Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
เขียนแผ่นดิน
เปลว สีเงิน


ธาตุกายสิทธิ์กับความเป็นไทย

ผมว่า “คนไทย” นี่เรียนรู้อะไรได้ทุกอย่าง แถมหัวดี เรียนไว ยกเว้นอย่างเดียวที่ “ลืมเรียน” กัน คือ การเรียนรู้ธาตุ “ความเป็นไทย” ของตัวเอง ในขณะที่คนชาติอื่น-ภาษาอื่น เขาเรียนถึงขั้นวิจัยพบแล้วว่า คนไทยนั้นมาจาก “ธาตุกายสิทธิ์”

“ธาตุกายสิทธิ์” ที่ว่านั่น ในอีกชื่อหนึ่งที่รู้จักกันแพร่หลายก็คือ “เหล็กไหล” นี่เอง!

“เหล็กไหล” นี่ แข็งโป๊กกว่าอะไรๆ ในโลกที่บอกว่าแข็งที่สุด แต่หลอมเหลวจนเรียกว่า “ที่สุดของความเหลว” ก็ได้ สลายตัวหายไปก็ได้ กลับมารวมตัวกันใหม่ก็ได้

ยืดออกจากกันเหมือนหนังสติ๊ก จนเป็นเส้นบางยิ่งกว่าเส้นไรขนผ่า ๘ แต่จะเด็ด จะเลื่อย จะฟัน จะตัด ด้วยวิธีไหน ด้วยอะไร ทำยังไงๆ ก็ไม่ขาดออกจากกัน...ก็ได้

นี่แหละ “เหล็กไหล” ละ ถึงได้เรียกว่า “ธาตุกายสิทธิ์” ไงล่ะ!

“คนไทย” ที่อยู่ร่วมเป็น “สังคมไทย” หรือประเทศไทยตราบทุกวันนี้ ก็แบบนี้แหละครับ ปี-สองปีมานี้ “เป็นเอามาก” ถึงขนาดมีทั้งคนไทย และไม่ใช่คนไทย ประเมินมองกันด้วยวิตกว่า คนไทย “ทะเลาะกัน-แตกกัน” จนต่อไม่ติดแล้ว!

บางคนให้ภาพกว้างว่า “แตกกันเพราะการเมือง” บางคนก็โฟกัสลงไปเลยว่า “แตกกันเพราะทักษิณ” แต่บางคนก็มองจากด้านลักษณะโครงสร้างว่า

“แตกกันเพราะ อยู่สุขสบายกันมานาน ก็เลยแสวงหารสชาติแปลกใหม่ให้ชีวิตประจำวัน พอเป็นสีสันให้ต่างจากความสุขที่จำเจไปบ้าง ชั่วครั้ง-ชั่วครู่”?!

ก็มีไม่น้อยที่บอกว่าแตกกันเพราะ “ยาเพิ่มโลภ” จากโลกตะวันตกคือ “ระบบบริโภคนิยม” ทำให้คนไทย “หิวเงิน-หลงเงิน” พอใครเอาเงินมาล่อ ก็เลยหลอมเหลวไหลตาม

แต่นักวิจัย-วิจารณ์ทั้งหลาย ก็ทั้งไทย-ทั้งเทศนั่นแหละ พอเห็นภาพประวัติศาสตร์เมื่อวันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๙ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จออกสีหบัญชร ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ในพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี

ท่ามกลางมหาประชาชนนับแสนที่เฝ้าถวายพระพรเฉพาะพระพักตร์บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า และหลามไหลเป็นคลื่นทะเลคนทะลักล้นออกไปทางถนนราชดำเนิน “จนเหลืองละลานตา” ทั่วทั้งเมืองอมรนครกรุงเทพฯ

และเหลืองสพรั่งพร่างพรายไปทั่วถ้วนถึงทุกสุดขอบเขตแดนประเทศทั้งเหนือ-ใต้-ออก-ตก อันมิว่างเว้นที่จะได้เห็นพสกนิกรไทย เหมือนสายน้ำไหลยาวยืดต่อเนื่องกันไปในความเป็น

สายธารกระแสเดียวกัน!

เห็นอย่างนี้แล้ว พวกนักวิจารณ์ ทึ่ง..และนิ่งอั้น เหมือนจะ “ตันทาง” ในการมองคนไทยเชิงตรรกะ เพราะอะไรๆ หลายๆ อย่างจากคนไทย มันไม่มีในตำรา และไม่เพียงเหนือตำราเท่านั้น แต่อาจกล่าวได้ว่า

นี่คือ “ศาสตร์สังคมมนุษย์ไทย” ที่ต้องตั้งเป็นศาสตร์ศึกษาเฉพาะ กันไปเลยทีเดียว!?

และอีกครั้ง เมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๔๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระประชวร เข้ารับถวายการผ่าตัดจากคณะแพทย์ที่ศิริราช ก็เกิดปรากฏการณ์อันมิได้มีใครนัดหมาย

ประชาชนไปนั่งเฝ้า นอนเฝ้าพระอาการตลอดวัน-ตลอดคืน ต่อเนื่องกันจนโรงพยาบาลศิริราชเหลืองละลานตา กองทัพคนไหลมา ก็มีกองทัพข้าวปลาอาหารมาบริการด้วยกิริยา “เงียบ-เรียบ-สงบ”

ที่สวดมนต์ขอพระรัตนตรัยเป็น ฉัตรแก้ว-ฉัตรชัย คุ้มครองพระองค์ให้ปลอดภัยจากการผ่าตัด และขอให้พระองค์ทรงหายวัน-หายคืน ก็สวดกันไป

ที่ชำนิชำนาญถึงขั้นบำเพ็ญเพียรทางจิต ก็นั่งสำรวมนิ่งสนิท ส่งกระแสจิตอธิษฐาน ขอองค์พระภูบาลทรงปลอดภัย

ก็เหมือนอย่าง ณ วันนี้แหละครับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเข้ารับการตรวจรักษาอีกครั้งที่ศิริราชเมื่อ ๑๓ ต.ค.๕๐ ขณะนี้พระอาการทุกอย่างดีขึ้น และอยู่ในขั้นตอนแพทย์ถวายการรักษาทางด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู

คนไทย-พสกนิกรไทยก็คืนสภาพ “เหล็กไหล” ที่ละลายไหลไปคนละทิศละทางครั้งหนึ่ง ก็คืนสภาพกลับมา “รวมตัว-รวมใจ” ในความเป็นธาตุกายสิทธิ์ จับตัวแข็งแกร่งให้เห็น เรียกว่า...

จากทุกทิศ มุ่งสู่ศิริราช เพื่อเฝ้าพระอาการ “พ่อหลวง” องค์เดียวกัน ไม่ว่าฝนตก-แดดออก ไม่มีใครพรั่น ปรากฏการณ์รวมเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน โดยที่ใครก็ไม่ต้องมาพูดถึงคำว่าสมานฉันท์เช่นนี้

มองไม่เห็นรอยแยกแตกปริจริงๆ ว่า ตรงไหนนะที่ “คนไทย” เคยกัดกัน-ตีกัน เหมือนจะอยู่ร่วมสังคมด้วยกันไม่ได้-ในวันก่อน!?

อาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้นที่ ๑๖ ปีที่แล้ว ก็เป็นศูนย์รวมดวงตา ดวงใจของพสกนิกรที่แหงนมองจากพื้นดินขึ้นไปสู่ พร้อมถวายพระพร

“ขอให้พระองค์ทรงหายจากอาการพระประชวรโดยพลัน”

ครั้งนี้ก็เช่นกัน ณ อาคารเฉลิมพระเกียรติ ชั้นที่ ๑๖ ทุกดวงตา และทุกดวงใจ ทั้งที่ไปเฝ้าแหนอยู่ ณ โรงพยาบาล และทั้งที่ห่างไกล ไม่สามารถมาได้ ก็ล้วน “ถวายใจภักดิ์” ภาวนา..ขอพ่อหลวงของปวงข้าพระองค์จงหายวัน-หายคืน

ธาตุไทย-ธาตุกายสิทธิ์เช่นนี้แหละครับ ยามสุขสบาย อยู่ว่างๆ ไม่มีอะไร ก็หาเรื่องทะเลาะกัน-ตีกัน แต่พอมีสิ่งกระทบ “ศูนย์รวมใจ” ร่วมกัน คนไทย-ธาตุเหล็กไหล จะไหลรวมทันที

ไม่มีอะไรจะมา “เด็ด” ให้ขาดจากกัน!

“เหล็กไหล” มีจริงหรือ ถ้าจริง..มาจากไหน? อาจมีบางท่านสงสัย แต่ทราบเถอะครับว่า “จริง”

ผมไม่เคยเห็นหรอก ก็เหมือนกับอีกแสน-อีกล้านอย่างที่มีอยู่จริง แต่เรายังไม่มีโอกาสเห็น ครั้นจะไปปฏิเสธสิ่งที่เราไม่เคยเห็นว่า “ไม่มี” ดูมันจะเข้าลักษณะ

“โง่ แล้วอ้างเป็นคนทันสมัย”!

โลกเรานี้มีส่วนเหลว มากกว่าส่วนแข็ง เราอยู่บนผิวโลก เห็นน้ำ เห็นดิน แต่จริงๆ แล้ว ภายใต้เปลือกโลกลึกลงไป ล้วนเป็นของเหลวที่กำลังหลอมละลายอยู่เรื่อยๆ และทั้งที่ผ่านการหลอมละลายจนระเบิดทับถมเป็นชั้นๆ ต่อเนื่องมาเป็นแสน-เป็นล้านกัลป์

บริเวณ “ใจกลางโลก” นี่เต็มไปด้วยสิ่งหลอมเหลว มีธาตุกายสิทธิ์อยู่มากมายหลายชนิด เหมือนเหล็ก แต่ไม่ใช่เหล็ก มีลักษณะแข็งตัวได้ เหลวได้ ยืดได้ หดได้ สลายตัวได้

แต่มีความคงทน อะไรๆ ก็ไม่สามารถทำลายให้ แยก-แตก-ขาด ออกจากกันได้!

นี่คือ “เหล็กไหล”!

คิดดูแล้วกัน เป็นธาตุเกิดอยู่ท่ามกลางสิ่งหลอมเหลวใจกลางโลก ด้วยพลังงานความร้อนเกินจุดหลอมละลายขนาดนั้น “เหล็กไหล” ยังไม่ถูกละลายหลอมเหลวเป็นลาวา

เจ๋งขนาดไหน?

แต่ต่อให้ “เจ๋ง” ขนาดเหล็กไหล แต่ก็ยังต้องพ่ายให้กับ “พลังประจุจิต” สมัยแสนกัปแสนกัลป์ท่านเล่าขานกันมา มีฤาษีผู้บำเพ็ญตบะแก่กล้าจนได้อภิญญา ๕ คือถึงขั้น แสดงฤทธิ์ต่างๆ ได้ มีหูทิพย์ รู้ใจคนอื่นได้ ระลึกชาติได้ และมีตาทิพย์ อย่างฤาษีกไลโกษฐ์ หรืออย่างฤาษีกัสสป เป็นต้น

ท่านก็ใช้ฌานเพ่ง เรียกเอาแร่ธาตุกายสิทธิ์เหล่านั้นให้ขึ้นมารวมตัวกันข้างบนผิวโลก แล้วท่านก็ใช้ฤทธิ์ตัดแร่ธาตุกายสิทธิ์ทำเป็นรูปพระอิศวร พระพรหม พระนารายณ์ อะไรต่างๆ ตามคติศาสนาในยุคนั้น

ซึ่งตอนนั้น “พระสมณโคดม” ของเรายังไม่ทรงอุบัติขึ้นในโลก!

ฤาษีท่านทำขึ้นด้วยฤทธิ์ “อิทธิวิธี” มันก็ต้องขลังแน่ ใครพกแล้วไม่ว่า มีด หอก ดาบ ไม่ได้แอ้ม ทำเสร็จท่านก็อัดพลังจิตที่เรียกว่า “เจโตปริยญาน” เข้าไปบ้าง ถอดจิตเข้าไปอยู่ในรูปเคารพนั้นบ้าง

ใครไปกราบไหว้บูชา ด้วยฤทธิ์ท่าน ก็จะให้สิ่งตามที่ปรารถนา เหล็กไหล หรือธาตุกายสิทธิ์นั้นก็เลย “ขลัง” กันใหญ่!

เพราะนอกจากมีฤทธิ์ด้วยตัวเองแล้ว ยังเพิ่มฤทธิ์ด้วยประจุ “พลังฤทธิ์” อันเป็นวิญญาณอมตะของผู้บำเพ็ญตบะแก่กล้าเข้าไปด้วย จึงเป็นของศักดิ์สิทธิ์ถึงทุกวันนี้

อย่าไปสงสัยเรื่องฤทธิ์จาก “ฌานสมาบัติ” เลยครับ ทราบไว้ด้วยว่า เรื่องฌานสมาบัติสูงสุดจนถึงขั้น “สมาบัติ ๘” นั้น เป็นของเด็กๆ เขาสอนกัน มีเล่นกันริมถนนทั่วไปในอินเดียก่อนพุทธกาลแล้ว

ไม่ใช่ของ “พระพุทธศาสนา” หรอกครับ!

พระพุทธเจ้าก่อนจะตรัสรู้สู่วิโมกขธรรม พระองค์ก็เรียน-ก็ฝึกจนสำเร็จสมาบัติ ๘ มาก่อนแล้ว แต่มิใช่หนทางนำไปสู่การพ้นทุกข์ เพราะอยู่ในขั้นโลกียฌานเท่านั้น

พระองค์จึงเลิกแนวทางนี้ ทรงทดลองอยู่หลายแนวทาง จนสุดท้าย-ด้วยแนวทางอานาปานสติ “กำหนดลมหายใจเข้า-ออก” นั่นแหละที่ทำให้พระเป็นพระสยัมภู ผู้รู้แจ้งโลกแท้จริง

ครับ..ก็เล่าประกอบเชิงเปรียบเทียบให้เห็นว่า พวกเรา-คนไทย มาจากธาตุเหล็กไหล อันเป็นธาตุกายสิทธิ์ แข็งตัวได้ หลอมเหลวได้ ยืดได้ หดได้ แต่ใครเด็ด-ใครทำลาย “ให้ขาดจากกัน” ไม่ได้ เพราะเหล็กไหลนั้น ผู้มีฤทธิ์ “ถอดวิญญาณอมตะ” ไว้เช่นนี้ คนไทยจึงไม่มีวัน “ขาดจากกันได้” ฉะนี้แล.


ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 16 ตุลาคม 2550



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter