Weblogs
@ storythai diary @ 9korn @ Shoes @ idiarist @ WP4 @ Storist @ ywv
aStore Shopping
@ Running @ Nike @ Asics @ MBT @ Adidas @ DC @ Keen @ iPhone 3g
home about openbooks openhouse october opendragon
ล่องโลกาภิวัตน์
สฤณี อาชวานันทกุล


เกษตรยั่งยืน : จากเกษตรอินทรีย์ สู่อุตสาหกรรมอาหารปลอดสารพิษ

ปัจจุบัน ผลิตภัณฑ์อาหารที่แปะป้ายว่า “ทำจากกระบวนการธรรมชาติ 100%” หรือ “เกษตรอินทรีย์” หรือ “ปลอดสารพิษ” กำลังเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะผู้บริโภคทั่วโลกโดยเฉพาะชนชั้นกลางผู้มีการศึกษาและได้รับประโยชน์สูงสุดจากกระแสโลกาภิวัตน์กำลังมีความตื่นตัวเรื่องสุขภาพกันอย่างสูง เพราะสามารถหาข่าวสารข้อมูลด้านนี้อย่างสะดวกสบายจากอินเทอร์เน็ต ซึ่งข้อมูลส่วนใหญ่ก็ชี้ให้เห็นแล้วว่า ที่ผ่านมา กรรมวิธีเพาะปลูกแบบ “พืชเชิงเดี่ยว” ในอุตสาหกรรมอาหารที่เน้นการใช้สารเคมีเพิ่มผลผลิตนั้น กำลังส่งผลเสียสะสมนานัปการต่อสุขภาพของทั้งผู้ปลูกและผู้บริโภค ยังไม่นับ “ประเด็นร้อน” เกี่ยวกับอันตรายของพืชดัดแปลงพันธุกรรม (พืชจีเอ็มโอ ซึ่งย่อมาจาก genetically modified organisms) ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์ สัตว์และพืช ตลอดจนระบบนิเวศโดยรวมในทางที่เราคาดการณ์ไม่ได้เมื่อพืชนั้นหลุดออกไปแพร่พันธุ์นอกแปลงทดลอง ปนเปื้อนและผสมพันธุ์กับพืชชนิดอื่นที่ขึ้นตามธรรมชาติ จนเราไม่สามารถแยกแยะข้าวในจานได้อีกต่อไปว่าข้าวเมล็ดใดบ้างเป็นข้าวจีเอ็มโอ

ยังไม่นับปัญหาด้านลิขสิทธิ์ซึ่งเกิดจากการที่หลายประเทศอนุญาตให้บริษัทผู้ทำการทดลองจีเอ็มโอสามารถจดสิทธิบัตรเกี่ยวกับกระบวนการต่างๆ ตามธรรมชาติที่ค้นพบในการทดลองได้ ทั้งๆ ที่เป็นเรื่อง “ธรรมชาติ” ที่ไม่ควรมีใครมีสิทธิแอบอ้างว่าเป็น “เจ้าของ” เช่น ในเดือนกรกฎาคม ปี 2549 สำนักงานสิทธิบัตรและ เครื่องหมายค้าของสหรัฐอเมริกา ได้อนุมัติสิทธิบัตรให้แก่ เดนนิส กอนซาลเวส (Dennis Gonsalves) นักวิจัยชาวอเมริกัน ในฐานะ นักประดิษฐ์ และ Cornell Research Foundation, Inc. ซึ่งเป็นหน่วยงานของ มหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ ในฐานะเจ้าของสิทธิบัตร โดยข้อมูลจากเว็บไซต์ของเครือข่ายสิทธิภูมิปัญญาไทย (BIOTHAI) ระบุว่า :

“... สิทธิบัตรดังกล่าวครอบคลุมการแยกและจำแนกยีนจากโปรตีนหุ้มไวรัสใบด่างจุดวงแหวนมะละกอ (coat protein of papaya ringspot virus) สายพันธุ์ในประเทศไทย การใช้ไวรัสดังกล่าวเพื่อสร้างการต้านทานโรคไวรัสในมะละกอ สิทธิบัตรนี้ยังให้สิทธิผูกขาดแก่เจ้าของสิทธิบัตรเมื่อมีการนำไวรัสนี้ไปใช้ในการพัฒนาพันธุ์พืชอื่นๆ ทั้งหมด รวมข้อถือสิทธิ์ (claims) ทั้งหมด 51 รายการ ซึ่งจะส่งผลให้มะละกอดัดแปลงพันธุกรรมที่กระทรวงเกษตร (ของไทย) ทำวิจัยทั้งหมดในประเทศไทย กลายเป็นกรรมสิทธิ์ของนายเดนนิส กอนซาลเวส และมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์ กรรมสิทธิ์นี้ยังครอบคลุมไปถึงพันธุ์พืชตระกูลแตง มะเขือเทศ และพืชอื่นๆ ทั้งหมดที่นำเอายีนจากไวรัสใบด่างจุดวงแหวนสายพันธุ์ไทยไปใช้ประโยชน์ด้วย เกษตรกรและแม้กระทั่งธุรกิจที่เกี่ยวข้องก็ได้รับผลกระทบด้วย เพราะอาจถูกเรียกเก็บค่าสิทธิบัตรสูงถึง 35% ของยอดขายจากผลิตภัณฑ์ หากพบว่าเกี่ยวข้องกับสิทธิบัตรที่เขาจดเอาไว้ การที่รัฐบาลสหรัฐอนุญาตให้มีการจดสิทธิบัตรดังกล่าวถือว่าเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคงทางอาหาร ละเมิดอธิปไตยของประเทศไทย และเป็นการละเมิดอนุสัญญาระหว่างประเทศที่ระบุให้ทรัพยากรชีวภาพภายใต้ดินแดนของประเทศใดต้องอยู่ภายใต้สิทธิอธิปไตยของประเทศนั้น”

ข้อเท็จจริงที่ว่าผลเสียของพืชจีเอ็มโอต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าจะมองเห็นและยืนยันได้ว่าเกิดจากจีเอ็มโอจริง แม้ว่าจะมีข้อดีต่างๆ ชัดเจน เช่น ช่วยให้พืชทนทานต่อโรคและแมลงบางจำพวก ฯลฯ ทำให้ปัจจุบันแวดวงวิทยาศาสตร์ยังไม่มีข้อสรุปว่า ตกลงพืชจีเอ็มโอนั้นมีคุณมากกว่าโทษหรือไม่

แต่ที่แน่ๆ คือ จีเอ็มโอมีส่วนช่วยบ่อนทำลาย “ความหลากหลายทางชีวภาพ” (biodiversity) ในระบบนิเวศ ซึ่งเป็นหนึ่งในกุญแจที่สำคัญที่สุดในแนวคิดการเกษตรแบบยั่งยืน (sustainable agriculture) ซึ่งหมายถึงวิถีการเกษตรที่ไม่ทำลายสมดุลธรรมชาติ ไม่ส่งผลเสียในระยะยาวต่อสังคมมนุษย์หรือสิ่งแวดล้อม

เพราะความซับซ้อนของระบบนิเวศที่เชื่อมโยงสรรพสิ่งทั้งมวลในธรรมชาติเข้าด้วยกันด้วยเหตุปัจจัยนับไม่ถ้วนที่ล้วนมองด้วยตาเปล่าไม่เห็น เป็นสิ่งที่มนุษย์ไม่มีวันเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ ยิ่งมนุษย์พยายาม “ฝืนธรรมชาติ” เท่าไร หายนะก็ยิ่งคืบคลานเข้ามาเร็วขึ้นเท่านั้น

ตอนนี้เราก็เริ่มมองเห็นเค้าลางของหายนะนั้นแล้วในปัญหาใหญ่ระดับโลกสองประการที่เกษตรกรทั่วโลกกำลังประสบ นั่นคือ ปัญหาการขาดแคลนน้ำ ที่มีสาเหตุหลักมาจากการสูบน้ำมาใช้เกินขนาด และปัญหาโลกร้อนที่ส่งผลให้ผลผลิตพืชผลตกต่ำลงทั่วโลก ซึ่งนับเป็นข่าวร้าย โดยเฉพาะเมื่อคำนึงว่าปัจจุบันโลกเรามีประชากรกว่า 6.5 พันล้านคนแล้ว ส่งแรงกดดันต่อระบบการเกษตรจนผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากออกมาเตือนว่า ในช่วงเวลา 50 ปีข้างหน้า ระบบการเกษตรทั้งโลกต้องผลิตอาหารให้ได้ในปริมาณมากกว่าที่เคยผลิตมาตลอด 10,000 ปีที่ผ่านมารวมกัน เพื่อเลี้ยงคนจำนวนนี้และสมาชิกใหม่ที่ยังไม่เกิด

ในสถานการณ์เช่นนี้ การเกษตรแบบไม่ใช้สารเคมี หวนกลับไปพึ่งหรือเลียนแบบวิถีแห่งธรรมชาติให้ได้มากที่สุด หรือที่เรียกกันว่า “เกษตรอินทรีย์” อาจเป็นทางออกเดียวของมนุษยชาติและของโลก

แต่ถ้าเราถามให้ลึกลงไปอีกชั้นหนึ่งว่า อาหารปลอดสารพิษหรือผลิตภัณฑ์จากเกษตรอินทรีย์นั้น “ดีกว่า” อุตสาหกรรมเกษตรเชิงเดี่ยว ซึ่งเป็น “เกษตรกระแสหลัก” ในโลกปัจจุบัน “อย่างไร” และ “เพียงใด” เราจะพบว่าคำตอบนั้นซับซ้อนกว่าที่คิด โดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้วอย่างสหรัฐอเมริกา ซึ่งตลาดอาหารปลอดสารพิษมีมูลค่ากว่า 12,800 ล้านเหรียญสหรัฐ และมีราคาเฉลี่ยสูงกว่าอาหารปกติถึงร้อยละ 28 (เพราะผู้บริโภคยินดีจ่ายเงินแพงกว่าปกติแลกกับความเสี่ยงต่อสุขภาพที่ลดลง) ตัวเลขเหล่านี้ทำให้อาหารปลอดสารพิษเป็นตลาดโตเร็วที่เติบโตไม่ต่ำกว่าร้อยละ 20 ต่อปี มีผู้เล่นจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ รวมทั้งบริษัทผู้ผลิตอาหารยักษ์ใหญ่หลายรายที่เคยชินกับเกษตรกระแสหลัก ทำให้กิจการเกษตรอินทรีย์ในหลายพื้นที่ไม่ใช่อุตสาหกรรมในครัวเรือนแบบ “พอเพียง” อีกต่อไป หากกลายเป็น “อุตสาหกรรมอาหารปลอดสารพิษ” ที่ถลุงทรัพยากรธรรมชาติไม่แพ้อุตสาหกรรมอาหารกระแสหลัก โดยเฉพาะในเมื่อผู้ซื้อส่วนใหญ่ที่ต้องการบริโภคอาหารปลอดสารพิษอาศัยอยู่ไกลจากแหล่งผลิตนับหลายพันกิโลเมตร จนทำให้สิ้นเปลืองพลังงานที่ต้องใช้ในการขนส่งอาหาร (โดยเฉพาะน้ำมันรถบรรทุก และเครื่องบิน) เป็นปริมาณหลายเท่าของพลังงานที่ประหยัดได้ในขั้นตอนการผลิต

สำหรับข้อดีและข้อพึงระวังของอาหารปลอดสารพิษ ผู้เขียนจะขอแปลและเรียบเรียงบางตอนจากหนังสือเรื่อง “The Omnivore”s Dilemma” (ปัญหาเขาควายของคนกินไม่เลือก) โดย ไมเคิล พอลลัน (Michael Pollan) ดังต่อไปนี้ :

พืชผักที่ปลูกโดยกรรมวิธีธรรมชาติ นอกเหนือจากข้อเท็จจริงที่ว่ามันปลอดยาฆ่าแมลงและสารเคมีที่อาจเป็นพิษต่อร่างกาย ได้รับการยืนยันจากงานวิจัยของ University of California-Davis (2003) ว่า น่าจะมีประโยชน์ต่อร่างกายมนุษย์มากกว่าพืชผักที่ปลูกตามวิถีเกษตรกระแสหลัก เพราะมีวิตามินและ สารประเภทโพลีฟีนอล (polyphenol) สูงกว่า โพลีฟีนอลคือสารที่ช่วยกระบวนการสันดาป (metabolism) ในร่างกายที่เพิ่งถูกค้นพบเมื่อไม่นานมานี้ว่า มีบทบาทสำคัญในสุขอนามัยและโภชนาการของมนุษย์ โพลีฟีนอลบางตัว เป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (antioxidant) ที่ทรงพลัง บางตัวช่วยต่อสู้หรือต่อต้านโรคมะเร็ง และบางตัวก็ช่วยกำจัดเชื้อโรคในร่างกาย

การค้นพบสารประเภทโพลีฟีนอลในผัก ช่วยให้เรามีความรู้และความเข้าใจในกระบวนการเคมีและชีววิทยาของอาหารอย่างลึกซึ้งกว่าเดิม ในอดีตที่ผ่านมาความเข้าใจขั้นพื้นฐานของเรา ในด้านนี้เพิ่งเริ่มขึ้นเมื่อต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19 เมื่อนักเคมีค้นพบสารโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมันเป็นครั้งแรก ตอนนั้นนักเคมีจำนวนมากเชื่อมั่นว่า พวกเขาได้คลี่คลายปริศนาของโภชนาการมนุษย์แล้วโดยสมบูรณ์ แต่หลายคนก็ยังข้องใจว่า หากมนุษย์ต้องการแต่สารอาหารเหล่านี้จริง เหตุใดคนบางคน เช่น กะลาสีเรือที่อยู่กลางทะเลนานๆ จึงเจ็บไข้ได้ป่วยทั้งๆ ที่ได้รับสารอาหารเหล่านี้ครบถ้วน ปริศนาข้อนี้ถูกไขเมื่อนักวิทยาศาสตร์ค้นพบวิตามิน กุญแจสำคัญดอกที่สองของโภชนาการ และเมื่อกุญแจดอกที่สาม คือโพลีฟีนอลในผักถูกค้นพบเมื่อ ไม่นานมานี้ เราก็กำลังเรียนรู้ว่าผักปลอดสารพิษนั้นมีประโยชน์ต่อร่างกายมากกว่าผักที่ปลูกในอุตสาหกรรมอาหารอย่างไรบ้าง (โพลีฟีนอลอาจเป็นคำอธิบายด้วยว่า เหตุใดอาหารแปรรูป (processed food) ที่ใส่วิตามินเสริม จึงยังไม่ “ดี” ต่อร่างกายเท่ากับอาหารสด)

ในงานวิจัยของ University of California-Davis ฉบับเดียวกันนี้ นักวิจัยยังได้ตั้งข้อสันนิษฐานสองข้อที่อาจอธิบายได้ว่า เหตุใดพืชผักที่ขึ้นตามธรรมชาติหรือปลูกโดยกรรมวิธีธรรมชาติจึงมีสารประเภทโพลีฟีนอลมากกว่าผักที่ปลูกโดยใช้สารเคมี สันนิษฐานข้อแรกคือ พืชที่ขึ้นตามธรรมชาติสร้างโพลีฟีนอลขึ้นมาต่อสู้กับแมลงและเชื้อโรคต่างๆ ยิ่งพืชต้องต่อสู้กับแมลงและเชื้อโรคมากเท่าไร ก็จะยิ่งผลิตโพลีฟีนอลออกมามากเท่านั้น ดังนั้นพืชที่ถูกมนุษย์ “ประคบประหงม” ด้วยการฉีดยาฆ่าแมลงให้ ก็จะผลิตโพลีฟีนอลน้อยลงเพราะมีมนุษย์มาช่วยแบ่งเบาภาระ สันนิษฐานข้อที่สองคือ ดินที่ใช้ปลูกพืชในอุตสาหกรรมเกษตรกระแสหลักมีความหลากหลายทางชีวภาพต่ำกว่า (เพราะถูกปุ๋ยเคมีบ่อนทำลาย ฯลฯ) จึงไม่สามารถให้ “วัตถุดิบ” ที่พืชจำเป็นต้องใช้ในการสังเคราะห์สารโพลีฟีนอลอย่างเพียงพอ ปุ๋ยเคมีอาจให้ธาตุไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซียม (N-P-K) ที่พอเพียงสำหรับการเจริญเติบโตของพืช แต่ไม่ได้ให้สารอื่นๆ ที่พืชต้องใช้ในการผลิตสารโพลีฟีนอล (คงไม่ต่างจากมนุษย์ที่อาจตัวใหญ่แต่ใจแคบ หรือประเทศที่เศรษฐกิจโตเร็วแต่ป่าไม้หายหมด และอากาศเต็มไปด้วยฝุ่นควัน) นอกจากนี้ความรู้เรื่องโพลีฟีนอลของเราก็ยัง “หยาบ” เกินกว่าที่จะบอกได้ว่า สารโพลีฟีนอลแต่ละตัวมีคุณสมบัติอะไรบ้าง และมีองค์ประกอบอะไรบ้าง

แม้ว่าอาหารปลอดสารพิษน่าจะ “ดี” ต่อร่างกายของเรามากกว่าอาหารที่เป็นผลิตผลของเกษตรกระแสหลัก ก็ไม่ได้หมายความว่าจะ “ดี” กว่าเกษตรกระแสหลักมากมายในมิติอื่น นอกเหนือจากเรื่องสุขภาพ ยกตัวอย่าง เช่น ไก่หลายยี่ห้อที่โฆษณาว่าถูกเลี้ยงด้วยกรรมวิธีธรรมชาติ (free range) ในอเมริกา ถูกเลี้ยงอย่างแออัดในพื้นที่แคบๆ ที่กว้างกว่าไก่ ซี.พี. เพียงไม่กี่ตารางเซนติเมตรต่อตัว และไก่เหล่านี้ก็ถูกปล่อยให้ออกไป “วิ่งเล่น” ในสนามหญ้าเขียวขจีนอกโรงเรือนเพียง 2 สัปดาห์ก่อนจะถูกฆ่า (เพราะคนเลี้ยงกลัวว่าไก่จะติดเชื้อโรคจากโลกภายนอก)

ถึงแม้ว่าการเพาะปลูกแบบเกษตรอินทรีย์จะช่วยประหยัดพลังงานได้กว่าหนึ่งในสาม เมื่อเทียบกับเกษตรกระแสหลัก พลังงานที่ประหยัดได้นั้น ก็อาจหมดไปกับพลังงาน (โดยเฉพาะน้ำมันดีเซล) ที่ใช้ในการขนส่งปุ๋ยหมักจากผู้ผลิตมายังไร่นา ถ้าเกษตรกรไม่ได้ทำปุ๋ยหมักเองในบริเวณใกล้เคียง และถ้าหากเราลองคำนวณพลังงานที่ต้องใช้ในการบรรทุกอาหารปลอดสารพิษมาสู่จานผู้บริโภคดู เราก็อาจพบว่ากระบวนการผลิตและขนส่งอาหารปลอดสารพิษนั้นอาจไม่ได้ “ยั่งยืน” มากกว่าเกษตรกระแสหลักเท่าไรนัก ยกตัวอย่าง เช่น บนหิ้งขายอาหารปลอดสารพิษในร้าน Whole Foods ในเมืองซานฟรานซิสโกของอเมริกา มีผักแอสปารากัสปลอดสารพิษที่ปลูกในประเทศอาร์เจนตินา บินมาส่งร้านโดยเครื่องบินโบอิ้ง 747, ลูกแบล็กเบอรี่ปลอดสารพิษ ที่บรรทุกใส่รถสิบล้อมาส่งจากเม็กซิโก และผักปลอดสารพิษซึ่งถูกแช่แข็งที่อุณหภูมิต่ำกว่า ศูนย์องศาเซลเซียสทันทีที่มันถูกถอนจากแปลงผักในรัฐแอริโซนาซึ่งอยู่ห่างไปหลายร้อยกิโลเมตร เพื่อให้แน่ใจว่าจะ “สดใหม่เสมอ” สำหรับผู้บริโภค

ความย้อนแย้ง (paradox) เช่นนี้ของอาหารปลอดสารพิษ ระหว่างกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติและประหยัดพลังงาน กับกระบวนการขนส่งที่มีผลหักล้างประโยชน์เหล่านั้น ทำให้ผู้นิยมอาหารปลอดสารพิษที่เปี่ยมจิตสาธารณะด้วยจำนวนไม่น้อยทั่วโลกกำลังรณรงค์ว่า เราไม่ควรบริโภคอาหารปลอดสารพิษเพียงอย่างเดียว แต่ควรเรียกร้องให้แหล่งที่มาของอาหารนั้นอยู่ในรัศมีพอควรจากบ้านเรือนของผู้บริโภคด้วย เช่น ไม่เกิน 100 กิโลเมตร เพื่อจะได้ไม่ต้องสิ้นเปลืองพลังงานในการขนส่ง ดีไซเนอร์จำนวนไม่น้อยกำลังขานรับต่อความต้องการเหล่านี้ เช่น อังเดร วิลจอน (Andre Viljoen) สถาปนิกชาวอังกฤษ เสนอให้รัฐบาลเจียดพื้นที่สาธารณะในเมือง เช่น ริมท้องถนน พื้นที่ข้างตลาด และแม้กระทั่งแม่น้ำลำคลองที่ไหลผ่านเมือง สำหรับการปลูกพืชผักสวนครัว

วิลจอนบอกว่า ไอเดียเรื่องฟาร์มในเมือง (city farm) ของเขาไม่ใช่เรื่องใหม่ เขายกตัวอย่างประเทศคิวบา ซึ่งพบเห็นฟาร์มแบบนี้ได้ทั่วไปในหลายเมือง นอกจากฟาร์มในเมืองจะช่วยลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งอาหาร และช่วยให้ทุกคนรู้สึกสดชื่นมีชีวิตชีวามากกว่าเดิมที่ได้เห็น “พื้นที่สีเขียว” แล้ว ก็ยังสามารถช่วยให้ชาวกรุงรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการผลิตอาหาร – อาชีพดั้งเดิมที่สุดของมนุษยชาติที่กำลังเรียกร้องให้เราหวนกลับไปทบทวนบทเรียนของบรรพบุรุษในอดีต ก่อนที่อาหารตามธรรมชาติจะหมดโลก จนลูกหลานเราในอนาคตต้องบริโภคเม็ดอาหารสังเคราะห์ ไม่ต่างจากตัวละครในนิยายวิทยาศาสตร์

ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ ฉบับวันที่ 12 กันยายน 2550



  Locations of visitors to this page


open 286 ถนนพิชัย แขวงถนนนครชัยศรี เขตดุสิต กรุงเทพฯ 10300
โทรศัพท์: 0-2669-5145-6 แฟกซ์: 0-2669-5146
email: pinyopen(at)yahoo.com
บรรณาธิการสำนักพิมพ์: ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
บรรณาธิการโอเพ่นออนไลน์: สฤณี อาชวานันทกุล
ผู้ช่วยบรรณาธิการ: กิตติพงศ์ สนธิสัมพันธ์
กองบรรณาธิการ: สินีนาถ เศรษฐพิศาล
Web production by Alongkorn (9korn)
eXTReMe Tracker   View Stat counter