Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
โลกสีเขียว
เพชร มโนปวิตร


ความหลากหลายทางชีวภาพในภาวะโลกร้อน

pmanopawitr@wcs.org


ในขณะที่หลายฝ่ายเริ่มให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและหันมาช่วยกันคนละไม้คนละมือเพื่อแก้ปัญหาภาวะโลกร้อน แต่ต้องไม่ลืมว่าวิกฤติการณ์โลกร้อนนั้นได้เริ่มขึ้นแล้ว ถึงแม้ว่าในอนาคตข้างหน้าชาวโลกจะสามารถร่วมใจกันเปลี่ยนวิกฤติการณ์ครั้งนี้ให้กลายเป็นโอกาสในการกลับมาฟื้นฟูจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อปกป้องโลกได้สำเร็จ แต่เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่าอีก 30-50 ปีจากนี้ เราคงยังต้องอยู่ในยุคแห่งการรับผลพวงจากสิ่งที่คนรุ่นก่อนและคนรุ่นเราได้ก่อเอาไว้

ตลอดช่วงศตวรรษที่ 21 การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอันมีต้นเหตุจากมนุษย์อาจเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพของโลกครั้งใหญ่หลวง แล้วความหลากหลายทางชีวภาพสำคัญอย่างไร

ความหลากหลายทางชีวภาพเป็นตัวขับเคลื่อนกระบวนการทางนิเวศวิทยาอันเป็นหลักประกันในการดำรงอยู่ของโลกแห่งสิ่งมีชีวิตและช่วยค้ำจุนการพัฒนาของมนุษยชาติ ระบบนิเวศที่สมบูรณ์ยังเป็นหลักประกันถึงคุณภาพชีวิตที่ดี ไม่ว่าจะเป็นอากาศที่เราหายใจ น้ำที่เราดื่ม แผ่นดินอุดมให้เราได้เก็บเกี่ยวผลิตผลหล่อเลี้ยงผู้คน แต่สภาพดินฟ้าอากาศที่เปลี่ยนไปกำลังจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และอาจนำไปสู่การสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตจำนวนมาก ซึ่งในท้ายที่สุดย่อมส่งผลถึงกระบวนการทางนิเวศวิทยาโดยรวมทั้งหมด พูดให้ง่ายเข้าก็คืออนาคตของมวลมนุษย์นั่นเอง

ผลกระทบที่เด่นชัดที่สุดจากภาวะโลกร้อนคือการที่อุณหภูมิโดยเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นและการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล ทั้งสองเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดรูปแบบการแพร่กระจายของพืชและสัตว์ในธรรมชาติ อุณหภูมิโดยเฉลี่ยที่คาดว่าจะสูงขึ้น 2-4 องศาเซลเซียสในอีก 100 ปีข้างหน้า และการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการตกของฝน เช่นตกถี่ขึ้น แต่เว้นช่วงนานขึ้น ที่ที่เคยตกมากกลับตกน้อย ที่ที่ตกน้อยกลับเจอน้ำท่วม สภาพรูปแบบของดินฟ้าอากาศที่เปลี่ยนแปลงมีผลกระทบหลายด้านต่อชนิดพันธุ์และระบบนิเวศทั้งทางตรงและทางอ้อม อาทิ

ขอบเขตการแพร่กระจายที่ลดลง สัตว์และพืชหลายชนิดมีเขตการกระจายที่จำกัดอย่างยิ่งในเชิงสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิเฉลี่ยแม้เพียง 1 องศาเซลเซียสอาจมีผลกระทบโดยตรงต่อพืชและสัตว์เหล่านี้ ตัวอย่างเช่นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม สัตว์สะเทินน้ำสะเทินบก และพืชหลายกลุ่มในออสเตรเลียพบกระจายอยู่เฉพาะในพื้นที่เล็กๆ ที่มีช่วงอุณหภูมิแคบๆ สัตว์และพืชในกลุ่มนี้อาจสูญพันธุ์ไปทั้งหมดหากอุณหภูมิเฉลี่ยเพิ่มสูงขึ้นแม้เพียง 0.5 องศา หรือไม้ยูคาลิปตัสกว่า 25% ในออสเตรเลียก็เจริญงอกงามอยู่ในพื้นที่ที่มีอุณหภูมิโดยเฉลี่ยต่างกันไม่ถึง 1 องศาเท่านั้น

การเปลี่ยนแปลงช่วงเวลาในวงจรชีวิต มีปรากฏการณ์หลายอย่างที่ชี้ให้เห็นว่าสัตว์หลายชนิดเข้าสู่ฤดูการผสมพันธุ์เร็วขึ้น หรืออพยพเร็วขึ้นอันเนื่องมาจากภาวะโลกร้อนเช่น ในปัจจุบันนกนางแอ่นบินอพยพเข้าสู่ประเทศอังกฤษเร็วขึ้นหนึ่งสัปดาห์เมื่อเทียบข้อมูลกับเมื่อ 30 ปีที่แล้ว ในขณะที่นก Chiffchaff และนก Blackcap อพยพกลับไปยังดินแดนแถบเมดิเตอร์เรเนียนช้าลง พืชพันธุ์หลายชนิดออกดอกออกผลเร็วขึ้นตามสภาพอากาศในช่วงฤดูใบไม้ผลิที่อบอุ่นเร็วกว่าปกติ การเปลี่ยนแปลงช่วงเวลาเหล่านี้ย่อมมีผลต่อความอยู่รอดเพราะชนิดพันธุ์เหล่านี้ต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนไป ในส่วนของบ้านเราล่าสุด ดร.พิไล พูลสวัสดิ์ แห่งโครงการศึกษาวิจัยนิเวศวิทยาของนกเงือกเปิดเผยให้ฟังว่าข้อมูลล่าสุดชี้ให้เห็นว่านกเงือกที่เขาใหญ่ใช้เวลานานขึ้นในการเลี้ยงดูลูกในรัง ซึ่งอาจเป็นเพราะปริมาณและคุณภาพของพืชอาหาร สภาพภูมิอากาศ หรือปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ ซึ่งต้องเร่งศึกษากันต่อไป

การเปลี่ยนแปลงทางด้านพลวัตประชากร (population dynamic) และอัตราการอยู่รอด อุณหภูมิและความชื้นในบรรยากาศมีผลกระทบโดยตรงต่อการปรับตัวทางด้านสรีระของสิ่งมีชีวิต สัตว์เฉพาะถิ่นหลายชนิดที่อยู่อาศัยเฉพาะในที่สูงเช่นสัตว์ที่มีถุงหน้าท้องอย่างเจ้าตัว Ringtail Possums ในป่าฝนของออสเตรเลีย มีความต้านทานต่ออุณหภูมิค่อนข้างจำกัด มีการศึกษาว่าอุณหภูมิในร่างกายของเจ้าพอสซัมชนิดนี้จะพุ่งสูงชนิดควบคุมไม่ได้เรียกง่ายๆว่า “เดือดพล่าน” หากอุณหภูมิภายนอกสูงเกินระดับ 30 องศา หากเกิดคลื่นความร้อนผ่านในบริเวณดังกล่าวเป็นเวลาหลายวันอาจทำให้พอสซัมเฉพาะถิ่นชนิดนี้เสียชีวิตเป็นจำนวนมากตลอดเขตการแพร่กระจายพันธุ์ หรืออีกตัวอย่างที่ค่อนข้างชัดเจนคือปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาว (Coral bleaching) โดยปกติปะการังจะเจริญงอกงามในพื้นที่เขตร้อนซึ่งมีอุณหภูมิค่อนข้างคงที่และมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโดยเฉลี่ยไม่เกิน 4 องศา แม้ว่าอุณหภูมิเฉลี่ยของสภาพแวดล้อมที่ปะการังเจริญเติบโตได้จะแตกต่างกันไปตามภูมิภาค (ตั้งแต่ 16-36 องศา) แต่หากอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้นเกินจากระดับสูงสุดในช่วงแคบๆ นั้นเพียง 1-2 องศาเป็นเวลาสองสามอาทิตย์ ก็อาจเพียงพอแล้วที่จะทำให้เกิดปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวเป็นบริเวณกว้าง ในปีค.ศ. 1997-98 ที่เกิดปรากฏการณ์เอลนิญโญ่ซึ่งทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลสูงผิดปกติเป็นเวลานานได้ทำให้เกิดปรากฏการณ์ฟอกขาวอย่างรุนแรงไปทั่วโลก โดยเฉพาะในบริเวณมหาสมุทรอินเดียตอนกลางที่ทำให้แนวปะการังตายจากการฟอกขาวถึงร้อยละ 90 กินพื้นที่หลายพันตารางกิโลเมตร หรือนับล้านไร่

การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งของถิ่นที่อยู่อาศัยที่มีความเหมาะสม พืชพันธุ์จำนวนมากมีการเปลี่ยนแปลงขอบเขตการแพร่กระจายไม่ว่าจะขยับขึ้นเหนือ หรือลงใต้ แล้วแต่ภูมิภาคของโลก หรือขยับขึ้นตามระดับความสูงตามสภาพอากาศที่เปลี่ยนไป ขอบเขตการแพร่กระจายของสัตว์ย่อมต้องเปลี่ยนแปลงไปตามถิ่นที่อยู่อาศัยที่มีความเหมาะสมเพื่อความอยู่รอด ตัวอย่างเช่น นักวิทยาศาสตร์พบว่าสองในสามของชนิดพันธุ์ผีเสื้อทั้งหมดที่พบในยุโรปกำลังมีแพร่กระจายขึ้นเหนือและค่อยๆ สูญพันธุ์ไปจากแหล่งอาศัยตามธรรมชาติในตอนใต้ การเปลี่ยนแปลงตำแหน่งถิ่นที่อยู่อาศัยที่เหมาะสมยังจะส่งผลกระทบอย่างมากต่อพื้นที่อนุรักษ์ในปัจจุบัน จะเป็นอย่างไรถ้าอีก 50 ปีหรือ 100 ปีข้างหน้าเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ต่อสภาพอากาศในผืนป่าอนุรักษ์ที่อาจนำไปสู่การสูญพันธุ์ของพืชและสัตว์หลายชนิด จะเป็นอย่างไรหากสภาพที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของป่าเขาใหญ่ ดอยอินทนนท์เกิดการเปลี่ยนแปลง ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาเป็นพิเศษโดยเฉพาะพื้นที่อนุรักษ์ที่มีลักษณะเป็นเกาะหรือไม่มีแนวเชื่อมต่อทางชีวภาพ (biological corridor) กับผืนป่าอื่นๆ

การเพิ่มความเสี่ยงในการสูญพันธุ์ของชนิดพันธุ์ที่ตกอยู่ในภาวะเสี่ยง (Vulnerable) อยู่แล้ว ชนิดพันธุ์ที่มีความต้องการถิ่นที่อยู่อาศัยเฉพาะเช่นนกกินปลีหางยาวเขียวบนยอดดอยอินทนนท์ หรือมีความสามารถในการแพร่กระจายจำกัดเช่นต้นจำปีเพชร ซึ่งพบที่เดียวในประเทศไทยที่ป่าแก่งกระจาน หรือมีประชากรขนาดเล็กหรือมีความหลากหลายทางพันธุกรรมค่อนข้างต่ำเช่นประชากรนกแต้วแล้วท้องดำกลุ่มสุดท้ายในประเทศไทยที่ป่าเขานอจู้จี้ จ.กระบี่ เหล่านี้คือลักษณะของชนิดพันธุ์ที่มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์เป็นทุนเดิมอยู่แล้วซึ่งทำให้มีความเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ยิ่งขึ้นไปอีกในสภาวะภูมิอากาศที่กำลังเปลี่ยนแปลงเพราะไม่อาจปรับตัวได้ง่าย ต่างกับกลุ่มที่มีขอบเขตการกระจายกว้างขวางและสามารถแพร่กระจายได้ในระยะไกล หรือมีประชากรขนาดใหญ่และมีความหลากหลายทางพันธุกรรมมากซึ่งจะมีความเสี่ยงน้อยกว่า

การเพิ่มโอกาสในการขยายพันธุ์ของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น วัชพืชและชนิดพันธุ์ต่างถิ่นหลายชนิดมีคุณสมบัติที่ได้ประโยชน์จากการที่สภาวะอากาศเปลี่ยนแปลงเช่น มีความสามารถในการแพร่กระจายได้ง่าย ขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว และมีความต้านทานต่อการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศสูง ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นยังอาจหมายรวมถึงสัตว์พาหะในการนำโรคบางชนิดที่จะพากันขยายพันธุ์ได้อย่างรวดเร็วตามสภาวะอากาศที่อบอุ่นขึ้น สัตว์พาหะเช่นยุงอาจแพร่กระจายได้กว้างขวางมากขึ้น ทำให้โรคระบาดเดิมรวมไปถึงโรคระบาดที่อาจอุบัติขึ้นใหม่ กลายเป็นมหันตภัยคุกคามความอยู่รอดของมนุษย์ ในขณะที่ชนิดพันธุ์ท้องถิ่นหลายชนิดที่ปรับตัวได้ไม่เก่งย่อมตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบและอาจถูกแทนที่โดยชนิดพันธุ์ต่างถิ่นได้ง่ายดายขึ้น

การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรและองค์ประกอบของระบบนิเวศ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโดยเฉพาะอุณหภูมิและปริมาณน้ำฝนล้วนมีผลกระทบโดยตรงต่อการแพร่กระจาย วงจรชีวิต สรีระวิทยา และถิ่นที่อยู่อาศัย รวมไปถึงอัตราการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดในระบบนิเวศ คือเมื่ออากาศเปลี่ยนแปลง สัตว์และพืชแต่ละชนิดต่างก็ต้องปรับตัวเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตเพื่อความอยู่รอด ซึ่งการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวย่อมส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ตามมาในทางนิเวศวิทยา ไล่ตั้งแต่ปฏิสัมพันธ์ระหว่างชนิดพันธุ์ (species interaction) เช่นการแข่งขัน การผสมเกสร และการล่า เมื่อสัตว์ที่เป็นเหยื่อ หรือดอกไม้ที่เป็นแหล่งน้ำหวาน เปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิต สัตว์ที่เป็นนักล่าหรือแมลงที่ตามกินน้ำหวานและช่วยผสมเกสรก็ต้องปรับตัวตาม ถ้าปรับไม่ทันสัตว์ผู้ล่าก็อาจอดตาย ส่วนดอกไม้ก็ไม่มีตัวช่วยผสมเกสรขยายเผ่าพันธุ์ เหล่านี้เองที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงในเชิงโครงสร้างและองค์ประกอบของระบบนิเวศโดยรวม สิ่งต่างๆ ที่เคยเป็นผลประโยชน์ที่มนุษย์ได้รับจากกระบวนการทางนิเวศวิทยา หรือที่เรียกกันว่า Ecological System Service ไม่ว่าจะเป็น น้ำสะอาด อากาศบริสุทธิ์ สัตว์ที่ช่วยผสมเกสรให้พืชผล หรือพันธุ์พืชสมุนไพรที่เป็นยารักษาโรคต่างๆ อาจเปลี่ยนแปลงไปอย่างที่เราไม่อาจคาดคิด

การเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศชายฝั่งและพื้นที่ธรรมชาติบริเวณปากแม่น้ำอันเนื่องมาจากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น ป่าชายเลน พื้นที่ชายฝั่ง และแหล่งหญ้าทะเลจะเป็นระบบนิเวศที่ได้รับผลกระทบในหลายทาง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอัตราการกัดเซาะชายฝั่ง ขบวนการตกตะกอน และระดับความลึกของสัณฐานชายฝั่ง ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาประเทศไทยเราสูญเสียพื้นที่ชายฝั่งไปแล้วกว่า 100,000 ไร่ซึ่งภาวะโลกร้อนและระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นต่างก็เป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่ง สำหรับแหล่งหญ้าทะเลซึ่งเป็นแหล่งหากิน แหล่งวางไข่และแหล่งอนุบาลตัวอ่อนของสัตว์น้ำที่มีความสำคัญไม่แพ้ปะการังและป่าชายเลน และมีพื้นที่ตามชายฝั่งทะเลของไทยเหลือรวมกันเพียง 65,000 ไร่ก็อาจได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภาวะตะกอนอันเนื่องมาจากการกัดเซาะชายฝั่งเช่นกัน

นอกจากผลกระทบที่กล่าวมาแล้ว การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอันเกี่ยวเนื่องกับระดับความเข้มข้นของคาร์บอนไดอ๊อกไซด์ในชั้นบรรยากาศที่เพิ่มสูงขึ้นยังจะส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงที่เกี่ยวเนื่องกับการเจริญเติบโตของพืช และองค์ประกอบของสารอาหารในพืช เช่นพืชจะผลิตไนโตรเจนน้อยลง ทำให้สัตว์กินพืชได้รับอาหารที่มีคุณภาพต่ำลง และส่งผลต่อไปถึงการหมุนเวียนสารอาหารในระบบนิเวศ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังถูกคาดหมายว่าจะมีผลกระทบทางอ้อมที่สำคัญหลายอย่างต่อโครงสร้างของระบบนิเวศเช่นการมีส่วนทำให้เกิดไฟป่าบ่อยขึ้น รุนแรงขึ้น อันเนื่องมาจากภาวะแห้งแล้งยาวนาน เกิดการเปลี่ยนแปลงพื้นที่เป็นทะเลทรายอย่างกว้างขวาง หรือการทำให้สัตว์พาหะและชนิดพันธุ์ต่างถิ่นระบาดหนักในพื้นที่ใหม่ๆ

หลักฐานเกี่ยวกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ปรากฏถี่ขึ้นเรื่อยๆ เมื่อนักวิทยาศาสตร์เริ่มทำการเจาะลึกลงไปในรายละเอียดและสืบเสาะหาความเชื่อมโยงกับรูปแบบสภาวะอากาศที่เปลี่ยนไป การค้นพบหลายอย่างทำให้ภัยจากภาวะโลกร้อนน่าสะพรึงกลัวขึ้นเป็นทบทวีคูณ เพราะหากความหลากหลายทางชีวภาพอันเป็นฐานรากของทุกชีวิตในโลกมนุษย์ได้รับการกระทบกระเทือน มนุษย์อันเป็นเศษเสี้ยวของระบบนิเวศย่อมมิอาจหลีกเลี่ยงภัยพิบัตินี้ไปได้

ครับ นอกจากเหนือจากการสร้างจิตสำนึกร่วมให้คนส่วนใหญ่เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตให้มิตรกับสิ่งแวดล้อมเพื่อต่อสู้กับภาวะโลกร้อนแล้ว ในระดับชาติเราคงต้องเตรียมตัวมากกว่านั้น

นักวิชาการจากสหสาขาวิทยาการต้องร่วมมือกันพัฒนาแผนยุทธศาสตร์การอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพภายใต้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้เกิดขึ้น

เราต้องสร้างความร่วมมือให้เกิดระบบการติดตามความเปลี่ยนแปลงการแพร่กระจายของพืชและสัตว์ที่ได้มาตรฐานเพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชนิดพันธุ์นั้นๆ จากหนักให้เป็นเบา นักนิเวศวิทยาต้องช่วยกันกำหนดพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังอาทิพื้นที่ธรรมชาติที่มีความเสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนเป็นพิเศษเช่นยอดเขาสูง หรือพื้นที่ชายฝั่ง

ความรู้ความเข้าใจใหม่ๆ เกี่ยวกับผลกระทบของโลกร้อนต่อความหลากหลายทางชีวภาพต้องได้รับการสื่อสารและแลกเปลี่ยนในหมู่นักวิจัย ผู้บริหารจัดการพื้นที่อนุรักษ์ และผู้กำหนดนโยบายอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อให้เราสามารถกำหนดแนวทางในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ทันการณ์... ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter