อัตตาแห่งความเป็นชาติ
ในวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ปี ค.ศ. ๑๙๔๘ ภายใต้มติของสหประชาชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากความเห็นชอบของอภิมหาอำนาจทั้งสองฝ่ายคือ สหรัฐอเมริกาและรัสเซีย กองทัพอังกฤษทั้งหมดก็ได้ยินยอมที่จะถอนตัวออกไปจากการควบคุมดูแลดินแดนปาเลสไตน์โดยสิ้นเชิง…และในวันนั้นนั่นเอง วิทยุกระจายเสียงของชาวยิวในปาเลสไตน์ก็ได้ออกคำประกาศของนาย “เดวิด เบน กูเรียน” ในฐานะนายกรัฐมนตรีคนแรกของอิสราเอล ให้แผ่นดินในส่วนที่ชาวยิวได้ครอบครองเอาไว้มีฐานะเป็น…ประเทศเอกราชอย่างเป็นทางการ…
แต่ในวันรุ่งขึ้น…หลังจากที่ข้าหลวงใหญ่อังกฤษประจำดินแดนปาเลสไตน์ ได้ลงเรือรบอังกฤษออกไปจากดินแดนแห่งนี้ได้ไม่นานนัก บรรดาชาวอิสลามในดินแดนอาหรับอันประกอบไปด้วยกองทัพของประเทศอียิปต์ จอร์แดน อิรัก ซีเรีย และเลบานอน…ก็ได้เริ่มเคลื่อนกำลังเข้าโจมตีประเทศอิสราเอลกันตั้งแต่วันแรก…!!! และหลังจากนั้นเป็นต้นมา พื้นที่แห่งนี้ก็ได้กลายเป็นพื้นที่ที่ไม่เคยได้สัมผัสกับคำว่า ”สันติภาพ” ที่แท้จริงกันเลยแม้แต่น้อย…??? การเปิดฉากสงครามระหว่างกันและกันครั้งแล้วครั้งเล่า อันเนื่องมาจาก ปมปัญหาระหว่างชาวยิวกับอาหรับในดินแดนปาเลสไตน์ที่ดำเนินสืบเนื่องต่อมาจากวันนั้นจนถึงตราบเท่าทุกวันนี้ ได้กลายมาเป็นปัญหาไปทั่วทั้งภูมิภาคตะวันออกกลาง กลายมาเป็นปัญหาระหว่างชาวยิวกับชาวอิสลามทั่วทั้งโลก...และกลายเป็นปัญหาของโลกทั้งโลกกันเลยก็ว่าได้…!!!
ทั้งๆ อันที่จริงแล้ว…ถ้าหากเรากลับไปไล่เรียงประวัติศาสตร์กันมาตั้งแต่เริ่มแรก บรรดาชาวอาหรับส่วนใหญ่ที่อาศัยอยู่ในดินแดนตะวันออกกลางนั้นก็คงไม่ใช่ใครอื่น… แต่เป็นผู้ที่ถือว่าตัวเองก็คือสายเลือดเผ่าพันธุ์เดียวกันกับชาวยิวมาตั้งแต่ต้น หรือต่างก็เป็นลูกหลานของ “อิชมาเอล” ลูกชายคนแรกของ “อับราฮัม” พี่น้องต่างมารดากับ “อิสอัค” ผู้เป็นบิดาของ “ยาโคป” หรือ “อิสราเอล” นั่นเอง…และเมื่อบรรดาชาวอาหรับเหล่านี้ได้หันมานับถือศาสนาอิสลามกันในเวลาต่อมา พระ “นบี มูฮัมหมัด” ศาสดาของศาสนาอิสลาม ก็ได้แสดงความยอมรับไว้แต่แรกถึงสัมพันธภาพอันใกล้ชิดระหว่างชาวยิวกับชาวอาหรับ ไม่ว่าในแง่สายเลือดเผ่าพันธุ์ หรือในแง่ความเชื่อทางศาสนาก็ตาม การประกาศให้ความยอมรับในพระคัมภีร์อัล-กุรอ่านต่อบทบาทของอับราฮัม (อิบราฮิม) โมเสส (มูซา) หรือแม้กระทั่งพระเยซู (อีซา) ว่ามีฐานะเป็นเสมือนศาสดา หรือ “นบี” ที่พระเจ้าส่งมาสู่มวลมนุษยชาติเช่นเดียวกัน…ยิ่งแสดงให้เห็นถึงความผูกพันที่ลึกซึ้งยิ่งไปกว่าความเป็นเผ่าพันธุ์กันเลยก็ว่าได้…
นอกไปจากนั้น….ตลอดช่วงระยะเวลาที่ชาวยิวต้องถูกกระทำย่ำยีโดยฝรั่งชาติต่างๆ โดยเฉพาะในช่วงที่บรรดาชาวยิวถูกเนรเทศออกมาจากแผ่นดินเสปนหรือแต่ละประเทศในยุโรปนับตั้งแต่ช่วงต้นศตวรรษที่ ๑๔ เป็นต้นมา…บรรดาชาวอาหรับที่ยึดครองดินแดนต่างๆ อยู่ในจักรวรรดิอิสลาม นอกจากจะไม่ได้แสดงความชิงชังรังเกียจต่อชาวยิวเหมือนกับชาวยุโรปทั้งหลาย ยังถือได้ว่าเป็นผู้ที่ช่วยอุ้มชูเปิดโอกาสให้กับชาวยิวได้มีที่พักพิง มีสิทธิ์เสรีในการประกอบธุรกิจหรือการนับถือศาสนาของตัวเองภายในแผ่นดินอิสลาม โดยไม่ได้กดขี่ บังคับให้ชาวยิวต้องเปลี่ยนแปลงความเชื่อ หรือจับชาวยิวไปกระทำย่ำยีแบบพวกฝรั่งทั้งหลายกันเลยแม้แต่น้อย แต่กลับแสดงการต้อนรับด้วยน้ำใจไมตรีกันมาโดยตลอด….
อาจารย์ “คึกฤทธิ์ ปราโมช” ได้บรรยายถึงเหตุการณ์ในช่วงระยะนี้เอาไว้ว่า… “พวกยิวที่อพยพไปอยู่ในแอฟริกาเหนือ อียิปต์ ตุรกีนั้น…ต้องไปอยู่ใต้การปกครองของอิสลามทั้งสิ้น เพราะดินแดนต่างๆ ที่ได้กล่าวถึงนี้อยู่ในมหาอาณาจักรออตโตมาน ซึ่งเป็นมหาอาณาจักรอิสลาม สิ่งที่ควรบันทึกเอาไว้ในที่นี้ก็คือเมื่อพวกยิวไปอยู่ใต้การปกครองของอิสลามแล้ว ยิวก็ได้รับสิทธิ์และเสรีภาพในการเศรษฐกิจและการศาสนาโดยสมบูรณ์ ความจริงยิวในเสปนก็เคยอยู่ใต้การปกครองของอิสลามมาเป็นเวลาหลายร้อยปี เพราะพวกอิสลามได้เคยเข้าไปปกครองประเทศเสปนอยู่เป็นเวลาช้านาน…ซึ่งในระหว่างนั้น ยิวก็ได้รับสิทธิ์เสรีภาพในทางเศรษฐกิจและในทางศาสนาเช่นเดียวกัน และพวกยิวที่มาอาศัยอยู่ในอาณาจักรออตโตมานก็ได้รับสิ่งเหล่านี้โดยสมบูรณ์ต่อมาหลายศตวรรษ”
ตรงกันข้าม…กลับจะเป็นฝ่ายยิวซะเอง ที่มักสร้างบาดแผล ความเจ็บปวดให้กับบรรดาชาวอิสลามเอาไว้ไม่น้อยในตลอดประวัติศาสตร์ที่ได้รับการบันทึกเอาไว้ในแต่ละช่วงแต่ละตอน หรือนับตั้งแต่ในช่วงพระนบี มูฮัมหมัดยังทรงพระชนม์ชีพอยู่ เรื่องราวของการบิดพลิ้ว การแสดงความเป็นศัตรู การใช้กลอุบายของชาวยิวบางกลุ่มในเมืองเมดินาต่อพระนบี ได้ถูกเล่าขานและบันทึกเอาไว้ในประวัติศาสตร์อิสลามกันมาตั้งแต่ครั้งนั้น แม้กระทั่งเหตุที่ทำให้พระองค์ต้องเสียชีวิตลงไปก็ยังมีการโจษขานกันว่า อาจจะเกิดจากฝีมือการลอบวางยาพิษของสตรีชาวยิวที่ชื่อว่า “ไซนาบ”???
นอกไปจากนั้น…บรรดาความปั่นป่วนวุ่นวายต่างๆ ที่ปรากฏต่อกระบวนการประวัติศาสตร์อิสลามในหลายยุคหลายสมัย…และได้รับการบันทึกเอาไว้โดยนักประวัติศาสตร์อิสลาม ก็มักจะมีการกล่าวถึงเรื่องราวในด้านร้ายๆของชาวยิวที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่หลายครั้งหลายครา… ไม่ว่าตั้งแต่ประวัติศาสตร์ความแตกแยกครั้งสำคัญของอิสลามในช่วงปี ค.ศ. ๖๕๖ อันเนื่องมาจากกรณีการสืบทอดตำแหน่งผู้นำทางศาสนา หรือผู้ที่เรียกกันว่า “กาหลิบ” บทบาทของชาวยิวบางกลุ่มบางรายที่นักประวัติศาสตร์อิสลามนำมาอ้างอิงเอาไว้นั้น ถูกตั้งข้อกล่าวหาเอาไว้ถึงขั้นว่ามีส่วนนำไปสู่การทำให้ช่วงระยะเวลาที่มีการขนานนามกันว่า “ยุคแห่งกาหลิบผู้ทรงธรรมทั้ง ๔” ต้องสิ้นสุดลงไปนับตั้งแต่นั้น กรณีการพังทลายของกาหลิบวงศ์โอเมยาดแห่งดามัสกัส และวงศ์อับบาสิดแห่งแบกแดด วงศ์ตูเรเนียนในอินเดีย ไปจนถึงการโค่นล้มสุลต่านอับดุล ฮามิดแห่งจักรวรรดิออตโตมานในตุรกี…..ฯลฯ บรรดาเหตุการณ์เหล่านี้…นักประวัติศาสตร์อิสลามหลายต่อหลายราย… ได้ตั้งข้อสมมุติฐานหรืออ้างอิงถึงหลักฐานต่างๆ ว่าชาวยิวเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าว กันไปตามเหตุผลและความเชื่อของแต่ละรายกันมาโดยตลอด…
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม…เรื่องราวทางประวัติศาสตร์ในอดีต หรือกระทั่งเรื่องราวของความเชื่อในทางศาสนา ก็คงจะไม่ใช่เป็นเหตุปัจจัยหลักๆ ที่ทำให้ชาวอาหรับหรือชาวอิสลามต้องเกิดความแปลกแยกขัดแย้งจนกลายมาเป็นศัตรูคู่อาฆาตกับชาวยิวอยู่ในทุกวันนี้…อย่างน้อยที่สุด การที่ชาวอาหรับในจักรวรรดิออตโตมานได้แสดงออกถึงจิตใจ-ไมตรี ต้อนรับอุ้มชูชาวยิวที่ถูกเนรเทศมาจากเสปนหรือจากประเทศต่างๆในยุโรปมาโดยตลอด หรือแม้กระทั่งชาวปาเลสไตน์ที่แสดงอาการชื่นชมยินดีต่อการที่ชาวยิวอพยพเข้ามาตั้งนิคมชาวยิวในปาเลสไตน์ตั้งแต่ก่อนหน้าสงครามโลกครั้งที่ ๑ มาแล้ว โดยพร้อมที่จะยอมทำหน้าที่เป็นผู้รับจ้างใช้แรงงานให้กับชาวยิวซึ่งเข้ามาซื้อที่ดินตั้งโรงงาน ก่อสร้างอาคารบ้านเรือนโดยไม่ได้มีท่าทีรังเกียจรังงอนอะไรมาก่อนเลย…แต่ท้ายที่สุดแล้ว ปัจจัยหลักๆ ที่น่าจะเป็นเหตุทำให้ยิวกับอาหรับต้องกลายมาเป็นศัตรูคู่อาฆาตกันอยู่ในขณะนี้…ว่าไปแล้ว..ก็คงหนีไม่พ้นไปจากปัจจัยอันเนื่องมาจาก “อัตตาแห่งความเป็นเผ่าพันธุ์” หรือ “อัตตาแห่งเป็นชาติ” อันเป็นสิ่งที่ทำให้ชาวยิวมักต้องแปลกแยกกับชนชาติอื่นๆ มาโดยตลอดนั่นเอง…!!!
ยิ่งเมื่อเจอกับแรงกดดันอันสุดแสนจะเจ็บปวดรวดร้าว จากโศกนาฏกรรมความเลวร้ายที่เกิดกับเผ่าพันธุ์ตัวเองในช่วงสงครามโลกครั้งที่ ๒ โดยฝีมือนาซี…แทนที่จะทำให้ชาวยิวทั้งหลายเกิดความฉุกใจคิดขึ้นมาว่าความคลั่งไคล้หลงใหลอยู่กับความเป็นเผ่าพันธุ์ชนชาติของตัวเองนั้น ก็อาจทำให้ตัวเองมีสภาพแทบไม่ต่างอะไรไปจาก “นาซี” ได้เช่นกัน….แต่มันกลับก่อให้เกิดแรงกระตุ้นในลักษณะ “สวิง” ยิ่งขึ้นไปอีก อารมณ์ความรู้สึกเช่นนี้สะท้อนให้เห็นได้อย่างชัดเจนจากบันทึกความทรงจำของนาย “เมนาเฮม เบกิ้น” ที่แสดงความแค้นเคืองอย่างสุดขีดต่อกรณีที่รัฐบาลอังกฤษออกคำสั่งให้พื้นที่เล็กๆ ที่เป็นเพียงแค่เศษซากปรักหักพังทางประวัติศาสตร์ ซึ่งมีซากผนังกำแพงโบสถ์ของชาวยิวที่เรียกกันว่า “เวลลิ่ง วอลล์” และสุเหร่าอิสลามซ้อนทับกันอยู่ให้เป็นพื้นที่กรรมสิทธิ์ของชาวอิสลามในปาเลสไตน์หลังจากที่ชาวยิวได้ทิ้งมันมานานนับเป็นพันๆ ปีมาแล้ว แต่ภายใต้ “อัตตาของความเป็นชาติ” ที่ถูกกระตุ้นให้พุ่งพรวดพราดขึ้นมาใหม่ในช่วงเวลาแค่ไม่กี่สิบปี…”เมนาเฮม เบกิ้น” ระบายความพลุ่งพล่านออกมาว่า… “ก้อนหินที่มีค่าเหล่านี้ไม่ได้นิ่งเฉย ไม่ได้ร้องโวยวาย แต่ได้กระซิบให้รู้ว่า…โบสถ์ของเราเคยตั้งอยู่ ณ ที่นี้ ซึ่งไม่ว่ากษัตริย์ นักปราชญ์ หรือวีรชนที่ได้เคยใช้ที่แห่งนี้ประกอบกิจทางศาสนาและอื่นๆ ที่แห่งนี้เป็นที่ตั้งของโบสถ์และเป็นประเทศของเรา ซึ่งมีกษัตริย์ นักปราชญ์ และวีรชนอยู่มาก่อนที่อังกฤษจะได้ตั้งเป็นชาติขึ้นมา พยานหลักฐานของก้อนหินเหล่านี้…มีอยู่หลายชั่วอายุคนแล้ว…ตั้งแต่ในระยะแรกที่ต้องตกเป็นทาสของชนชาติอื่น…เวลลิ่ง วอลล์ได้กลายเป็นที่โหยหาของประชาชนชาวยิว ดังนั้น…นักถากถางมนุษย์ทั้งหลายขอจงอย่าได้พล่ามว่านี่เป็นความงมงายที่เหลวไหล…เพราะประวัติศาสตร์ไม่ใช่เรื่องเหลวไหล…” ??? ??? ???
แน่นอน…แม้นว่าศาสนสถานแห่งนี้จะมีสภาพเป็นเพียงแค่ซากปรักหักพัง ก็คงไม่มีใครที่จะปฏิเสธว่าก้อนหินแต่ละก้อนนั้น มันมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และทางจิตใจต่อชาวยิวหรือแม้กระทั่งผู้ที่ไม่ใช่ชาวยิวก็ตาม แต่บรรดาคุณค่าเหล่านี้…มันจะถูกนำมาใช้ในแบบไหน? อย่างไร? นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง!!! อันที่จริงนับเป็นพันๆ ปีก่อนหน้าที่ขบวนการไซออนนิสต์จะประกาศอุดมการณ์ในการฟื้นฟูประเทศอิสราเอลขึ้นมาใหม่ หรือหลังจากที่กองทัพโรมันได้เผาผลาญโบสถ์แห่งนี้ให้เหลือแต่เศษซากกำแพง บรรดาชาวยิวทั้งหลายที่มีโอกาสหวนกลับมาสู่สถานแห่งนี้ก็สามารถแสดงออกถึงความตระหนักต่อคุณค่าเหล่านี้ได้โดยไม่ได้ต้องเกิดความขัดแย้ง แปลกแยกกับใครต่อใครที่ผลัดเปลี่ยนเวียนมาครอบครองพื้นที่แห่งนี้กันเลยแม้แต่น้อย อย่างที่กล่าวเอาไว้แล้วว่าตลอดเวลาที่ชาวยิวอพยพมาพึ่งพิงอยู่ในจักรวรรดิอิสลาม ชาวยิวต่างก็มีสิทธิ์เสรีในการดำรงความเชื่อในทางศาสนากันมาโดยตลอด ไม่ได้ถูกบังคับข่มเหงเหมือนกับในขณะที่กระจัดกระจายอยู่ในหมู่ชาวยุโรปแม้แต่น้อย…และยิ่งถ้าหากมองลึกลงไปถึงคุณค่าในทางศาสนาและในทางประวัติศาสตร์แล้ว มันน่าจะกลับทำให้ชาวยิวเกิดความรู้สึกกลมกลืนกับชาวอิสลามยิ่งขึ้นไปอีกต่างหาก เพราะไม่ว่าซากโบสถ์หรือซากสุเหร่าจะซ้อนทับกันในลักษณะไหน แต่ “พระเจ้า” ของศาสนาทั้งสอง…ก็น่าจะเป็น “พระเจ้าองค์เดียวกัน”มาตั้งแต่เริ่มแรก หรือแม้กระทั่งสายเลือดเผ่าพันธุ์ก็ตาม…ต่างก็ถือกำเนิดมาจาก “อับราฮัม” ด้วยกันทั้งคู่…
แต่คำถามมีอยู่ว่า…คุณค่าทางประวัติศาสตร์ของซากกำแพง “เวลลิ่ง วอลล์” ในสายตาของชาวยิวที่พยายามพลิกฟื้นความเป็นชาติขึ้นมาใหม่หลังจากที่ถูกชาวยุโรปกระทำย่ำยีมานานแล้ว มันได้ถูกนำไปใช้ในลักษณะไม่ต่างไปจากการแสดงออกถึง “ความเป็นชาวอารยัน” ของนาซีกันเลยหรือไม่ ??? หรือถูกนำมาเป็นเครื่องมือในการแสดงออกถึงความสูงส่งของเผ่าพันธุ์ตัวเองที่เคยเป็นมาในอดีต เพื่อขจัดปมด้อย เพื่อแสดง “อัตตาแห่งความเป็นชาติ” ของตัวเองให้ดูโดดเด่นไปกว่าชนชาติและเผ่าพันธุ์อื่นๆ…??? ??? ???
ความแปลกแยกที่ก่อตัวขึ้นมาระหว่างชาวยิวกับชาวอาหรับทั้งหลาย ในยุคของการก่อตั้งประเทศอิสราเอลขึ้นมาใหม่ในห้วงเวลาปัจจุบัน…มันจึงมีสภาพแทบไม่ต่างอะไรไปจากความแปลกแยกระหว่างชาวยิวกับ ชาวคานาอัน ชาวฮิตไทต์ ชาวเปริสซี ชาวอัมโมน ฯลฯ ในยุคที่ “เอสรา” ได้รับอนุญาตจากไซรัสมหาราชให้กลับมาฟื้นฟูกรุงเยรูซาเล็มขึ้นมาใหม่เมื่อหลายพันปีที่แล้ว…นั่นเอง!!!
เมื่อหลายพันปีที่แล้ว…ภายหลังจากที่ “เอสรา” คร่ำครวญอธิษฐานต่อพระเจ้าเอาไว้ว่า… “เพราะว่าข้าพระองค์ทั้งหลายเป็นทาส แต่พระเจ้าของข้าพระองค์มิได้ทรงละทิ้งข้าพระองค์ไว้ในความเป็นทาส แต่ทรงบันดาลให้ข้าพระองค์ทั้งหลายมีความชอบต่อพระพักตร์บรรดาพระราชาแห่งเปอร์เซีย ทรงประสาทการฟื้นคืนมาแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายบ้าง เพื่อจะตั้งพระนิเวศของของข้าพระองค์ทั้งหลายขึ้นไว้ เพื่อที่จะซ่อมที่สลักหักพัง เพื่อจะประทานกำแพงแก่ข้าพระองค์ทั้งหลายในยูดาห์และในเยรูซาเล็ม…” จากนั้นอีกไม่นาน เขาก็ได้เรียกร้องต่อชาวยิวทั้งหลายว่า… “จงแยกตัวท่านออกเสียจากชนชาติทั้งหลายแห่งแผ่นดิน และจากภรรยาต่างชาติ…” แต่ในยุคของ “เมนาเฮม เบกิ้น” เขาได้คร่ำครวญเอาไว้ในบันทึกความทรงจำว่า… “คืนนั้นเรายืนอยู่ที่เวลลิ่ง วอลล์ ด้วยหัวใจที่ปวดรวดร้าว และได้ตัดสินใจว่า นี่คือการปกครองระบบทาสโดยแท้ ชาวโรมันซึ่งมีอำนาจเหนือเราในสมัยโบราณ ยังไม่กล้ากระทำเช่นที่อังกฤษได้กระทำกับเรา แม้นว่าจะเสี่ยงชีวิตและอิสรภาพ บรรพบุรุษของเราก็ไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจผู้กดขี่ แต่เราผู้ซึ่งประกาศตนว่า…เป็นยุคสุดท้ายของการกดขี่ และเป็นยุคแรกแห่งการไถ่อิสรภาพ ถ้าหากกลับยินยอมทนความกดขี่เช่นนี้ และไม่แม้แต่จะป้องกันตนเอง…เราย่อมไม่ใช่คนที่เป็นอิสระได้แน่ๆไม่ว่าจะพล่ามพูดถึงอิสระเพียงไรก็ตาม คนที่ยอมให้ผู้อื่นมาเหยียบย่ำสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ของประเทศ และความเชื่อถือในสิ่งศักดิ์สิทธิ์เอาไว้ในอุ้งเท้าย่อมมีใจเป็นทาส….เราตกลงว่าเมื่อถึงเวลา เราจะชำระความอายนี้ให้หมดไปจากประชาชนของเรา เราจะไม่ยอมให้…บริวารใดๆ ของผู้กดขี่มาบุกรุกสถานที่แห่งนี้และมารบกวนสมาธิหรือดูหมิ่นพิธีศักดิ์สิทธิ์ของเรา”
และหลังจากนั้นอีกไม่นานนัก…ดังที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า ชาวยิวในดินแดนปาเลสไตน์ก็ได้แยกตัวเองออกจากชนชาติต่างๆ ที่อยู่รายรอบตัวเองทั่วทั้งตะวันออกกลาง โดยการเริ่มต้นทำสงครามประหัตประหารกับบรรดาชนชาติเหล่านี้นับตั้งแต่วันแรกที่ประกาศเอกราช…จนความแปลกแยก ความขัดแย้ง ระหว่างชาวอิสราเอลกับชาวอาหรับและชาวอิสลามที่ยืดเยื้อคาราคาซังมาถึงทุกวันนี้…ไม่เพียงแต่เป็นความขัดแย้งระหว่างชาติ หรือระหว่างภูมิภาค…แต่มันได้กลายเป็นความขัดแย้งระดับโลกไปแล้ว…!!!



