เลือกตั้ง 23 ธันวา ฤๅมีค่า เพียงเอา-ไม่เอาทักษิณ?
เท่าที่ผมติดตามและวิเคราะห์แนวนโยบายของแต่ละพรรคการเมืองแล้ว ในภาพรวมไม่แตกต่างกันมากส่วนใหญ่สะท้อนวิธีคิดและความเข้าใจต่อปัญหาไม่แตกต่างกัน จนอาจทำให้ปัญหาของประเทศไม่ถูกแก้ไขในระดับรากเหง้าหรือต้นเหตุแห่งปัญหาไม่ว่าจะเป็นปัญหา ความยากจน ปัญหาเศรษฐกิจ การปฏิรูปการศึกษา การจัดสวัสดิการให้กับประชาชน การบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจของประเทศ ปัญหาความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นต้น
นอกจากนี้ยังพบว่ากรอบนโยบายพรรคการเมืองส่วนใหญ่ล้าหลังและไม่ตอบสนองต่อบทบัญญัติของ รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 หมวด 5 แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ โดยเฉพาะการทำให้หลักการสำคัญเกิดผลในระดับปฏิบัติที่เป็นจริงและรองรับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ อาทิเช่น
1. การจัดสวัสดิการให้กับประชาชน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 80 (1) ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเด็กและเยาวชน การศึกษาปฐมวัย การส่งเสริมความเสมอภาคหญิงและชาย การพัฒนาความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว และชุมชน การสงเคราะห์และจัดสวิสดิการให้กับผู้สูงอายุ ผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพและผู้อยู่ในสภาวะยากลำบากให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นและพึ่งพาตนเองได้
พบว่าแนวนโยบายของหลายพรรคการเมืองยังเป็นรูปแบบประชานิยม แข่งกันลดแลกแจกแถมหรือรูปแบบการสงเคราะห์ ยังไม่พัฒนาหรือยกระดับไปถึงรูปแบบของรัฐสวัสดิการที่มุ่งเน้นให้ประชาชนพึ่งพาตนเองมากกว่ารอรับความช่วยเหลือหรือพึ่งพารัฐด้านเดียว
2. การปฏิรูประบบสุขภาพและระบบการศึกษา ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 80 (2) และ (3) ซึ่งรัฐธรรมนูญมุ่งหมายให้เกิดคุณภาพทางการรักษา การสาธารณสุข และคุณภาพทางการศึกษา ควบคู่ไปกับสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนที่จะได้รับบริการด้านสาธารณสุขและการศึกษาฟรี (12 ปี)
พรรคการเมืองส่วนใหญ่ยังเน้นนโยบาย รักษาฟรีและเรียนฟรี โดยยังไม่มีนโยบายหรือมาตราในการพัฒนาคุณภาพทางการรักษาและการศึกแต่อย่างใด
3. การปฏิรูปกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมของประเทศ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 81 (3) และ(4) ที่กำหนดให้รัฐบาลดำเนินการจัดให้มีกฎหมายเพื่อจัดตั้งองค์กรเพื่อการปฏิรูปกฎหมายและองค์กรเพื่อการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ที่ดำเนินการเป็นอิสระ
พบว่ายังไม่มีพรรคการเมืองใดแสดงวิสัยทัศน์ต่อการปฏิรูปกฎหมายและการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมของประเทศทั้งระบบ เช่น สำนักงานตำรวจแห่งชาติ คณะกรรมการกฤษฎีกา ศาลสถิตยุติธรรมและการปรับปรุงบรรดากฎหมายที่ไม่สอดคล้องหรือขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ
4. การปฏิรูปรัฐวิสาหกิจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 83 (10) และ (11) หรือห้ามมิให้สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอันจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชนอยู่ในความผูกขาดของเอกชนอันอาจก่อความเสียหายแก่รัฐ หรือห้ามขายรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน
พบว่าหลายพรรคการเมืองยังไม่มีแผนปฏิบัติที่ชัดเจนต่อการบริหารจัดการรัฐวิสาหกิจที่เป็นการปฏิรูป โดยไม่ใช่การแปรรูปเหมือนในอดีต ทั้งนี้ที่ผ่านมามีข้อผูกพันระหว่างประเทศที่บีบบังคับให้รัฐบาลไทยต้องดำเนินการขายรัฐวิสาหกิจที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของคนไทยตาม “แนวคิดเสรีนิยมใหม่ (Neo liberal)” พรรคการเมืองต่างๆ ยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนต่อการแก้ปัญหาดังกล่าว
5. การปฏิรูปที่ดินตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 (2) ที่ระบุว่า รัฐต้องดำเนินการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรมและดำเนินการให้เกษตรกรมีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิในที่ดินเพื่อประกอบเกษตรกรมมอย่างทั่วถึงโดยการปฏิรูปที่ดินหรือวิธีอื่น รวมทั้งจัดหาแหล่งน้ำเพื่อให้เกษตรกรมีน้ำใช้อย่างพอเพียงและเหมาะสมแก่การเกษตรกร
พบว่านโยบายของพรรคการเมืองต่างๆ ยังไม่มีแผนการปฏิรูปที่ดินหรือกำหนดมาตรการต่างๆ เพื่อนำไปสู่การปฏิรูปที่ดิน โดยเฉพาะการจัดเก็บภาษีที่ดินในอัตราก้าวหน้า ซึ่งเป็นวิธีการสำคัญที่จะนำไปสู่การปฏิรูปที่ดินทั้งระบบอย่างจริงจัง ตามรัฐธรรมนูญ
6. แนวนโยบายด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนและการกระจายอำนาจสู่
ท้องถิ่น มาตรา 87 ที่กำหนดให้รัฐบาลต้องสนับสนุนและส่งเสริมให้องกรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกระดับ และชุมชนมีส่วนร่วมกำหนดนโยบายทั้งในทางเศรษฐกิจ การศึกษา การเมือง
พบว่าหลายพรรคยังไม่มีนโยบายที่เป็นรูปธรรมในการสนับสนุนและส่งเสริมบทบาท ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนท้องถิ่นให้เข้ามามีส่วนร่วม ในการกำหนดนโยบาย โดยเฉพาะโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ หรือเมกะโปรเจกต์ ยังเป็นไปในลักษณะของการกำหนด โดยส่วนกลางและมองข้ามการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่น
แค่นี้คงพอจะเห็นอนาคตการเมืองไทยกันบ้างนะครับว่า หลังเลือกตั้งปัญหาบ้านเมืองจะคลีคลายขึ้นหรือไม่
มิพักต้องพูดถึงการเลือกตั้งครั้งนี้ที่มีลักษณะพิเศษกว่าทุกๆ ครั้ง เพราะเป็นการเลือกตั้งภายใต้รัฐบาลรักษาการที่มาจากคณะรัฐประหาร หรือ คมช. และยังมีความแตกแยก แบ่งขั้วแบ่งข้าง แบ่งฝักแบ่งฝ่ายในสังคมดำรงอยู่
ทำให้ประชาชนสับสนและมีผลต่อการตัดสินใจในการใช้สิทธิเลือกตั้งมากกว่าทุกๆ ครั้ง ประกอบกับความขัดแย้งระหว่างพรรคพลังประชาชนกับคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือ คมช.เกิดขึ้นอยู่อย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นกรณี ของเอกสารลับ กรณีการวางตัวไม่เป็นกลางของ คมช. ที่เกิดขึ้นรายวัน โดยประชาชนไม่รู้ว่าข้อเท็จจริงเป็นเช่นใด ราวกับว่าการเลือกตั้งครั้งนี้เป็นการเลือกฝ่าย คมช. กับเลือกฝ่ายพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของการเผชิญหน้าระหว่างขั้วอำนาจเก่ากับความอำนาจใหม่ ทั้งที่ข้อเท จริงของข้อพิพาทระหว่างขั้วอำนาจได้ถูกนำขึ้นสู่การไต่สวนและพิจารณาของศาลสถิตยุติธรรมเกือบหมดแล้ว
ในขณะเดียวกันพรรคพลังประชาชนก็พยายามหาเสียงโดยชูภาพของ พตท.ทักษิณ ชินวัตร และความสำเร็จทางการเมืองของพรรคไทยรักไทยในอดีต ซึ่งเป็นการอธิบายความด้านเดียว ทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ถูกปั่นกระแสให้มีความหมายเป็นเพียงการลงประชามติ “เอา-ไม่เอาระบอบทักษิณ” เฉกเช่น การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม ที่ผ่านมาที่ถูกบิดเบือนความหมายไปเป็น “เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับระบอบทักษิณ”
บรรยากาศเช่นนี้บดบังและตัดทอนโอกาสของประชาชนที่จะได้รับฟังและรับรู้วิสัยทัศน์และแนวนโยบายของพรรคการเมืองรวมทั้งผู้สมัคร โดยเฉพาะความคาดหวังต่อรัฐบาลใหม่ กับการแก้ไขวิกฤตการณ์ของประเทศ
ท้ายที่สุดหากพรรคการเมืองต่างๆ ผู้สมัครรับเลือกตั้ง และสังคมทุกภาคส่วนไม่จำแนกแยกแยะ หรือตกอยู่ในหลุมพรางของกระแสดังกล่าว จะทำให้การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่มีความหมาย ไม่สามารถคลี่คลายวิกฤติการณ์ของประเทศได้อย่างแท้จริง...



