เมื่อผมจะไปดู ‘ไฟฟ้านิวเคลียร์’
อีก ๔ วันเท่านั้นนะครับ ยกแรกของศึกเลือกตั้ง ๒๓ ธันวา.ก็จะเริ่ม ใครที่ยังโอ้เอ้วิหารราย หาพรรคสังกัดไม่ได้ ก็รีบๆ เข้าหน่อย เพราะพุธที่ ๗ พฤศจิกา.ก็จะเปิดรับสมัคร
ส.ส.ระบบสัดส่วนแล้ว ผมก็เอาใจช่วยอยากให้มีเลือกตั้ง แต่บรรยากาศอย่างนี้ ก็ยังต้องลุ้นนะ..ผมว่า!
ก็ขอรายงานไว้นิดนะ เดี๋ยววันจันทร์ท่านพลิกมาตรงนี้แล้วไม่พบผม จะสงสัยว่าหายหน้าไปทางไหน คือตั้งแต่ ๕ พฤศจิกา.ถึงราวๆ กลางเดือน ผมขอลาซัก ๗-๘ วันนะครับ
เรื่องก็คือว่า ผมสนใจเรื่อง “พลังงานนิวเคลียร์” มาก เพราะมองถึงอนาคตแล้ว ในขณะที่ชาวบ้านต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น
แต่ชาวบ้านก็ไม่ต้องการโรงไฟฟ้าถ่านหิน
ต่อต้าน-คัดค้านการสร้างเขื่อน
และแต่ละพื้นที่ “รังเกียจ” ให้สร้างโรงไฟฟ้าในท้องถิ่นของตัวเอง!
แต่ทุกคนก็ทราบดีว่า จะให้โรงไฟฟ้าใช้ก๊าซเป็นเชื้อเพลิงอย่างเดียวยืนพื้น มันก็เป็นไปไม่ได้ในความจริง ไม่ใช่เพราะก๊าซเป็นต้นทุนที่แพงอย่างเดียว แต่ที่สำคัญคือ ทั้งในอ่าวไทยก็ดี ทั้งในพม่าก็ดี
อีก ๓๐-๔๐ ปี ก๊าซก็หมดแล้ว!
แล้วจะทำไงกัน จะปล่อยให้ถึงวันนั้นแล้วค่อยมาคิดแก้ไข ลูกหลานมันจะได้จุดเทียนแทนไฟฟ้า แล้วขุดกระดูกบรรพบุรุษขึ้นมาด่าปะไร?
เรื่องพลังงานถ่านหิน พลังงานน้ำจากเขื่อน และเรื่องพลังงานจากก๊าซ สำหรับอนาคตไทย ขณะนี้ ความต้องการ กับการสนองความต้องการ “มันสวนทางกัน”
คนไทยวันนี้เหมือน “ต้องการกินปลาทู” แต่ไม่ต้องการให้ใคร “ฆ่าสัตว์ตัดชีวิต”?!
ถ้ามองแบบจนจ่อ “ฝ่ายรัฐ” ซึ่งต้องบริการและจัดหา ก็อาจระบายความรู้สึกแบบประชดว่า
“งั้นก็เชิญรับประทานปาท่องโก๋ซิครับ”
แต่ผมว่า “ประชดได้น่ารับฟัง” เพราะอนาคตเรื่องพลังงานของบ้านเรา ในเมื่ออะไรก็ไม่เอาซักอย่าง เอาอย่างเดียวคือ “ต้องมีไฟฟ้าให้ใช้” ตลอด มันก็ถึงคราวที่รัฐบาลต้องนำแนวคิดเรื่อง “ปาท่องโก๋” มาพิจารณากันแล้ว
“ปาท่องโก๋” เป็นป(ล)าชนิดเดียวในโลกที่ “มีชีวิต” เติบโตอยู่ในน้ำมันร้อนๆ กินได้โดยไม่เป็นการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต!
“โรงไฟฟ้านิวเคลียร์” เปรียบก็คล้าย “ปาท่องโก๋” สำหรับคนไทยที่ “ได้ไฟฟ้าใช้” แน่นอน โดยไม่ต้องหวาดผวาเรื่องพิษภัยจากถ่านหิน และเรื่องสร้างเขื่อน
จะได้ปิดตำนาน “โลมาสีชมพู” ซะที!
ไม่งั้น พูดถึงเรื่องสร้างโรงไฟฟ้าทีไร ปลาโลมาสีชมพูเป็นต้องโผล่ขึ้นมาดำผุด-ดำว่ายทุกที!
คัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์เรื่อง “ทำลายวิถีชีวิตดั้งเดิม ทำลายสักเงิน-สักทอง และทำลายต้นน้ำ ลำธาร ป่าไม้” ก็จะได้เปลี่ยนไดอะล็อกไปบ้าง
เมื่อเปลี่ยนแนวไปทาง “พลังงานนิวเคลียร์” ก็ใช่ว่าจะไร้ปัญหา ก็อย่างปาท่องโก๋นั่นแหละ ใช่ว่ากินได้ปลอดภัยไม่มีพิษ เพราะมีผลวิจัยออกมาแล้ว
คนกินปาท่องโก๋ประจำ มีโอกาส “เป็นมะเร็ง” มากที่สุด!
พอพูดถึงโรงไฟ้านิวเคลียร์ รู้จัก-ไม่รู้จัก..ก็ไม่รู้แหละ “ภาพมหันตภัย” ที่ฝังใจของผู้คนทั้งโลกผลุดขึ้นในจอจิตทันที และเอะอะก็ต้องต่อต้านกันไว้ก่อนละ
ถ้าใครบอกว่า “ปลอดภัย” เขาก็จะยกตัวอย่างแย้งทันทีว่า
“ไม่จริงหรอก ดูเชอร์โนบิลนั่นไง”
“เชอร์โนบิล คือ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ยูเครน” ตอนนี้แยกออกจาก “สหภาพสาธารณรัฐสังคมนิยมโซเวียตรัสเซีย” เป็นประเทศอิสระแล้ว เมื่อปี ๒๕๒๙ กัมมันตภาพรังสีรั่วคนตายไปตั้ง ๓๐ กว่าคน เจ็บอีก ๒๐๐ กว่า
เลยเป็น “ตัวอย่างอ้างอิง” ด้านปฏิเสธพลังงานนิวเคลียร์ของชาวโลกเรื่อยมาถึงทุกวันนี้ ทั้งที่ในรอบ ๕๐ ปีนี้ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่มีอยู่ในโลกราวๆ ๔๐ แห่ง ตรงนี้ผิด-ถูกขออภัยนะครับ
แต่จำได้ว่าเคยเกิดอุบัติเหตุแค่ ๓ ครั้ง!
เมื่อปี ๒๕๒๒ ที่สหรัฐอเมริกา รัฐเพนซิลเวเนีย ไม่มีใครเป็นอะไร ปี ๒๕๔๒ ที่โรงงานทดสอบแปรสภาพยูเรเนียมโตไก ญี่ปุ่น บาดเจ็บ ๓ คน
ก็มีแต่ “เชอร์โนบิล” แห่งเดียวที่ ทั้งตายและเจ็บ!
“ถ่านหิน” เสียด้วยซ้ำ “เราเห็นข่าวอยู่ประจำว่า” เดี๋ยวในยุโรป เดี๋ยวในจีน เดี๋ยวในสหรัฐ เดี๋ยวในรัสเซีย “เหมืองถล่ม”
ฝังคนงานทีละหลายสิบ-หลายร้อยคน!
นี่ผมก็เพียงปรารภในสาเหตุเท่านั้นนะครับ คือในภาพด้านพลังงานของไทยเหมือนเข้าสู่ “ทางตัน” แต่ความจริงในโลกนี้ไม่มีอะไรตัน นอกจากปัญญาคน เมื่อทางกระทรวงพลังงานและการไฟฟ้าฝ่ายผลิต เขาคิดตามหน้าที่งานรับผิดชอบของเขาว่า
“ในเมื่อ โน่นก็ไม่เอา นี่ก็ไม่เอา ถ้างั้น เอาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ก็แล้วกัน”
ใจลึกๆ ผมก็เห็นดี-เห็นงามด้วย แต่เป็นความเห็นดีเห็นงาม “บนความไม่รู้” ด้วยประการทั้งปวง คือด้านคุณพอจะรู้ได้ แต่ด้านโทษ ถึงพอรู้บ้าง แต่คิดว่าข้อมูลที่ตัวเองมี “ยังรู้ไม่พอ” ที่จะนำไปเที่ยวสรุปบอกชาวบ้านว่า
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ดี หรือ โรงไฟฟ้านิวเคลียร์ไม่ดี?
ถ้าเกิดมีใครถามว่า “ดียังไง-ไม่ดียังไง” ก็จะแหยแฝ่นไปตามระเบียบ!
แต่ที่ผมครุ่นคิดของผมเองว่า เรื่องดี-ไม่ดีนั้น เป็นประเด็นรอง แต่ที่ต้องคำนึงถึง และต้องเรียนรู้ให้มากอันเป็น “ประเด็นหลัก” ก็คือ
เรามีแผนฝึกคนให้ “เจริญทันของใช้” ขนาดไหน?
เรื่องนิวเคลียร์เป็นเรื่องใหม่มากสำหรับเมืองไทย จะมีคุณมากกว่าโทษ หรือจะมีโทษมากกว่าคุณ ก็อยู่ที่ “คุณภาพคน” ของเราในแต่ละระดับที่จะเข้าไปปฏิบัติอยู่ในแต่ละส่วนร่วมภายใต้คำว่า “โรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์” นี่แหละ
ฉะนั้น เมื่อทาง “สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน” ของกระทรวงพลังงานเขาถามว่า “สนใจจะศึกษาเรื่องพลังงานด้านต่างๆ ทั้งนิวเคลียร์ ทั้งถ่านหิน ทั้งชีวมวลมั้ย เพราะทางสำนักงานมีโครงการไปศึกษาโรงไฟฟ้าแถบยุโรปอยู่”
ผมก็เลยขอเขาไปดูด้วย เมื่อเห็นกับตา จะได้นำมาประกอบความคิดเพื่อการคุยถูกว่า อย่างไหน-อะไร มันเหมาะ ไม่เหมาะอย่างไร จะได้ไม่พูดแบบตาบอดคลำช้าง?
เลื่อนมาเรื่อยตั้งแต่วันที่ ๓ วันที่ ๔ ตอนนี้หยุดอยู่ที่เช้าวันจันทร์ที่ ๕ ได้ไปแน่ ตื่นเต้น-ได้ไปเมืองนอกนอนไม่หลับมาหลายคืนแล้ว ถ้าวันจันทร์ไม่พบผมตรงนี้แสดงว่า “ได้ไปแล้ว”
แต่ถ้าเปิดหน้า ๕ แล้ว ยังเห็นผมจ๋องอยู่ตรงนี้ แสดงว่า ไม่มีวาสนาได้นั่งเรือเหาะ!
ก่อนจะไป ขอเก็บตกเรื่อง “เงินทำบุญ” สร้างศาลาเผาศพ “วัดช้างให้ตก” อีกสักหน่อย ตามที่ผมขอให้ท่านที่ส่งเงินมาแล้วช่วยแจ้งนาม หรือเอกสารนำส่งเงินมาให้ผมด้วย
ก็ขอบคุณ พลตรีณัทภพ พฤกษยาชีวะ จากกรุงเทพฯ คุณพันธุพงศ์-คุณเสาวณีย์ วัฒนายากร จากเมืองปัตตานี ที่กรุณาแฟกซ์ใบโอนเงิน ๑,๐๐๐ บาทมาให้ สยามเซรามิก ภูเก็ต โทร.แจ้งให้ทราบถึงเงินที่ส่งมา ๒,๐๐๐ บาท คุณชูเกียรติและครอบครัว อี-เมล์แจ้งว่าโอนเงินมาแล้ว ๑,๐๐๐ บาท
กราบขอบพระคุณครับ เงินของท่านรวมอยู่ในยอด ๒๔๐,๐๐๐ กว่าบาทนั่นแล้วครับ เพียงแต่ผมไม่ทราบว่าของท่านใดบ้าง เมื่อท่านแจ้งชื่อมาผมก็ยินดียิ่งนัก
ยิ่งเห็นชื่อ “คุณพันธุพงศ์-คุณเสาวณีย์ วัฒนายากร” ร่วมทำบุญมาจากปัตตานีถิ่นเดียวกับวัดช้างให้ตก ผมก็ยิ่งปลื้มใจ และเมื่อเห็นนามสกุล “วัฒนายากร” ก็จำได้ว่า คนในสกุลนี้เคยมีพระคุณกับผม
คือเมื่อปี พ.ศ.๒๕๐๘ คุณประกิต หลิมสกุล พาผมไปเบตง ได้แวะหาผู้จัดการธนาคารแห่งหนึ่งที่เบตง ท่านเมตตาสนทนาปราศรัย แถมให้ทั้งรถ-ทั้งคนขับพาข้ามไปเที่ยวถึงปีนังโน่น
ยังระลึกถึงพระคุณท่านถึงทุกวันนี้!
ตอนนี้มีหลายท่านแจ้งประสงค์จะร่วมเดินทางไป “วัดช้างให้ตก” ด้วย ผมก็ยังกั๊กๆ อยู่ เพราะยังไม่รู้จะไปวันไหน กะเพียงกว้างๆ ว่าปลายเดือนพฤศจิกา.รอฟังข่าวทางมัคนายกก่อนว่า เขาดำเนินการสร้างศาลาศพไปถึงไหนแล้ว?
เอ้า..นี่ถือเป็น “บุญปิดท้ายรายการ” กันจริงๆ คือวานนี้ ท่าน “พิทักษ์ อินทรวิทยนันท์” อดีตรองนายกฯ เจ้าของผลงาน “ถนนคนเดิน” และ “ธนาคารขยะ” ท่านโทร.มาจากสนามกอล์ฟ “อโยธยา” ของท่าน แถวๆ วังน้อยว่า
“ขอร่วมทำบุญสร้างศาลาศพวัดช้างให้ตกด้วยซักคนเถอะ”
ผมก็ทำอิดออด เหมือนสนามกอล์ฟของท่านแหละครับที่เป็น “สนามปิด” ห้ามคนนอกตี และเรียนท่านว่า “ในเมื่อมีจิตเจตนา ท่านจะร่วมซัก ๒,๐๐๐ บาทผมก็ยินดีครับ”
ท่านจึงบอกว่า “มีศรัทธาร่วมกับท่านผู้อ่านไทยโพสต์ด้วย ๑๐,๐๐๐ บาท” ส่วนเงินท่านจะส่งมาตามหลัง
ผมจึงขอประกาศนามท่านไว้เพื่อมนุษย์ และเทวดา ได้ร่วมรับรู้พร้อมไปกับทุกๆ ท่านด้วย
เป็นอย่างนี้แหละครับ หาดูที่ไหนได้ยากเรื่อง “เงินงอกเงย-บุญงดงาม” นอกจากที่ชาวคณะผู้อ่านไทยโพสต์ที่เดียว วานซืนนี้ ผมนำเงินส่วนที่มีผู้มอบให้ด้วยจุดประสงค์ว่า “แล้วแต่ผม” เฉลี่ยทอดกฐินไปอีก ๓ วัดครับ คือวัดถ้ำเขาปูน กาญจนบุรี วัดท่ามะโอ ลำปาง และวัดอุดมมงคล ฉะเชิงเทรา รวม ๒๙,๐๐๐ บาท บุญนี้จงมีอานิสงส์ถึงทุกท่านด้วย.
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 2 พฤศจิกายน 2550



