Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
ความคิดเปิดผนึก
อภิชาต สถิตนิรามัย


เมื่อธนาคาร-การไปรษณีย์ญี่ปุ่น หมดภารกิจทางประวัติศาสตร์

เมื่อ 1 ตุลาคม 2550 ที่ผ่านมา ประวัติศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศญี่ปุ่นหลังสงครามโลก ครั้งที่ 2 คงต้องจารึกเป็นวันสำคัญวันหนึ่ง เนื่องจากมันเป็นวันแรกของการเริ่มทำตามแผนปฏิรูปการไปรษณีย์ญี่ปุ่น (Japan Post) ซึ่งจะกินเวลา 10 ปี ไปรษณีย์ญี่ปุ่นไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ส่งจดหมายเหมือนบ้านเรา แต่เป็นสถาบันการเงินครบวงจรด้วย (universal bank) ซึ่งมีบริการทั้งเงินฝาก เงินกู้ เหมือนธนาคารทั่วไป ขายหน่วยลงทุน พันธบัตร รวมทั้งธุรกิจประกันภัย มันเป็นองค์กรใหญ่มาก มีสาขา 25,000 แห่ง พนักงาน 260,000 คน มีสินทรัพย์ 3 ล้านล้านดอลลาร์ และจัดการ 25% ของหลักทรัพย์ส่วนบุคคล (personal asset) ของญี่ปุ่น การแปรรูปจะทำโดยการแยกการไปรษณีย์ญี่ปุ่นออกเป็น 4 องค์กรประกอบด้วย กิจการไปรษณีย์ counter service ประกันภัย และธนาคารพาณิชย์ เมื่อแปรรูปแล้วแค่ส่วนของธนาคารก็จะกลายเป็นธนาคารที่ใหญ่ที่สุดในโลกหากวัดโดยจำนวนสินทรัพย์

สาเหตุที่ผมเห็นว่าการแปรรูปนี้เป็นหมุดประวัติศาสตร์หนึ่งของเศรษฐกิจหลังสงครามก็เพราะว่า ในอดีตนั้น การไปรษณีย์ญี่ปุ่นทำหน้าที่เป็นธนาคารแห่งการพัฒนาเศรษฐกิจและอุตสาหกรรม เนื่องจากมีสาขาในเกือบทุกมุมของญี่ปุ่น มีพนักงานที่จะเดินเคาะประตูบ้านทุกหลัง และมีรัฐเป็นเจ้าของ ซึ่งทำให้ผู้ฝากเชื่อมั่นในความมั่นคงของธนาคาร การไปรษณีย์ ญี่ปุ่นจึงทำหน้าที่ระดมเงินฝากได้อย่างมีประสิทธิผล เมื่อได้เงินฝากแล้วองค์กรนี้ก็จะปล่อยกู้ให้แก่ภาคการผลิต ซึ่งก็คือภาคอุตสาหกรรมเป็นส่วนใหญ่ แต่การตัดสินใจว่าจะปล่อยกู้ให้แก่อุตสาหกรรมใด และบริษัทใดนั้น ไม่ได้คำนึงแต่กำไร-ขาดทุนเท่านั้น พูดได้ว่าเป้าหมายหลักของการจัดสรรเงินกู้อยู่ที่การพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม

พูดอีกแบบก็คือ รัฐใช้การจัดสรรเงินกู้นี้เป็นเครื่องมือสำคัญในการชี้นำการพัฒนาเศรษฐกิจ ตัวอย่างเช่น หากรัฐเห็นว่าอุตสาหกรรมรถยนต์เป็นอุตสาหกรรมที่มีอนาคตไกลแล้ว รัฐก็จะกำหนดให้เป็นอุตสาหกรรมที่จะได้รับการส่งเสริม เครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมก็คือ การจัดสรรเงินกู้ให้แก่อุตสาหกรรมนี้ในปริมาณที่มากและในราคาที่ถูกกว่าเมื่อเทียบกับในกรณีที่ให้กลไกตลาดทำหน้าที่จัดสรรเงินกู้เอง นอกจากที่รัฐใช้การไปรษณีย์ญี่ปุ่นปล่อยเงินกู้โดยตรงแล้ว มันยังเป็นการส่งสัญญาณ/สร้างแรงจูงใจอย่างมากให้กับธนาคารเอกชนที่จะปล่อยเงินกู้ตามรัฐ เนื่องจากมันมีผลเสมือนว่ารัฐค้ำประกันเงินกู้ให้กับอุตสาหกรรม/บริษัทที่ได้รับการส่งเสริม ผลทั้งหมดก็คือเอกชนในภาคที่ได้รับการส่งเสริมจะมีการลงทุนที่สูงและเร็วกว่าเมื่อเทียบกับการทำงานโดยเสรีของกลไกตลาด เศรษฐกิจโดยรวมจึงเติบโตในอัตราที่สูงกว่าตามไปด้วย

หรือสรุปได้ว่ารัฐเป็นผู้เล่นที่สำคัญมากในการทำหน้าที่ทั้งการจัดสรรเงินออมเพื่อการลงทุน และประสานการลงทุนซึ่งนำไปสู่การพัฒนาระบบเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วภายหลังสงครามของประเทศนี้ พูดอีกอย่างก็คือ รัฐญี่ปุ่นมีบทบาทสูงมากในการเป็นผู้ชี้นำ/พัฒนาเศรษฐกิจของประเทศผ่านธนาคาร-การไปรษณีย์ ซึ่งเป็นบทบาทที่มีแนวคิดแบบเสรีนิยมใหม่ไม่เห็นด้วยอย่างแรง

หลายท่านคงเคยได้ยินวลี “East Asian Miracle” วลีนี้มีความหมาย 2 อย่าง คือ หนึ่ง อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูง ซึ่งการไปรษณีย์ญี่ปุ่นมีบทบาทมากในความหมายนี้ สอง มีการกระจายรายได้อย่างค่อนข้างเท่าเทียม ผมซึ่งไม่ใช่ผู้รู้ในเรื่องญี่ปุ่นศึกษาคาดเดาว่าระบบเขตเลือกตั้งโดยเฉพาะของสภาล่างที่ให้น้ำหนักแก่คะแนนเสียงของชนบทมากกว่าเขตเมือง พูดอีกแบบก็คือ มันไม่ใช่ระบบ one-man one-vote แต่ 1 เสียงของชนบทมีค่ามากกว่า 1 เสียงของคนเมือง หรือก็คือการที่สภาล่างมีตัวแทนของชนบทมากกว่าสัดส่วนของประชากรชนบทนั่นเอง ดังนั้นฐานเสียงในชนบทจึงสำคัญมากต่อพรรค LDP ซึ่งผูกขาดการเป็นรัฐบาลมาเกือบตลอดเวลา ทำให้รัฐบาลต้องมีนโยบายเศรษฐกิจอีกด้านหนึ่งที่นอกจากเน้นความเติบโตแล้วก็ต้องกระจายรายได้กลับไปยังชนบทด้วย และนี้คือขาหยั่งที่สองของ East Asian Miracle แบบญี่ปุ่น

หลายปีก่อนญี่ปุ่นมีการเปลี่ยนระบบเขตเลือกตั้งไปในทิศทางที่ลดน้ำหนักของคะแนนเสียงจากชนบทลง (แต่ก็ยังคงมีน้ำหนักมากกว่าเขตเมืองอยู่ดีในปัจจุบัน) รัฐบาลของนายก Koizumi แห่งพรรค LDP จึงมีแรงจูงใจที่จะเอาใจเขตเมืองมากขึ้นโดยปฏิรูปตามแนวทางเสรีนิยมใหม่ ซึ่งหมายถึงการลดระดับความช่วยเหลือ (subsidy) แก่ชนบท และปล่อยให้กลไกตลาดทำงานมากขึ้น เช่น ลดข้อจำกัดในการจ้างงานลง หนึ่งในมาตรการปฏิรูปก็คือ การแปรรูปการไปรษณีย์ แต่กฎหมายแปรรูปนี้ถูกต่อต้านโดยผู้แทนของพรรค LDP เองซึ่งมีฐานเสียงในชนบท ข้อโต้แย้งที่สำคัญคือชนบทจะได้รับบริการที่แย่ลงหลังการแปรรูป นายก Koizumi จึงตอบโต้ด้วยการยุบสภาในปี 2548 และได้รับการเลือกตั้งกลับมาใหม่อย่างท่วมท้น กฎหมายแปรรูปจึงถูกผลักดันให้ผ่านสภาผู้แทนฯ และทำให้การไปรษณีย์ไม่เป็นของรัฐอีกต่อไป ในที่สุดไม่ว่าใครจะมีความเห็นอย่างไร ชอบหรือไม่กับการปฏิรูปก็ตาม แต่การแปรรูปการไปรษณีย์นี้จะต้องถูกถือว่าเป็นหมุดหมายของการสิ้นสุดยุคหนึ่งทางเศรษฐกิจที่รัฐมีบทบาทนำของญี่ปุ่น

ผมไม่รู้ว่าผลการปฏิรูปเสรีนิยมใหม่ที่เริ่มต้นโดย นายก Koizumi ในแง่การเพิ่มผลิตภาพการผลิตผ่านกลไกตลาดได้ผลสำเร็จมากน้อยเพียงใด แต่ที่แน่นอนก็คือ ระดับความไม่เท่าเทียมทางเศรษฐกิจของสังคมญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน ในสมัยของนายก Koizumi จำนวนคนที่มีรายได้ต่ำกว่ารายได้ขั้นต่ำ หรือต่ำกว่า 23,000 บาทต่อเดือน เพิ่มขึ้นถึง 16 เปอร์เซ็นต์ หรือคิดเป็นจำนวนรวม 3.6 ล้านคน ครอบครัวที่รับเงินสวัสดิการเพิ่มขึ้น 66 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็น 1 ล้านครอบครัวในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา และอัตราการว่างงานของเยาวชนสูงถึง 8.8 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสูงกว่าอัตราว่างงานเฉลี่ยของประเทศเท่าตัว จนก่อให้เกิดมนุษย์พันธุ์ใหม่ขึ้นในญี่ปุ่น และถูกสื่อขนานนามว่า “เน็ต คาเฟ่ เรฟฟูจี” ประมาณกันว่ามีมนุษย์พันธุ์ใหม่นี้ราวๆ 5,400 คนที่อาศัยนอนอย่างน้อยครึ่งหนึ่งของ 1 สัปดาห์ตามร้านอินเทอร์เน็ตที่มีจำนวนมากมายในโตเกียว

ยุคใหม่ของเศรษฐกิจญี่ปุ่น อาจเริ่มต้นด้วยการทำลายล้างขาหยั่งหนึ่งของ East Asian Miracle แต่ผมไม่แน่ใจว่ามันจะเป็นไปตามกระบวนการที่เรียกว่า creative destruction ของนักเศรษฐศาสตร์ชื่อดังในอดีตหรือไม่


ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 8 ตุลาคม 2550



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter