก-ผลไม้ ไม่ผ่านการอาบสาร “กัมมันตภาพรังสี” ต่างชาติมันยอมให้ส่งไปขายในประเทศเขาซะที่ไหนล่ะ!
ท่านใดไม่เคยไปโรงพยาบาล และท่านใดไม่เคยเข้าเครื่องเอกซเรย์บ้าง?
แทบไม่มีเลย!
ทราบไว้เถอะครับ เครื่องเอกซเรย์นั่นแหละ น่ากลัวกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ล้านเท่า เพราะนิวเคลียร์นั้นใครก็ไม่สามารถเข้าไปแตะ หรือไปใกล้แร่ธาตุอันตรายสำหรับใช้สร้างพลังงานนิวเคลียร์นี้ได้
แต่ตอนเราแอ่นอกไปชิด ยืดคางไฟเกย แล้วปฏิบัติตามคำสั่งคนเอกซเรย์ที่บอกว่า “หายใจลึกๆ..กลั้นหายใจไว้”
นั่นแหละครับ เต็มๆ เลย!
เรียกว่าเต็มตัว ด้วยเต็มใจรับสารกัมมันตภาพรังสีเข้าไปไว้ในร่าง แต่ไม่ต้องกลัวหรอก ก็อย่างที่ว่ามนุษย์เราเก่ง ควบคุมสิ่งเป็นโทษแล้วดึงเอาสิ่งเป็นคุณมาใช้ได้ปลอดภัยนั่นเอง
แต่ในปีหนึ่ง อย่าเข้าเครื่องเอกซเรย์เกิน ๔ ครั้งเชียวนะครับ ก็ตามกฎธรรมชาตินั่นแหละ อาหารอร่อยกินข้าวทีละ ๒ จาน ๓ จาน “อาหารเป็นพิษ” ตายได้ ฉันใด
เอกซเรย์มากก็ ฉันนั้น จากคุณ-เมื่อเกินขีดก็จะกลับเป็นโทษ หรืออย่างคนเป็นมะเร็งที่พูดกันว่า “ไปทำเคโม” ฉายแสงแรกๆ ก็หาย ลงท้ายมะเร็งตัวเก่าตาย แต่ตัวใหม่อาบรังสีเกิด
แถมแข็งแรง ใหญ่โตกว่า ก็จะตายเพราะสารที่ฉายเข้าไปบ่อยๆ นั่นแหละ!
พูดไปทำไมมี ชาวไร่-ชาวนา คนทำงานตากแดดประจำ อาจเข้าใจว่าอยู่กลางทุ่ง กลางท่า ไม่มีโอกาสถูกสารกัมมันภาพรังสีกับเขาหรอก แต่ความจริงเขาอาบสารกัมมันตภาพรังสีจากแสงพระอาทิตย์อยู่ตลอดวัน-ตลอดปี โดยไม่รู้ตัว
ผิวไหม้ ดำเกรียม บางคนเป็นมะเร็งผิวหนัง นั่นก็เพราะถูกสารกัมมันตภาพรังสีอันมาจากแสงแดดนั่นเอง!
ฉะนั้น จะสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ กับไม่สร้าง เป็นคนละเรื่องกับ “ความกลัว” เรื่องการฟุ้งกระจายของสารกัมมันตภาพรังสี
พูดไปดุ่ยๆ อย่างนี้ท่านก็คงไม่เชื่อ อาจร้องว่า แอ๊ะ..แอ๊ะ..เขาพาไปเลี้ยงดูปูเสื่อฝรั่งเข้าหน่อย สวมวิญญาณหัวหมู่ทะลวงฟันให้สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไปซะแล้วหรือนี่?
ก็ทำนองนั้นกระมังครับ แต่ผมบอกแล้ว วันนี้แค่ “กราวหน้าพาทย์” คือเกริ่นนำร่อง ยังไม่เข้าถึงเรื่อง ฉะนั้น อย่าเพิ่งโวยวาย “เห็นด้วย-ไม่เห็นด้วย” อะไรไป
เพราะผมไม่ได้มาทำหน้าที่โน้มน้าว หรือต่อต้านอะไร แต่ผมจะนำสิ่งที่ไปรู้-ไปเห็น อันเป็นสิ่งใหม่ด้านโรงไฟฟ้านิวเคลียร์สำหรับบ้านเรา ซึ่งเป็นสิ่งเก่าในด้านยุโรป ด้านตะวันตกมา ๕๐ ปีแล้วมาให้เป็น “ข้อมูล” ประกอบการพิจารณาใคร่ครวญกัน
ถ้าให้ผมชี้นำได้ ตัดสินใจได้น่ะเรอะ..พรุ่งนี้ ๙ โมงเช้า ๙ นาที ๙๙ วินาที นิมนต์มาชยันโต วางศิลาฤกษ์สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไปแล้ว ไม่ต้องไปเดินตากลมหนาวจนขี้มูกไหลเข้าปากเป็นน้ำแข็งเพื่อ “ศึกษาข้อมูล” อย่างนี้หรอก
ขอแถมหน่อยนะครับ ภารกิจเฉพาะหน้าผมคาราคาซังอยู่หลายเรื่อง ขอประกาศตรงนี้นะครับว่า วันเสาร์ที่ ๒๔ พฤศจิกายน นี้ ผมจะไปทอดผ้าป่า นำเงินสร้างศาลาสวดศพวัดช้างให้ตก ปัตตานี ท่านใดต้องการไปด้วยกันแจ้งด่วนนะครับ
กติกาการไปก็ไม่มีอะไรมาก ๑.ใจกล้าๆ หน่อย ๒.จ่ายค่าตั๋วเครื่องบินเอง ๓.แจ้งให้ผมทราบ และ ๔.เงินทั้งหมดประมาณ ๒๕๐,๐๐๐ บาท ไม่มีการดึงมาเพื่อการอื่นแม้แต่สลึงเดียว เข้าใจตามนี้ ถ้าประสงค์ไปด้วยกันโปรดแจ้งภายในสัปดาห์นี้นะครับ.
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 15 พฤศจิกายน 2550



