จากพืชจีเอ็มโอ สู่รัฐบาลจีเอ็มโอ
“หากประเทศไทยเป็นประเทศในแถบแอฟริกาที่ยากแก่การเพาะปลูกพืชผลทางการเกษตรเพื่อใช้เป็นอาหาร ปลูกอะไรก็ปลูกไม่ขึ้น ก็ถือว่าสมเหตุสมผลอย่างยิ่งที่จะมีการผลักดันให้นำวิทยาการพืชดัดแปลงพันธุกรรมมาพัฒนาพันธุ์พืชพื้นเมือง เพื่อเพิ่มผลผลิตทางการเกษตร ขณะที่จริงๆ แล้ว ประเทศไทยเรากลับมีความอุดมสมบูรณ์ของพืชพันธุ์มาก จนสามารถส่งขายไปยังต่างประเทศ และเป็นครัวของโลกได้ แล้วเราจะทำไปเพื่ออะไร”
ศ.ดร.วิสุทธิ์ ใบไม้ ผู้อำนวยการโครงการพัฒนาองค์ความรู้และศึกษานโยบายการจัดการทรัพยากรชีวภาพในประเทศไทย (โครงการ BRT)
.........................
ศึก “จีเอ็มโอ” ระเบิดขึ้นอีกครั้งแล้ว
มุมแดงหรือฝ่ายสนับสนุนประกอบด้วยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยมีบริษัทยักษ์ใหญ่เกษตรเป็นกองเชียร์ เตรียมเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาทบทวนยกเลิกมติ ครม. วันที่ 3 เมษายน 2544 เพื่อเปิดทางให้มีการทดสอบพืชจีเอ็มโอ ในระดับไร่นาก่อนจะนำไปสู่การอนุญาตเปิดการจำหน่ายพืชจีเอ็มโอทางการค้าในอนาคต
มุมน้ำเงินหรือฝ่ายคัดค้านประกอบด้วยนักวิชาการ เอ็นจีโอ และเครือข่ายเกษตรกร
ดูเหมือนศึกจีเอ็มโอคงต้องสู้กันอีกหลายยกทีเดียว ต่างฝ่ายต่างตั้งการ์ดหาเหตุผลสนับสนุนอย่างรัดกุม ไม่เพลี่ยงพล้ำกันง่ายๆ
พืชจีเอ็มโอ GMOs เป็นตัวย่อของคำว่า Genetically Modified Organisms อันมีความหมายถึง สิ่งมีชีวิตที่ได้จากการดัดแปลงหรือตกแต่งสารพันธุกรรม
กล่าวอีกนัยก็คือ นักวิทยาศาสตร์ได้สร้างสิ่งมีชีวิตขึ้นมาใหม่ด้วยเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรม โดยการเปลี่ยนรูปแบบของสิ่งมีชีวิตที่มีอยู่ในธรรมชาติให้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตใหม่
ก่อนอื่นมาทำความรู้จักเจ้าสารพันธุกรรมก่อนว่ามีสองตัวสำคัญคือ “ยีน” และ “ดีเอ็นเอ”
ยีนคือหน่วยพันธุกรรมที่ถ่ายทอดลักษณะจากพ่อแม่สู่ลูกหลาน สั่งให้สิ่งมีชีวิตแต่ละชนิดว่ามีรูปร่างหน้าตาอย่างไร และอยู่ในรูปของสารเคมีที่เรียกว่า ดีเอ็นเอ
มีการเปรียบเปรยว่า หากเรากำลังฟังเพลงเพราะๆ เพลงหนึ่ง ดีเอ็นเอก็เปรียบเสมือนตัวโน้ตบนแผ่นกระดาษที่นักดนตรีกำลังบรรเลง ขณะที่ยีนก็เปรียบเสมือนบทเพลงที่เราได้ยิน กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เราได้ยินเสียงเพลงหรือยีนผ่านตัวโน้ตต่างๆ ที่มีโครงสร้างชัดเจน
นักพันธุวิศวกรรมรู้มานานแล้วว่า ยีนแต่ละตัวทำหน้าที่เฉพาะทาง บางตัวทำหน้าที่ย่อยอาหาร บางตัวต่อสู้กับสิ่งแปลกปลอม จนกระทั่งในปี พ.ศ.2516 หรือ 30 กว่าปีก่อน นักวิทยาศาสตร์สหรัฐอเมริกาจึงประสบความสำเร็จในการตัดต่อยีนจากสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งไปใส่ในสิ่งมีชีวิตอีกชนิดหนึ่ง
สหรัฐอเมริกาจึงเป็นเจ้าพ่อจีเอ็มโอมาตั้งแต่เริ่มแรก โดยมีพืชจีเอ็มโอชนิดแรก คือ “มะเขือเทศ” ที่ตัดต่อยีนจนทำให้สุกช้า ส่งไปตีตลาดทั่วโลกโดยไม่เน่าเสีย
ตอนนั้นไม่มีใครรู้ว่าเมื่อกินเข้าไปแล้วจะเกิดผลอะไรกับร่างกายมนุษย์
จากมะเขือเทศ ก็มีการทำพืชจีเอ็มโออีกหลายชนิด อาทิ ถั่วเหลือง ข้าวโพด ข้าวเจ้า ข้าวสาลี มะละกอ ฯลฯ
ถั่วเหลืองที่นำมาทำน้ำเต้าหู้ให้บรรดาคนที่ดูแลสุขภาพทานกันนั้น ส่วนใหญ่เป็นถั่วเหลืองจีเอ็มโอ เพราะไทยต้องนำเข้าจากต่างประเทศ
ต่อมาก็มีการตัดต่อยีนในพืชเกษตรหลายชนิด เพิ่มความต้านทานต่อโรคและแมลง โดยมีพืชสำคัญคือ “ฝ้าย” โดยมีบริษัทยักษ์ใหญ่ที่เคยขายยาปราบศัตรูพืช ยาฆ่าแมลง ยาฆ่าหญ้าเป็นผู้ผลิตรายสำคัญ
ความขัดแย้งระหว่างผู้ที่เห็นด้วยกับจีเอ็มโอกับผู้คัดค้านในประเทศไทยนั้น มีประเด็นสำคัญเหมือนกันทั่วโลกคือ ฝ่ายที่เห็นด้วยในการทำพืชจีเอ็มโอ มีฐานที่มั่นใหญ่คือ สหรัฐอเมริกา โดยมีตัวละครสำคัญคือ นักพันธุวิศวกรรม บริษัทข้ามชาติเจ้าของสิทธิบัตรเมล็ดพันธุ์พืชจีเอ็มโอ มีเหตุผลสนับสนุนคือ ทำให้เกิดการผลิตพืชทางการเกษตรขนาดใหญ่ สามารถเลี้ยงคนทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นได้ และพัฒนาสายพันธุ์ที่ต้านทานโรค ไม่ต้องใช้ยาฆ่าแมลง ยาปราบศัตรูพืช
ฝ่ายที่คัดค้านในเรื่องนี้ มีฐานที่มั่นใหญ่คือ ยุโรป มีตัวละครสำคัญคือ เกษตรกรรายย่อย นักวิทยาศาสตร์และเอ็นจีโอ โดยมีเหตุผลคัดค้านสำคัญคือ ความปลอดภัยของอาหาร ไม่มีใครรู้ว่าพืชจีเอ็มโอจะส่งผลต่อร่างกายมนุษย์และจะปนเปื้อนในระบบนิเวศอย่างไร หากมีการปล่อยให้ปลูกได้ และที่สำคัญคือ ผู้ได้รับประโยชน์สูงสุดคือ บรรดาบริษัทยักษ์ใหญ่ที่ผลิตเมล็ดพันธุ์พืชจีเอ็มโอ เพราะเกษตรกรต้องซื้อเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ทุกปี และมีราคาสูงขึ้นเรื่อยๆ
องค์การอาหารและเกษตรกรรมของสหประชาชาติได้ประเมินว่า ร้อยละ 80 ของเมล็ดพันธุ์ที่ใช้ในการเพาะปลูกในประเทศกำลังพัฒนาได้มาจากการที่เกษตรกรเก็บเมล็ดพันธุ์ของตัวเองไว้เพาะปลูกในปีถัดไป
ดังนั้น หากบริษัทยักษ์ใหญ่เหล่านี้สามารถควบคุมเมล็ดพันธุ์พืชหลักๆ ของโลก อาทิ ข้าวโพด ข้าว ข้าวสาลี ถั่วเหลือง โดยการจดสิทธิบัตรเมล็ดพันธุ์จีเอ็มโอ และส่งเสริมให้เกษตรกรทั่วโลกใช้พืชจีเอ็มโอ บริษัทเหล่านี้จะสามารถควบคุมการผลิตอาหารของโลกมูลค่าปีละหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐไว้ได้
ไม่ต่างจากที่โรงกลั่นน้ำมันส่วนใหญ่ของโลกตกอยู่ในมือของยักษ์ใหญ่ไม่กี่บริษัท จนสามารถควบคุมราคาน้ำมันทั่วโลกได้ตลอดเวลา
ทุกวันนี้ ลองสำรวจพฤติกรรมของผู้บริโภคทั่วโลกจะพบว่า 97% ของคนยุโรปต้องการให้มีการระบุฉลากสินค้าจีเอ็มโออย่างชัดเจน และ 85% ไม่ต้องการผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับจีเอ็มโอเลย 81% ของคนอเมริกันต้องการให้มีการติดฉลากสินค้าจีเอ็มโอ
ประเทศในสหภาพยุโรปมีข้อกำหนดให้ติดฉลากสินค้าที่มีจีเอ็มโอเกิน 1% และอนุญาตให้นำเข้าเพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้น
หันมาดูที่บ้านเรามั่ง นายอาชว์ เตาลานนท์ รองประธานกรรมการเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) กล่าวว่า ขณะนี้ จีน อินเดีย มาเลเซีย และสิงคโปร์ ได้พัฒนาพืชจีเอ็มโอถึงขั้นมีความรู้ มีเทคนิคเป็นของตัวเองแล้ว แต่ไทยยังคงอยู่ที่เดิมไม่ได้พัฒนาไปไหน หากไม่ปล่อยให้วิจัยทดลองในพื้นที่จริง ต่อไปไทยจะเป็นผู้ตาม เนื่องจากหลายประเทศได้ทดลองและทำในเชิงพาณิชย์ไปหมดแล้ว
ขณะที่นายสุนทร ศรีทวี อุปนายกสมาคมการค้าเกษตรอินทรีย์ไทย เล่าให้ฟังว่า อังกฤษได้ปฏิเสธการนำเข้ามะละกอจีเอ็มโอจากสหรัฐ และหันมานำเข้ามะละกอจากไทยแทน แต่เมื่อมีข่าวว่าไทยประสบปัญหามะละกอจีเอ็มโอหลุดรอดออกนอกแปลงทดสอบ ปรากฏว่าห้าง TESCO ในอังกฤษปฏิเสธการสั่งซื้อมะละกอจากไทย และหากรัฐบาลเปิดทางให้ทดสอบพืชจีเอ็มโอ เกรงว่าจะทำให้ผู้ซื้อในตลาดโลกขาดความเชื่อมั่นในคุณภาพสินค้าเกษตรอินทรีย์ที่ผลิตในไทย และอาจจัดให้ไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่เสี่ยงปนเปื้อนจีเอ็มโอ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการส่งออกสินค้าเกษตรอินทรีย์ของไทย
สอดคล้องกับความเห็นของนายสุรพงษ์ ปราณศิลป์ อธิบดีกรมการข้าว ที่บอกว่า หากมีข่าวว่าประเทศไทยทดลองปลูกพืชจีเอ็มโอจะทำให้ลูกค้ากว่า 150 ประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มประเทศยุโรป หมดความเชื่อมั่นในข้าวไทยและหันไปสั่งซื้อจากประเทศคู่แข่งแทนเหมือนกับที่ประเทศยุโรปหมดความเชื่อมั่นต่อรัฐบาลจีเอ็มโอ ที่มาจากการตัดต่อทำรัฐประหาร
ตีพิมพ์ครั้งแรก: หนังสือพิมพ์มติชน ฉบับวันที่ 9 กันยายน 2550



