เรื่องเล่าจากญี่ปุ่น (2)
ผมเพิ่งกลับจากการไปทำงานวิจัยเป็นเวลา 6 เดือน ที่เมืองชิบะ ชานกรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น หน่วยงานวิจัยที่ให้ความกรุณามอบทุนวิจัยให้ผมนั้นคือ สถาบัน Institute of Developing Economies (IDE-JETRO) ซึ่งเป็นสถาบันของรัฐ มีหน้าที่ ทำการศึกษาวิจัย สร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับประเทศกำลังพัฒนาทั่วโลก ในทุกทวีป และขอบเขตการศึกษาของสถาบันแห่งนี้ต่อประเทศหนึ่งๆ นั้นก็กว้างขวางมาก ทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ประวัติศาสตร์ ฯลฯ ดังนั้น นักวิจัยราวๆ ร้อยกว่าคนของที่นี่จึงมีพื้นฐานการศึกษาที่หลากหลาย ครอบคลุมเกือบทุกสาขาวิชาของทั้งด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ห้องสมุดของที่นี่อาจจะถือได้ว่าเป็นห้องสมุด ที่ดีที่สุดในโลก ในแง่ที่เป็นแหล่งรวบรวมหนังสือ เอกสาร ฯลฯ ของประเทศโลกที่สามทั่วโลก ตัวอย่างเช่น ห้องสมุดนี้บอกรับหนังสือพิมพ์ ของประเทศไทยหลายฉบับทั้งภาษาไทย และภาษาอังกฤษ รวมทั้งมีหนังสือภาษาไทยสำคัญๆ สะสมไว้จำนวนหนึ่ง และทำเช่นนี้กับ ประเทศอื่นๆ ด้วย แม้กระทั่งกับประเทศแอฟริกา บางประเทศที่ผมไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน จึงอาจเรียกได้ว่าสถาบันแห่งนี้เป็นคลังสมองของประเทศญี่ปุ่น เกี่ยวกับประเทศโลกที่สาม คำถามคือ ทำไมรัฐบาลญี่ปุ่นจึงลงทุนจำนวนมหาศาลสำหรับ สร้างองค์ความรู้เหล่านี้
แน่นอนละว่า ด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับสองของโลก รองจากอเมริกา และเป็นเศรษฐกิจส่งออกทั้งสินค้าและเงินลงทุน ประเทศนี้จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับประเทศต่างๆ ที่ตนเข้าไปคบหาสมาคมด้วย องค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษาวิจัยเหล่านี้ ส่วนหนึ่งถูกใช้เป็นพื้นความรู้ในการวางนโยบายต่างประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง รวมทั้งเป็นแหล่งข้อมูลให้กับหน่วยงานเอกชนและสถาบันการศึกษา ในแง่นี้แล้ว ญี่ปุ่นก็เหมือนกับประเทศพัฒนาแล้ว (ขนาดใหญ่) เช่น อเมริกา ที่มีเงินพอเพียงที่จะลงทุนจำนวนมหาศาลในการสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับสังคมอื่นๆ ขึ้นมา
มันคงเป็นไปไม่ได้ รวมทั้งไม่มีความจำเป็นที่เราจะสร้างสถาบันเช่น IDE ขึ้นในสังคมไทย แต่ผมก็อดอิจฉาญี่ปุ่นในแง่นี้อยู่ลึกๆ ไม่ได้อยู่ดี อย่างน้อยเราก็น่าจะมีองค์ความรู้ที่เข้มแข็ง ซึ่งเกิดจากการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับประเทศในเขตเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นการเฉพาะเจาะจง ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนก็คือ เหตุการณ์ปราบปรามประชาชนอย่างโหดเหี้ยมของเผด็จการทหารพม่า ที่เพิ่งผ่านมา คงไม่ต้องกล่าวถึงความสำคัญของพม่าที่มีต่อไทยในที่นี้ ประเด็นของผมก็คือ สังคมเรามีองค์ความรู้เกี่ยวกับพม่าที่น้อยมากๆ ในช่วงนั้นผมไม่เห็นสื่อใดๆ ของไทยจะสามารถสร้างความเข้าใจพื้นฐานต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นให้กับสาธารณชนได้เลย เอาง่ายๆ แค่ถามว่า เราทั้งประเทศมี “ผู้เชี่ยวชาญ” ต่อสังคมพม่ากี่คน หรือใครคือชื่อแรกที่เรานึกถึงเมื่อเกิดเหตุการณ์สำคัญๆ ขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านด้านตะวันตกนี้ของเรา ผมก็คิดไม่ออกแล้ว และนี้ผิดกันอย่าง สิ้นเชิงกับสื่อญี่ปุ่นทั้งสิ่งพิมพ์และโทรทัศน์ ซึ่งเต็มไปด้วยการวิเคราะห์ วิจารณ์เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้นทั้งจากตัวสื่อเองและจากนักวิชาการ ผ่านสื่อสารมวลชน
ในแง่นี้ ผมก็อดอิจฉาเด็กๆ เยาวชน และสาธารณชนญี่ปุ่นแทนคนไทยไม่ได้ และเป็น ความรู้สึกที่เกิดขึ้นทุกครั้งที่ได้ไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์ของประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นในญี่ปุ่น หรือหลายประเทศในยุโรป พิพิธภัณฑ์ของญี่ปุ่นมีเป็นจำนวนมากและหลากหลายประเภท มันไม่ใช่มีแต่เพียงพิพิธภัณฑ์ที่เน้นประวัติศาสตร์ของชาติแบบที่อยู่ข้างสนามหลวงของเรา ที่น่าเบื่อทั้งวิธีการจัดแสดงและเนื้อหา (ซึ่งนักวิชาการหลายท่านเห็นว่า เอาแต่การเล่า “เรื่องโกหก” หรือสร้าง แต่มายาคติต่อความเป็นชาติไทย) ผมตื่นตาตื่นใจมากที่ได้ไปเดินในพิพิธภัณฑ์ Natural History and Sciences Museum กลางกรุงโตเกียว
ห้องสมุดสาธารณะของชุมชนต่างๆ ในกรุงโตเกียว ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ผมอิจฉา เพื่อนญี่ปุ่น พาผมไปค้างที่บ้าน หลังจากการดื่มกินและการ พาทัวร์ประกอบการบรรยายเกี่ยวกับย่าน “วัฒนธรรม” ต่างๆ ของโตเกียว และพาผม ไปเที่ยวห้องสมุดชุมชนในเช้าวันรุ่งขึ้น ห้องสมุดชุมชนจะเป็นส่วนหนึ่งของตึกที่ตั้งอยู่ในย่านที่ชาวบ้านจะต้องมาจับจ่ายสิ่งของในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว ดังนั้นทำเลที่ตั้งและชั่วโมงเปิด-ปิดบริการก็จะอำนวยความสะดวกในการเข้าถึงบริการให้แก่ชาวบ้านอย่างเต็มที่ ผมเข้าห้องสมุดชุมชนนี้ในช่วงสายของวันเสาร์ ซึ่งปรากฏว่ามีชาวบ้านทุกเพศทุกวัยเข้าใช้บริการอย่างคึกคักแล้ว (น้อยครั้งมากในโตเกียวที่ผมจะเจอสถานที่ที่ความหนาแน่นของคนเบาบาง) มุมที่ใหญ่มุมหนึ่งของห้องสมุดอุทิศให้กับหนังสือหรือสื่อสำหรับเด็กและเยาวชนเป็นการเฉพาะ ผมเห็นวัยรุ่นจำนวนมากเข้าใช้ห้องสมุด ทั้งใช้เป็นที่อ่านหนังสือของตัวเองหรือทำการบ้าน รวมทั้งใช้ทรัพยากรของห้องสมุดเองด้วย
ประเด็นของผมที่เขียนมาทั้งหมดนี้ก็มีแต่เพียงว่า ข้อแตกต่างสำคัญหนึ่งที่เห็นได้ชัดเจนระหว่างไทยกับญี่ปุ่นก็คือ โอกาสในการเรียนรู้ของสาธารณชน ผมคิดว่าหากผมเป็นคนญี่ปุ่นแล้วมีความสนใจในประเด็นหรือกิจกรรมใดๆ ก็ตามแต่ และไม่ว่าประเด็นนั้นๆ มันจะเป็นประเด็นเล็กๆ หรือแปลกประหลาดก็ตาม ผมก็คงมีช่องทางในการหาความรู้เพิ่มเติมและหาเพื่อนใหม่ผู้สนใจในสิ่งเดียวกันได้ไม่ยากนัก ผมคงสามารถหาข้อมูลผ่านสื่อต่างๆ ห้องสมุดสาธารณะที่กระจายตัวอยู่ตามชุมชนต่างๆ อย่างทั่วถึง รวมทั้งโอกาส ในการติดต่อสื่อสารกับ “แฟนพันธุ์แท้” ในเรื่องนั้นๆ ได้ไม่ยากเย็นนัก
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 8 พฤศจิกายน 2550



