น้ำลดตอผุด
- ณ พัฒน์ -
napatization@gmail.com
เดือนที่ผ่านมามีเรื่องในตลาดการเงิน เมืองนอกให้ตื่นเต้นอยู่หลายกรณี เริ่มจากธนาคารยักษ์ใหญ่อย่าง Merrill Lynch ประกาศตัดหนี้สูญที่เกิดจากสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์กว่า 8 พันล้านเหรียญสหรัฐ (เกือบสามแสนล้านบาทไทย!) ทำเอาตลาดตื่นตกใจกันไปใหญ่ เพราะนักลงทุนไม่นึกว่าขาดทุนจากสินเชื่อพวกนี้จะสูงถึงขนาดนั้น
และกลายเรื่องใหญ่เรื่องโตอีก เมื่อคุณ CEO Stanley O”Neal แอบดอดไปคุยเรื่อง ควบรวมกิจการกับ Wachovia Bank โดยไม่ปรึกษา Board ก่อน เลยถูกบีบออกไปตามระเบียบ (แต่ยังได้ stock option มูลค่ากว่า ร้อยล้านเหรียญสหรัฐไปเป็นรางวัลปลอบใจ) กลายเป็นเหยื่อวิกฤตอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่รายที่สอง ต่อจาก CEO ของ UBS ที่ลาออกไปก่อนหน้านี้แล้ว
นอกจากนี้ แล้วยังมีข่าวลืออีกว่า Merrill Lynch แอบไปทำสัญญากับ hedge fund บางแห่ง ให้ช่วยถือเจ้าตราสารหนี้ไว้หน่อย โดยรับประกันราคารับซื้อคืนในอนาคตให้ด้วยเรียกว่า ฝากหนี้เน่าไว้เลี้ยงนอกงบดุล ทั้งๆ ที่ความเสี่ยงยังตกอยู่กับธนาคาร ทำให้หลายๆ คนตั้งคำถามว่า แบบนี้ไม่ผิดกฎหมายเหรอ?
หลังจากนั้นไม่นาน Citigroup ธนาคารที่ ใหญ่ที่สุดอีกแห่งหนึ่งของโลกไม่ยอมน้อยหน้า ประกาศตัดหนี้สูญอีกกว่า 8 พันล้านเหรียญ (รวมเป็นกว่าหมื่นล้านเหรียญ แค่ไตรมาสที่สามของปีไตรมาสเดียว-ใช่แล้วครับ สามแสนกว่าล้านบาทไทย!) ท่านประธาน Chuck Prince ก็เลยกลายเป็น CEO ของธนาคารยักษ์ใหญ่รายที่สามที่ต้องเปิดหมวกอำลาตำแหน่งไป เพราะวิกฤตสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์
ผู้ถือหุ้นที่นอนรอรับเงินปันผล ก็เริ่มกลัวๆ กันแล้วว่าจะได้เงินปันผลหรือเปล่า และยังมีการพูดกันไปถึงว่า Citigroup อาจจะต้องตัดสินทรัพย์บางอย่างทิ้งหรือถูกแยกส่วน เพื่อไม่ให้อัตราส่วนทุนต่อสินทรัพย์ต่ำเกินไป
บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือทั้งหลาย คงกลัวถูกหาว่านอนหลับในหน้าที่ เลยต้องประกาศลดอันดับความน่าเชื่อถือของ Citigroup กันแทบไม่ทัน และธนาคารใหญ่ๆ หลายแห่ง ที่มีความเสี่ยงจากสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ก็โดนหางเลข โดนลดอันดับความน่าเชื่อถือไปด้วยอีก (จริงๆ แล้วก็น่าจะโดนก่อนหน้านี้ตั้งนานแล้ว) นี่ยังไม่นับรวมตราสารหนี้ที่ค้ำประกันโดยสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ ที่เคยได้รับการจัดอันดับแบบดีเยี่ยม ตอนนี้ถูกลดชั้นแบบฮวบฮาบตามดูกันแทบไม่ทัน
แบบนี้สงสัยว่าคงต้องมี CEO ตกงานอีก หลายคนแหงๆ
อย่างนี้แหละครับ ตอนที่ตลาดพวกนี้กำลังรุ่ง ธนาคารทั้งหลายได้กำไรไปไม่น้อย แต่อย่าลืมว่าไม่มีอะไรฟรี ผลตอบแทนสูง ความเสี่ยงก็ต้อง สูงขึ้นตามไปด้วย
อย่างที่ผมเคยเล่าให้ฟังไปก่อนหน้านี้แล้วครับ ช่วงที่ราคาอสังหาริมทรัพย์ขึ้นเอาขึ้นเอา ธนาคารหลายๆ แห่งขยันแข่งกันปล่อยสินเชื่อ หรือซื้อสินเชื่อแล้วเอามาตกแต่งขายเป็นตราสารหนี้ชั้นดี ความเสี่ยงต่ำ
แต่พอราคาบ้านเริ่มตก ลูกหนี้เริ่มเบี้ยวหนี้ แม้ว่าส่วนใหญ่แล้ว ธนาคารเหล่าจะออกตราสารพวกนี้โดยบริษัทนอกงบดุล แต่ในหลายๆ กรณี ธนาคารสัญญาไว้ว่าจะรับประกันตราสารหนี้ เมื่อครบกำหนดไถ่ถอน พอครบกำหนดเข้าจริงๆ ธนาคารเลยไม่มีทางเลือก ต้องหาเงินมาจ่ายคืน ผู้ถือตราสารแลกกับเอาสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ที่แทบไม่มีค่ามาไว้ในงบดุล ก็เลยต้องตัดหนี้สูญกันไปตามระเบียบ
เหมือนตอนธนาคารบ้านเรามีปัญหาครับ พอมีปัญหามากๆ ธนาคารก็เริ่มอิดออดไม่อยากปล่อยสินเชื่อ แต่ไม่ใช่ว่าเฉพาะลูกค้าด้อยคุณภาพเท่านั้นนะครับที่ได้รับผลกระทบ กระทบไปหมด ทั้งสินเชื่อซื้อบ้านลูกค้าชั้นดี สินเชื่อส่วนบุคคล และสินเชื่อธุรกิจ จากที่เคยปล่อยทิ้งปล่อยขว้าง ทีนี้กว่าจะปล่อยกันได้ก็ต้องดูกันดีๆ หน่อย
ดอกเบี้ยเงินกู้ก็เริ่มทยอยขึ้นเพื่อสะท้อนถึงความเสี่ยงที่สูงขึ้น
ตอนนี้หลายๆ คนเริ่มเป็นห่วงว่า ภาวะสินเชื่อตึงตัวแบบนี้จะทำให้ราคาบ้านที่กำลังตกแบบ ฉุดไม่อยู่ในขณะนี้ยิ่งแย่ลงไปใหญ่ เพราะมีแต่คนขายบ้าน แต่ไม่มีคนซื้อบ้านเพราะหาสินเชื่อไม่ได้ หรือการบริโภคในประเทศจะหดตัวเพราะ ดอกเบี้ยที่สูงขึ้น และภาวะขาดแคลนสินเชื่อ
นอกจากนี้ สินเชื่อจำนวนมากกำลังจะครบกำหนดปรับอัตราดอกเบี้ยในไม่ช้า (คงจำกันได้ว่าสินเชื่อจำนวนมากในอเมริกาเป็นแบบที่อัตรา ดอกเบี้ยคงที่แค่ช่วงเวลาหนึ่ง เมื่อครบกำหนด อัตราดอกเบี้ยจะถูกปรับให้เท่ากับอัตราดอกเบี้ย ในตลาดขณะนั้น) ยิ่งเป็นเหมือนระเบิดเวลา ลูกใหญ่ เพราะเมื่ออัตราดอกเบี้ยสูงขึ้น อัตราการจ่ายคืนเงินกู้คงแย่ลงไปอีก คงทำให้ธนาคารทั้งหลาย และตลาดการเงินรับผลกระทบไปอีก ไม่น้อย
นอกจากผลกระทบต่อระบบการเงินแล้ว ผมว่าน่าสนใจครับ ว่าแนวโน้มพวกนี้จะทำให้เศรษฐกิจอเมริกาเป็นอย่างไร
ด้านหนึ่งการบริโภคภายในประเทศ และการลงทุน (โดยเฉพาะการลงทุนเพื่อสร้างที่อยู่อาศัย) มีแนวโน้ม หรือเริ่มแสดงสัญญาณให้เห็นว่ากำลังชะลอตัว แต่อีกด้านหนึ่ง ด้วยตลาดเกิดใหม่แบบเอเชีย และละตินอเมริกา กำลังขยายตัวแบบแข็งแกร่ง และค่าเงินดอลลาร์ที่อ่อนตัวลงไปเยอะ ทำให้การส่งออกมาช่วยฉุดเศรษฐกิจอเมริกาให้เจริญเติบโตได้ อย่างไตรมาสที่ผ่านมา เศรษฐกิจยังโตแบบแข็งแกร่งแบบไม่น่าเชื่อ อัตราการว่างงานยังคงอยู่ในระดับต่ำ ผลกำไรบริษัทส่วนใหญ่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี
นอกจากนี้ การที่ federal reserve ลดอัตราดอกเบี้ยยังช่วยพยุงเศรษฐกิจที่ส่อเค้าว่าจะแย่ ให้ดูมีความหวังขึ้นมาอีกหน่อย
ด้วยเหตุนี้ละมั้งครับ ตลาดหุ้นถึงยังแข็งแกร่งได้อยู่ ไม่ยอมตกง่ายๆ ทั้งๆ ที่ข่าวร้ายตอนนี้ เยอะเหลือเกิน
แต่ด้วยราคาน้ำมันที่ทะยานสูงขึ้นแบบไม่ยอมหยุด และแตะระดับสูงสุดเท่าที่เคยมีมา federal reserve คงมีช่องทางลดดอกเบี้ยได้ อีกไม่มากนัก เพราะยังคงต้องห่วงเรื่องเงินเฟ้อ
ก็น่าจับตาดูครับว่าเศรษฐกิจจะสามารถโต แบบนี้ได้อีกนานหรือเปล่า และถ้าเศรษฐกิจ ชะลอตัวขึ้นมาจริงๆ จะส่งผลต่อประเทศเล็กๆ อย่างประเทศไทย และประเทศอื่นๆ อย่างไร
ดูกันยาวๆ ครับงานนี้
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 12 พฤศจิกายน 2550



