'ปัญญานันทภิกขุ' พระผู้จาก

เช้าวานนี้ (๑๐ ต.ค.๕๐) ฝนตกหนักเหลือเกิน ฟ้าแทรกฝนผ่าเปรี้ยงๆ เป็นระยะ มองไปทางไหนก็มืดครึ้มไปหมด ใกล้เที่ยงค่อยซาเม็ด

ผมเปิดโทรทัศน์ดูข่าวก็พบว่า หลวงพ่อ "ปัญญานันทภิกขุ" แห่งวัดชลประทานรังสฤษฏ์ "มรณภาพ" แล้ว!

สิ่งที่ทำได้ฉับพลันนั้นคือ ผมยกมือพนมเหนืออก ส่งจิตกราบท่านที่ปลายเท้า ด้วยระลึกถึงพระคุณล้ำต่ออาณาจักรพุทธศาสน์ของพระเดชพระคุณท่าน นานมากว่าครึ่งศตวรรษ

หลวงพ่อปัญญาฯ ท่านบรรพชาเป็นสามเณรตั้งแต่อายุ ๑๘ เมื่ออายุครบ ๒๐ ก็อุปสมบทเป็นพระภิกษุ ร่ำเรียนทั้งวิปัสสนาธรรม และปริยัติธรรม จาริกเจริญตามรอยบาทพระพุทธองค์ "เผยแผ่ธรรม" เรื่อยมาไม่เคยหยุด

จากวันนั้น จนถึงวันนี้ หลวงพ่อปัญญาฯ ก็ยังไม่หยุดงานเพื่อพุทธศาสน์ เพียงแต่ว่า "คราบสังขาร" อันเป็นเรือนอาศัยของจิตถึงเวลา เสื่อมสลายไปตามเหตุปัจจัยที่ต้องเป็น

ไตรลักษณะนั่นแหละครับ สรรพสิ่งอนิจจัง-ล้วนหมุนเวียนเปลี่ยนไป ไม่มีอะไรเที่ยงแท้ ถ้าใครเข้าไปยึดว่าเที่ยงก็-เป็นทุกข์ เพราะสรรพสิ่ง-เป็นอนัตตา คือไม่มีตัวตนอะไรให้จับ-ให้ยึดได้คงที่ตลอดกาลเลย

เป็นเพียงการประชุมกันของธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ ฯลฯ ลวงตาผู้โง่เขลาให้มีจิตข้องอยู่ชั่วขณะหนึ่งเท่านั้น!

มนุษย์ผู้โง่เขลานี่แหละ ที่ใช้ "อุปาทาน" คือการทึกทักเข้าไป "ยึด" ในสิ่งต่างๆ ว่ามีจริง เป็นจริง หลงสมมุติกันขึ้นเอง แล้วก็หลงทึกทักยึดถือกันเอง แต่ถึงที่สุดแล้ว...

สิ่งที่ยึด สิ่งที่ทึกทักนั้น มันก็สำแดง "ความจริงแท้" ให้ปรากฏว่า..ทุกอย่างว่างเปล่า NO-NOTHING อย่าว่าแต่เพียงร่างกายมนุษย์เลยครับ แม้กระทั่ง "โลก" ใบนี้ จักรวาลนี้ ในความจริงแท้ก็ "ไม่มี" แค่สมมุติว่ามี-ว่าเป็นทั้งสิ้น

เพราะหลงยึด จึงทำให้ "หลง" ว่ามี

ถ้าเลิกยึด ก็ทำให้ "รู้" ว่าแท้จริงแล้ว..ไม่มี!

ตราบเมื่อรู้ว่า "มี-คือไม่มีอะไร?" และ "ไม่มี-คือมีอะไร?" นั่นแหละ ภาวะ.. สุทธิ อสุทธิ ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญู หีติ จะบอกสิ่งนั้นกับตัวเอง

ฉะนั้น การละคราบสังขารของหลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ ครั้งนี้ ไม่ใช่เรื่องทุกข์ ไม่ใช่เรื่องเศร้า ถ้าเราไม่เข้าใจอะไรเลยก็จะแสดงความรู้สึกด้วยคำพูดว่า

"การมรณภาพของหลวงพ่อปัญญาฯ เป็นการสูญเสีย"

แต่ถ้าเข้าใจ เราจะไม่พูดอย่างนั้น การมรณภาพของท่านไม่ใช่การสูญเสีย หากแต่เป็นการยืนยันถึงพระไตรลักษณ์ อนิจจัง-ทุกขัง-อนัตตา เมื่อเข้าใจแล้วจะพบว่า

การมรณภาพของท่าน "ถ้าเป็นจริงอย่างที่พูดกันว่า เคารพนับถือหลวงพ่อ ฟังธรรมหลวงพ่อเป็นประจำ จะต้องเข้าใจว่า การมรณภาพของท่านคือ

การได้ จากการ "ให้" ของหลวงพ่ออีกด้านหนึ่งในวาระสุดท้ายนี้ ไม่ใช่การสูญเสีย!

หลวงพ่อเป็นเพียง "ผู้บอกธรรม" แต่ผู้ฟังจะได้หรือไม่ได้นั้น อยู่ที่ผู้ฟังจะต้องนำไปปฏิบัติเอง ดังนั้น การมรณภาพนี้ถือเป็น "การบอกธรรม" ด้วยอย่างหนึ่งจากหลวงพ่อ

เพียงแต่เราชินการบอกธรรมจากปาก คือจากการเทศน์ของหลวงพ่อ แต่ครั้งนี้หลวงพ่อบอกธรรมด้วย "กายสังขาร" ที่นอนนิ่ง รอวันเปื่อยเน่าสลายไปเหมือนท่อนไม้ผุทับถมลงดิน

ฉะนั้น ผู้โง่เขลาเท่านั้นทุกข์โศกในแง่ว่าสูญเสีย จงใช้การสอนธรรมผ่านคราบสังขารของหลวงพ่อเป็นที่หยั่งจิต พิจารณาตามสภาพธรรมนั้นเถิด ให้รู้จริง-เห็นจริง ตามความเป็นจริง

เพราะยึด-จึงทุกข์

หยุดยึด-หยุดทุกข์!

ถ้าเข้าใจกันอย่างนี้ มองให้ตรงตามหลักพระไตรลักษณ์ จะถือว่าไม่เสียเที่ยวเป็นศิษย์หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ และหลวงพ่อก็จะเกิดปีติอนุโมทนาธรรมให้ด้วยว่า ตราบชั่วอายุ ๙๖ พรรษา

การประกาศธรรมของท่าน..ไม่สูญเปล่า!

ทีนี้มาคุยกันตามประสาจิตพื้นฐานของชาวบ้านอย่างเราๆ ท่านๆ ทั่วไปบ้าง บางคนอาจสงสัยอยู่ในใจ แต่ไม่กล้าพูด-ไม่กล้าถามใครทำนองว่า

"อย่างหลวงพ่อปัญญาฯ ก็ดี หลวงพ่อพุทธทาสก็ดี หลวงพ่อพุธก็ดี หลวงปู่แหวนก็ดี หลวงพ่อเกษมก็ดี หรืออย่างที่เห็นปฏิปทาพระเดชพระคุณเจ้าอริยสงฆ์หลายๆ รูป เมื่อมรณภาพแล้ว ท่านจะไปอยู่ในสภาพใด?"

ครับ..ผมว่าสงสัยใคร่รู้กันทั้งนั้น แต่เหลือวิสัยที่ใครจะตอบให้ใครรู้ได้ ซ้ำเรื่องอย่างนี้ "พระพุทธองค์" ตรัสห้ามว่าเป็นเรื่อง "อจินไตย" อย่าไปคิด ไปถามใครเพื่อตอบ-เพื่อรู้ล่วงหน้าเลย ป่วยการเปล่า

แต่ผมมีข้อความในพระไตรปิฎกบางเรื่องอยากเล่าสู่กันฟัง คือผมอ่านจาก "พุทธธรรม" ของ "ท่านเจ้าคุณประยุทธ ปยุตฺโต" มีใจความอย่างนี้

ครั้งหนึ่ง เมื่อพระพุทธเจ้ากำลังเสด็จพุทธดำเนินทางไกล พราหมณ์ผู้หนึ่งได้เดินทางไกลทางเดียวกับพระองค์ มองเห็นรูปจักรที่รอยพระบาทแล้วมีความอัศจรรย์ใจ ครั้นพระองค์เสด็จลงไปประทับนั่งพักที่โคนไม้ต้นหนึ่งข้างทาง พราหมณ์เดินตามรอยพระบาทมา มองเห็นพุทธลักษณาการที่ประทับนั่งสงบลึกซึ้งน่าเลื่อมใสนัก จึงเข้าไปเฝ้าแล้วทูลถามว่า

"ท่านผู้เจริญคงจักเป็นเทพเจ้า"

พระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า

"แน่ะพราหมณ์ เทพเจ้าเราก็จักไม่เป็น"

ทูลถามต่อไปว่า "ท่านผู้เจริญคงจักเป็นคนธรรพ์"

ตรัสตอบว่า "คนธรรพ์เราก็จักไม่เป็น"

"ท่านผู้เจริญคงเป็นยักษ์"

"ยักษ์เราก็จักไม่เป็น"

"ท่านผู้เจริญคงจักเป็นมนุษย์"

"มนุษย์เราก็จักไม่เป็น"

ทูลถามว่า "เมื่อถามว่าท่านผู้เจริญคงจักเป็นเทพ ท่านก็กล่าวว่า เทพเราก็จักไม่เป็น เมื่อถามว่าท่านผู้เจริญคงจักเป็นคนธรรพ์..เป็นยักษ์..เป็นมนุษย์.. ท่านก็กล่าวว่า จักไม่เป็น เมื่อเช่นนั้น ท่านผู้เจริญจะเป็นใครกันเล่า"

ตรัสตอบว่า "นี่แน่ะพราหมณ์ อาสวะเหล่าใดที่เมื่อยังละไม่ได้จะเป็นเหตุให้เราเป็นเทพเจ้า..เป็นคนคนธรรพ์..เป็นยักษ์..เป็นมนุษย์ อาสวะเหล่านั้นเราละได้แล้ว ถอนรากเสียแล้ว..หมดสิ้น ไม่มีทางเกิดได้อีกต่อไป เปรียบเหมือนดอกอุบล ดอกปทุม ดอกบุณฑริก เกิดในน้ำ เจริญในน้ำ แต่ตั้งอยู่พ้นน้ำ ไม่ถูกน้ำฉาบติด ฉันใด เราก็ฉันนั้นเหมือนกัน เกิดในโลก เติบโตขึ้นในโลก แต่เป็นอยู่เหนือโลก ไม่ติดกลั้วด้วยโลก ฉันนั้น;นี่แน่ะพราหมณ์ จงถือเราว่าเป็น 'พุทธะ' เถิด"

นี่แหละครับ ผมว่าน่าจำ-น่ายึดเป็นมาตรฐานไว้เลยนะครับว่า เหนือเทพเทวดา เหนือมนุษย์ เหนือยักษ์ ก็ยังมีอีกเผ่าพันธุ์หนึ่ง นั่นคือเผ่าพันธุ์ "พุทธะ"

ไม่ใช่ "พระทุกรูป" จะเป็นพุทธะได้เหมือนกันหมดนะครับ ผู้ปฏิบัติเข้าตามเงื่อนไขที่พระพุทธองค์ตรัสไว้อย่างข้างต้นนั้นนั่นแหละ จึงจะเหนือเทพ เหนือมาร เหนือยักษ์ เหนือมนุษย์

เพราะเป็นพุทธะ!

ครับ..ตอนเย็นวานนี้ สนช.จะได้พูดกันด้วยญัตติเกี่ยวกับจริยธรรม หรือว่าต้องเลื่อนมาพูดกันวันนี้ผมก็ไม่ทราบ เพราะพอดีตอนค่ำต้องออกสัญจรไปธุระปะปังข้างนอก

เอาไงก็เอากันตามใจชอบเถอะ สำหรับผมทำความเข้าใจกับเรื่องราวไว้แล้ว คือเรื่องเขายายเที่ยงของนายกฯ นั้น พูดกันตามภาษาอรรถคดีด้วยช่ำชองในฐานะจำเลยตลอดกาลของผม

ขณะนี้ "คดีเขายายเที่ยง" เปรียบเหมือนนายกฯ เป็นจำเลย และคดีอยู่ในระหว่าง!

นั่นหมายความว่า เมื่อคดีอยู่ในระหว่างสืบโจทก์-สืบพยาน ท่านนายกฯ ก็ทำงานในหน้าที่ไปได้ตามปกติ การอภิปรายในสภาฯ ของ น.ต.ประสงค์ก็ดี ของสมาชิกอื่นๆ ก็ดี ก็ถือเสียว่าเป็นการให้การฝ่ายโจทก์ เป็นการซักปากคำจำเลยจากทนายโจทก์

จะตอบ-ไม่ตอบ หรือตอบอย่างไร สุดแต่ใจท่านนายกฯ เถอะ ใครจะไปบังคับท่านไม่ได้ เอาไว้ภารกิจหลักคืออำนวยการให้กระบวนการเลือกตั้ง ๒๓ ธันวา.ผ่านพ้นไปเสียก่อน

ท่านจะตอบอย่างไร จะสารภาพ-ไม่สารภาพ จะตัดหัวคั่วแห้งอย่างใดหรือไม่ ถือว่าเมื่อจบภารกิจ "ส่งไม้" แตะมือคณะที่จะมาเป็นรัฐบาลสืบต่อเพื่อประโยชน์รวมของบ้านเมืองเรียบร้อยเมื่อไหร่

วันนั้นคือวันพิพากษาในคดี "อาญาทางใจ" ของท่าน!

ผมว่าไม่สายเกินไป และทุกอย่างก็จะจบลงไปแบบ "กรรมใดใครก่อ" โดยใครก็ไม่ต้องไปสร้างเวรสร้างกรรม "ผูกพันใจ" ให้เป็นหนี้บาปต่อกันโดยเปล่าประโยชน์

นายกฯ สุรยุทธ์ท่านรู้ว่าเมื่อถึงเวลาควรทำอย่างไร? อันที่จริง "ตอนดีกัน" ก็ไม่ตรวจสอบ ครั้นมีเรื่องกินใจกันก็ขุดขึ้นมาตรวจสอบ ถามว่าตรวจสอบตอนนี้ผิดมั้ย..มันไม่ผิดหรอก แต่ละอายใน "จิตซ่อนเร้น" แทน แบบนี้จริยธรรมแค่ "ข้ออ้างบังหน้า" ส่วนเนื้อหาข้างในคือใจที่เหมือน "น้ำใส-แต่ไหลคด".


ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันที่ 11 ตุลาคม 2550