“ผู้ประกอบการเพื่อสังคม” - สู่กระบวนทัศน์ใหม่แห่งการร่วมมือกัน
เมื่อเอ่ยคำว่า “เอ็นจีโอ” นักธุรกิจจำนวนไม่น้อยคงนึกภาพนักเคลื่อนไหวคาดผ้าโพกหัว ปลุกระดมชาวบ้านให้กลายเป็นม็อบเดินขบวน ชูป้ายที่มีถ้อยคำต่อต้านต่างๆ นาๆ ตามแต่วาระ เป็น “นักการเมืองนอกระบบ” ที่ยึดมั่นในอุดมการณ์จนไม่ยอมเข้าใจโลกแห่งความจริง และไม่มีวันเข้าใจหัวอกของนักธุรกิจ
ในทางกลับกัน เมื่อเอ่ยคำว่า “นักธุรกิจ” เอ็นจีโอจำนวนไม่น้อยคงนึกภาพชนชั้นกลางใส่สูท วันๆ ง่วนอยู่กับการคำนวณผลกำไรขาดทุนของธุรกิจจนไม่มีเวลามาสนใจผลกระทบของธุรกิจต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม นานๆ ครั้งเมื่อรู้สึกร้อนตัวจากมโนธรรมสำนึกของตัวเอง ก็ไปให้เงินบริจาคกับมูลนิธิดังๆ เสียทีหนึ่งเพื่อสะกดความรู้สึกผิด แถมยังได้หน้าจากการประโคมข่าวการบริจาคผ่านสื่ออีกต่างหาก
ทัศนคติที่เต็มไปด้วยอคติทำนองนี้ อาจเป็นสาเหตุหลักที่อธิบายว่าเหตุใดเอ็นจีโอกับนักธุรกิจส่วนใหญ่จึงมักอยู่แต่ในโลกของตัวเอง เก็บงำอคติที่มีต่ออีกฝ่ายหนึ่งไว้โดยไม่พยายามโคจรมาพบกัน ยกเว้นนานๆ ครั้งเมื่อนักธุรกิจบริจาคเงินให้กับเอ็นจีโอดังที่กล่าวไปแล้ว
ปัญหาด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมในโลกปัจจุบันที่ดูเหมือนจะเลวร้ายลงเรื่อยๆ ในหลายๆ ด้าน น่าจะเป็น “ข้อพิสูจน์” ที่ชัดเจนระดับหนึ่งว่า ที่ผ่านมา การให้ความช่วยเหลือแบบ “สังคมสงเคราะห์” เพียงอย่างเดียว (หมายถึงการ “ให้” ไม่ว่าจะเป็นเงินหรือของบริจาค) ไม่ช่วยแก้ปัญหาได้จริง และอาจทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงกว่าเดิมด้วยซ้ำ ถ้าหากเอ็นจีโอที่รับเงินบริจาคนั้นนำเงินไปใช้ผิดที่ผิดทาง หรือไม่ก็คอร์รัปชั่นเข้ากระเป๋าตัวเองไปจนหมด
ยังไม่นับข้อเท็จจริงที่ว่าปัญหาด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมสมัยนี้มีความสลับซับซ้อนและยุ่งยากกว่าในอดีต ไม่ใช่ปัญหาตื้นๆ ที่แก้ได้ด้วย “เงิน” เพียงอย่างเดียว มิหนำซ้ำภาครัฐหรือเอ็นจีโอก็มักจะอ่อนแอ ไร้ประสิทธิภาพ หรือหมกมุ่นกับการเคลื่อนไหวทางการเมือง จนไม่สามารถแก้ปัญหาอย่างถูกจุดและยั่งยืนได้โดยลำพัง
ยกตัวอย่างเช่น ตอนที่จังหวัดในภาคเหนือตอนบนและภาคกลางประสบปัญหาน้ำท่วมดินถล่มเมื่อปี 2549 น้ำอันเชี่ยวกรากพัดท่อนซุงนับแสนต้นหลุดลอยจากแพ พุ่งชนบ้านเรือนหลายท้องที่ อาทิ แพร่ และอุตรดิตถ์ จนพังทลายจมอยู่ใต้โคลน สิ่งที่ชาวบ้านต้องการเร่งด่วนที่สุดในยามนั้นไม่ใช่เงินบริจาคหรือถุงยังชีพ หากเป็น “เรี่ยวแรง” ของอาสาสมัครที่จะช่วยพวกเขายกท่อนซุงและกอบกู้ชิ้นส่วนต่างๆ ของบ้านที่ถูกทับไว้ ขึ้นมาประกอบกันเป็นบ้านที่อยู่ได้ดังเดิม
อีกตัวอย่างหนึ่งคือสถานที่รับเลี้ยงเด็กยากจนของคุณครูนวลน้อย ทิมกุล หรือที่รู้จักกันในนาม “บ้านครูน้อย” ปัจจุบันบ้านครูน้อยกำลังประสบปัญหาหนี้นอกระบบที่คิดดอกเบี้ยสูงถึงร้อยละ 200 ต่อปีหรือมากกว่า ครูน้อยเล่าให้ฟังว่าเป็นหนี้เจ้าหนี้นอกระบบสิบกว่าเจ้า ต้องส่งดอกเบี้ยเป็นหลักหมื่นบาททุกวัน เจ้าหนี้ขู่ว่าถ้าวันไหนขาดส่งจะเริ่ม “นับหนึ่งใหม่” กลายเป็นวงจรหนี้นอกระบบที่ดูจะไม่มีวันจบสิ้น (ฝ่ายเจ้าหนี้เองก็คงอยาก “เลี้ยงไข้” ให้ครูน้อยเป็นลูกหนี้ต่อไปเรื่อยๆ เพราะรู้ดีว่าครูน้อยเป็น “ลูกหนี้ดี” ที่ไม่เคยตั้งใจเบี้ยวหนี้ กลายเป็นแรงจูงใจที่บิดเบือนและอุบาทว์กว่าเจ้าหนี้ในระบบหลายเท่า)
สิ่งที่ครูน้อยต้องการอย่างเร่งด่วนที่สุดยามนี้จึงไม่ใช่เงินบริจาค เพราะเงินแทบทุกบาททุกสตางค์ต้องนำไป “ส่ง” เจ้าหนี้มหาโหด หากเป็นความช่วยเหลือจากตำรวจ และคำปรึกษาของผู้เชี่ยวชาญด้านการเงิน ที่จะสามารถช่วยเป็น “ตัวกลาง” ในการเข้าแจ้งความหรือต่อรองกับเจ้าหนี้ เพื่อหาทางประนอมหนี้ ยกหนี้ หรือย้ายหนี้ไปไว้กับสถาบันการเงินในระบบ ตลอดจนให้คำปรึกษาด้านการเงิน เพื่อให้ครูน้อยสามารถบริหารเงินทุนหมุนเวียน (working capital) ที่มาจากเงินบริจาค ซึ่งมีความไม่แน่นอนและคาดเดาไม่ได้ล่วงหน้าตามธรรมชาติของการกุศล ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นและเสี่ยงน้อยลงกว่าเดิม
ยังไม่นับปัญหาอื่นๆ ที่ “แก้ด้วยเงินไม่ได้” อีกมากมายที่เอ็นจีโอหลายองค์กรต้องประสบไม่ต่างจากบริษัทเอกชนที่ขาดมาตรการดูแลกิจการที่ดี เช่น การทุจริตคอร์รัปชั่นภายในองค์กร ฯลฯ
กรณีเหล่านี้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ปัญหาด้านสังคมมักไม่สามารถแก้แบบ “ง่ายๆ” ด้วยเงินบริจาคเพียงปัจจัยเดียว นอกจากเงินจะไม่พอแล้ว หลายครั้งมันยังไม่ใช่สิ่งที่ผู้รับต้องการมากที่สุดอีกด้วย
บ่อยครั้ง ปัญหาทางสังคมเหล่านี้สามารถแก้ได้ด้วยการปรับใช้ “ชุดความรู้” มากมายที่มีจุดกำเนิดในโลกธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือการบริหารจัดการองค์กร อาทิ balanced scorecard, เครื่องมือการวัดและประเมินผลงาน และ “ผูก” แรงจูงใจเข้ากับผลงาน อาทิ Key Performance Indicators (KPI), ผลิตภัณฑ์ทางการเงินใหม่ๆ ที่มีความยืดหยุ่นกว่าเงินกู้ธนาคาร, หรือกระบวนการบริหารจัดการความรู้ (knowledge management)
แต่ความจริงที่น่าเศร้าคือ ชุดความรู้เหล่านั้นมักไม่ใช่ “ความรู้สาธารณะ” ที่เอ็นจีโอ ข้าราชการ และประชาชนธรรมดาๆ สามารถเข้าถึงได้โดยง่ายและไร้ค่าใช้จ่าย หากเป็น “สินค้าราคาแพง” ที่นักธุรกิจต้องลงทุนทั้งเงินและเวลา เพื่อซื้อชุดความรู้นั้นจากสถานศึกษา เช่น ปริญญาโทบริหารธุรกิจ หรือบริษัทผู้สงวนลิขสิทธิ์
ในเมื่อกลุ่มคนที่ต้องการความรู้ที่สุด คือเอ็นจีโอ ไม่สามารถเข้าถึงความรู้ได้ ทางออกก็ดูเหมือนจะมีอยู่ทางเดียวเท่านั้น คือให้คนที่สามารถเข้าถึงความรู้นั้นได้ คือนักธุรกิจ ยอมสละเวลามาช่วยงานเอ็นจีโอด้วยการใช้ชุดความรู้เหล่านั้น แทนที่จะบริจาคเงินอย่างเดียวเหมือนที่ผ่านมา
เป็นเรื่องน่ายินดีที่ปัจจุบันมีปัจเจกชนผู้มีจิตสาธารณะและนักธุรกิจจำนวนไม่น้อยทั่วโลก ที่กำลังใช้ชุดความรู้จากโลกธุรกิจในการคิดค้น พัฒนา และลงมือดำเนินกิจการที่มุ่งแก้ปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อม ในทางที่อยู่ได้อย่างยั่งยืน (หมายถึงมีกำไรพอเลี้ยงกิจการ โดยไม่ต้องพึ่งพาเงินบริจาค) และยังประโยชน์แก่สังคมที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับต้นทุน (high-impact investment)
นักพัฒนาเปี่ยมจิตสาธารณะผู้เลือกเดิน “ทางสายกลาง” ระหว่างนักธุรกิจและเอ็นจีโอแบบดั้งเดิมเหล่านี้ได้รับการขนานนามว่า “ผู้ประกอบการเพื่อสังคม” (social entrepreneurs) และเนื่องจากพวกเขาต้องการทำให้กิจการของพวกเขาอยู่ได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาเงินบริจาคตลอดไป จึงมีผู้เรียกกิจการแบบนี้ว่า “ธุรกิจเพื่อสังคม” ซึ่งสื่อความหมายว่าเป็นกิจการที่ต้องการ “ทำกำไร” เหมือนกับธุรกิจกระแสหลัก แต่ต่างกันตรงที่ธุรกิจเพื่อสังคมไม่ตั้งเป้าหมายที่ “กำไรสูงสุด” และมี “ผลตอบแทนทางสังคม” เป็นเป้าหมายหลักขององค์กร
ในโลกธุรกิจปกติ การตัดสินใจว่าจะลงทุนหรือไม่ลงทุนมักจะขึ้นอยู่กับการคาดการณ์“ผลตอบแทนทางการเงิน” (financial return) ที่เป็นตัวเลข เช่น ราคาหุ้นที่เพิ่มขึ้นสำหรับคนซื้อหุ้นในตลาด หรือกำไรของกิจการสำหรับคนซื้อกิจการจากเจ้าของเดิม ไม่ว่าความเสี่ยงในการทำธุรกิจจะสูงเพียงใด และการคาดคะเนผลตอบแทนจะยากเพียงใด อย่างน้อยผลตอบแทนทางการเงินก็ยังเป็นตัวเลขที่วัดได้อย่างแน่นอนเที่ยงตรงเมื่อมันเกิดขึ้นแล้ว ไม่เหมือนกับ “ผลตอบแทนทางสังคม” (social return) ที่มักเป็น “นามธรรม” ซึ่งจับต้องและวัดไม่ได้ชัดเจน ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยที่ส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน และเชื่อมโยงกับบริบททางวัฒนธรรม สังคม และสิ่งแวดล้อมที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น ในทางที่แนบแน่นกว่าการลงทุนทางธุรกิจ
การลงทุนเพื่อสังคมจึงยากกว่า ท้าทายกว่า มีความเสี่ยงที่จะล้มเหลวสูงกว่า และดังนั้นจึงต้องใช้ความคิดริเริ่ม ความกล้าหาญ ความเสียสละ ความคิดสร้างสรรค์ ความเชี่ยวชาญ ความเชื่อมั่นในศักยภาพของผู้ยากไร้ และความอดทนสูงกว่าการทำธุรกิจปกติ
ความยากของธุรกิจเพื่อสังคม ทำให้ไม่น่าแปลกใจที่ผู้ประกอบการทางสังคมน้อยรายที่ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน มักจะมีกระบวนทัศน์ใหม่ๆ และกระบวนการทำธุรกิจใหม่ๆ ที่พลิกตำราธุรกิจกระแสหลักจากหน้ามือเป็นหลังมือ เป็นกุญแจสำคัญแห่งความสำเร็จ ยกตัวอย่างเช่น วิกตอเรีย เฮล (Victoria Hale) ผู้ก่อตั้ง OneWorld Health เอ็นจีโอผู้ผลิตยารายแรกของโลก คิดค้นวิธีการพัฒนายาแบบใหม่ที่ใช้สูตรยาที่ถูกบริษัทยาเก็บขึ้นหิ้งไปแล้ว มาพัฒนาต่อเป็นยา ทำให้สามารถกดต้นทุนให้ต่ำพอที่จะตั้งราคายาถูกๆ สำหรับรักษา “โรคคนจน” เช่น ไข้กาฬ ซึ่งไม่เคยมีบริษัทยากระแสหลักรายใดสนใจพัฒนา เพราะลูกค้าไม่มีเงินซื้อ
ในอีกซีกโลกหนึ่ง มูฮัมหมัด ยูนุส (Muhammad Yunus) ผู้ก่อตั้งธนาคารกรามีนในบังคลาเทศ สถาบันการเงินแบบ “ไมโครเครดิต” แห่งแรกของโลกที่ปล่อยกู้ให้กับคนจนโดยปราศจากหลักประกัน ได้รับรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพประจำปี ค.ศ. 2006 เป็นเครื่องยืนยันความเชื่อของเขาว่า คนจนผู้ไร้การศึกษามีศักยภาพเพียงพอที่จะเป็น “ลูกหนี้ที่ดี” ของธนาคารได้ ตราบใดที่ธนาคารยอมละทิ้งอคติและเปลี่ยนวิธีดำเนินธุรกิจเพื่อสร้างแรงจูงใจที่ถูกต้องให้กับพวกเขา
ผู้เขียนคิดว่าปัญหาหลักในแวดวงเอ็นจีโอดั้งเดิม ซึ่งธุรกิจเพื่อสังคมสามารถตอบสนองได้อย่างดียิ่ง มีอยู่ด้วยกันสามประการดังต่อไปนี้
1. แนวคิดไม่สามารถนำไปใช้ได้กับที่อื่น หรือขยายขนาด (go to scale)
ปัญหาใหญ่ข้อหนึ่งของวงการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อมคือ แนวคิดที่ประสบความสำเร็จในชุมชนหรือโครงการหนึ่ง ส่วนใหญ่ไม่สามารถนำไปปรับใช้กับชุมชนอื่น หรือขยายขนาดที่ใหญ่กว่าเดิม (go to scale) ได้ ตัวอย่างของปัญหานี้ในประเทศไทยมีให้เห็นมากมาย เช่น ชาวนาหลายคนประทับใจกับความสำเร็จของ “ปราชญ์ชาวบ้าน” บางท่านที่สามารถปลดแอกตัวเองออกจากวงจรอุบาทว์ของเกษตรกระแสหลักด้วยการทำเกษตรอินทรีย์ ไม่สามารถนำวิธีการของปราชญ์เหล่านั้นไปปรับใช้กับที่ดินของตัวเองได้ เนื่องจากขาดทักษะในการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และ “แปลง” วิธีการของปราชญ์ออกมาให้เป็น “ชุดความรู้” ที่สามารถนำไปใช้ได้ในบริบทอื่น ซึ่งล้วนเป็นทักษะที่ผู้ประกอบการเพื่อสังคมที่ได้รับการศึกษาในโลกธุรกิจมีพร้อมที่จะช่วยเหลือ อาทิ ด้วยการใช้เครื่องมือในการบริหารจัดการองค์กรที่โลกธุรกิจคุ้นเคย เช่น balanced scorecard และวิธีการบริหารจัดการความรู้ (knowledge management)
2. เอ็นจีโอหมดเวลาไปกับการหาเงินมากกว่าการดำเนินโครงการ
นักทำงานเพื่อสังคมส่วนใหญ่ในโลกมีไอเดียดีๆ มากมายที่จะช่วยเหลือฟื้นฟูหรือพัฒนาสังคม แต่ต้องปวดหัวกับการหาเงินมา “ต่อลมหายใจ” ให้กับโครงการตลอดเวลา เนื่องจากเอ็นจีโอมักไม่มีความรู้และความเชี่ยวชาญด้านการระดมทุน บริหารทุน และจัดสรรทุน ซึ่งเป็นมิติที่ผู้ประกอบการทางสังคม และนักการเงินที่มีจิตสาธารณะ มีความรู้และความชำนาญมากกว่า
3. คนที่อยากลงทุนด้านสังคม หากิจกรรมทางสังคมที่น่าเชื่อถือไม่ค่อยพบ
คนมักจะนิยมบริจาคเงินให้กับมูลนิธิใหญ่ๆ (ในเมืองไทย มูลนิธิเหล่านี้มักเป็นมูลนิธิในพระบรมราชูปถัมภ์หรือราชินูปถัมภ์) มากกว่ามูลนิธิเล็กๆ ระดับชุมชนที่อาจทำงานได้ผลกว่า ยั่งยืนกว่า แต่คนไม่รู้จักเพราะนักข่าวไม่เคยไปสัมภาษณ์ มูลนิธิใหญ่ๆ มีคนรู้จักมากกว่า และคนคิดว่าน่าเชื่อถือ คือมูลนิธิไม่น่าจะนำเงินบริจาคไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ หรือคอร์รัปชั่น (ในเมืองไทย เราอาจนับประโยค “ในพระบรมราชูปถัมภ์” ว่าเป็นรูปแบบหนึ่งของ “การันตี” ระดับความ “safe”)
ข้อเท็จจริงนี้สะท้อนปัญหา “ข้อมูลไม่เท่าเทียมกัน” (asymmetric information) ซึ่งแก้ได้ด้วยการสร้าง “ตลาดการลงทุนเพื่อสังคม” (social investment exchange) เป็นสะพานเชื่อมระหว่างนักลงทุนเพื่อสังคมกับผู้ประกอบการเพื่อสังคม ในทำนองคล้ายกันกับตลาดหุ้น
ก่อนที่ธุรกิจเพื่อสังคมจะเติบโตแผ่ขยายจนเราเรียกว่า “วงการ” ได้ สังคมจำต้องข้ามพ้นวิธีคิดแบบ “บริจาคอย่างเดียวก็พอ” และสร้าง “โครงสร้างเชิงสถาบัน” ขึ้นมารองรับและส่งเสริมวงการ
โครงสร้างเชิงสถาบันมีอะไรบ้างในวงการธุรกิจเพื่อสังคมปัจจุบันที่กำลังเติบโตอย่างน่าตื่นเต้นทั่วโลก โครงสร้างเหล่านั้นทำงานอย่างไร ช่วยผลักดันธุรกิจเพื่อสังคมที่ประสบความสำเร็จเรื่องอะไรบ้าง และเราจะสามารถใช้หรือสร้างโครงสร้างเหล่านั้นในประเทศไทยได้หรือไม่?
โปรดติดตามตอนต่อไป.
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 8 พฤศจิกายน 2550



